LNCrawler

เพื่อนบ้าน

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

เพื่อนบ้าน

จัดการเรื่องยุ่งๆ ที่ร้านค้าอีกวัน หลินฮุ่ยก็หอบกระเป๋าสัมภาระและควงโจวฟางกลับไปที่มหาวิทยาลัยพร้อมกัน จัดการเรื่องลงทะเบียนและจ่ายค่าเทอมเสร็จแล้วก็พักอยู่ในหอพักนักศึกษาอย่างสบายใจ

พอเปิดเทอมก็เริ่มการเรียนหนักหน่วง แต่เธอที่เตรียมตัวมาดีก็รับมือได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนตอนกลางคืนเธอก็จะแอบเข้าไปในมิติ เพื่อปลูกต้นหนานมู่ซึ่งตอนนี้ปลูกไปได้มากกว่าหมื่นต้นแล้ว

ขณะที่นั่งพักรอให้หายเหนื่อย สายตาของเธอก็ทอดมองต้นหนานมู่ที่สูงเกือบสองเมตรแล้ว “ปกติดินในมิติก็ปลูกอะไรได้ดีอยู่แล้ว แต่พอรดน้ำลงไปต้นไม้พวกนี้ยิ่งโตเร็ว ผักผลไม้ในนี้ก็ดีส่งผลให้กินแล้วสุขภาพดีตามไปด้วย แต่ปกติแล้วคนปักกิ่งอย่างฉันชอบกินแป้งกินเส้น อืม ควรต้องปลูกมันเทศ ข้าวโพดแล้วก็ข้าวสาลีเพิ่ม อาหารที่ทำจากของพวกนี้จะได้ดีต่อสุขภาพไปด้วย ยังมีอะไรอีกนะ อ้อ ธัญพืชปลูกเพิ่มให้มากๆ”

พูดไปพลางหลินฮุ่ยก็จดสิ่งที่จะปลูกลงในสมุดบันทึกไปพลาง พอเสร็จแล้วก็เริ่มงึมงำออกมาเสียงเบา ไปถึงอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน “ตีสี่ต้องรีบตื่นแล้วก็เข้ามาฝึกพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดให้คล่อง ต่อไปทำงานอะไรต้องบันทึกงานเขียนเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ อืม มีอะไรอีกนะ ใช่แล้ว ศึกษาเรื่องหุ้นให้เข้าใจ เวลาลงมือจะได้ไม่ผิดพลาด แล้วก็หาสูตรอาหารอร่อยๆ มาฝึกทำ จะได้ทำให้พี่ใหญ่กิน ใช่ๆ ก่อนออกมาฝึกฝนร่างกายตามที่พี่ใหญ่ฝึกมาอีกสองชั่วโมง จากตีสี่มาถึงตีห้าครึ่งเวลาภายในแหวนมิติก็ได้ถึงเก้าชั่วโมง”

พอหายเหนื่อยแล้วหญิงสาวก็เริ่มปลูกต้นกล้าไม้หนานมู่ต่อ ก่อนจะออกมาจากแหวนมิติเธอก็ได้แวะไปดูโรงบ่มไวน์ขนาดเล็กที่พี่ชายสร้างเอาไว้ให้ ซึ่งมันอยู่ที่ลานบ้านแห่งหนึ่งจากลานบ้านยี่สิบกว่าลาน

“ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่มีพลังพิเศษอะไรบ้างนะ แต่ในห้องใต้ดินก็ปรับอุณหภูมิที่เหมาะสมออกมาได้ ก็นับว่าดี ถ้ารสชาติของมันได้ คงต้องให้พี่ใหญ่สร้างห้องเก็บไวน์เพิ่มอีกสักสองสามแห่งแล้วล่ะ” ของเหล่านี้คล้ายจะเป็นงานอดิเรกไปแล้วเพราะเกิดจากความชอบส่วนตัวและเธอก็ไม่ได้คิดจะนำออกมาขาย

ชื่นชมโรงหมักไวน์ของตัวเองจนพอใจ ก็เริ่มฝึกฝนร่างกายตามที่พี่ชายฝึกมา ฝึกจนครบทุกกระบวนท่า จึงได้อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนที่เหมือนกัน พอออกมานอกแหวนมิติก็พบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปหนึ่งชั่ววโมงครึ่งเท่านั้น ยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วโมง จึงได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงต่ออย่างสบายใจ

 

