กลับปักกิ่ง
กลับปักกิ่ง
ห้าวันก่อนขึ้นรถไฟปักกิ่งเพื่อไปส่งน้องสาว หลินอวี่เฉินก็ปล่อยเฟอร์นิเจอร์ออกไปอีกยี่สิบชุด ซึ่งได้ราคาดีไม่ต่างจากสองชุดแรกและก็เปลี่ยนเป็นทองคำแท่งทั้งหมด จากนั้นเขาจึงไปซื้อโทรศัพท์มือถือให้น้องสาวหนึ่งเครื่อง
“ถึงจะเทอะทะไปหน่อย ไม่เล็กและบางเฉียบเหมือนเครื่องที่วิลล่าบนเกาะลอยฟ้าของเธอ แต่ยุคสมัยนี้ก็ได้แค่นี้แหละนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวรับเอาโทรศัพท์มาลูบๆ คลำๆ อย่างพอใจ “จะว่าไปแล้วฉันได้ลองหาทางลงไปที่ห้องใต้ดินได้แล้วนะคะพี่ใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ฉันเข้าไปได้แค่ชั้นที่หนึ่งเท่านั้น”
หัวใจของหลินอวี่เฉินเต้นระรัวขึ้นมาในฉับพลัน สีหน้าเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวังในตัวของน้องสาว “มีอะไรเป็นพิเศษไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“มีค่ะ แต่เทคโนโลยีเกี่ยวกับอวกาศและการบินสำคัญๆ น่าจะอยู่ในชั้นที่ลึกลงไปค่ะ”
แววตาของชายหนุ่มไม่มีแววเสียดายแม้แต่น้อย เพราะเขาทำภารกิจเกี่ยวกับการไปรับข้อมูลเหล่านี้มานานแล้ว ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูลน้อยนิดแค่ไหน ขอแค่มันทำให้สถาบันวิจัยได้แนวคิดใหม่ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องดีทั้งนั้น
หลินฮุ่ยมองพี่ชายแล้วก็ลอบพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะนำเอากระดาษที่ถ่ายเอกสารแล้วออกมาห้าแผ่น “ถึงแม้แนวคิดพวกนี้จะไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่พี่ใหญ่ลองอ่านดูได้นะคะ ถ้าพี่สนใจฉันสามารถคัดลอกออกมาให้พี่ได้อีกค่ะ”
ชายหนุ่มรับกระดาษมาจากน้องสาว แล้วเขาก็ก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ทว่าเพียงไม่นานมือของเขาที่จับขอบกระดาษอยู่ก็กำแน่นขึ้น ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาน้องสาวด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำ “ฮุ่ยฮุ่ย เธอมีเนื้อหาทั้งหมดไหม” น้ำเสียงของเขากลายเป็นแหบแห้ง
หญิงสาวยิ้มอ่อนให้พี่ชาย “มีสิคะพี่ใหญ่ แต่พี่มีวิธีที่จะส่งมอบมันออกไปแล้วใช่ไหมคะ”
คราวนี้กลายเป็นหลินอวี่เฉินที่ชะงักไป ก่อนจะเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะระหว่างที่เขาคิดนั้นก็เอาแต่มองหน้าน้องสาว ด้วยกลัวว่าหากเขาก้าวพลาดไปอันตรายอาจมาถึงตัวของเธอ
ผ่านไปนาน ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจได้ เขาส่งคืนกระดาษอีกสี่แผ่นเหลือเอาไว้แค่แผ่นเดียวที่คิดว่าจำเป็นกว่าเรื่องอื่น “เอาเรื่องวัสดุผสมที่จะทำเสื้อเกราะเบาก็แล้วกันฮุ่ยฮุ่ย แต่เธอไม่ต้องเอาเอกสารออกมาทั้งหมดหรอกนะ”
