คนหน้าหนา
คนหน้าหนา
แม่โจววางสายจากคนตระกูลหลิวแล้ว มองลูกชายที่นั่งซึมกระทือแล้วก็ถอนหายใจ หันไปมองสามีก็ยิ่งปวดหัวเพราะไม่ต่างจากคนเป็นลูกเลยสักนิด
“ครั้งก่อนที่ไป ก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาสักอย่าง ครั้งนี้ยังจะชวนฉันไปที่นั่นอีก ไม่สู้ส่งคนไปจัดการกับหลิวอวี่ถิง ลากเธอกลับมาแต่งงานกับเจ๋อหย่วนไม่ดีกว่าเหรอ ทั้งยังบีบเธอให้มอบสมบัติออกมาให้พวกเราได้อีกด้วย”
พ่อโจวมองภรรยาราวกับมองคนโง่ “ผมว่าพวกเราควรจะไปพบหลินฮุ่ยนะ แต่ไม่ควรไปพร้อมกันกับคนตระกูลหลิน”
“หืม” แม่โจวไม่คิดว่าสามีที่เงียบมานานจะเสนอเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้ “คิดจะสลัดตระกูลหลิวอย่างนั้นหรือ”
“หรือคุณไม่เห็นด้วย จากที่ผมดูแล้วไม่ว่าจะทำดีด้วยหรือบังคับขู่เข็ญ หลินฮุ่ยก็คงไม่มีทางกลับไปอยู่ในปกครองของคนตระกูลหลิวแล้วล่ะ อีกอย่างภูมิหลังของครอบครัวที่แท้จริงของเธอก็ดีขนาดนั้น แทนที่จะให้เธอกลับไปให้คนพวกนั้นสูบเลือดสูบเนื้อ ไม่สู้ให้คนตระกูลโจวได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียวดีกว่านะ พวกเราก็เปลี่ยนมาทำดีกับหลินฮุ่ยให้มากหน่อย ไม่ว่าเธอจะยอมแต่งกับลูกชายของพวกเราหรือไม่ อย่างน้อยพวกเราก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอยู่คนละฝั่งกับคนที่เธอเกลียด”
โจวเจ๋อหย่วนที่นั่งเงียบมานาน ในหัวของเขามีข้อมูลมากมายที่ได้รับรู้เกี่ยวกับคนตระกูลหลิน แม้ในใจจะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า แต่ด้วยความเป็นเขาก็ไม่อยากจะยอมแพ้ จึงโพล่งขึ้นมา “ผมจะต้องแต่งงานกับฮุ่ยฮุ่ยให้ได้ ความจริงมันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่คนตระกูลหลิวทำเสียเรื่องหมด!”
แม่โจวเขยิบเข้าไปใกล้ลูกชาย “ลูกมั่นใจไหมว่าจะโน้มน้าวเธอให้กลับมารักลูกได้เหมือนเมื่อก่อน”
นัยน์ตาของชายหนุ่มไหววูบ แต่ก็ตอบผู้เป็นแม่ออกไปด้วยความหนักแน่น “มั่นใจสิครับ ตั้งแต่เด็กเธอก็คอยตามติดผมตลอด ถึงจะไม่แสดงออกมากมายอะไร แต่ผมก็รู้ว่าเธอแอบรักผมมานานแล้ว”
“ดี! คนตระกูลหลิวไปตอนบ่าย ส่วนพวกเราจะไปพบเธอที่ร้านตอนเย็น ลูกก็ไปเตรียมตัวเถอะ”
“ครับแม่” โจวเจ๋อหย่วนที่มีเรื่องอื้อฉาวและจำต้องลาออกจากงานที่เคยทำและเคยภาคภูมิใจ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ว่าเรื่องนั้นจะยังรักษาไม่หาย แต่เขาเชื่อว่าสักวันเขาจะสามารถมีทายาทได้แน่นอน
ฟางหลานมองคนหน้าหนาตระกูลหลิวด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ครั้งนี้ไม่เพียงมาขอพบแต่ยังได้พาหลิวฮ่าวมาด้วย เด็กคนนี้นิสัยเหมือนฮุ่ยฮุ่ย เธอจึงลำบากใจที่จะดุด่า
“อาทิตย์นี้ฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้เข้ามาที่ร้านหรอก และก็อย่าคิดจะให้ฉันโทรหาเธอด้วย” ว่าแล้วก็เลื่อนจานขนมไปทางฮ่าวฮ่าว ส่วนหัวดำหัวหงอกที่เหลือฝันไปเถอะ