วันหยุดหลินฮุ่ยมาหาโจวฟางที่ร้านค้า จากนั้นเธอก็พาอีกฝ่ายไปเลือกซื้อรถที่โชว์รูมที่ใหญ่ที่สุดของปักกิ่ง

หลังจากที่ฟังพนักงานร่ายยาวมานาน แล้วก็เดินดูรถไปหลายรอบเธอก็ถามคนที่จะขับและใช้งานจริงๆ “พี่สนใจยี่ห้อไหนคะพี่ฟาง”

ฟางหลานชี้ไปที่โฟล์คสวาเกน เจ็ตต้า ที่น่าจะเหมาะสมกับฐานะนักธุรกิจหน้าใหม่ของหลินฮุ่ยเพราะมันไม่ได้แพงเกินและไม่ได้ถูกเกิน “เอาเป็นเจ็ตต้าตัวนี้แล้วกันฮุ่ยฮุ่ย ถ้ารวยกว่านี้เธอค่อยซื้อซานตาน่าหรือยี่ห้อที่แพงกว่านี้ดีไหม”

สำหรับหลินฮุ่ยที่ได้ขับรถของยุคอนาคตในแหวนมิติมาหลายคัน เธอไม่ได้มีความเห็นอะไรมากมายนัก “ถ้าพี่ชอบคันนี้ก็เอาคันนี้เลยค่ะพี่ฟาง”

ฟางหลานพยักหน้าให้พนักงานขายที่กำลังยิ้มแก้มปริและตัวปริ “พวกเราไปทำสัญญาซื้อขายกันค่ะคุณหวัง”

“เชิญทางนี้ครับคุณลูกค้า”

หลินฮุ่ยจ่ายเงินออกไปหนึ่งแสนสี่หมื่นหยวนโดยไม่กระพริบตา จากนั้นก็นั่งคู่ฟางหลานออกไปจากโชว์รูมท่ามกลางสายตาชื่นชมและอิจฉาของใครหลายๆ คน

“พี่ฟาง พี่ขับรถนิ่มกว่าพี่ใหญ่ของฉันอีกนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็หัวเราะร่วนอย่างมีความสุข

“อดีตหัวหน้าค่อนข้างใจร้อน ปกติก็มีแต่คนอื่นขับให้เขานั่ง ไม่แปลกหรอกที่เขาจะขับรถแบบนั้น”

“จริงอย่างที่พี่พูดเลยพี่ฟาง ตอนที่พี่ใหญ่สอนทักษะการต่อสู้ให้ฉัน เขาก็ค่อนข้างดุและใจร้อนมากจริงๆ แต่ฉันไม่กลัวเขาหรอกนะคะ” แม้ว่าพี่ใหญ่จะไม่ค่อยว่าง แต่เขาก็เจียดเวลาช่วงเช้ามืดที่เขาได้อยู่บ้านมาสอนเธอประจำ ทำให้ฝีมือของเธอก้าวหน้าไปไม่น้อยแล้ว ทว่าบางครั้งขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายไม่ได้แข็งแรงสักเท่าไหร่ ทั้งที่ได้รับการบำรุงอย่างดีขนาดนั้น เธอจึงกินยาปรับสมดุลที่พี่ชายให้มาเป็นประจำ

“แบบนี้ฉันก็ไม่ต้องสอนเธอแล้วสินะ เพราะอดีตหัวหน้าเขาเก่งกว่าฉันหลายร้อยเท่าเลย”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่พอประมือกับพี่ใหญ่ได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงเองค่ะพี่ฟาง”

ฟางหลานเกือบเบรกหัวทิ่ม เธอหันมามองหลินฮุ่ยราวกับมองเห็นตัวประหลาด “พวกเราที่อดีตหัวหน้าฝึกฝนมา รับมือเขาได้แค่คนละห้ากระบวนท่าก็เต็มกลืน ไม่ต้องพูดถึงว่าจะรับมือเขาได้กี่นาทีเลย เธอนี่สุดยอดจริงๆ” แล้วเธอก็ขับรถมุ่งหน้าสู่ถนนวงแหวนที่สองต่ออย่างตั้งใจ

หลินฮุ่ยฟังแล้วก็นั่งกระพริบตาปริบๆ อย่างใช้ความคิด ไม่นานก็ได้แต่ยิ้มอ่อนโยนออกมา “คงเป็นเพราะพี่ใหญ่เห็นว่าฉันอยู่ทางนี้คนเดียวมั้งคะ เลยฝึกอย่างเข้มงวดจนทำให้ฉันรับมือเขาได้”

