LNCrawler

สั่งสอนอย่างสาสม

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

สั่งสอนอย่างสาสม

คนตระกูลหลิวประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับบ้านในตอนบ่าย ส่วนคนตระกูลโจวถูกรถตู้ขับปาดหน้า จนเสียหลักแล้วพลิกคว่ำหลายตลบ อนิจจาพวกเขาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเดียวกัน

หลินฮุ่ยเห็นจากข่าวตอนสามทุ่ม ซึ่งเธอเพิ่งไปส่งพี่เฉินและครอบครัว พอกลับเข้าบ้านก็เปิดโทรทัศน์ดูแก้เบื่อ จึงได้เห็นสภาพรถและคน มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นอย่างพึงพอใจ

“ถ้ายังมีครั้งหน้าก็เตรียมไปเที่ยวปรโลกเถอะ”

“ฮุ่ยฮุ่ย ได้ยินพี่ไหม เธอทำอะไรอยู่ ได้ฝึกฝนร่างกายอย่างที่พี่สอนบ้างไหม” หลินอวี่เฉินที่เพิ่งรู้ข่าวรีบติดต่อน้องสาวผ่านโทรจิตทันที

“พี่ใหญ่” ยังคงเป็นพี่ชายของเธอที่คิดถึงเธอเป็นคนแรก “พี่รู้ข่าวแล้วเหรอคะ แล้วพี่กลับจากทำภารกิจหรือยัง”

“เด็กโง่ พี่ก็ต้องเห็นแล้วน่ะสิ เสี่ยวหลานจัดการเบาไปหน่อย แต่ก็ถือว่าทำได้ไม่เลว เหล่าเฉินโทรหาพี่บอกว่าคนตระกูลโจวกล้าบุกไปหาเธอถึงหน้าบ้านเลยเหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“ถึงพี่เฉินไม่อยู่ตรงนี้ ฉันก็ไม่ยอมเปิดประตูให้พวกเขาเข้าบ้านของเราหรอกค่ะพี่ใหญ่”

“ไม่เปิดน่ะดีแล้ว แต่พวกเขาพูดกับเหล่าเฉินว่าเธอเป็นว่าที่ลูกสะใภ้น่ะสิที่เป็นปัญหา น่าตายจริงๆ คนพวกนี้”

หัวคิ้วของหลินฮุ่ยขมวดเล็กน้อย “ฉันคิดว่าพี่ฟางไม่น่าจะแค่ทำให้พวกเขาเข้าโรงพยาบาลหรอกค่ะพี่ใหญ่ รอดูพรุ่งนี้อาจจะมีเรื่องให้เราแปลกใจก็ได้นะคะ”

“พี่จะโทรหาเธอเอง บางทีเธอก็ทำงานไม่ค่อยรอบคอบเท่าไหร่ เอาละ เธอรีบเข้านอนเสียนะ”

“ได้ค่ะ พี่ก็พักผ่อนด้วยนะคะ”

“ได้ๆๆ เข้าใจแล้วครับน้องสาว”

หลินฮุ่ยหัวเราะออกมาเสียงแผ่ว หัวใจรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้คุยกับพี่ชาย จากนั้นเธอก็เข้าห้องนอนแล้วปิดประตูแน่นหนา ก่อนจะเข้าไปในแหวนมิติ

 

เช้าวันต่อมา มีข่าวใหญ่อย่างที่หลินฮุ่ยคาดเอาไว้ จริงๆ แล้วก็ไม่เชิงคาดเดาหรอก วันนั้นเธอได้ยินพี่ฟางคุยโทรศัพท์กับคนรู้จัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะลงมือวันไหน ดังนั้นพอคนสองตระกูลนั้นประสบอุบัติเหตุพร้อมกัน อีกเรื่องที่คนชื่อเสี่ยวเฮยว่ามาก็คงจะตามมาติดๆ

