พี่ไม่ยอมหรอก เธอรอพี่นะฮุ่ยฮุ่ย
พี่ไม่ยอมหรอก เธอรอพี่นะฮุ่ยฮุ่ย
คืนนั้นฮุ่ยฮุ่ยเข้านอนตั้งแต่สองทุ่ม และเธอก็ฝันถึงเรื่องราวในอนาคต เหมือนที่เธอฝันมานานนับเดือนในช่วงที่หมดสติไป และนั่นก็ทำให้เธอหลับสนิททั้งคืน
โจวฟางที่คิดว่าสหายรักจะแอบร้องไห้ก็พลอยเบาใจไปด้วย ดังนั้นพอได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้องเบาๆ เธอจึงก้าวลงจากเตียง
พอเปิดประตูออกมาก็เห็นว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ และก็ยังเป็นคู่หมั้นของสหายรักด้วย “พี่เจ๋อหย่วน พี่มาได้ยังไงคะ คุณลุงกับคุณป้ารู้หรือเปล่า”
“ไม่รู้หรอก ถ้าบอกคงได้ทะเลาะกันบ้านแตก พี่เพิ่งรู้เรื่องของฮุ่ยฮุ่ย” พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ยื่นหน้าข้ามศีรษะน้องสาวมองเข้าไปในห้องนอน แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาที่เห็นเธอยังหลับได้
“พี่เจ๋อหย่วน พวกเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่านะคะ”
“ได้ ไปคุยกันที่ห้องโถงก็ได้” เขายังคงสวมชุดทำงานอยู่ ดูก็รู้ว่ารีบร้อนมาที่นี่มากแค่ไหน
โจวฟางปิดประตูห้องนอนอย่างเบามือ แล้วก็เดินนำโจวเจ๋อหย่วนไปที่ห้องโถงใหญ่ของบ้านสี่ประสานหลังใหญ่หลายลาน
พอนั่งลงได้ก็รินน้ำชาผลไม้เพิ่มความสดชื่นให้เขาหนึ่งแก้ว “ดื่มชาก่อนนะคะ แล้วค่อยคุยเรื่องของฮุ่ยฮุ่ย”
“อืม” เขารับแก้วชามาเป่าแล้วก็ดื่มอย่างไม่ค่อยรู้รสชาติสักเท่าไหร่ แต่ก็พยายามดื่มให้ได้เพราะรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องเป็นห่วง “อารองกับอาสะใภ้รองไม่อยู่หรือฟางฟาง”
“พ่อกับแม่ติดตามท่านเลขาธิการพรรคไปตรวจสอบบางอย่างทางภาคกลางค่ะ อีกหนึ่งอาทิตย์ถึงจะกลับบ้าน” เธอเองก็รินชาให้ตัวเองด้วย
“แล้วพี่ชายเธอล่ะ คงไม่ได้เตร็ดเตร่แถวๆ โรงงานเหล็กกล้าหรอกนะ”
“พี่เดาถูก ช่วงนี้พี่ใหญ่หาเรื่องไปป้วนเปี้ยนแถวโรงงานเหล็กกล้าประจำเลย ได้ข่าวมาว่าไปชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ข่าวของพี่เร็วใช้ได้นะ”
“บอกเขาระวังเอาไว้หน่อยก็ดี ลูกสาวผู้อำนวยการหวัง ไม่ใช่คนเรียบง่ายอย่างที่เห็นหรอกนะ”
คราวนี้โจวฟางตาโตขึ้นมาทันที เพราะพี่ใหญ่ของเธอเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย นี่ก็อกหักมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยหลาบจำสักที “คุณหนูหวังคนนี้มีคนรักอยู่แล้วหรือคะพี่เจ๋อหย่วน”
“ไม่ใช่แค่มี แต่เคยมีหลายคนแล้ว ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศก็คบหากับชาวต่างชาติ ตอนกลับมาก็พัวพันกับผู้ชายไม่เลือกหน้า ในประวัติของเธอยังเคยไปทำแท้งมาแล้วสองครั้ง”
“ตระกูลโจวของพวกเรา ค่อนข้างเข้มงวดเสียด้วยสิ” โจวฟางตาโตกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมา ถ้าพี่ใหญ่ของเธอตกหลุมพรางผู้หญิงคนนี้ บ้านของเธอคงร้อนเป็นไฟแน่
