ความทุกข์ใจของโจวฟาง
ความทุกข์ใจของโจวฟาง
หลินอวี่เฉินพักอยู่ที่บ้านสี่ประสานกับน้องสาวแค่คืนเดียว วันต่อมาเขาก็รีบเดินทางกลับด้วยวิธีการพิเศษ เพราะยังมีภารกิจลับบางอย่างที่ต้องไปทำ เรื่องนี้ก็สืบเนื่องมาจากการที่เขาส่งเอกสารเรื่องวัสดุผสมที่เป็นภาษาต่างประเทศออกไปนั่นเอง
“ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้รีบบอกนะคะพี่ใหญ่” หลินฮุ่ยพูดระหว่างที่เดินมาส่งพี่ชายที่หน้าประตูใหญ่ของบ้าน
“ถ้าจะมีอะไรให้ช่วย ก็คงจะเป็นช่วยเก็บเงินกับสมบัติที่พี่หาได้เพิ่มนั่นแหละน้องรัก เธออยู่ทางนี้ก็ตั้งใจเรียนให้ดีนะ จบแล้วพี่ใหญ่จะรีบมารับเธอไปอยู่ด้วยกัน”
“ค่ะพี่ใหญ่”
“ส่วนเรื่องคนตระกูลหลิวกับตระกูลโจว พี่ฝากให้สหายของพี่จัดการให้แล้ว แต่ถ้าพวกเขายังมาวุ่นวายกับเธออีก ก็ให้ฟางหลานจัดการขั้นเด็ดขาดได้เลย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายบอกเธอว่าพี่จะเป็นคนจ่ายให้เอง”
“ได้เหรอคะพี่ใหญ่”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ตั้งแต่เอกสารพวกนั้นถูกส่งออกไป คนข้างบนก็ให้ความสำคัญกับพี่มากขึ้น พวกเขาต้องสืบเรื่องของเธออยู่แล้วล่ะ”
“พี่หมายความว่าเบื้องบนอยู่ข้างเราเหรอคะพี่ใหญ่”
“แน่นอนอยู่แล้ว เอาละ รถมารับแล้วพี่ต้องรีบออกเดินทาง มีอะไรก็สื่อสารมาได้นะ”
“อื้มๆๆ ถ้าพี่ได้ของอร่อยๆ มาจากทะเลก็อย่าลืมส่งมาให้ฉันด้วยนะคะ”
เขาลูบหัวน้องสาวเบามือ “เด็กจอมตะกละ พี่ไปแล้วนะ ถ้าว่างพี่จะมาหาเธอ”
“เดินทางปลอดภัยค่ะพี่ใหญ่” เธอโบกมือให้พี่ชาย รอจนรถจี๊ปทหารที่มารับเขาลับสายตาไปแล้ว จึงได้เดินกลับเข้าบ้าน ล็อกประตูแน่นหนาแล้วก็รีบเดินกลับเรือนที่พักด้านใน
ส่วนเรื่องที่เธอและพี่ชายนำเอาข้าวของและเงินทองมากมายไปกองที่ห้องโถงบรรพชนนั้น ก็ทำกันไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงนอนไม่หลับ
จัดการเรื่องในบ้านอยู่หนึ่งวัน หลินฮุ่ยก็เดินทางไปดูร้านค้า ที่นั่นทำให้เธอได้พบกับโจวฟางที่ไม่ได้เจอหน้าและพูดคุยกับมาเกือบสองเดือน
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอไปอยู่ไหนมา ฉันคิดถึงเธอจนจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย” เมื่อเข้ามาในร้านค้าของสหายรักได้ หญิงสาวที่พบเจอเรื่องราวมากมายมาอย่างหนักหน่วง ก็รีบโถมตัวเข้าหาเพื่อเติมกำลังใจทันที