พ่อหลิวกำหมัดกัดฟันกรอด ยิ่งเห็นลูกชายตัวดีกินขนมดื่มน้ำอย่างสบายใจ เขาก็ยิ่งมีโทสะ “เธอเป็นแค่ลูกน้องของหลินฮุ่ย เรื่องของเจ้านายไม่ควรทำเกินหน้าที่นะ”
“คุณเองก็เป็นคนนอก ยิ่งไม่ควรแส่นะคะคุณหลิว”
“เธอ! ไม่ว่ายังไงหลินฮุ่ยก็เคยอยู่กับพวกเรามาก่อน บุญคุณที่เคยเลี้ยงดูยังไงก็ต้องชำระสะสาง”
ฟางหลานถึงกับคิ้วกระตุก “ฮึ! ถ้าจะให้เทียบการเลี้ยงดูระหว่างสองตระกูลยังเป็นหลิวอวี่ถิงมากกว่าที่ติดค้างตระกูลหลิน ตั้งแต่เด็กไปถามเธอสิว่าเคยต้องทำงานหนักเหมือนหลินฮุ่ยหรือเปล่า ดูมือของหล่อนสิมีตาปลาหรือรอยกร้านจากการทำงานหนักหรือเปล่า” คราวนี้หญิงสาวถลึงตาให้คนหน้าหนาทั้งสองอย่างเหี้ยมโหด
“หุบปาก! เรื่องของตระกูลหลิว ยังต้องให้คนนอกอย่างเธอมายุ่งได้หรือ” แม่หลิวแหวออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
“โอ! ฉันพูดถูกสินะ มิน่าล่ะฮุ่ยฮุ่ยถึงรู้สึกโล่งใจที่หนีออกมาจากรังหมาป่าได้ ถ้าพวกคุณรู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกของตัวเองตั้งแต่แรก น่าจะส่งให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านะ ฉุดรั้งความก้าวหน้าของคนอื่นได้ตั้งยี่สิบปี ไม่เรียกว่าใจดำแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
หลิวฮ่าวแอบยกนิ้วให้พี่สาวคนสวยอย่างลับๆ แล้วก็กินขนมดื่มน้ำหวานแสนอร่อยต่อ อยากให้เขามาเขาก็มาแล้วนี่ไง แต่เขาจะไม่พูดช่วยหรอกนะ ทำอะไรเอาไว้ก็รับผลกรรมนั้นไปเสียเถอะ
พ่อหลิวแม่หลิวมองฟางหลานด้วยดวงตาแดงก่ำ เรื่องนี้หลินฮุ่ยก็เล่าให้คนอื่นฟัง “เด็กคนนี้มีสองบุคลิกนะ พวกเราไม่เคยทำร้ายเธอเลยสักครั้ง ที่ส่งให้ไปอยู่บ้านปู่กับย่าก็เพราะอยากจะดัดนิสัย ไม่คิดเลยว่าจะทำให้เธอจำฝังใจได้ขนาดนี้ เธอโทรเรียกหลินฮุ่ยออกมาเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่แน่ใจว่าร้านนี้จะเปิดได้อีกนานแค่ไหน”
“เฮอะ!” ฟางหลานไขว่ห้างกอดอกอย่างสบายใจ หรี่ตามองคนทั้งสองอย่างหยามเหยียด “อาศัยแค่อำนาจตระกูลหลิว คิดว่าจะทำอะไรร้านค้าแห่งนี้ได้ล่ะ อยากจะขู่กรรโชกทรัพย์ก็คิดแผนการที่แยบยลกว่านี้หน่อยเถอะ”
“เธอ! ฉันจะพูดกับเธออีกครั้ง เรียกหลินฮุ่ยออกมา ไม่อย่างนั้นร้านนี้ก็ไม่ต้องเปิด”
“ใช่! ใครจะไปรู้ล่ะว่าค่ำคืนไหนไฟจะไหม้จนร้านวอดวาย นี่ฉันก็แค่พูดนะ” แม่หลิวเอ่ยเสริมอีกคนด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
“ก็แค่อยากจะมาขอทานไม่ใช่หรือไง ทำเป็นวางท่าใหญ่โต ยังจะได้เงินสักหยวนหรือเปล่าล่ะ” มุมปากของฟางหลานยกขึ้น ก่อนจะพูดต่อ “ไหนลองทำท่าเลียนแบบขอทานให้ฉันดูสักหน่อยสิ ไม่แน่นะถ้าพวกคุณทำเหมือน ไม่ต้องเรียกฮุ่ยฮุ่ยออกมา เงินแค่ไม่กี่หมื่นฉันก็จ่ายแทนเธอได้ หึหึ”
“แก! พวกเรากลับ!”
