LNCrawler

เรื่องน่ารำคาญ

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

เรื่องน่ารำคาญ

อยู่ที่ค่ายจิ้นหนานกับพี่ชายมาได้เกือบครึ่งเดือนและทุกวันก็มีแต่ความราบรื่น วันนี้หลินฮุ่ยจึงขออนุญาตพี่ชายออกไปหาซื้อของในตัวเมืองบ้าง เพราะตั้งแต่มาถึงเธอก็อยู่แต่ในค่ายมาโดยตลอด นอกจากจะเขียนนิยายและทำความสะอาดบ้านกับทำอาหารแล้วเวลาที่เหลือเธอก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะให้เสี่ยวเย่ไปส่งเธอที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองดีไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“พี่ใหญ่ พี่ต้องพาลูกน้องในทีมออกทำงานไม่ใช่เหรอคะ แล้วพี่เย่จะมีเวลาไปส่งฉันได้ยังไงกันคะ”

“พี่ไม่วางใจน่ะสิ แม้ช่วงนี้เหตุการณ์จะสงบมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ก็วางใจไม่ได้หรอกนะ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันค่อยไปตอนที่พี่ทำงานเสร็จแล้วดีไหมคะพี่ใหญ่” ว่าแล้วเธอก็วางกระเป๋าสะพายใบเล็กลง เตรียมจะหาอย่างอื่นทำฆ่าเวลาแทน

เห็นท่าทางของน้องสาวแล้วก็ให้ใจอ่อน “ก็ได้ๆ พี่ยอมให้เธอออกไปคนเดียวก็ได้ แต่ต้องรีบกลับมาก่อนค่ำนะ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีรถประจำทาง”

“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ พี่ดีที่สุดเลยค่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยื่นมือออกไปจับมือของพี่ชายเอาไว้แล้วแกว่งไปมาราวกับเด็กน้อยที่ได้ของถูกใจ

“ฮึ! เด็กเจ้าเล่ห์ เอาละ เตรียมจะออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพี่จะขับรถไปส่งเธอที่ป้ายรถประจำทางนอกค่ายเอง”

“ไปกันค่ะ ขากลับฉันจะซื้อของฝากมาให้พี่ด้วยนะ”

“ซื้อให้ตัวเองเถอะ พี่อายุขนาดนี้แล้วไม่อยากได้ของฝากหรอก”

“อายุขนาดนี้อะไรกันคะ พี่ใหญ่ของฉันอายุแค่ยี่สิบนิดๆ เท่านั้นเองนะคะ” ว่าแล้วก็ควงแขนพี่ชายเดินออกไปนอกบ้านอย่างมีความสุข

“เด็กคนนี้นี่ นับวันจะปากหวานและขี้ประจบขึ้นเรื่อยๆ ดูอย่างลูกน้องของพี่สิ ตอนนี้พวกเขาจะกลายเป็นพี่ชายของเธอแทนพี่กันหมดแล้วนะ”

“พวกเขาก็ดีกับฉันจริงๆ นี่คะ” พวกพี่ชายลูกน้องของพี่ใหญ่ล้วนดีกับเธอและเห็นเธอเป็นน้องสาวแทบจะทั้งนั้น แต่ละวันที่มาหาพี่ใหญ่ก็ไม่ลืมจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาด้วย บางครั้งก็ยังเป็นของดีจากท้องทะเลอีกต่างหาก ยิ่งเห็นเธอชอบกินอาหารทะเลก็ยิ่งหอบหิ้วมาให้มากมาย

“ฮึ!” มองน้องสาวอย่างระอาแล้วก็ปรายตามองกระถางดอกไม้ ที่ยามนี้กลับมามีใบเขียวสดมันวาวได้อีกครั้ง “ดอกไม้พวกนี้อีกหน่อยก็น่าจะออกดอกแล้วใช่ไหม”

“ยังหรอกค่ะ ต้องรออีกราวๆ ครึ่งเดือน ถึงตอนนั้นพี่จะได้เห็นแน่นอนค่ะพี่ใหญ่”

“ก็ยังนับว่าไม่เร็วเกินไป” เขาปรายตามองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะรีบพาน้องสาวเดินไปที่รถ “ต้องเร่งแล้วล่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถประจำทาง”

“ที่นี่รถมาเวลาไหนบ้างคะพี่ใหญ่”