หลินฮุ่ยเห็นสภาพของโจวฟางแล้วก็รู้สึกสงสาร “ฉันก็ไปอยู่กับพี่ชายมาไง ไม่เห็นเหรอว่าผิวของฉันคล้ำขึ้นตั้งเยอะแน่ะ”
โจวฟางน้ำตาคลอ ยอมผละตัวออกห่างจากสหายรัก แล้วก็ต้องส่ายหน้าเบ้ปากน้อยๆ อย่างที่ชอบทำ “คล้ำที่ไหนกัน เธอขาวขึ้นแล้วก็สวยขึ้นตั้งเยอะ ไม่ยักรู้นะว่าอากาศและอาหารการกินที่นั่นจะทำให้คนดูดีขึ้นได้ขนาดนี้”
“เธอนี่นะ ทำไมมีสภาพแบบนี้ล่ะ” ถามพลางก็จูงมือสหายรักให้ไปนั่งคุยกันที่ห้องทำงาน
“เธอไม่รู้อะไร ตั้งแต่ปิดเทอมฉันก็เหมือนอยู่คนละโลกกับที่ฉันเคยอยู่ เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ตระกูลโจวของฉันมันเน่าเฟะมากแค่ไหน”
“ได้ยินพี่ฟางเล่าให้ฟังว่า คนตระกูลโจวมาหาฉันที่นี่ด้วยเหรอฟางฟาง”
โจวฟางกอดสหายรักเอาไว้แน่น “พวกเขาจับพี่ชายของฉันไปซ่อนเอาไว้ เพื่อบังคับให้บ้านของเราทำตามที่พวกเขาต้องการ ฮื่อๆๆ ฉันขอโทษนะฮุ่ยฮุ่ย ฉันไม่ได้อยากทำแบบนั้นแล้วก็ไม่อยากพูดแบบนั้น แต่พี่ชายของฉันก็อยู่ในมือของพวกเขา”
“ถ้ามันยากเย็นขนาดนั้น ทำไม่พ่อกับแม่ของเธอไม่แยกบ้านออกมาล่ะ จะได้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับพวกเขาอีก”
“ฮึกๆ แม่ของฉันอยากจะแยกตั้งนานแล้ว แต่พ่อของฉันไม่ยอม คราวนี้ก็เลยเป็นฉันกับพี่ใหญ่รับแรงกระแทกไปเต็มๆ”
หลินฮุ่ยควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวบาง แล้วนำมาเช็ดน้ำตาให้โจวฟาง “แล้วทำไมถึงต้องลากฉันไปแต่งงานกับพี่โจวด้วยล่ะ ไม่ว่าจะด้วยสายเลือดหรือสถานะของฉันในตอนนี้ ล้วนไม่ใช่คนของตระกูลหลิวอีกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องทะเบียนบ้านไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด”
พอสหายรักพูดมาถึงตรงนี้ ก็เหมือนจะทำให้สติของโจวฟางแจ่มชัดขึ้น น้ำตาก็พลอยหยุดไหลไปด้วย “ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงไม่อยากเปิดเผยเรื่องส่วนตัว เพราะคนที่รู้แล้วก็ยิ่งเกิดความละโมบมากขึ้น”
“พวกเขารู้ที่อยู่ของฉันแล้วสินะ”
“อืม เพราะลุงหลิวคิดจะไปเอาชื่อเธอกลับเข้าทะเบียนบ้านของเขาตามเส้นสายที่มี ก็เลยทำให้รู้ว่าเธอย้ายออกจากทะเบียนบ้านที่เขาย้ายให้ตอนแรกไปนานแล้ว”
“ทีนี้ก็เลยสืบใหญ่เลยสินะ”
“ใช่ ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้คุณปู่ของฉันกับคุณปู่ตระกูลหลิวหันกลับมาคืนดีกัน พวกเขาเรียกฉันไปซักไซ้เรื่องของเธอ ว่ารู้เรื่องของเธอมากน้อยแค่ไหน”
“จะมีอะไรได้ล่ะ ฉันยังไม่ได้เล่าเรื่องตระกูลหลินให้เธอฟังสักครั้งเลยนะ”