“แสดงว่าพี่ใหญ่มีวิธีจัดการแล้วสินะคะ ถ้าอย่างนั้นนอกจากแนวคิดแผ่นนั้นที่อยู่ในมือของพี่แล้ว ฉันจะมอบเอกสารให้พี่อีกนิดหน่อยก็แล้วกัน” เธอนำเอากระดาษที่เกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ออกมาอีกห้าแผ่น “นี่เป็นเอกสารบางส่วนที่สำคัญค่ะ แต่พี่ต้องเอาไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศเองนะคะ”
หลินอวี่เฉินมองเอกสารที่น้องสาวมอบให้แล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ “เป็นร่องรอยที่จะทำให้พวกนักวิจัยไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่เสียเวลานานเกินไป ขอบใจเธอมากนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวเบ้ปากน้อยๆ พร้อมกับเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “ตอนนั้นพี่ยังพูดว่าไม่ให้ฉันขอบคุณอยู่เลย คราวนี้กลับเป็นพี่เองนะคะ”
“ได้ๆๆ” เขารีบเก็บเอกสารทั้งหมดส่งเข้าไปในปานจื่อ จากนั้นก็ชวนน้องสาวคุยต่อ “น้องรัก เธอรู้ไหมว่าตอนที่พี่ไปตัดไม้หนานมู่มาน่ะ พี่ได้เอาเมล็ดของมันมาเพาะด้วยนะ ตอนนี้ต้นสูงเท่านี้แล้วล่ะ” เขาทำมือให้น้องสาวดู ซึ่งความสูงราวๆ หนึ่งไม้บรรทัด
“ถ้าเท่านี้ก็น่าจะปลูกได้แล้วนะคะพี่ใหญ่ ลองปลูกในพื้นที่ด้านในปานจื่อของพี่สิคะ ไม่แน่มันอาจจะโตเร็วก็ได้นะ”
“ยังไม่มีเวลาเลยน่ะสิ เพราะพื้นที่มิติด้านในปานจื่อของพี่เวลามันสัมพันธ์กับเวลาด้านนอก จะทำอะไรก็ต้องวางแผนเอาไว้ตลอด เฮ้อ!”
หลินฮุ่ยคิดถึงพื้นที่มิติของเธอเห็นว่ายังมีพื้นที่ว่างอีกมาก จึงรับอาสา “ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ส่งต้นกล้าพวกนั้นให้ฉันเถอะค่ะ ฉันจะเอาไปปลูกข้างในแหวนมิติ”
“ปลูกพื้นที่ข้างล่างน่ะเหรอ ดีเลยฮุ่ยฮุ่ย เอาแหวนของเธอมาพี่จะส่งให้เดี๋ยวนี้เลย”
หญิงสาวยื่นนิ้วออกไปชนกับปานจื่อของพี่ชาย ไม่นานก็รู้สึกได้ว่ามีต้นกล้าไม้หนานมู่จำนวนมากมายมหาศาลทะลักเข้าไปในแหวนมิติ “พะ พี่ใหญ่ เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“น่าจะเป็นล้านต้นเลยล่ะ เธอก็ค่อยๆ ปลูกไปนะฮุ่ยฮุ่ย” ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเขาเองก็จะทยอยปลูกเหมือนกัน
“ยอมพี่เลยจริงๆ” มากมายขนาดนี้แม้เวลาในแหวนมิติจะเดินเร็วกว่าเวลาข้างนอกเธอก็ยังต้องใช้เวลานานในการปลูก แต่ไม่เป็นไรหรอกไม้ที่ล้ำค่าขนาดนี้ไม่ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนเธอก็ยินดีปลูกมันทั้งนั้น
“ครั้งก่อนที่เข้าไปตรวจสอบดูน้ำในมิติของเธอ พี่พบว่าน้ำที่ใช้ในบ้านสี่ประสานมีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำในบ่อของพี่เลยฮุ่ยฮุ่ย ส่วนน้ำที่ทะเลสาบกับน้ำตกบนเกาะลอยฟ้าคุณสมบัติด้อยกว่านิดหน่อย ถ้าเธอจะใช้น้ำรดก็เอาจากทะเลสาบหรือจากน้ำตกก็ได้นะ”