“มาทุกชั่วโมงนั่นแหละ แต่บางทีก็ไม่มาแล้วแต่สภาพรถโดยสาร บางครั้งต้องซ่อม ก็ต้องรอนานหลายชั่วโมงก็มี” เขาเปิดประตูให้น้องสาว

หลินฮุ่ยก้าวขึ้นรถอย่างว่าง่าย “แบบนี้ฉันต้องรีบไปรีบกลับแล้วล่ะค่ะ”

“อืม ถ้าตกรถก็โทรมาที่ค่าย จำเบอร์โทรศัพท์ได้แล้วใช่ไหม”

“จำได้แล้ว ฉันยังจดเอาไว้ในสมุดบันทึกเล่มเล็กด้วยค่ะพี่ใหญ่”

“ดีมาก” เขาปิดประตูรถแล้วก็เดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับ ขึ้นมาได้ก็สตาร์ทแล้วขับออกไปเพื่อให้ทันส่งน้องสาวขึ้นรถประจำทาง

ผ่านป้อมยามหน้าค่ายมาได้ ขับรถต่ออีกราวสิบห้านาทีก็มาถึงป้ายรถประจำทาง “รถมาพอดีเลยฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวรีบเปิดประตูรถทันที “เย็นนี้พี่อยากกินอะไรคะ ฉันจะทำเอาไว้ให้”

“ยังไม่แน่ว่าจะได้กลับมาหรือเปล่าน่ะสิ แต่ไม่ต้องห่วงนะ” วันนี้มีภารกิจทางทะเล ทั้งยังต้องออกไปกับเรือของชาวประมง เขากับลูกน้องไม่มีทางอดแน่นอน

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะซื้อชุดลองจอนมาฝากนะคะพี่ใหญ่” ชุดลองจอนของพี่ชายที่เธอเห็นในตู้เสื้อผ้า ล้วนแต่เป็นชุดเก่าหลายปีมาแล้ว แต่พี่ชายก็ยังใช้อยู่ ตอนนี้เธอไม่ลำบากเรื่องเงินแล้ว จะซื้อให้เขามากหน่อย จะว่าไปแล้วที่นี่ก็ไม่ได้หนาวเหมือนที่ปักกิ่ง แต่ถ้าพี่ชายต้องออกไปทำภารกิจในที่อุณหภูมิติดลบ ชุดที่เธอซื้อให้ก็จะมีประโยชน์

“ได้ๆๆ อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย ถ้าเงินไม่พอก็มาขอกับพี่ได้”

หญิงสาวปิดประตูรถแล้วก็โบกมือให้พี่ชาย ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ป้ายรถประจำทาง ไม่นานรถก็เข้ามาจอดรับผู้โดยสาร

ชายหนุ่มมองส่งจนรถประจำทางแล่นลับโค้งไปแล้ว จึงได้ขับรถกลับไปที่ค่าย จากนั้นก็เรียกรวมพลเพื่อออกปฏิบัติภารกิจด่วนที่เพิ่งได้รับแจ้งเข้ามาเมื่อเช้านี้

 

เมื่อมาถึงตัวเมืองกว่างโจว จุดหมายแรกของหลินฮุ่ยก็คือตลาดขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนมากนัก นอกจากนี้เธอยังมองเห็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลอีกด้วย

เธอเดินสำรวจอยู่เกือบชั่วโมงจึงได้ซื้อชุดลองจอนสำหรับพี่ชายมาสิบชุด เสื้อขนเป็ดห้าตัวแล้วก็เสื้อโค้ทยาวอีกสิบตัว จากนั้นก็เดินเข้าซอยแคบๆ เพื่อเก็บพวกมันเข้าไปในแหวนมิติ

แล้วก็เดินเข้าไปในตลาดอีกครั้ง คราวนี้เธอหาซื้อเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ เพื่อจะได้เอาไปวางขายที่ร้านของตัวเอง และก็ได้เครื่องประดับมาอีกสองถุงใหญ่ ล้วนแต่ของราคาถูกทั้งนั้น แล้วก็ทำแบบเดิมอีกครั้งเพื่อเก็บของพวกนี้

การเดินกลับเข้าไปตลาดครั้งที่สามในอีกทิศทางของหลินฮุ่ย เธอตั้งใจจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าเล็กๆ สำหรับเอาไปปลูกในแหวนมิติ

