LNCrawler

ตระกูลหลิวเปลี่ยนท่าที

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ตระกูลหลิวเปลี่ยนท่าที

ภารกิจของหลินอวี่เฉินกับทีมของเขายุ่งยากกว่าที่คิด ทำให้ตอนเย็นก็ยังไม่สามารถกลับได้ เขาได้แต่สื่อสารกับน้องสาวผ่านโทรจิต

“น่าจะอีกหลายวันนะฮุ่ยฮุ่ย เธออยากได้อะไรไหมกลางดึกพี่จะแอบลงไปเก็บใต้ทะเลมาไว้ในปานจื่อให้เธอ”

“ไม่มีอะไรที่อยากได้หรอกค่ะพี่ใหญ่ แค่เป็นห่วงพี่นิดหน่อยแล้วก็เสียดายด้วยที่ชุดลองจอน เสื้อโค้ทกับเสื้อขนเป็ดที่ซื้อมายังไม่ได้ให้พี่เลย” คุยกับพี่ชายไปพลางหญิงสาวก็มองออกไปนอกหน้าต่างไปพลาง

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ภาคใต้อากาศอบอุ่นกว่าที่ปักกิ่งเยอะ” คุยกับน้องสาวไปพลางเขาก็ต้องขมวดคิ้วเพราะเห็นเมฆตั้งเค้าอยู่ไกลๆ

“นั่นก็จริงค่ะ ว่าแต่พี่เถอะได้ออกทะเลบ่อยๆ เคยเจอสมบัติใต้ทะเลบ้างไหมคะ”

“ไม่เคยหรอก ความสามารถพิเศษของพี่ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องพวกนี้ หรือไม่บางทีก็อาจจะถูกบังตาเอาไว้ก็ได้” เขายังคงมองกลุ่มเมฆไม่วางตา

“ว้า! น่าเสียดายนะคะ”

“ไม่ต้องเสียดายหรอกฮุ่ยฮุ่ย พวกเราสองพี่น้องค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็มีมากเองนั่นแหละ” เขารู้ว่ากำแพงภายในใจของน้องสาวก็คือตระกูลหลิว คนพวกนั้นน่าจะสะสมทรัพย์สมบัติมาหลายรุ่นแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้เธออยากจะเอาชนะคนพวกนั้น

หญิงสาวยกชามบะหมี่ไปที่โต๊ะ จากนั้นก็เริ่มกินเงียบๆ คนเดียว “แต่ฉันรู้สึกแปลกๆ นะคะพี่ใหญ่ จะว่ายังไงดี ตั้งแต่ที่ได้ดื่มและอาบน้ำจากบ่อน้ำของที่บ้านในปักกิ่ง ประสาทสัมผัสของฉันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”

“เธอกำลังจะบอกว่าเธอสัมผัสถึงพลังพิเศษในตัวได้เหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“น่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ ตาก็มองเห็นภาพจากที่ไกลได้ชัดราวกับอยู่ต่อหน้า หูก็ได้ยินจากระยะไกลเป็นกิโลเมตรด้วยค่ะ”

“น่าสนใจดีนี่ กลับไปแล้วพี่จะทดสอบพลังพิเศษของเธอให้แน่ใจอีกทีนะ แต่เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นเธอจะถูกดึงตัวไปทำงาน”

“แล้วไม่ดีหรือคะพี่ใหญ่ ทำงานเพื่อประเทศชาติน่าภาคภูมิใจดีออก แค่เห็นพี่ทำงานในตอนนี้ฉันก็ภูมิใจจนไม่รู้จะภูมิใจยังไงแล้ว ถ้าฉันได้เข้าร่วมด้วยอีกคนก็น่าจะดีนะคะ เป็นผลดีกับตระกูลหลินของพวกเรา”

“แค่พี่คนเดียวก็พอแล้ว พี่ไม่อยากให้เธอต้องเข้ามาพัวพันเรื่องราววุ่นวายทั้งยังเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตแบบนี้ ส่วนเรื่องตระกูลหลินของพวกเราเธอไม่ต้องกังวลหรอกนะ ความดีความชอบที่พี่ใหญ่ของเธอทำเอาไว้มากมายอยู่แล้ว รอให้ทุกอย่างลงตัวความดีความชอบเหล่านี้จะค่อยๆ ทยอยส่งผลเอง”