“ผมยังกินไม่อิ่มเลย พ่อกับแม่อยากกลับ ก็ไปก่อนเลย” หลิวฮ่าวโวยวายเสียงดัง
“อยากจะอยู่ต่อนักก็อยู่ไปเลย ฉันไม่สนใจแกแล้ว” แม่หลิววิ่งตามสามีออกไป ไม่สนใจลูกชายแม้แต่นิด
“เฮ้อ! พวกเขาทิ้งผมจริงๆ แล้วพี่ฟาง”
ฟางหลานมองท่าทีไม่ได้สะทกสะท้านนั้นแล้วก็หัวเราะ “นายนี่ก็แสบไม่เบานะฮ่าวฮ่าว”
หลิวฮ่าวเบ้ปากอย่างเอือมระอา “บ้านคนอื่น ลูกชายมีชีวิตอย่างกับบรรพบุรุษตัวน้อย แต่บ้านตระกูลหลิวผมกลายเป็นแค่ภาระที่ต้องทำตัวให้ดีเท่านั้นล่ะพี่ฟาง”
“แล้วนายจะเอายังไงต่อ” พูดพลางก็โทรศัพท์ออกหาหลินฮุ่ย
“ก็ไม่ยังไงหรอกครับ ผมพอจะมีเงินอยู่นิดหน่อย เดี๋ยวจะนั่งรถโดยสารประจำทางกลับบ้านเองครับ”
“เก่งนี่ แต่โตขึ้นมาแล้วอย่าเลียนแบบนิสัยของพ่อแม่นายล่ะ ไม่อย่างนั้นฮุ่ยฮุ่ยไม่สนใจนายแน่”
“ผมเป็นน้องชายของพี่สาวนะ ต่อให้ตอนนี้จะคนละแซ่ แต่คนที่เลี้ยงผมและรักผมอย่างจริงใจก็คือพี่สาว”
ฟางหลานถึงกับเลิกคิ้ว “นายก็เคยไปอยู่บ้านปู่กับย่าเหมือนกันเหรอ”
“เคยสิ พ่อกับแม่ของผมสนใจแต่ผลประโยชน์แค่นั้นแหละ ตอนเด็กผมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แม่ยิ่งไม่สนใจ ก็มีแต่พี่สาวที่คอยดูแลและพาผมไปหาหมอ ฮึ! กว่าปู่กับย่าจะให้เงินค่ารักษายากเย็นจะตาย”
“เป็นแบบนี้นี่เอง” ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “ฮุ่ยฮุ่ยเธอว่างไหม ที่ร้านมีเด็กหลงทางน่ะ”
“ฮ่าวฮ่าวหรือคะพี่ฟาง”
“เธอรู้ได้ไงฮุ่ยฮุ่ย เด็กนี่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ ไม่พากลับด้วย ตอนนี้กำลังนั่งกินขนมอยู่ที่ร้าน จะให้พี่พาเขาไปเจอเธอไหม”
หญิงสาวที่กำลังเดินย่อยอาหารอยู่หน้าลานบ้านชั้นใน มองท้องฟ้าที่สดใส มุมปากก็คลี่ยิ้มหวานออกมา “พวกเขากลับไปแค่สองคนหรือคะพี่ฟาง”
ฟางหลานได้ยินคำถามแล้วก็นิ่งไป ก่อนจะหัวเราะออกมา “อืม กลับแค่สองคน แล้วจะเอายังไงกับเด็กฮ่าวฮ่าวดี จับตัวเรียกค่าไถ่ดีไหม” ว่าแล้วก็ขยิบตาให้เด็กน้อยที่กำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย และยังไม่ได้สนใจคำพูดของเธอด้วยซ้ำ
หลินฮุ่ยเองก็หัวเราะเสียงหวานเช่นกัน “พี่ห่อขนมกับของกินให้เขามากหน่อย แล้วก็เอาเงินให้เขาร้อยหยวน บอกว่าพี่สาวให้เป็นค่าขนม วันหยุดครั้งต่อไปถ้าว่างก็ให้มาช่วยงานที่ร้าน เดี๋ยวจะจ่ายค่าแรงให้”
“เอาจริงเหรอฮุ่ยฮุ่ย เธอนี่คิดจะเลี้ยงลูกหมาป่าหรือยังไง”
“ลูกหมาป่าอะไรกันคะ ฮ่าวฮ่าวน่ะฉันเลี้ยงมากับมือนะคะ เดี๋ยวส่งกลับให้เขาเป็นสายให้เราไง” เอ่ยทีเล่นทีจริงแล้วก็หัวเราะเสียงใสอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไม่ได้รู้เลยว่าพี่ชายข้างบ้านผู้คิดไม่ซื่อกำลังยืนยิ้มให้กำแพงบ้านอีกฝั่งอย่างมีความสุข