เธอจำที่พี่ชายเล่าให้ฟังได้ว่า ตอนไปทำภารกิจที่ประเทศไทย อาหารของที่นั่นมีรสชาติที่หลากหลายมาก พี่ชายของเธอที่กินรสจัดได้กินแล้วยังติดใจ และเขาก็พูดถึงสมุนไพรที่นำมาใช้ทำอาหารหลายอย่าง เธอจดจำเอาไว้จนขึ้นใจ

และตอนนี้เธอก็ยืนอยู่หน้าร้านขายต้นกล้า “นี่ใช่มะกรูดกับตะไคร้ไหมคะพ่อค้า”

พ่อค้าวัยกลางคนมองหญิงสาวที่พูดสำเนียงจีนกลางเป๊ะๆ แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่คนของที่นี่ เขาจึงรีบกุลีกุจอเข้าหาลูกค้าสาวทันที

“ใช่แล้วล่ะสหาย นี่คือต้นกล้าของมะกรูดกับตะไคร้ ผมขายกระถางละสองหยวนเท่านั้น”

หลินฮุ่ยมองต้นมะกรูดที่สูงพอสมควรและก็ตะไคร้ที่เริ่มแตกกอนิดหน่อย แล้วก็คิดว่าราคาสมเหตุสมผล “ถ้าอย่างนั้นฉันเอาอย่างละยี่สิบกระถางค่ะพ่อค้า”

“ฉันให้กระถางละสิบหยวน เอาหมดนี่เลย รีบใส่ถุงให้ด้วย” มือเรียวขาวสะอาดยัดเงินใส่มือพ่อค้าเจ้าของแผงอย่างหน้าไม่อาย

“ได้ๆๆ ต้นกล้าทั้งห้าสิบชนิดนี้เป็นเงินสามพันหยวน คุณลูกค้าจะให้ผมไปส่งที่รถให้ไหมครับ” พ่อค้ารีบประจบเอาใจลูกค้ารายใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตาทันที

“ไม่ต้องหรอกเถ้าแก่เหวิน วันนี้ฉันพาคนมาเยอะ ให้พวกเขายกกลับไปที่รถได้ เงินที่เหลือไม่ต้องทอนนะ”

“ขอบคุณๆ วันหลังแวะมาอุดหนุนอีกนะ”

“อืม”

หลินฮุ่ยที่กำลังจะจ่ายเงินถึงกับเหวอไปเลย “นะ นี่ ต้นมะกรูดกับตะไคร้ของฉันล่ะคะพ่อค้า ฉันมาก่อนและก็กำลังจะจ่ายเงินนะคะ คุณต้องขายให้ฉันก่อนสิ”

“สหายคุณแค่จะซื้อไม่กี่ต้น แต่คุณหนูคนนี้เธอเหมาหมดเลย เป็นคุณคุณจะขายให้ใคร”

“ก็ขายให้ทุกคนน่ะสิ จะไปยากอะไร” หลินฮุ่ยมองพ่อค้าอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองคนที่มาแย่งซื้อต้นมะกรูดกับตะไคร้ไปจนหมด “คุณเองน่าจะเข้าใจนะคะว่าฉันมาก่อน”

หญิงสาวมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะหยัน “เธอปลูกเป็นเหรอ ซื้อไปก็รังแต่จะปล่อยให้พวกมันตายเปล่าๆ”

“รอดหรือไม่รอด แต่ฉันก็ได้เจรจาซื้อขายกับเจ้าของร้านไปแล้วนะคะ”

“ฮึ! แล้วอย่างไร ก็ยังไม่ได้จ่ายเงินนี่ ฉันจ่ายก่อนของทั้งหมดก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดี ดูท่าทางของเธอก็ไม่ได้โง่นี่ หลักการแค่นี้ยังไม่เข้าใจอีกหรือไง”

หลินฮุ่ยถลกแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์ “สหายคะ ดูจากท่าทางของคุณแล้ว ก็น่าจะดูแลต้นไม้ไม่เป็นนะคะ ที่กว้านซื้อไปตั้งมากมายแบบนี้แค่จะไปทำสวนเอาหน้าใครบางคนหรือเปล่าคะ” ไม่พูดเปล่าเธอยังได้ย่างสามขุมเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว

หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาจนหน้าชาและแดงก่ำด้วยความโมโห ถอยไปสองก้าวก่อนจะเชิดหน้าขึ้น แล้วผลักหลินฮุ่ยออกไปอย่างแรง “คนอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาตั้งคำถามกับฉัน”

“วางท่าใหญ่โตแบบนี้ ที่บ้านคงมีอำนาจน่าดูเลยนะคะสหาย ถ้าฉันไปแจ้งความว่าถูกคุณทำร้ายร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น คุณคงไม่อยากมีปัญหาหรอกใช่ไหมคะ” แรงเท่านี้เธอไม่เจ็บสักนิดแต่ก็ไม่อยากจะปล่อยคนนิสัยมักง่ายแบบนี้ให้ลอยนวล

“สหาย” พ่อค้าที่ได้รับเงินมาเกินราคาสินค้ารีบเข้ามาไกล่เกลี่ยอย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่อยากไปสถานีตำรวจเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ “ถือว่าแล้วกันไปเถอะ เอาอย่างนี้ดีไหม ญาติของผมเขาตั้งร้านขายต้นกล้าเหมือนกัน ผมจะรีบไปเอามะกรูดกับตะไคร้มาให้คุณเดี๋ยวนี้เลย”

หลินฮุ่ยมองอีกฝ่ายยิ้มๆ “มาเที่ยวภาคใต้คราวนี้ ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ต่อไปคงต้องเตือนสหายที่ปักกิ่งแล้วล่ะว่าอย่ามาซื้อของที่นี่ เดี๋ยวจะเจอพ่อค้าเห็นแก่ตัวและเจ้าถิ่นลูกคนมีอิทธิพลที่ไร้เหตุผล” เธอพูดออกไปเสียงดัง จนลูกค้าและพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นหันมามองอย่างสนใจ แล้วก็มีคนเริ่มมุงเข้ามาดูเรื่องสนุก

คราวนี้หญิงสาวที่ชอบวางอำนาจเริ่มหน้าถอดสี เพราะคนในตลาดส่วนใหญ่ก็รู้จักเธอและครอบครัวของเธอกันทั้งนั้น ถ้ามีคนนำเรื่องนี้ไปบอกคนที่เธอพึงใจล่ะก็ ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาคงไม่คืบหน้าแน่ๆ

“มองอะไร แยกย้ายกันๆ ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว” ว่าแล้วเธอก็เตรียมจะเดินออกไป

แต่หลินฮุ่ยคว้าข้อมือเธอเอาไว้ได้ทันเสียก่อน “จะรีบไปไหนล่ะสหาย ทำร้ายร่างกายฉันแล้ว คุณคิดจะหนีไปทั้งอย่างนี้เหรอคะ”

“ฉันไปทำอะไรเธอ มีใครเห็นหรือเปล่าล่ะ พวกนายเห็นไหม” เธอหันไปถามลูกน้องด้านหลัง

“ไม่เห็นครับคุณหนู”

“นั่นไง ไม่มีใครเห็นสักคนเดียว”

“หึหึ ถ้าอย่างนั้นก็ขอแบ่งต้นมะกรูดกับตะไคร้สักหน่อยแล้วกันนะ” ว่าแล้วเธอก็ขยับตัวไปด้านหน้าและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฉกเอาถุงที่ใส่กระถางต้นกล้าทั้งสองชนิดมาได้อย่างง่ายดาย แล้วก็โบกมือให้คนทั้งกลุ่ม “ไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายๆ”

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูถึงกับเหวอไป ก่อนจะกลายเป็นความกราดเกรี้ยว “พวกแกยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบตามไปเอาต้นกล้าพวกนั้นกลับคืนมาสิ ถ้าพี่เสิ่นรู้ว่าฉันโกหกเขา จะทำยังไง!”