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะทำงานในเส้นทางที่ฉันเลือกก็แล้วกัน”

“สำหรับเรื่องสมบัติใต้ทะเลถ้าเธออยากจะลองใช้ความสามารถพิเศษล่ะก็ เอาไว้วันไหนพี่ลาหยุดได้จะพาเธอออกทะเลสักครั้งนะ”

“ได้หรือคะพี่ใหญ่” คราวนี้หลินฮุ่ยตื่นเต้นอย่างแท้จริง แม้แต่ตะเกียบก็วางลงอย่างไม่สนใจ

“จริงสิ แต่อาจจะลาได้แค่สองวันนะ แต่แค่นี้ก็เกินพอแล้วล่ะ”

“ใช่ๆๆ เกินพอจริงๆ ค่ะพี่ใหญ่”

“เอาละ นี่ก็คุยกันนานพอสมควรแล้ว ต้องรีบตัดการเชื่อมต่อไม่อย่างนั้นร่างกายของเธอจะแบกรับภาระมากเกินไป”

“ก็ได้ค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ”

“อืม”

พี่ชายตัดการเชื่อมต่อไปแล้ว หลินฮุ่ยก็ไม่มีอารมณ์จะกินบะหมี่ต่อ เธอจึงเอาชามและตะเกียบไปล้าง เสร็จแล้วจึงเดินตรวจตรารอบๆ บ้าน จากนั้นก็ลงกลอนประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย ถึงวางใจกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง แล้วก็เข้าไปปลูกผักในแหวนมิติต่ออย่างสบายใจ

 

 

ทางด้านของเจียงหนิงที่ถูกลูบคมเมื่อตอนกลางวัน ยามนี้นั่งฟังรายงานของลูกน้องด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แม้ข้อมูลของหลินฮุ่ยจะมีไม่มาก แต่ก็มากพอจะทำให้เธอรู้ว่าต้องตามไปทวงหนี้ที่ไหน

“พรุ่งนี้ พวกเราไปพบน้าเล็กที่ค่ายจิ้นหนาน”

“คุณหนูจะไปเจอผู้หญิงคนนั้นหรือครับ” ลูกน้องคนสนิทถามอย่างเป็นห่วง เพราะอิทธิพลของตระกูลเจียงในค่ายจิ้นหนานมีไม่มาก ยิ่งคนที่จะไปพบเป็นแค่ญาติผู้หญิงด้วยแล้ว ครั้งนี้เขาเกรงว่าจะเสียมากกว่าได้จึงเตือนเจ้านาย

“หล่อนฉวยของของฉันไป ก็ต้องตามไปทวงหนี้สักหน่อยสิ หรือนายจะปล่อยให้ฉันอัดอั้นใจจนตายล่ะ”

“มีอีกหลายวิธีที่สามารถเอาคืนได้นะครับคุณหนู ช่วงนี้หน่วยงานภาครัฐกำลังจับตาโรงงานตระกูลเจียงเป็นพิเศษ ไม่ควรไปหาเรื่องพวกทหารถึงค่ายนะครับ”

“ฮึ!” พอเป็นเรื่องของครอบครัว เจียงหนิงก็กลับมาเป็นคนสติดีทันที “ถ้าอย่างนั้นนายก็ลองเสนอแผนการดีๆ มา ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ตบหน้าสวยๆ ของหลินฮุ่ยสักฉาด ฉันถึงจะหายแค้น”

“พวกเรารอเวลาที่เธอออกจากค่ายดีไหมครับคุณหนู”

“นายกำลังจะบอกว่าให้น้าเล็กของฉันช่วยส่งข้อมูลให้ใช่ไหม”

“ไม่ต้องให้ถึงมือน้าเล็กของคุณหนูหรอกครับ ผมพอจะมีคนรู้จักที่อยู่ในค่ายบ้างสองสามคน ให้พวกเขาช่วยน่าจะไม่เป็นที่สงสัยครับ”

เจียงหนิงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า “หนึ่งพันหยวน จัดการให้เรียบร้อย วันไหนที่หลินฮุ่ยออกจากค่ายจิ้นหนาน ให้รีบโทรมาแจ้งทันที”

“ครับคุณหนู ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย”

 

หลินฮุ่ยรอพี่ชายกลับจากการปฏิบัติภารกิจอยู่หลายวันแต่ก็ยังไม่มีวี่แวว อีกทั้งเขาก็ไม่ติดต่อผ่านโทรจิตอีกต่างหาก แม้จะร้อนใจมากแค่ไหน แต่เธอก็ยังมั่นใจในความสามารถของพี่ชายเสมอ

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“ใครกันนะ หรือว่าจะเป็นพี่ใหญ่” หญิงสาวรีบเดินไปที่ประตูหน้าลานบ้านทันที “ใครคะ”

“สหายหลินฮุ่ย มีโทรศัพท์จากปักกิ่งครับ ผมเลยมาตามคุณให้ไปรับ” เจ้าหน้าที่ประจำห้องสื่อสารแจ้งอย่างขึงขัง แต่ใบหน้าของเขานั้นกลับแดงก่ำเพราะกำลังพูดกับสาวสวยจากปักกิ่ง

หลินฮุ่ยรีบเปิดประตูออกทันที “คุณได้สอบถามไหมคะว่าคนที่โทรมาเป็นใคร”

“เธอแจ้งว่าชื่อฟางหลานครับสหายหลิน”

“อ้อ เป็นคนรู้จักของฉันเองค่ะ เชิญนำทางได้เลย”

“ตามผมมาครับ” เขาเดินนำลิ่วไปด้วยใบหน้าแดงก่ำและหัวใจก็เต้นระรัวไม่หยุด สาเหตุก็คงจะเป็นเพราะได้พบหน้าและพูดคุยกับหญิงสาวแสนสวยในระยะประชิดนั่นเอง

หลินฮุ่ยขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่แน่ใจว่าฟางหลานจะโทรหาเธอในช่วงนี้เพราะอะไร พอคิดไปคิดมาก็พลันคิดไปถึงเรื่องของพี่ชายที่ไม่ได้คุยกันหลายวันแล้ว นั่นจึงทำให้เธอก้าวเร็วขึ้นจนตามทหารสื่อสารคนนั้นทัน

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงห้องสื่อสาร รอไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น นายทหารคนนั้นพูดคุยอยู่สักพักจึงเรียกหลินฮุ่ยให้ไปรับโทรศัพท์

“พี่ฟาง ฉันเองค่ะ”

“ฮุ่ยฮุ่ย ในที่สุดก็ติดต่อเธอได้เสียที พี่เป็นห่วงแทบแย่แน่ะ” ฟางหลานพูดรัวเร็วราวกับว่ากลัวจะไม่ทันเวลา

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือคะพี่ฟาง หรือว่าที่ร้านมีปัญหา”

“ไม่ใช่เรื่องที่ร้านหรอก แต่เป็นเรื่องของคนตระกูลหลิวกับตระกูลโจวน่ะสิ”

“พวกเขาทำไมหรือคะ ไม่เกี่ยวข้องกันแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมพี่ยังพูดถึงพวกเขาอีก” เธอพูดเสียงเบาเพราะมีนายทหารหลายคนนั่งอยู่ในห้องนี้ แต่ท่าทีก็บ่งชัดว่าไม่ค่อยพอใจ

“เธอประเมินความหน้าหนาของพวกเขาต่ำเกินไปแล้วฮุ่ยฮุ่ย สามวันก่อนพวกเขามาถามหาเธอกับพี่ที่ร้าน บอกว่าอยากจะมารับตัวเธอกลับไปอยู่ที่บ้านตระกูลหลิว ที่ผ่านมาเป็นแค่การทดสอบเท่านั้น ตอนนี้เธอผ่านบททดสอบเรียบร้อยแล้ว และจะเอาชื่อเธอกลับเข้าทะเบียนบ้านของพวกเขาด้วย ในฐานะลูกบุญธรรม”

“อย่าบอกนะว่าพวกเขาตกลงกันได้แล้ว ก็เลยจะเอาฉันไปประเคนให้โจวเจ๋อหย่วน”