“อืม แต่สำหรับเรื่องของพี่กับฮุ่ยฮุ่ย พี่จะไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามายุ่งเด็ดขาด” น้ำเสียงของเขาแฝงเอาไว้ด้วยความกดดันและความกังวลอยู่หลายส่วน แต่สายตากลับมุ่งมั่นอย่างคนที่ตัดสินใจแล้ว
“แล้วคุณปู่กับคุณย่าล่ะ พี่จะทำยังไง”
“พวกท่านรู้จักและรักฮุ่ยฮุ่ยมาก น่าจะไม่มีปัญหาหรอก”
“วันนี้ฉันลองโทรไปหาฮ่าวฮ่าว เขาบอกว่าหลิวอวี่ถิงคนนี้เก่งมากเลยนะพี่เจ๋อหย่วน นอกจากจะได้รับการอบรมมาอย่างดีแล้ว ตอนนี้เธอก็ยังเรียนคณะการบินและอวกาศที่มหาวิทยาลัยชิงหวาอีกด้วย ลุงหลิวกับป้าหลิวชอบเธอมากเลยค่ะ”
“ฮุ่ยฮุ่ยก็ไม่ได้น้อยหน้าสักหน่อย ถ้าเรียนจบออกมาก็ยังมีหน้าที่การงานที่ดีคอยรองรับ ต่อไปถ้าอยากอยู่ในแวดวงนักวิชาการหรือแวดวงวรรณกรรมก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้”
“ถ้าคุณปู่อยากให้พี่หมั้นกับเธอล่ะคะ จะว่าไปแล้วการแต่งงานระหว่างสองตระกูลนี่ไม่ควรมีตั้งแต่ต้นแล้วนะคะ พวกเขาน่าจะเห็นใจลูกหลานอย่างพวกเราบ้าง ไม่ใช่อะไรก็เพื่อผลประโยชน์ คนเราถ้าไม่มีความรักต่อกันเป็นพื้นฐานจะอยู่กันยืดได้ยังไง”
โจวเจ๋อหย่วนดื่มชาอีกอึก ก่อนจะพูดออกมา “พี่จะสู้เพื่อฮุ่ยฮุ่ยเต็มที่ เธอก็พูดช่วยพี่หน่อยนะ ฮุ่ยฮุ่ยจะได้ไม่น้อยใจหรือเข้าใจผิด”
“ฉันเป็นน้องสาวของพี่นะ ต้องช่วยพูดให้พี่อยู่แล้ว เอาละ คืนนี้จะเอายังไง จะกลับบ้านหรือจะนอนที่นี่”
“ขอนอนที่นี่แล้วกัน แต่จะไปนอนที่เรือนฝั่งตะวันออกนะ มีห้องว่างอยู่ใช่ไหม”
“มีสิ พี่นอนข้างห้องพี่ใหญ่แล้วกัน เดี๋ยวฉันเอาผ้าห่มกับหมอนไปให้” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบกุญแจมาส่งให้ลูกพี่ลูกน้อง
ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูงด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะเดินออกไปจากห้องโถง เขาก็ยังไม่วายจะถามอีกประโยค “ฮุ่ยฮุ่ยร้องไห้หรือเปล่า”
“ตอนที่เธอมาถึงบ้านฉันไม่ร้องนะ แต่ตาเธอก็ยังบวมอยู่ คิดว่าคงจะร้องไห้หนักตั้งแต่อยู่บ้านตระกูลหลิวแล้วล่ะ”
กรามของโจวเจ๋อหย่วนบดกรอดๆ ทำไมโชคชะตาจะต้องเล่นตลกกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยนะ “เข้าใจแล้ว เธอก็เข้านอนเถอะ ไม่ต้องเอาหมอนกับผ้าห่มไปให้พี่หรอก”
“ไม่ได้ๆๆ พี่รออยู่ตรงนี้ ฉันจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้แหละ” ว่าแล้วเธอก็รีบวิ่งไปที่ห้องเก็บของ หยิบหมอนกับผ้าห่มออกจากตู้ได้ ก็รีบวิ่งกลับมาหาพี่ชาย “พี่เอาไปเองแล้วกัน ฉันจะไปนอนแล้ว”
“อืม เธอก็รีบเข้านอนเถอะ พี่จะช่วยเดินตรวจบ้านให้สักสองรอบ”
โจวฟางพยักหน้าเร็วๆ แล้วก็เดินกลับห้องนอนของเธอทันที เพราะตอนนี้มันจะสามทุ่มแล้ว
ตอนเช้าหลินฮุ่ยตื่นขึ้นมาก็พบว่าสหายรักไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแล้ว เธอจึงรีบเข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จก็รีบเดินออกมา