“ฮุ่ยฮุ่ย เธอเห็นข่าวในโทรทัศน์หรือยัง” เป็นโจวฟางนั่นเองที่โทรมา

“ข่าวอะไรเหรอ ฉันเพิ่งตื่นนอนยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อวานก็ขุดดินเตรียมแปลงปลูกผักทั้งวัน เหนื่อยมากก็เลยหลับไปตั้งแต่ตอนเย็นของเมื่อวาน ตอนนี้ยังปวดเมื่อยทั้งตัวอยู่เลยฟางฟาง” สหายรักก็คือสหายรัก แต่เธอก็ไม่ลืมคำเตือนของพี่ชาย โจวฟางไม่ว่าอย่างไรก็คือคนตระกูลโจว วันนี้อาจเกลียดแต่พรุ่งนี้อาจจะดีกันกับญาติพี่น้องของเธอก็เป็นได้

“ก็ข่าวเรื่องที่คนบ้านใหญ่ประสบอุบัติเหตุน่ะสิ ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่เลยนะ”

“อะไรนะ! มันเกิดขึ้นได้ยังไง ไม่ใช่ว่าพี่โจวยังป่วยอยู่เหรอ แล้วออกจากบ้านได้ไงฟางฟาง” น้ำเสียงของเธอตระหนกตกใจได้อย่างแนบเนียน

โจวฟางมองโทรศัพท์อึ้งๆ หรือว่าฮุ่ยฮุ่ยจะไม่ได้ทำจริงๆ “ยังมีอีกเรื่องนะฮุ่ยฮุ่ย คนตระกูลหลิวก็ประสบอุบัติเหตุเหมือนกัน”

“อะไรนะ! เมื่อวานพี่ฟางยังโทรมาบอกฉันอยู่เลยว่าพวกเขาไปหาฉันที่ร้าน หรือว่าจะเป็นตอนที่เดินทางกลับ ทำไมถึงเกิดเหตุพร้อมกันได้นะ หรือว่าพวกเขาจะขัดผลประโยชน์กันเอง”

“น่าคิดนะ เพราะฉันเพิ่งรู้มาว่าลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ พาพี่เจ๋อหย่วนไปตามหาเธอที่เขตซีเฉิง”

“อะ อะไรนะ ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลยล่ะ แล้วพวกเขาจะมาหาฉันทำไมกัน ครั้งที่แล้วก็น่าจะเข้าใจได้แล้วนะ ยังไงฉันกับพี่โจวก็ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว”

“ก็อย่างที่ฉันเคยพูดกับเธอนั่นแหละ พวกเขารู้สถานะที่แท้จริงของตระกูลหลินแล้ว ก็เลยต้องหน้าหนาดันทุรังไปหาเธอ”

“หรือฉันต้องย้ายบ้านหนีพวกเขาดี ไม่ได้การละ ต้องรีบเก็บของรีบกลับหอพักวันนี้เลยฟางฟาง”

“เธอนี่นะ ฟังอีกเรื่องก่อน”

“ยังมีอีกเหรอ ฉันเริ่มจะตามไม่ทันแล้วนะ เฮ้อ! โอ๊ย เจ็บๆๆ” อาการบาดเจ็บนี้ไม่ได้มากมายอะไรหรอก แต่ก็ต้องแสดงให้เหมือน

“ใครใช้ให้เธอไปขุดดินกันล่ะ ตัวก็เล็กนิดเดียวจะกินแค่ไหนเชียว เอาละ เรื่องที่ฉันจะบอกอีกเรื่องก็คือ มีการสั่งสอบลุงของฉัน แล้วก็อดีตพ่อของเธอ”

“สั่งสอบเหรอ เรื่องอะไรหรือว่าทุจริต”

“จะมีอะไรได้ล่ะ ก็เรื่องเดียวนั่นแหละ แล้วก็เจอเสียด้วย คราวนี้ซวยกันทั้งตระกูลเลย เฮ้อ!”

“แล้วเธอยังจะได้แต่งงานกับฉางจวินเหยียนอยู่ไหม”

“ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉันน่ะ จะแต่งก็ได้ไม่แต่งก็ยิ่งดีเพราะอำนาจที่อยู่ในมือของคนสายหลักแทบไม่เหลือแล้ว ต่อไปครอบครัวของพวกเราก็ไม่ต้องทนกล้ำกลืนฝืนใจ”

“แต่ดูท่าทางคุณฉางคนนั้นเขาจะรักเธอจริงๆ นะฟางฟาง”

“รักจริงหรือไม่จริง ก็ยังมีคนทั้งตระกูลฉางที่เขาต้องแบกรับนี่ เขาฉลาดขนาดนั้นคงไม่ใช้อารมณ์นำเหตุผลหรอก ช่างเถอะๆ ไม่คุยเรื่องของฉันแล้ว”