“พี่กำลังจะบอกว่าถ้าใช้น้ำพวกนี้รด ต้นหนานมู่ก็จะเจริญเติบโตได้เร็วขึ้นหรือพี่ใหญ่”
“ประมาณนั้นแหละ ว่าแต่ก่อนจะถึงปักกิ่งพี่ขอเข้าไปตัดอีกสักสิบต้นได้ไหม ว่างๆ จะได้ทำเฟอร์นิเจอร์กับของใช้ชิ้นเล็กๆ เอาไว้ ถ้ามีคนติดต่อมาก็จะได้ส่งออกไปในทันที”
“พี่ไม่เหนื่อยหรือคะ ตอนนี้ฉันรวยมากแล้วนะคะ” เฟอร์นิเจอร์ยี่สิบสองชุด ทำเงินให้พี่ชายหลายร้อยล้านเลย เงินส่วนใหญ่เขานำไปซื้อทองคำแท่งและให้เธอเก็บเอาไว้ทั้งหมด
“ไม่เหนื่อยหรอกน่า พี่พบว่าระหว่างที่ทำงานพวกนี้ หัวสมองของพี่ปลอดโปร่งมากเลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวนิ่งคิดไป ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นเชิงปรึกษาพี่ชาย “พี่เคยเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ล้ำสมัยหลายอย่างในวิลล่าหลังใหญ่ของฉันแล้ว ฉันก็เลยอยากจะถามพี่ว่า ถ้าฉันจะเล่นหุ้นพี่จะว่าอะไรฉันไหมคะ”
“เล่นหุ้นเหรอ อืม มันมีความเสี่ยงมากนะ”
“ถ้าฉันบอกว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ฉันหาได้จากสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต และมันตรงกับความฝันของฉันหลายอย่างล่ะค่ะพี่ใหญ่ แต่การเล่นหุ้นนี้ฉันยังไม่ทำตอนนี้หรอกนะคะ รอให้เรียนจบเสียก่อน”
หลินอวี่เฉินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังฝืนถามน้องสาวออกไป “เธอกำลังจะบอกว่ามีข้อมูลของหุ้นทุกตัวในช่วงเวลานี้เหรอฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวพยักหน้ายอมรับตรงๆ ก่อนจะพูดโน้มน้าวพี่ชาย “พี่ลองคิดดูสิคะ เงินเหล่านี้ที่พี่กับฉันหามาได้นอกจากจะทำให้ภูมิใจที่มีมากแล้ว เวลาเอาออกมาใช้เป็นก้อนใหญ่ๆ ก็ยังต้องคิดให้ถ้วนถี่นะคะ ไม่สู้เล่นหุ้นแล้วนำเงินที่มีมากมายเหล่านี้ออกมาซื้อของที่อยากได้เก็บเอาไว้”
“เธออยากจะซื้อที่ดินกับบ้านเพิ่มหรือ”
“บ้านฉันมีเยอะแล้ว ฉันอยากได้ที่ดินเพิ่มยิ่งมากยิ่งดี เอาไว้ขายในอนาคต”
“จากนั้นเธอก็จะเปิดร้านขายของแล้วก็เขียนนิยายอย่างสบายใจใช่ไหมน้องรัก หึหึ” เขาดีดหน้าผากน้องสาวเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ใช่แล้วค่ะ เรียนจบแล้วถ้าพี่ยังไม่ย้ายกลับปักกิ่ง ฉันก็จะย้ายมาอยู่กับพี่ที่นี่ เล่นหุ้นไปด้วย ซื้อที่ดินไปด้วย แล้วก็ยังสามารถเขียนนิยายที่ฉันรักได้ด้วย ความสุขแบบนี้หาได้จากที่ไหนอีกล่ะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ แต่ช่วงแรกๆ อย่าเพิ่งทำอะไรผลีผลามนะ รอจังหวะและเวลาให้ดี”