“ก็จริง ฉันก็จะได้เบาใจเหมือนกัน”

 

พอมาถึงหน้าบ้านในเขตซีเฉิง หลินฮุ่ยก็ลงจากรถ “พี่จะไม่เข้าบ้านฉันจริงๆ เหรอคะพี่ฟาง”

“ไม่ล่ะฮุ่ยฮุ่ย ออกมานานแล้วต้องรีบกลับไปดูที่ร้าน”

“งั้นก็ได้ค่ะพี่ฟาง ตอนเย็นของวันอาทิตย์พี่มารับฉันไปส่งที่หอพักนะคะ”

“ได้ พี่จะรีบมารับเธอ หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็โทรบอกได้เลยนะ”

“ค่ะ พี่ขับรถดีๆ นะคะ” เธอโบกมือให้ฟางหลาน รอจนอีกฝ่ายขับรถออกไปไกลแล้วจึงได้เดินไปที่ประตูบ้านพร้อมกับควานหากุญแจไปด้วย จนลืมไปว่ามีคนกำลังเดินมาทางนี้พอดี ทำให้เธอชนเข้ากับร่างสูงใหญ่อย่างจัง

เสิ่นมู่หานที่เดินกลับจากปากซอย ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมาพบเข้ากับหลินฮุ่ยโดยบังเอิญแบบนี้ ทำให้ตอนที่เธอเดินมาชนเขา วงแขนก็ยื่นออกไปคว้าร่างของเธอตามสัญชาตญาณทันที แม้แต่เอกสารสำคัญหล่นกระจายเต็มพื้นเขาก็ไม่สนใจ

“เป็นอะไรไหมครับ”

หลินฮุ่ยถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของคนแปลกหน้า ก็รีบขืนตัวออกมาทันที “มะ ไม่เป็นไรค่ะ อะ เอ่อ ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ” เธอก้มหน้างุดเพราะสู้สายตาคนตัวสูงไม่ไหวจริงๆ

“อะ อ้อ ขอโทษด้วยครับ” เขารีบปล่อยเธอทันทีแต่ก็ยังแอบเสียดายอยู่หน่อยๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณเหมือนกันที่เดินไม่ระวัง ทำให้ชนคุณเข้า” ว่าแล้วเธอก็มองข้าวของที่กระจายอยู่เต็มพื้น น่าจะมีแต่เอกสารสำคัญๆ ทั้งนั้น จึงได้รีบก้มลงไปเก็บ

ชายหนุ่มก็รีบเก็บเอกสารเช่นกัน “ปกติผมไปทำงานมีคนขับรถให้ แต่วันนี้ที่บ้านต้องใช้รถหลายคัน ผมก็เลยต้องนั่งรถประจำทางกลับมา คุณอาจจะไม่เคยเห็นผมแต่พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน”

หลินฮุ่ยส่งเอกสารคืนให้เขา “ที่แท้เป็นคุณนี่เอง เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใช่ไหมคะ”

“น่าจะสองเดือนแล้วล่ะครับ” เขาจัดเอกสารให้เป็นระเบียบก่อนจะยิ้มบางส่งให้เธอ “เมื่อก่อนผมไม่ค่อยได้อยู่บ้าน พอกลับมาประจำอยู่ที่ปักกิ่งพ่อกับแม่ก็เลยมอบกุญแจบ้านหลังนี้ให้ผมน่ะครับ ต่อไปพวกเราคงได้เจอกันบ่อยๆ”

“น่าจะนะคะ ฉันเองก็ไม่ค่อยได้พักอยู่ที่บ้านหลังนี้สักเท่าไหร่หรอกคะ แต่ถ้าเป็นวันหยุดก็อาจจะได้เจอคุณบ้าง” ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างแปลกจริงๆ บรรยากาศรอบตัวเขาทำให้เธอผ่อนคลายอย่างไม่รู้ตัวเลย

“คุณยังเรียนอยู่สินะครับ”

หญิงสาวเดินไปที่ประตูบ้าน “ใช่ค่ะ แต่อีกไม่นานก็จะจบแล้วล่ะ อ่า ฉันนี่แย่จังเลย คุยกันมาตั้งนานยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ฉันหลินฮุ่ยค่ะ หรือคุณจะเรียกฮุ่ยฮุ่ยก็ได้”

“ผมเสิ่นมู่หานครับฮุ่ยฮุ่ย คุณจะเรียกผมว่ามู่หานเฉยๆ ก็ได้ หรือถ้าไม่สะดวกจะเรียกชื่อก็เรียกพี่เสิ่นก็ได้เพราะผมน่าจะอายุมากกว่าคุณนิดหน่อย”