“เธอเดาได้ถูกต้องเลยฮุ่ยฮุ่ย พี่ให้คนไปสืบมาแล้วพวกเขาทำข้อตกลงกันใหม่อีกครั้ง หลิวอวี่ถิงไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ตอนนี้กำลังไปได้สวยกับสถาบันวิจัยทางโน้น พวกเขาก็เลยคิดถึงเธอ”

“พี่ตอบพวกเขาไปยังไงคะ” หัวคิ้วของหญิงสาวแทบจะชนกันแล้ว

“จะให้ตอบไปว่ายังไงล่ะ พี่ก็ตอบแค่ว่าตอนนี้พี่ชายของเธอมารับเธอไปอยู่ด้วยน่ะสิ” ฟางหลานเงียบไปอึดใจ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว “พี่ว่าพวกเขาน่าจะไปตรวจสอบทะเบียนบ้านของเธอแล้ว และก็รู้ว่าอยู่ถนนวงแหวนที่สองและยังอยู่ในเขตซีเฉิงด้วย ก็เลยรีบเปลี่ยนท่าที ไม่แน่อาจจะสืบไปถึงอดีตหัวหน้าของพี่แล้วก็ได้”

“เฮอะ! หน้าหนากว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว”

“ใช่ๆๆ หน้าหนาจริงๆ ไม่เพียงแต่อดีตพ่อกับแม่ของเธอหรอกนะที่มา แต่มีคนแก่หน้าไม่อายสองคนมาลำเลิกบุญคุณที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยนะ พี่ฟังจนอยากจะเตะคนแก่เลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยหัวเราะกับคำพูดของพี่ฟาง ก่อนจะพูดเสียงขรึม “เตะไม่ได้นะคะ เดี๋ยวร้านค้าของฉันจะถูกพวกเขารังควานไม่หยุดหย่อน นี่คงไม่คิดอยากจะได้ร้านค้าของฉันด้วยหรอกใช่ไหม”

“โอ้! ฮุ่ยฮุ่ย ที่เธอว่ามาถูกเป๊ะเลย อดีตแม่ของเธอน่ะ เอาแต่ซักถามเรื่องรายได้ของร้านค้า พี่เลี่ยงคำตอบแล้วก็พยายามวกเข้าเรื่องเดิมตลอดเลย พี่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงตัดพวกเขาได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ พี่แค่เจอวันเดียวก็อยากจะอัดทั้งหัวหงอกหัวดำให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย”

“ร้านนี้เป็นของฉันค่ะ ไม่มีวันมอบให้พวกเขาเด็ดขาด”

“อืมๆๆ พี่รู้ แล้วเรื่องที่พวกเขาอยากจะรับเธอกลับไปเข้าทะเบียนบ้านตระกูลหลิวแล้วรับเธอเป็นลูกบุญธรรมล่ะ จะเอายังไง หรือจะให้พี่จัดการไปเลย”

“พี่มีวิธีหรือคะพี่ฟาง”

“ทำไมจะไม่มีล่ะ พวกเขาไม่ใช่คนขาวสะอาดหมดจดเสียหน่อย”

หลินฮุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้คำตอบ “เรื่องนี้เอาไว้ก่อน รอฉันปรึกษากับพี่ใหญ่ก่อนนะคะ แล้วทางฝั่งตระกูลโจวมีคนมาหาพี่ไหมคะ”

“มีสิ มากันทั้งครอบครัวเลย แม้แต่สหายรักของเธอก็ยังถูกหิ้วมาด้วยนะ”

“ฟางฟางน่ะเหรอคะ เธอคงไม่ใช่มาช่วยพูดเกลี้ยกล่อมหรอกนะ”

“เธอไม่อยากพูดแม้แต่น้อย แต่ผู้เฒ่าตระกูลโจวสองคนจ้องเธอไม่วางตา เธอก็เลยจำเป็นต้องพูดนะสิ”

“คนพวกนี้นี่ยังไงกันนะ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะโจวเจ๋อหย่วนไม่มีคนเอาแล้วแน่ๆ ก็เลยคิดจะยัดเยียดเขาให้ฉัน เพื่อสานสัมพันธ์ครั้งเก่าของสองตระกูลและยังได้สานสัมพันธ์ครั้งใหม่กับพี่ใหญ่ของฉันด้วย”