“ฟางฟาง เธออยู่ในห้องครัวหรือเปล่า”
“ฉันอยู่ในครัว เธอตื่นแล้วเหรอ ฉันกำลังทอดโหยวเถียวอยู่ เธอช่วยยกน้ำเต้าหู้ออกไปก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย”
“ได้” หญิงสาวรีบเดินไปช่วยสหายรักในห้องครัว แล้วก็ได้เห็นว่าบนถาดมีน้ำเต้าหู้อยู่สามชาม “พี่ใหญ่กลับมาแล้วเหรอ”
“ติดงานซ่อมเครื่องจักรที่โรงงานเหล็กกล้ายังไม่กลับมาหรอก นี่เป็นชามน้ำเต้าหู้ของพี่เจ๋อหย่วน”
“พี่โจวมาค้างที่นี่เหรอ มาตอนไหนทำไมฉันไม่รู้ล่ะ” ความรู้สึกที่เธอมีต่อโจวเจ๋อหย่วนยังไม่นับว่าลึกซึ้งอะไร แต่ก็เป็นเพราะความผูกพันที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กก็เลยทำให้ไม่ได้รังเกียจหรือต่อต้านเขา ถ้าหากจะถามว่ารักไหมนั้น ตอบได้ว่าไม่ได้รัก แค่ทำตามที่ผู้ใหญ่จัดการเท่านั้น
“มาตอนที่เธอหลับไปแล้วน่ะสิ รีบยกออกไปเร็ว”
หญิงสาวยุ่งยากใจเล็กน้อยแต่ไม่นานก็ปรับสีหน้าและอารมณ์ ก่อนจะยกถาดออกไปที่โต๊ะกินข้าว ก็พอดีกับที่โจวเจ๋อหย่วนเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่
“ตื่นแล้วหรือฮุ่ยฮุ่ย” เขายังอยู่ในชุดออกกำลังกายเพราะเพิ่งไปวิ่งมา เขามองเธอด้วยสายตามุ่งมั่นที่แฝงความอ่อนโยนอย่างไม่คิดจะปิดบังอีกแล้ว
“พี่โจว ไปล้างหน้าล้างมือก่อนนะคะ แล้วค่อยมากินข้าวเช้าด้วยกัน” แม้จะทำหน้าไม่ถูกอยู่บ้าง แต่ด้วยสถานการณ์ของเธอในตอนนี้ จึงไม่กล้าที่จะแสดงออกมากนัก
“อืม รอแป๊บนะ พี่ไปล้างหน้าก่อน” ว่าแล้วก็รีบเดินไปเข้าห้องน้ำด้านหลังบ้าน ซึ่งทำแยกเอาไว้ต่างหาก
โจวฟางยกจานโหยวเถียวและหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ ออกมาจัดขึ้นโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถามหาพี่ชาย “พี่เจ๋อหย่วนไปไหนล่ะ เมื่อกี้ยังได้ยินเสียงอยู่เลย”
“ไปล้างหน้าล้างมือน่ะ เธอก็นั่งลงก่อนเถอะฟางฟาง”
“ได้คุยกันหรือยัง” โจวฟางนั่งลงพลางกระซิบถามสหายรักเสียงเบา
“คุยเรื่องอะไรล่ะ ฉันยังจะมีอะไรให้คุยกับพี่โจวได้อีก” เธอพูดออกมาอย่างเจียมตัวเพราะสถานะของเธอไม่ใช่คุณหนูใหญ่ของตระกูลหลิวอีกต่อไปแล้ว
“ดีแล้วที่ยังไม่คุย ทางที่ดีควรตั้งสติให้ดีก่อนคุยกันจะดีที่สุด”
คำว่าตั้งสติของสหายรักทำให้เธอคิดถึงท่าทีของหลิวอวี่ถิงเมื่อวานนี้ คาดว่าที่บ้านตระกูลหลิวจะต้องมีการพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลแล้วแน่ๆ “กินข้าวแล้วค่อยคุยดีกว่านะ”
“พวกเธอคุยอะไรกันอยู่เหรอ” โจวเจ๋อหย่วนเดินเข้ามาทันเห็นน้องสาวและคู่หมั้นของเขาคุยกันด้วยท่าทีเคร่งเครียดก็รีบถามทันที
หลินฮุ่ยเงียบ ทำให้โจวฟางต้องตอบแทน “ก็คุยเรื่องทั่วไปนั่นแหละพี่เจ๋อหย่วน รีบกินข้าวก่อนดีกว่านะคะ ถ้าช้ากว่านี้พี่จะไปทำงานไม่ทันแล้วนะ”
“พี่เอารถมาเอง ไปทันอยู่แล้วล่ะฟางฟาง”