“นั่นแหละ ฉันก็เลยไม่ต้องโกหกพวกเขา แต่ก็ยังไม่วายพาผู้เชี่ยวชาญมาสะกดจิตฉันนะฮุ่ยฮุ่ย”
หัวคิ้วของหลินฮุ่ยกระตุกทันที “พวกเขาไม่คิดว่าตัวเองกำลังจะกระโดดเข้ากองไฟที่ใหญ่กว่าเดิมหรือไง เดี๋ยวก็ถูกไฟเผาจนตายหรอก”
ดวงตาของโจวฟางเบิกกว้างอย่างตระหนก “เธอพูดเหมือนพี่ฉางเลยฮุ่ยฮุ่ย วันก่อนเขาก็พูดกับฉันแบบนี้เหมือนกัน”
“หืม พี่ฉางนี่คือใครกัน ทำไมสหายรักของฉันถึงได้เรียกเสียสนิทสนมแบบนี้ล่ะ”
“อะ เอ่อ พี่ฉางก็คือคู่หมั้นของฉันเพราะผู้ใหญ่บังคับให้หมั้นฉันก็เลยต้องหมั้นน่ะ แหะๆ”
“อ้อ ก็คือคนที่ฉันสเก็ตช์ภาพให้เธอในวันนั้นใช่ไหม แล้วเขาเป็นยังไงหน้าตาเหมือนไหม”
โจวฟางพยักหน้ารัวๆ “เหมือนมากเลยฮุ่ยฮุ่ย แต่นิสัยของเขาไม่เหมือนฉางจื้อหยวนนะ เขาดีกับฉันมาก ฉันก็เลยไม่ได้รู้สึกฝืนใจสักเท่าไหร่”
“เรียนจบเธอก็ต้องแต่งงานกับเขาใช่ไหม”
“เป็นแบบนั้นแหละ ส่วนเรื่องงานก็คงจะไม่ได้ทำแล้วเพราะบางทีอาจต้องติดตามพี่ฉางไปต่างประเทศด้วย”
“เขาจะไปต่างประเทศเหรอ”
“เขาบอกแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาได้รับตำแหน่งหรือหน้าที่อะไรในกระทรวงการต่างประเทศ”
“ไม่แน่นะเธออาจจะได้เป็นภริยาท่านทูต”
“เฮ้อ! ตระกูลโจวเป็นแบบนี้ไปแล้ว ฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับความรักที่จริงใจแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย เพราะไม่ว่าฉันจะแต่งหรือหลานสาวคนไหนแต่งกับตระกูลฉาง ทางฝั่งตระกูลโจวก็ต้องได้รับผลประโยชน์มากมายอยู่ดี และมันก็ไม่เคยถึงพ่อกับแม่ของฉันด้วย”
“ตระกูลใหญ่ก็ยุ่งยากวุ่นวายแบบนี้แหละ แต่ถ้าเหลือสองคนเหมือนฉันกับพี่ใหญ่ก็ออกจะเหงาอยู่หน่อยๆ”
โจวฟางกอดปลอบสหายรักพร้อมกับโยกตัวไปมา “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะไม่หักหลังเธอเด็ดขาดฮุ่ยฮุ่ย”
“ฉันรู้ฟางฟาง พวกเราไม่ใช่แค่เพิ่งรู้จักกันเสียหน่อย”
“เรียนจบแล้ว ถ้าได้แต่งให้พี่ฉางฉันก็จะไม่ข้องเกี่ยวกับคนตระกูลหลิวอีก พวกเขาก็จะไม่สามารถใช้ฉันเป็นเครื่องมือทำลายเธอได้”
“หึหึ เธอคงลืมนิสัยเสียของฉันไปแล้วสินะฟางฟาง ถึงฉันจะชอบการประนีประนอมมากกว่าแตกหัก แต่ถ้าฉันเบื่อที่จะเล่นด้วยแล้ว ฉันก็สามารถล้มหมากทั้งกระดานได้นะ”
“ฉันเชื่อเธอและจะเอาใจช่วยให้เธอชนะพวกเขาให้ได้นะฮุ่ยฮุ่ย”