“ได้ๆๆ เธอจะไม่มาใช่ไหม”
“ไม่ล่ะค่ะ ตอนเย็นก็น่าจะมาอีกกลุ่ม พี่ก็ช่วยรับหน้าแทนฉันหน่อยนะ”
“ได้! ไม่มีปัญหาแค่คนอีกกลุ่มเอง สบายมาก เยอะกว่านี้ก็รับมือมาแล้วนี่ หึหึ”
“ฝากด้วยนะคะพี่ฟาง” คำว่าฝากของหลินฮุ่ยนี้ ความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการไล่คนปกติ แต่เธอไม่อยากให้หลิวฮ่าวรับรู้ในส่วนนี้
“อื้มๆ เดี๋ยวจะด่าพร้อมกับไล่พวกเขาจนไม่กล้ากลับมาที่ร้านอีกเลย”
หลิวฮ่าวได้ยินเสียงพี่สาวแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม เขารู้นิสัยของพี่สาวดีตอนนี้เธอคงเริ่มหมดความอดทนกับคนตระกูลหลิวและตระกูลโจวแล้วจริงๆ แต่เขาไม่สนหรอก คนพวกนี้ก็ไม่เคยเห็นเขาเป็นคนในตระกูลเหมือนกัน
“นายคงได้ยินคำพูดของพี่สาวนายแล้วใช่ไหมฮ่าวฮ่าว”
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ได้ยินแล้วครับพี่ฟาง ผมยินดีมาช่วยงานที่ร้าน ไม่ต้องให้ค่าแรงก็ได้แค่เลี้ยงอาหารก็พอครับ”
“มักน้อยจริงนะ” ฟางหลานเปิดลิ้นชักโต๊ะออกแล้วหยิบเงินออกมา “นี่เงินหนึ่งร้อยหยวน เก็บไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้พ่อแม่นายจับได้”
“ไม่เอาหรอก นี่เป็นเงินที่พี่สาวหามาอย่างยากลำบาก ผมไม่เอาเปรียบพี่สาวหรอกนะ”
“ฮึ! นายยังเป็นเด็กอยู่ จำไว้ศักดิ์ศรีหรือความเย่อหยิ่งจอมปลอมพวกนั้น มันกินไม่อิ่มหรอก เอาเงินไปซะ” ฟางหลานยัดเงินใส่มือเด็กหนุ่ม
“กะ ก็ได้ ผมจะรับเอาไว้ ถ้ามีผมจะคืนให้พี่สาวเยอะๆ เลย”
“อย่าลืมคำพูดของนายในวันนี้แล้วกัน”
“ไม่ลืมแน่นอน”
ฟางหลานถูกใจท่าทีของหลิวฮ่าว เธอเก็บเงินลงในกระเป๋าพร้อมกับสมุดบัญชี “เสี่ยวฝู นายดูร้านแทนฉันหน่อยนะ จะพาเด็กหลงทางไปกินข้าวเสียหน่อย ตอนเย็นปิดร้านเลยนะ ไปละ”
หลิวฮ่าวถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ตอนคุยกับพี่สาวของเขายังบอกว่าจะอยู่รับหน้าแทนอยู่เลย ผ่านไปไม่ถึงอึดใจด้วยซ้ำ เปลี่ยนท่าทีเฉยเลย “พะ พี่ฟาง พี่จะพาผมไปกินข้าวจริงๆ เหรอ ไม่เอาหรอก สิ้นเปลืองเปล่าๆ เงินเดือนพี่ก็น่าจะไม่เยอะ พี่เก็บเงินเอาไว้เถอะนะ”
“ฮึ! ห่วงแต่คนอื่น ดูสภาพของตัวเองก่อนเถอะ ครั้งที่แล้วนายยังอ้วนกว่านี้นะ” ว่าแล้วก็หยิบกุญแจรถออกมาควงเล่น “ไปกัน วันนี้พี่สาวจะเลี้ยงนายเอง”
เด็กหนุ่มมองพี่สาวฟางหลานอย่างทึ่งๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้พบเจอคนที่ดีและทำดีกับเขาโดยไม่หวังผล “พี่ฟาง พี่ขับรถเป็นด้วยเหรอ”
“เป็นสิ รถสิบล้อก็ขับเป็นนะ”