โจวฟางตาโตขึ้นมาทันที “พี่ซื้อรถใหม่เหรอคะพี่เจ๋อหย่วน วันหลังพี่ต้องไปส่งฉันกับฮุ่ยฮุ่ยที่มหาวิทยาลัยด้วยนะ”
เขามองคนที่เอาแต่ก้มหน้า แต่ก็เข้าใจว่าเธอคงจะมีหลายเรื่องให้คิด “ได้สิ แต่พวกเธอสองคนต้องตื่นแต่เช้าหน่อยนะ เพราะที่ทำงานของพี่กับมหาวิทยาลัยของพวกเธออยู่ไกลกันมาก”
“พี่รับปากแล้วนะ รีบกินข้าวเร็วค่ะ”
“อืม ฮุ่ยฮุ่ยเธอก็กินเยอะๆ นะ”
หญิงสาวได้แต่พยักหน้า แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าอยู่เงียบๆ พร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย
หลังอาหารเช้ายังพอมีเวลานิดหน่อย โจวเจ๋อหย่วนก็เลยขอคุยกับหลินฮุ่ยเป็นการส่วนตัว ซึ่งหญิงสาวเองก็ยอมคุยด้วยดี
“พี่โจว มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะค่ะ ฉันรับได้ทุกอย่าง” แม้จะพูดออกไปแบบนั้นแต่เธอก็ไม่กล้าสบตากับเขา
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอออกจากบ้านหลิวแล้ว จะไปอยู่ที่ไหน ไปพักที่บ้านของพี่ดีไหม เอ่อ ไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจนะ บ้านเช่าของญาติพี่น่ะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยของเธอด้วย”
“ขอบคุณนะคะพี่โจว แต่ฉันคิดว่าจะหาห้องเช่าเองดีกว่าค่ะ” ความเคลื่อนไหวของเขาคนตระกูลโจวต้องคอยจับตามองอยู่แล้ว ดังนั้นในตอนที่ยังไม่มีอะไรชัดเจนเธอควรทำทุกอย่างด้วยตัวเองจะดีที่สุด
“เธอออกจากตระกูลหลิวแล้ว คงไม่คิดจะทิ้งพี่ที่เป็นคู่หมั้นของเธออีกคนใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“เรื่องนี้ฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจค่ะพี่โจว พี่ก็รู้ว่าแต่เดิมเรื่องหมั้นหมายมันก็เป็นเรื่องของสองตระกูล”
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “พี่ไม่ยอมหรอกนะ เธออย่าจากพี่ไปเลยนะ พี่ขอร้อง เธอรอพี่นะฮุ่ยฮุ่ย พี่จะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เธอเท่านั้นที่เป็นคู่หมั้นของพี่”
“พี่โจว” หลินฮุ่ยมองเขาด้วยความสะท้อนใจ ถ้าเมื่อก่อนเขาแสดงออกชัดเจนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เธอสงสัยเหลือเกินว่าเธอจะรักเขาหรือเปล่านะ
“ขอร้องเธอนะฮุ่ยฮุ่ย อย่าเพิ่งถอดใจเรื่องของเรา”
“ฉันไม่ใช่ลูกสาวตระกูลหลิวแล้วนะคะพี่โจว เรื่องนี้พี่ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”
“ถ้าพี่ยืนยันจะแต่งกับเธอ คุณปู่จะต้องยอมแน่ๆ”
หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดเรื่องนี้เธอเคยประสบมาแล้วกับตัว ก็เรื่องคุณปู่คุณย่าบ้านหลิวอย่างไรล่ะ แต่เดิมเธอคิดว่าแม้พ่อแม่ไม่รักก็ไม่เสียใจเท่าไหร่หรอก แค่มีคุณปู่คุณย่าก็พอ ทว่าความจริงก็ตีแสกหน้าเธอเข้าในวันหนึ่ง เธอก็คือสินค้าชั้นสูงคุณภาพดีที่พวกเขาเลือกแล้วว่าจะให้เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่ และพวกเขาก็เลือกตระกูลโจว