“เข้าใจแล้วค่ะพี่ใหญ่ ฉันรักพี่ที่สุดเลยค่ะ” ไม่พูดเปล่าเธอยังโถมตัวเข้ากอดพี่ชายที่รักและตามใจเธอที่สุดอย่างมีความสุข
“เด็กเจ้าเล่ห์ พอได้สมใจแล้วก็หน้าระรื่นเชียวนะ” เขายีผมน้องสาวจนผมของเธอยุ่งเหยิง
วันเดินทางกลับปักกิ่ง เสี่ยวเย่มาส่งหลินอวี่เฉินกับหลินฮุ่ย ส่วนเหล่าหานนั้นไม่ได้มาส่งเพราะเขาเลี้ยงส่งให้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน และนั่นก็ทำให้สองผู้เฒ่าบ้านหานได้เจอตัวจริงของหลินฮุ่ยเป็นครั้งแรก ยิ่งทำให้พวกท่านกระตือรือร้นที่อยากจะรับเธอเป็นลูกสาวบุญธรรมมากขึ้นไปอีก
ถ้าไม่ติดที่หลินอวี่เฉินล่ะก็ หลินฮุ่ยก็คงยากจะปฏิเสธความกระตือรือร้นนี้แล้วจริงๆ
“เอาล่ะ ส่งแค่นี้พอ รอฉันกลับมาแล้วจะพาไปนั่งเรือเล่นสักหลายๆ วัน” เขาตบบ่าลูกน้องคนสนิทแล้วก็กระซิบบอกเสียงแผ่ว
“จริงหรือครับรองหลิน”
“อืม ไปบอกคนในทีมให้เตรียมตัวและเตรียมสัมภาระเอาไว้ให้เรียบร้อย ฉันกลับมาเมื่อไหร่จะได้ออกเดินทางทันที”
“รับทราบ” เขาทำความเคารพผู้เป็นนายแล้วก็รีบเดินกลับไปที่รถจี๊ปทหารทันที
หลินอวี่เฉินเมื่อส่งลูกน้องกลับไปแล้ว เขาก็เดินกลับมาหาน้องสาวที่ม้านั่งตัวยาว “จะเข้าห้องน้ำก่อนไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่ล่ะค่ะพี่ใหญ่” เวลาจะเดินทางทีไรเธอมักจะเป็นแบบนี้ทุกที จนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายแล้วจริงๆ จึงจะปวดหนักปวดเบา
“ดีนะที่จองตั๋วได้ตู้นอน” เขาพูดเป็นนัยให้น้องสาวฟัง ถ้าอยากจะเข้าห้องน้ำเธอก็สามารถเข้าไปในแหวนมิติได้อย่างสะดวกสบาย
“ดีจริงๆ ค่ะพี่ใหญ่ ถ้าให้ฉันไปนั่งหลังขดหลังแข็งเหมือนคนอื่นล่ะก็ คงได้ป่วยจริงๆ เข้าสักวัน”
คำพูดของน้องสาว ทำให้เขาล้วงเอากระปุกยาบำรุงออกมา “นี่เป็นยาปรับสมดุล มาอยู่ภาคใต้นาน พอกลับไปที่ปักกิ่ง ร่างกายอาจจะมีปัญหา โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ให้กินก่อนนอนทุกวันนะ”
หญิงสาวยิ้มแหยทันที “ต้องกินนานไหมคะพี่ใหญ่ พี่ก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยชอบการกินยาเม็ด”
“วันหลังจะทำเป็นยาน้ำมาให้แล้วกัน” หลินอวี่เฉินกระเซ้าน้องสาว “ทำแบบหวานๆ ด้วยดีไหม”
หลินฮุ่ยมองพี่ชายแล้วก็ยิ้มหวานออกมา “ถ้าพี่ทำได้ ฉันก็จะยอมกินค่ะพี่ใหญ่”
“เธอนี่นะ เอาละ พวกเราก็ไปกันเถอะ”
“ไปกันค่ะ” หญิงสาวมองรถไฟที่แล่นเข้ามาเทียบชานชาลาแล้วก็ยิ้มกว้าง กลับไปเรียนที่ปักกิ่งอีกเทอมเธอก็จะเรียนจบและเป็นอิสระแล้ว
เสิ่นมู่หานมองรถไฟที่แล่นออกจากชานชาลาแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา แต่เดิมไม่คิดว่าแรงดึงดูดที่เธอมีต่อเขาจะมากมายขนาดนี้
ยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งเป็นฝ่ายที่ต้องทุรนทุราย ไม่พบหน้าแม้เพียงวันเดียวก็เหมือนจะขาดใจเสียให้ดาย ตราประทับบางอย่างที่เขาได้ทำลงไปบนตัวของเธอในค่ำคืนนั้น ช่างส่งผลกระทบร้ายแรงจริงๆ
“คุณชาย ซื้อตั๋วตู้นอนเดียวกันกับคุณหนูหลินแล้ว ทำไมไม่ขึ้นไปล่ะครับ”
“หลินอวี่เฉินเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของฉัน”
“รู้ตัวตนก็ยิ่งดีสิครับคุณชาย ยังเป็นตระกูลหลินที่น่าจะยินดีด้วยซ้ำนะครับ” ไม่ว่าจะพูดถึงสถานะไหนตระกูลเสิ่นก็ยังเหนือกว่าตระกูลหลิน การที่คุณชายของเขาชื่นชอบคุณหนูหลินมีแต่เรื่องน่ายินดี
“ฮึ! คนที่ทะนงตนและหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างตระกูลหลิน ถ้าไม่ยินดี ต่อให้ตายพวกเขาก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใครหรอกนะ”
ลูกน้องคนสนิทของเสิ่นมู่หานคิดตามแล้วก็เห็นว่าจริง แต่เขาก็ไม่ได้อยากเห็นผู้เป็นนายทุกข์ใจเช่นกัน “คุณชาย ลองคิดหาวิธีเข้าหาคุณหนูหลินดีไหมครับ ไม่อย่างนั้นคุณชายจะไม่มีทางได้รู้เลยนะครับว่าคุณหนูหลินจะชอบคุณชายหรือเปล่า”
เขาปรายตามองลูกน้องแต่ไม่นานก็ต้องยอมรับ “เธอฉลาดขนาดนั้น ถ้าเข้าหาอย่างไม่จริงใจเธอจะรู้ได้ทันที”
“คุณชายของผมจริงใจกับคุณหนูหลินที่สุดแล้วครับ ชอบเธอมากขนาดนี้ก็ต้องเข้าหาเธอได้แล้วนะครับ”
คนที่ไม่เคยต้องจีบผู้หญิงมาก่อน ได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ในความคิดของเขาล้วนระแวงไปทุกสิ่ง เพราะกลัวว่าการเข้าหาครั้งแรกอาจจะไม่เป็นที่ประทับใจ หรือไปสร้างความขุ่นเคืองให้หลินฮุ่ย
การเดินทางจากกว่างโจวไปปักกิ่งไม่มีเหตุสุดวิสัยอะไรระหว่างทาง ทำให้สองพี่น้องมาถึงปักกิ่งในตอนหัวค่ำของปลายเดือนกุมภาพันธ์
“เหล่าหลิน ฮุ่ยฮุ่ย พวกเราอยู่ทางนี้” เหล่าเติ้ง เหล่าหยางและเหล่าจ้าวร้องเรียกสองพี่น้องอย่างดีใจเพราะไม่ได้เจอกันนานแล้วนั่นเอง
หลินอวี่เฉินสะพายกระเป๋าเป้ของน้องสาวเดินนำเธอไปหาสหายรักทั้งสาม ก่อนจะกอดพวกเขาอย่างคิดถึง “พวกนายอยู่ทางนี้คงสบายดีนะ”
สามสหายที่ถูกรวบเข้าไปกอดเป็นเนื้อเดียวกันได้แต่อู้อี้ตอบอย่างทุลักทุเล แต่ก็ยังหัวเราะและยิ้มได้ หลินฮุ่ยมองภาพนี้แล้วก็ได้แต่หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
ผ่านไปสักพักหลินอวี่เฉินจึงได้คลายอ้อมกอด “วันนี้ฉันเลี้ยงอาหารค่ำพวกนายเอง ไปกัน”
“ได้เลย งั้นพวกเราเลือกภัตตาคารกันเองนะ” เหล่าเติ้งที่นานๆ ทีจะได้เจอสหายรัก กระตือรือร้นเป็นที่สุด
“ไม่มีปัญหา กินได้ไม่อั้น แต่ใครที่จะเป็นคนขับรถห้ามดื่มนะ เข้าใจไหม”
“ได้เลย พวกเราไปกัน ฉันจอดรถเอาไว้ทางนั้น” เหล่าจ้าวที่เป็นคนขับรถรีบรับปากและเดินนำทุกคนไปที่รถยนต์คันใหญ่ทันที