“สบายใจแล้วหรือยัง” หลินฮุ่ยมองสหายรักที่ตาแดงจมูกแดงไปหมดแล้วก็ให้จนใจ ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรดี
“อื้ม สบายใจแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นโทรชวนเสี่ยวเยี่ยนกับอาจิ้งออกมาดีไหม พี่ใหญ่ให้เงินค่าขนมมานิดหน่อย วันนี้ฉันจะเลี้ยงพวกเธอเอง”
“ได้ๆๆ ฉันจะรีบโทรตามพวกเธอเดี๋ยวนี้แหละ”
จากนั้นสี่สหายรักก็ได้มารวมตัวกันที่ภัตตาคารชื่อดังของปักกิ่ง เรื่องราวทุกข์ใจทั้งหลายล้วนถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
“นี่เป็นของฝากจากภาคใต้ ฉันกับอาเยี่ยนตั้งใจเลือกมาให้พวกเธอสองคนโดยเฉพาะเลยนะ” หม่าจิ้งหยิบเอาของฝากออกมายื่นให้สหายรักทั้งสอง
“ว้าว! นี่มันเครื่องสำอางจากฮ่องกงนี่ ราคาที่ขายในห้างสรรพสินค้าแพงมากเลยนะ” โจวฟางยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
หลินฮุ่ยเองก็เปิดดูของฝากเช่นกัน “คอลเล็กชันนี้เพิ่งเข้ามานี่ พวกเธอไปเลือกซื้อที่เซินเจิ้นมาเหรอ”
“ใช่ แม่ของฉันพาไปซื้อของฝากก่อนกลับปักกิ่งน่ะ ก็เลยโทรชวนเสี่ยวเยี่ยนให้มาด้วยกัน เธอเองก็อยู่ที่เซินเจิ้นเหรอฮุ่ยฮุ่ย น่าเสียดายนะที่ติดต่อเธอไม่ได้เลย”
หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ได้อยู่ที่เซินเจิ้นหรอก แต่เคยไปเที่ยวที่นั่นก็เลยจำได้ ฉันเองก็มีของมาฝากพวกเธอเหมือนกันนะ” เธอหยิบเอาถุงของฝากออกจากกระเป๋าสะพายใบเล็ก ส่งให้สหายรักทั้งสองคน
หม่าจิ้งรับมาแล้วก็รีบเปิดดู แล้วก็ต้องร้องว้าวอย่างตื่นเต้น “นะ นี่มันไข่มุกป่าราคาแพงและหายากมากเลยนี่ฮุ่ยฮุ่ย”
“แค่พวกเธอชอบฉันก็พอใจแล้วล่ะ ส่วนเรื่องราคานั้นก็ไม่ได้แพงอะไรหรอกเพราะฉันไม่ได้เสียเงินซื้อสักหยวนเดียว” ของพวกนี้เป็นพี่ชายมอบให้หลังจากไปหาสมบัติในครั้งนั้น และตอนนี้เขาก็บอกว่าได้ทดลองเพาะเลี้ยงหอยมุกพวกนี้เอาไว้ที่เกาะลับของเขาแล้ว
“ฉันชอบมากเลย ขอบใจเธอมากนะฮุ่ยฮุ่ย” อู๋เสี่ยวเยี่ยนรีบพูดขอบใจเพราะไม่อยากจะซักไซ้ที่มาที่ไปเรื่องพี่ชายของสหายรัก ถ้าฮุ่ยฮุ่ยอยากเล่าให้ฟังตอนไหนเธอก็คงจะเล่าออกมาเอง
“ยังจะมาขอบใจฉันอีก รีบกินๆ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน”
หลินฮุ่ยแยกกับสหายรักทั้งสามคนก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว เธอจึงพักที่บ้านหลังเล็กใกล้มหาวิทยาลัยกับฟางหลาน
“พี่ฟาง กำไรจากร้านหลายเดือนมานี้ก็มากพอแล้ว ฉันคิดว่าจะซื้อรถยนต์สักคัน เอาไว้ให้พี่ใช้ดีไหมคะ”