“ว้าว! พี่นี่สุดยอดไปเลย พี่ยังทำอะไรเป็นอีกครับ” ถามพลางก็วิ่งตามฟางหลานไปที่รถเจ็ตต้าคันใหม่ไปด้วย
“เยอะแยะ เอาไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง แต่วันนี้ต้องพานายไปกินให้อิ่มก่อน”
“ได้ครับ ผมเชื่อฟังพี่ทุกอย่าง”
คนตระกูลโจวมาถึงร้านค้าในตอนเย็น พวกเขาเจอแต่เสี่ยวฝูกับเสี่ยวลั่ว ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะถามอะไรก็บอกแค่ว่าไม่รู้ๆ จากนั้นก็ปิดร้านปั่นจักรยานกลับบ้านหน้าตาเฉย
“ฮึ่ม! พวกเราน่าจะมาก่อนคนตระกูลหลิว น่าเสียดายจริงๆ” แม่โจวที่คิดแผนมาเสียดิบดี กล้ำกลืนความโกรธนี้แทบไม่ไหว
“หรือว่าเธอจะอยู่ที่บ้านในเขตซีเฉิงครับแม่” โจวเจ๋อหย่วนเสนอขึ้นมาอย่างหมายมั่นปั้นมือ
แม่โจวหันไปมองสามีแล้วก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปที่บ้านสี่ประสานเก่าๆ หลังนั้นกัน”
“ที่นั่นจะมีคนอยู่หรือเปล่า ป่านนี้ลูกน้องของเธอคงส่งข่าวตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วมั้ง” พ่อโจวกลัวว่าจะไปเสียเที่ยว และยิ่งจะทำให้เสียหน้าเปล่าๆ
“ไม่ไปแสดงตัวเอาไว้ แล้วคนที่นั่นจะรู้เหรอคะว่าฮุ่ยฮุ่ยน่ะเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของพวกเรา”
“ใช่ครับพ่อ ยิ่งปล่อยเอาไว้นานความรู้สึกของเธอยิ่งจะจืดจางและห่างเหินกับผมนะครับ” โจวเจ๋อหย่วนพูดเสริมขึ้นมา ราวกับว่าไม่เคยถูกปฏิเสธ
“ก็ได้ งั้นพวกเราก็ไปที่บ้านสี่ประสานหลังนั้นกัน”
สามคนพ่อแม่ลูก ขับรถออกไปจากร้านค้าแล้วก็มุ่งหน้าสู่ถนนวงแหวนที่สอง แล้วก็ล่วงเข้าสู่เขตซีเฉิงที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านสี่ประสาน
พอลงจากรถได้พวกเขาก็พบว่ามีรถยนต์คันหรูจอดอยู่หน้าบ้านของหลินฮุ่ย และมีสามคนที่ยืนอยู่ที่ประตู
แม่โจวได้ทีก็รีบถลาลงจากรถ รีบเข้าไปตีสนิทคนทั้งสามซึ่งมีผู้ใหญ่สองและเด็กอีกหนึ่ง “ไอ้หยา! ไม่นึกเลยว่าฮุ่ยฮุ่ยก็ชวนพวกคุณมาที่บ้านของเธอเหมือนกัน ช่างบังเอิญจริงๆ นะคะ ว่าที่ลูกสะใภ้ของฉันนี่ช่างใจกว้างจริงๆ”
เหล่าเฉินเลิกคิ้วอย่างสงสัย ก่อนจะมองผู้หญิงและผู้ชายอีกสองคนที่กำลังเดินมา “พวกคุณเป็นใคร นี่บ้านของผมไม่ใช่บ้านของคนชื่อฮุ่ยฮุ่ยเสียหน่อย พวกคุณน่าจะมาผิดบ้านแล้วล่ะ”
“ใช่! พวกเรากำลังจะเข้าบ้าน คงไม่คิดจะเข้าบ้านของคนไม่รู้จักหรอกใช่ไหมคะ” พี่สะใภ้เฉินถามออกไปแล้วก็จ้องคนทั้งสามด้วยสีหน้าคลางแคลงใจ พร้อมกับดันลูกชายไปยืนอยู่ข้างหลัง
แม่โจวมองชายหญิงทั้งสองแล้วก็ถอยออกมาหลายก้าว ก่อนจะมองป้ายบ้านก่อนจะยิ้มแหยออกมา “อ๊ะ! ขอโทษจริงๆ ค่ะ พวกเราน่าจะมาผิดบ้านแล้ว”