หลินฮุ่ยมองเสิ่นมู่หานตาโต “ถ้าไม่บอกว่าคุณอายุมากกว่าฉัน ยังนึกว่าพวกเราอายุเท่ากันเลยนะคะ”

“ปีนี้อีกไม่กี่เดือน ผมก็จะอายุยี่สิบหกปีแล้วล่ะครับ”

“จริงเหรอคะ แบบนี้ฉันขอเรียกคุณว่าพี่มู่หานได้ไหมคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา จึงได้เห็นว่าผิวของเขาขาวจัดแต่ไม่ได้ดูอ่อนแออมโรคสักนิด กลับทำให้เขาดูเปล่งประกายและมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่นานก็คลี่ยิ้มที่ยากจะเห็นออกมา “ได้สิฮุ่ยฮุ่ย เอาละ รีบเข้าบ้านได้แล้ว อยู่คนเดียวต้องตรวจตราให้ดีนะ”

“เข้าใจแล้วๆ พี่นี่นะเพิ่งรู้จักกันไม่นานก็ทำตัวเหมือนพี่ชายของฉันอีกคนแล้ว” เธอไขกุญแจเข้าบ้านก่อนจะโบกมือให้เขา “พี่ก็กลับบ้านได้แล้วค่ะพี่มู่หาน”

“อืม ให้เธอเข้าบ้านแล้วปิดประตูก่อน” เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน มุมปากยกขึ้นน้อยๆ

“ได้ๆๆ”

 

วันนั้นหลินฮุ่ยทำความสะอาดที่พักเสร็จก็เดินไปดูสวนผักหลังบ้าน สตรอว์เบอร์รียังรอดแต่ผักที่อยู่นอกโรงเรือนไม่เหลือสักต้นเดียว เธอจึงเริ่มพลิกดินตากแดดเอาไว้ก่อน กลับมาที่บ้านครั้งต่อไปจะได้เอาต้นกล้าที่เพาะไว้ในมิติมาลงแปลงปลูก

จัดการแปลงผักเสร็จแล้ว เธอก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นก็เดินไปที่ห้องครัว ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เห็นว่าเป็นเบอร์โทรของพี่เฉินก็รีบกดรับ

“พี่เฉิน หายไปนานเลยนะคะ” เธอทักเขาด้วยเสียงร่าเริงสดใส น่าจะเป็นพี่สะใภ้เฉินที่ได้คุยกับเธอที่มหาวิทยาลัยเอาเบอร์ของเธอให้เขา ส่วนเธอน่ะเหรอตั้งแต่มีโทรศัพท์เครื่องนี้ก็บันทึกเบอร์ของคนรู้จักเอาไว้จนหมดทุกคนนานแล้ว

“เพิ่งหายป่วยน่ะสิฮุ่ยฮุ่ย เย็นนี้เธอว่างไหม ตงตงบ่นคิดถึงเธอ พอได้ยินพี่สะใภ้ของเธอบอกว่าเธอกลับมาที่ปักกิ่งแล้ว วันหยุดก็รบเร้าอยากจะให้พาไปหาเธอที่บ้าน”

“ว่างสิคะ ตอนนี้ฉันกำลังจะเข้าครัวทำอาหาร ถ้าพวกพี่ไม่มีธุระต้องไปไหน พาตงตงมาได้เลยนะคะ”

“รอเดี๋ยวนะ พี่ถามพี่สะใภ้เธอก่อน” เขาหันไปคุยกับภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง จึงคุยกับหลินฮุ่ยต่อ “พี่สะใภ้เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย เอาเป็นตอนเย็นเหมือนเดิมนะฮุ่ยฮุ่ย ไม่ต้องทำอะไรมากนะ พี่กับพี่สะใภ้ของเธอจะซื้อเข้าไปเอง”

“ได้ค่ะพี่เฉิน ฉันจะอบขนมเอาไว้ให้ตงตงแล้วกัน เขาต้องชอบแน่ๆ”

“ได้ๆ เย็นนี้เจอกันนะ”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวกดวางสายแล้วก็เก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก มองโทรศัพท์เครื่องใหญ่เทอะทะอยู่สักพักแล้วก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ออกมา “เฮ้อ! ถ้ามอบเทคโนโลยีออกไปตรงๆ ได้เลย ก็คงไม่ลำบากใจเท่านี้เลย”