“ขอรับคุณหนู” ลูกน้องทั้งกลุ่มรับคำแล้วก็รีบวิ่งตามหลินฮุ่ยไปทันที

 

หญิงสาววิ่งหลบหลีกอย่างรวดเร็ว ไม่นานเธอก็วิ่งออกจากตลาดแล้วก็วิ่งเข้าไปในตรอกซอกซอยมากมายราวกับเป็นเจ้าถิ่นเสียเอง จากนั้นก็หนีหายเข้าไปหลบในแหวนมิติ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังจนท้องคัดท้องแข็งอยู่กับเนินหญ้าข้างสวนผลไม้

“ฮุ่ยฮุ่ย เธอหัวเราะอะไรเหรอ” หลินอวี่เฉินที่กำลังเดินทางด้วยเรือประมงส่งเสียงถามน้องสาวอย่างสนใจ

“ก็หัวเราะผู้หญิงบ้าน่ะสิพี่ใหญ่ ฉันกำลังซื้อต้นกล้ามะกรูดกับตะไคร้อยู่ดีๆ เธอก็เข้ามาเหมาซื้อของไปทั้งร้าน พ่อค้าก็บ้าจี้ตาม ต้นกล้าที่ฉันเลือกไว้ก็ยกให้คนมาทีหลังหมด ก็เลยมีปากเสียงกันนิดหน่อย ฉันขี้เกียจทะเลาะกับเธอก็เลยฉวยเอาถุงต้นกล้าทั้งสองอย่างมาหน้าตาเฉยเลย”

“เธอนี่นะ ไม่ได้เสียเปรียบอีกฝ่ายใช่ไหม”

“ไม่ยอมหรอกน่า ไม่งั้นจะเอาของที่เธอจ่ายเงินมาแล้วหรือไงคะ”

“ไม่เสียเปรียบก็ดีแล้วล่ะ ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเธอรู้จักไหม”

“น่าจะเป็นลูกสาวผู้มีอิทธิพลของแถวนี้ละมั้งคะ เห็นคนติดตามเรียกเธอว่าคุณหนู ฐานะทางบ้านน่าจะดีพอสมควรเพราะมีคนติดตามเธอเป็นสิบเลยค่ะ”

“อืม เท่าที่เธอเล่ามาถ้านิสัยแบบนี้ก็มีไม่กี่คน และถ้าเป็นผู้หญิงที่ชอบพาลูกน้องไปไหนมาไหนด้วยคราวละมากๆ ก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้นล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

“เธอเป็นใครคะพี่ใหญ่”

“เจียงหนิง ลูกสาวของผู้อำนวยการโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่ส่งออกไปขายต่างประเทศน่ะ”

“อ้อ มิน่าล่ะถึงได้วางท่าใหญ่โต และคนในตลาดก็น่าจะรู้จักเธอด้วย”

“จะไม่ให้รู้จักได้ยังไงล่ะ ก็ร้านค้าในตลาดแถวนั้นก็กู้ยืมเงินจากแม่ของเธอทั้งนั้น”

“โอ้! มิน่าล่ะ แต่ช่างเถอะ พี่ชายฉันก็เป็นคนใหญ่คนโตเหมือนกัน ถ้าเจียงหนิงคนนี้ผลักฉันแรงอีกสักนิดล่ะก็ เธอได้ถูกฉันยกทุ่มลงไปกองกับพื้นแน่ๆ ค่ะพี่ใหญ่” ว่าแล้วก็ถลกแขนเสื้ออีกครั้ง

“อะไรนะ!” คราวนี้เป็นหลินอวี่เฉินร้องออกมา ยังดีที่ลูกน้องไม่ได้ยินเพราะมีเสียงเครื่องยนต์ที่ท้ายเรือกลบหมด พอรู้ตัวจึงได้คุยผ่านโทรจิตกับน้องสาวต่อ “กลับไปพี่จะไปสั่งสอนเจียงหนิงคนนี้ให้เธอเองฮุ่ยฮุ่ย”

“ไม่ต้องหรอกน่า ก็แค่คนน่ารำคาญ แต่ถ้าเธอไม่ยอมหยุด พี่ค่อยออกหน้าให้ฉันดีไหมคะ”

“ดี! พี่ก็อยากจะให้คนตระกูลเจียงมาหาเรื่องเหมือนกัน จะได้จัดการได้ง่ายๆ หน่อย”

หลินฮุ่ยตาโต “เป็นแบบนี้นี่เอง คานบนไม่ตรง คานล่างก็เอียง”

“ใช่ อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ อ้อ กลับไปแล้วพี่จะเพิ่มการฝึกให้เธออีกนะ”

“ไอ้หยา! นี่ยังไม่มากอีกเหรอพี่ใหญ่”