“ถ้ารู้ว่ามาผิดก็พอจะให้อภัยได้ พวกเราไม่ถือสาหรอกครับ” เหล่าเฉินยังคงยืนขวางประตูอยู่ ดูจากท่าทางแล้วก็น่าจะเป็นคนตระกูลโจว
พ่อโจวมองชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยืนขวางเอาไว้ เขาก้มหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะรีบดึงภรรยากลับมาแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “อย่าหาเรื่อง นี่คือคนของตระกูลเฉิน ตระกูลใหญ่ในปักกิ่ง”
แม่โจวใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะถอยเพิ่มอีกหลายก้าวพร้อมกับจูงมือสามีและลูกชายกลับมาที่รถเพื่อปรึกษาหารือกันใหม่
“หรือว่าพวกเราจะมาผิดซอย”
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ตอนนั้นที่คนตระกูลหลิวพูดถึงเรื่องนี้ผมก็เห็นข้อมูลผ่านๆ เท่านั้น”
“แต่ผมแน่ใจว่าต้องเป็นบ้านหลังนี้แน่นอนครับพ่อ”
“เจ้าของบ้านเขาก็ยืนอยู่ทนโท่ แกยังจะมั่นใจอะไรได้อีก เอาละ วันนี้ถือว่ามาเสียเที่ยว ครั้งต่อไปก็หาข้อมูลดีๆ แล้วค่อยมาใหม่” ว่าแล้วก็กลับขึ้นรถด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก
“แม่เชื่อผมสิ ผมว่าต้องใช่บ้านหลังนี้แน่ๆ”
“ดูพวกเขาสิ กำลังไขกุญแจเข้าบ้านแล้ว ลูกยังจะว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของฮุ่ยฮุ่ยอีกเหรอ กลับก่อนดีกว่านะ วันหลังยังมีโอกาส”
ชายหนุ่มไม่อยากจะยอมแพ้สักนิด แต่ทำยังไงได้สามคนนั้นเข้าบ้านไปแล้วจริงๆ “ก็ได้ครับ พวกเราไปสืบให้แน่ชัดแล้วค่อยมาใหม่แล้วกัน”
พอคนตระกูลโจวไปแล้ว พี่สะใภ้เฉินที่ยืนอยู่หลังประตูบานใหญ่ ก็ตบบ่าของหลินฮุ่ยเบาๆ “ยังดีที่พวกเรามาหาเธอ ไม่อย่างนั้นคนหน้าหนาพวกนี้คงได้บุกเข้าไปในบ้านเป็นแน่”
“ตอนบ่ายคนตระกูลหลิวก็ไปที่ร้านค้าเหมือนกันค่ะ แต่ถูกพี่ฟางส่งแขกไปเรียบร้อยแล้ว”
“เสี่ยวหลานทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว”
ขณะที่หลินฮุ่ยกำลังจะพาคนทั้งสามเดินเข้าไปด้านใน โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น จึงรีบรับสาย “ว่าไงคะพี่ฟาง”
“จัดการให้เธอเรียบร้อยแล้วนะฮุ่ยฮุ่ย ทั้งสองบ้าน รอฟังข่าวได้เลย”
“พี่ฟางเก่งที่สุดเลยค่ะ ตอนนี้ฮ่าวฮ่าวอยู่กับพี่ไหมคะ”
“เพิ่งขับรถไปส่งเขามาเมื่อกี้นี้เอง น่าสงสารทีเดียวพี่พาไปเลี้ยงข้าว แล้วก็ซื้อของกินกับขนมให้ไปหลายกล่องเลย กำชับเขาแล้วว่าให้เก็บเอาไว้ในตู้แล้วล็อกให้ดี”
“เขาผอมมากเลยเหรอคะ”
“น่าจะน้ำหนักลงมากว่าครั้งก่อนเกือบห้ากิโลเลยล่ะ น่านี่ตอบเชียว”
“ฮึ่ม! พี่น่าจะจัดการให้หนักๆ ไปเลยนะคะพี่ฟาง”
“ได้ๆๆ ตามสั่งเลยฮุ่ยฮุ่ย”