ระหว่างที่ทำอาหารเธอก็ได้ยินเสียงจากข้างบ้าน มีคนหลายคนเข้าไปในบ้านของเขา เสียงที่เธอได้ยินโดยบังเอิญคือเสียงผู้หญิง และก็น่าจะเป็นคนรู้จักหรือไม่ก็คนรักของเขา หญิงสาวได้แต่ยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า คนหน้าตาดีหน้าที่การงานดีทั้งพื้นฐานครอบครัวไม่เลว และอายุก็ไม่น้อยแล้ว จะไม่มีคนรักได้ยังไงกัน จากนั้นก็ปิดกั้นการได้ยินเพราะไม่อยากรู้เรื่องวุ่นวายของคนอื่น

 

ทางด้านเสิ่นมู่หานที่ถูกเข้าใจว่ามีคนรักไปแล้ว ก็กำลังตีหน้าขรึมเมื่อผู้หญิงอย่างหลี่อิงพาตัวเองเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของเขาพร้อมกับคนหลายคน

“อาเฟย ใครปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามา” เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน

อาเฟยที่เป็นลูกน้องคนสนิทได้แต่มองหลี่อิงราวกับมองคนตาย “พ่อบ้านบอกว่าป้าใหญ่ของคุณชายอยากจะแนะนำคุณหนูหลี่ให้คุณชายได้รู้จักครับ”

“ผู้หญิงที่แต่งเข้าตระกูลอื่นไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรถึงยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องภายในตระกูลเสิ่นของพวกเรา ไล่เธอออกไป” ว่าแล้วเขาก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ไม่แม้แต่จะปรายตามองหลี่อิงแม้แต่นิด

“ครับคุณชาย” อาเฟยถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย จากนี้อีกไม่นานก็จะมีคุณป้าคนนั้น คุณอาคนนี้ ซึ่งเป็นคนสายรองที่แสร้งหวังดีกับคุณชายของเขา แนะนำผู้หญิงมากหน้าหลายตาและอ้างความหวังดีบังหน้า แต่แท้จริงแล้วก็หวังในอำนาจที่จะได้กันเท่านั้น “คุณหนูหลี่ เชิญครับ”

หลี่อิงที่พูดไปเสียยืดยาว แต่กลับไม่มีใครคิดจะเชิญเธอให้เข้าบ้าน ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มเจื่อนอย่างเจียมตัว แต่ภายในใจนั้นเดือดปุดๆ “ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มากับญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน ต้องขอโทษที่มารบกวนคุณชายรองเสิ่นด้วยนะคะ”

อาเฟยมองท่าทีเสแสร้งแล้วก็ได้แต่ลอบส่ายหน้าอยู่ในใจ ไม่ได้ครึ่งของคุณหนูหลินเลย ยังจะกล้าพาความเหม็นเน่าของตัวเองมาแสดงต่อหน้าคุณชายของเขาอีก ก่อนหน้านี้ก็รับสามีเข้าบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่พอใจก็ไล่ออกไป คราวนี้คิดจะมาจับคุณชายของเขา ช่างหน้าใหญ่เหลือเกิน

“พ่อบ้าน ส่งแขก!”

“ขอรับๆ” พ่อบ้านเสิ่นได้แต่ลอบปาดเหงื่อ ใครจะคิดล่ะว่าเขาจะมองคนผิด วันหลังคงต้องโทรไปตรวจสอบที่บ้านใหญ่ให้ดีก่อนแล้วค่อยเปิดประตู

เสิ่นมู่หานที่เดินกลับเข้ามาแล้ว ก็ได้กลิ่นหอมลอยข้ามกำแพงมา ชายหนุ่มมองไปยังบ้านของฮุ่ยฮุ่ยแล้วอารมณ์จึงได้ดีขึ้น “ต้องสนิทกันแค่ไหนนะ เธอถึงจะเชิญฉันไปทานข้าวที่บ้านด้วย”

“คุณชาย คุยกันก็คุยไปแล้ว เช่นนั้นก็ทำตัวหน้าหนาไปขอข้าวบ้านคุณหนูหลินกิน ก็คงไม่เสียหายมั้งครับ”

“นายก็ทำเองสิ หน้าฉันยังไม่หนาเท่านายหรอกนะอาเฟย” ลูกน้องคนนี้พูดมากขึ้นทุกวันแล้ว น่ารำคาญจริงๆ

 