ฟางหลานที่กำลังอ่านบัญชีอยู่ถึงกับชะงักไป “ถ้าจะซื้อก็ไปพรุ่งนี้เลยฮุ่ยฮุ่ย พี่ขับรถเป็นแล้วก็มีใบขับขี่รถเกือบทุกประเภท พี่ขับรถไปรับไปส่งเธอที่บ้านกับที่นี่ได้”
“หรือพี่จะไปพักอยู่ที่บ้านสี่ประสานกับฉันดีคะพี่ฟาง”
“ไม่เอาหรอกฮุ่ยฮุ่ย พักอยู่ที่นี่สะดวกกว่า อีกอย่างเวลาของเธอส่วนใหญ่ก็อยู่ที่มหาวิทยาลัย มีอะไรพี่ก็เข้าไปช่วยได้เร็วกว่าด้วย”
“นั่นก็จริงค่ะ อีกอย่างถ้าฉันเรียนจบแล้วก็อาจจะไปอยู่ที่ภาคใต้กับพี่ใหญ่ บ้านในเขตซีเฉิงก็ต้องปิดเอาไว้ตามเดิม”
“ถ้าอยากจะไปลงหลักปักฐานที่โน่น ก็ขายร้านค้านี้แล้วไปลงทุนที่กว่างโจวหรือเซินเจิ้นได้นะ พี่จะตามไปดูแลให้เอง”
“ก็ไม่ได้จะไปลงหลักปักฐานหรอกค่ะ แค่รอเวลาให้พี่ใหญ่ย้ายกลับมาที่ปักกิ่งก็เท่านั้น”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่เธอไปอยู่ทางโน้น พี่จะดูแลร้านให้เอง”
“ลำบากพี่ฟางแล้วนะคะ” ว่าแล้วก็ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายใบเล็ก “ยังไม่ได้ให้ของฝากพี่เลยค่ะ”
ฟางหลานเปิดกล่องออก แล้วก็ต้องตกใจกับของฝากที่แสนล้ำค่าของฮุ่ยฮุ่ย “ซื้อกำไลหยกวงนี้แล้ว เธอคงไม่หมดตัวหรอกใช่ไหม”
“พี่ใหญ่ของฉันรวยแค่ไหนพี่ก็น่าจะรู้นี่คะพี่ฟาง ถ้าฉันไม่มีเงินก็ขอจากพี่ใหญ่ก็ได้แล้ว”
“ได้ๆๆ เป็นโชคดีของฉันจริงๆ ที่มีเจ้านายเป็นมหาเศรษฐี”
หลินฮุ่ยหัวเราะอย่างชอบใจกับท่าทางของพี่ฟาง เธอนั่งคุยกับอีกฝ่ายต่ออีกหนึ่งชั่วโมงจึงขอตัวเข้าห้องนอน
ส่วนฟางหลานที่มีรอยยิ้มตลอดเวลาเมื่ออยู่กับหลินฮุ่ย กลับหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ออกไปโทรศัพท์ที่ลานหน้าบ้าน
“เสี่ยวเฮย นายว่างหรือเปล่า”
“สำหรับลูกพี่ผมว่างตลอดอยู่แล้ว มีอะไรสั่งการมาได้เลย” เสี่ยวเฮยที่เป็นชื่อเรียกในวงการตบอกดังปุๆ
“จับตาดูตระกูลหลิวกับตระกูลโจวให้ดี ถ้าพวกเขาเคลื่อนไหวหรือมุ่งเป้ามาที่หลินฮุ่ย พวกนายลงมือได้เลยทันที”
“ใครมันช่างกล้าลงมือกับน้องสาวสุดที่รักของอดีตหัวหน้าเนี่ย พวกมันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม”
“ก็พวกอยากจะกระโดดลงหลุมไฟน่ะสิ ยังไงนายก็สงเคราะห์พวกเขาเสียหน่อย จะให้ดีหาหลักฐานที่พวกเขากระทำความผิดออกมาแฉได้ยิ่งดี”
“เรื่องนี้ผมถนัดที่สุด ลูกพี่รอฟังข่าวดีได้เลย”
“อืม เรื่องนี้ไม่มีคำว่าพลาดนะ นายเข้าใจไหม”
“ผมเข้าใจ น้องสาวของอดีตหัวหน้าก็เหมือนน้องสาวของผมเหมือนกัน”
“ดี!”