ฟางหลานที่ฟังอยู่ถึงกับลอบพยักหน้าอย่างพอใจกับคำพูดของหลินฮุ่ย “เธอน่าจะได้มาเห็นท่าทีของโจวเจ๋อหย่วนนะฮุ่ยฮุ่ย ตอนที่เขาเห็นพี่ท่าทางของเขาหงอเหมือนลูกหมาเลยล่ะ สะใจจริงๆ”

“ผู้ชายคนนี้แต่เดิมก็ร้ายลึกอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกภาพลักษณ์เย็นชาบังปิดเอาไว้เท่านั้น ตอนนี้ไม่เหลือคุณสมบัติดีๆ แล้ว บางทีงานก็อาจจะไม่ได้ทำ ก็เลยคิดจะใช้ความอ่อนแอล่อลวงให้ฉันสงสารเห็นใจ”

“พูดได้ดี! เขาเป็นแบบนั้นเลย ตลอดเวลาที่มาที่ร้านเขาแสดงออกอย่างที่เธอว่ามาทั้งหมดเลยฮุ่ยฮุ่ย พี่ก็งงอยู่นะว่าเขาแสดงให้ใครดูกัน”

“หึหึ ช่างเขาเถอะค่ะ แล้วฟางฟางได้แอบมาหาพี่อีกไหมคะ” ครั้งนี้การกระทำของสหายรักทำให้เธอแปลกใจไม่น้อยเลย ยิ่งอยู่ห่างกันติดต่อกันไม่ได้เธอก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความห่างไกล

“มาสิ แล้วก็ฝากขอโทษเธอด้วย น่าสงสารทีเดียวเพราะร้องไห้ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วโจวฟางก็น่าสงสารนะนอกจากจะถูกบังคับเรื่องนี้แล้ว ยังถูกบังคับเรื่องคู่ดูตัวด้วย เธอคงไม่รู้หรอกว่าทางตระกูลโจวได้จัดงานหมั้นให้สหายรักของเธอไปแล้ว”

“อะไรนะคะพี่ฟาง ทำไมมันเร็วแบบนี้ล่ะคะ ฉันไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเลย”

“เร็วที่ไหนกัน เธอไปอยู่ทางโน้นก็นานแล้วนะ”

“แล้วเธอหมั้นกับใครคะ เป็นเจ้าหน้าที่พรรคหรือเจ้าหน้าที่การเมือง”

“คนแซ่ฉางยังไงล่ะ”

“ฉางจวินเหยียนหรือคะพี่ฟาง ถ้าคนนี้ฉันเคยได้ยินฟางฟางพูดถึงอยู่นะ แต่เธอก็ไม่ได้อะไรกับผู้ชายคนนี้เลยนี่”

“ใช่แล้วล่ะ จะว่าไปแล้วตระกูลฉางนี่ก็ประมาทไม่ได้เลยนะ พวกเขามีทั้งคนที่ฉากหน้าเป็นอันธพาลอย่างฉางจื้อหยวน แล้วยังมีคนดีคนดังอย่างฉางจวินเหยียนที่ทรงอิทธิพลในปักกิ่ง”

“พี่จะบอกว่าพวกเขากำลังเล่นละครตบตาคนทั้งปักกิ่งหรือคะพี่ฟาง”

“ไม่รู้สิ” พูดได้แค่นั้นฟางหลานก็เงียบไป ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบ “มีเครื่องดักฟัง พี่ต้องรีบวางแล้ว คงไม่ได้ติดต่อเธอสักพักนะฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยถึงกับหน้าเหวอไปเพราะที่ร้านไม่น่าจะมีคนไปติดเครื่องดักฟังได้ แต่พอคิดว่าช่วงนี้มีคนของตระกูลหลิวและตระกูลโจวไปที่นั่น ก็ทำให้เธอพอจะยอมรับได้ “ถ้าอย่างนั้นฉันวางสายก่อนนะพี่ฟาง”

“รีบวางเลยฮุ่ยฮุ่ย”