ทางฝั่งบ้านตระกูลหลิว แม่หลิวที่วางโทรศัพท์ลงแล้วใบหน้าก็มืดครึ้ม รีบหันไปปรึกษากับสามี “ถิงถิงบอกว่าช่วงนี้ต้องใช้จ่ายเยอะ เงินที่บ้านก็ไม่ค่อยมีแล้ว คุณนำเอาสมบัติพวกนั้นไปขายดีไหมคะ”

“ครึ่งเดือนที่แล้วก็โอนให้ตั้งสองหมื่นหยวน ผ่านไปไม่เท่าไหร่โทรมาขออีกแล้ว แหวนมิติก็มีทำไมไม่ออกไปหาสมบัติเองล่ะ” ลูกสาวคนนี้จะบอกว่ารักเขาก็รักอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่อาจวางใจได้ทั้งหมด ยามนี้ยิ่งต้องจ่ายเงินออกไปจำนวนมหาศาล เขาก็ยิ่งไม่พอใจในตัวถิงถิง

“ฉันว่าร้านค้าของฮุ่ยฮุ่ยน่าจะทำเงินได้ไม่น้อยเลย พวกเราก็เลี้ยงเธอมาตั้งยี่สิบปี บุญคุณนี้ยังไงเธอก็ต้องแสดงความกตัญญูกับพวกเราบ้างนะ”

ดวงตาของพ่อหลินเป็นประกายขึ้นมา จึงร้องเรียกลูกชายทันที “ฮ่าวฮ่าว มานี่หน่อย”

หลิวฮ่าวเดินออกมาจากห้องด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะเขาฝึกทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์มานานหลายชั่วโมงแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบสักทีนั่นเอง

“พ่อ มีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ ถ้าไม่มีผมจะกลับไปทำโจทย์คณิตต่อแล้วนะ” บ่นออกมาอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวใหญ่

“แกไม่ใช่คิดถึงพี่สาวของแกเหรอ ไม่อยากจะไปหาเธอหรือไง”

หลิวฮ่าวถอนหายใจแล้วก็มองพ่อแม่อย่างรู้ทัน “ผมแซ่หลิว พี่สาวแซ่หลิน พวกเราไม่เกี่ยวข้องกันสักหน่อย ผมจะคิดถึงเธอทำไมล่ะครับ นี่พ่อเรียกผมมาเพื่อพูดเรื่องแค่นี้หรือครับ เสียเวลาจริงๆ”

“เฮอะ! แค่อ้าปากฉันก็เห็นลิ้นไก่แกแล้ว อยากจะปกป้องเธอเหรอ ฝันไปเถอะ ไม่ว่ายังไงวันนี้แกก็ต้องไปหาหลินฮุ่ยที่ร้านของเธอให้ได้” พ่อหลิวคำรามออกมาเสียงกร้าว

หลิวฮ่าวมองพ่ออย่างเซ็งๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าห้อง “ผมไม่ไป พ่อกับแม่เห็นว่าพี่สาวได้ดีแล้ว ก็เลยอยากได้ผลประโยชน์จากเธอ ผมไม่ยอมเป็นเครื่องมือของพ่อกับแม่หรอก” ว่าแล้วก็ปิดประตูเสียงดังปัง

พ่อหลิวกับแม่หลิวมองหน้ากันด้วยความกรุ่นโกรธ “ถ้ารู้ว่ามันจะมีนิสัยเหมือนหลินฮุ่ย ผมจะไม่ยอมให้เธอเลี้ยงมันเด็ดขาด!”

แม่หลิวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่ไม่ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องไปเจอหลินฮุ่ย “วันนี้เป็นวันเสาร์ ยังไงเธอก็น่าจะอยู่ที่ร้านค้าแห่งนั้น พวกเราพาเจ๋อหย่วนไปด้วยดีไหมคะคุณ”

“เขาจะยอมไปหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่มีใครเอาแล้ว ยังไงก็ต้องยอมไปพบฮุ่ยฮุ่ยแน่นอนค่ะ พวกเขาก็เติบโตมาด้วยกัน ยังเคยหมั้นกันอีกตั้งหลายปี ความสัมพันธ์เก่าก่อนยังไงก็ยังคงอยู่ คุณเชื่อฉันสิ”

“ได้! ถ้าอย่างนั้นคุณก็โทรชวนคุณนายโจวให้ไปด้วยกัน”

“คุณวางใจเถอะคะ ครั้งนี้พวกเราต้องได้ผลประโยชน์ทุกคนแน่นอน”