“ได้ๆๆ ฉันก็ไม่อยากรู้เรื่องของคนพวกนั้นแล้วเหมือนกัน ตอนสายโทรชวนเสี่ยวเยี่ยนกับอาจิ้งไปเดินห้างดีไหม”

“ไม่ได้หรอก ช่วงนี้ตระกูลโจวกำลังยุ่งเหยิง ขืนฉันทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนั้น พวกเขาคงได้เอาฉันเป็นที่ระบายอารมณ์แน่ๆ”

“ว้า! แล้วจะทำยังไงดี”

“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ ยังไงฉันก็อยู่ได้อยู่แล้วล่ะ”

“เฮ้อ! ตอนเป็นเด็กก็อยากเป็นผู้ใหญ่ แต่พออายุถึงจริงๆ แล้วก็คิดว่าช่วงเป็นเด็กน่าจะสบายที่สุดแล้ว” หลินฮุ่ยก็ไม่รู้จะปลอบใจสหายรักอย่างไรดี

“ฉันก็คิดเหมือนเธอ เฮ้อ! ยิ่งอีกหน่อยเรียนจบแล้วพวกเราต้องแยกย้ายกันไป ฉันก็ยิ่งรู้สึกเศร้า”

“ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะไม่ได้เจอหน้าแต่เรายังโทรศัพท์คุยกันได้นะ”

“มันไม่เหมือนกันนี่ ทดแทนกันไม่ได้หรอก”

“จะทำยังไงได้ล่ะ เวลาก็หมุนไปทุกวันนี่นะ”

แล้วสองสหายรักก็หัวเราะออกมา ช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาเล็กน้อย พูดคุยกันต่ออีกครึ่งชั่วโมงจึงได้วางสายไป

หลินฮุ่ยมองโทรศัพท์แล้วรอยยิ้มก็หายไป “หลายๆ เรื่อง ฉันก็ไม่สามารถบอกเธอได้หรอกนะฟางฟาง ถ้าพวกเขาไม่ทำฉันก่อน เรื่องก็คงไม่มาถึงจุดนี้”

 

ทางด้านฮ่าวฮ่าวที่อยู่บ้านตระกูลหลิว เขากำลังนั่งฟังปู่กับย่าที่บ่นเขาจนหูแทบชา เพราะคนแก่ทั้งสองคนไม่รีบไปโรงพยาบาลแต่กลับเลือกที่จะมาหาเขาถึงที่บ้าน

“ดีนักนะ เห็นคนอื่นดีกว่าพ่อแม่ตัวเอง” ย่าหลิวค้อนให้หลานชายที่ไม่ได้เรื่องมาตั้งแต่เด็ก

“ถ้าผมกลับพร้อมพ่อกับแม่ ป่านนี้ย่ากับปู่คงได้จัดงานศพผมแล้วล่ะครับ”

“ปากแกนี่มัน ไม่เถียงสักวันได้ไหม”

“เอาละๆ เมื่อวานแกไปเจอหลินฮุ่ยมาเป็นยังไงบ้าง” ผู้อาวุโสหลิวถามหลานชายออกมาในที่สุด

“ใครบอกว่าผมไปเจอพี่สาวเหรอครับปู่ ผมไปกับลูกน้องของพี่สาวต่างหาก เธอเห็นว่าผมน่าจะไม่ได้กินของดีๆ มานานก็เลยพาไปกินบะหมี่เนื้อตุ๋น ก็แค่นั้น”

นัยน์ตาของผู้เฒ่าหลิวเข้มขึ้น “อย่ามาโกหก ฟางหลานคนนั้นเป็นลูกน้องคนสนิทของหลินฮุ่ย ทำไมหล่อนจะไม่พานายไปพบหลินฮุ่ยล่ะ”

“ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ ถ้าไม่พาผมไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่โรงพยาบาลผมจะปั่นจักรยานไปเองก็ได้” หลิวฮ่าวลุกขึ้นอย่างผิดหวังกับสองผู้เฒ่า

“ฮึ่ม! ใครให้แกไปแล้ว นั่งลง!”

“ผมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ปู่กับย่าก็ไม่เชื่อผม จะให้ผมบอกอะไรก็ผมไม่ได้เจอพี่สาวเลย!”

“นี่แกกล้าขึ้นเสียงกับฉันเหรอ!”

“ผมเปล่า” หลิวฮ่าวนั่งลงตามเดิมก่อนจะทำปากขมุบขมิบ “ยังไงพวกเขาก็เป็นพ่อกับแม่ของผมนะ ผมต้องไปดูแลพวกเขาสิ”

“ฮึ! ทำตัวให้สมกับเป็นคนตระกูลหลิวหน่อยเถอะ ใจอ่อนแบบแกเมื่อไหร่จะเติบโตเสียที” ผู้เฒ่าหลิวยังไม่หายโมโหแต่ท่าทีก็อ่อนลงมาก

“เราจะทำยังไงดีคะ หรือต้องแบ่งสมบัติให้คนตระกูลโจวจริงๆ” ตอนแรกคิดจะให้เด็กสองคนแต่งงานกัน แต่ตอนนี้บ้านใหญ่ตระกูลโจวก็อยู่ในห้องไอซียูทั้งสามคน ทางฝั่งนี้ลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ยังไม่ได้สติ เรื่องการตรวจสอบจากเบื้องบนก็ยังมากระหน่ำซ้ำเติมอีก

“พวกเขาส่งรายการมาแล้วเหรอ”

“แจ้งมาแล้ว อีกสักหน่อยคนน่าจะเอาเอกสารมาส่งพร้อมกับรอรับสมบัติกึ่งหนึ่งกลับไป ไม่อย่างนั้นพวกเขาขู่ว่าจะแฉเรื่องนี้”

“ไม่ได้เรื่องสักคน!” ผู้เฒ่าหลิวกระแทกไม้เท้าตามแรงโทสะ ก่อนจะหลับตาแล้วไม่นานก็โบกมือให้ภรรยาอย่างเหนื่อยล้า “เอาเถอะ ของพวกนี้ก็เป็นของพวกเขา แบ่งๆ ออกไปจะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก ส่วนเธอเรียกหลิวอวี่ถิงให้เดินทางกลับมาด่วน เราจะย้ายสมบัติกลับเข้าไปเก็บเอาไว้ในแหวนมิติของเธออีกครั้ง”

“ไม่ได้นะคะ เด็กคนนี้ไม่ซื่อตรงพอส่งไปต่างประเทศแล้วท่าทีก็ไม่เหมือนเดิม ถ้าพวกเรามอบสมบัติของตระกูลทั้งหมดให้เธอ ฉันไม่มั่นใจเลยว่าเธอจะยังอยู่ที่ตระกูลหลิวอีกไหม”

“ยังไงเธอก็เป็นคนที่แหวนมิติเลือก และยังมีสายเลือดตระกูลหลิวอีก ถ้าให้เธอเป็นทายาทคนต่อไป เธออาจยอมรับก็ได้”

“ผู้หญิงอย่างไรก็ต้องแต่งออกไป”

“จะไปยากอะไรก็หาลูกเขยแต่งเข้าก็สิ้นเรื่องแล้ว ต่อไปตระกูลหลิวของพวกเราก็จะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าตระกูลโจว”

“ก็ยังไม่ใหญ่เท่าตระกูลหลินเหมือนเดิม” แม่เฒ่าหลิวขมุบขมิบปากเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

 

“ปู่กับย่าคงลืมไปแล้วสินะครับ ว่าตอนนี้ตระกูลของพวกเรากำลังถูกตรวจสอบอยู่ ทางที่ดีไม่ควรเคลื่อนไหวอะไรในตอนนี้นะครับ”

“หุบปากไปเลย!”

“ได้ๆ ผมจะไม่พูดแล้ว ขอตัวไปอ่านหนักสือต่อนะครับ” หลิวฮ่าวยิ้มเยาะหยันก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง

“ดูๆๆ ดูมันไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับใครเลยสักคน”

“ช่างเขาเถอะ คุณไปจัดการเรื่องถูกตรวจสอบให้เรียบร้อยนะ ส่วนฉันจะติดต่อถิงถิงเอง”

“ได้ งั้นก็แยกย้ายกันไปจัดการ”

 

เรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่คนสองตระกูลคิด เพราะทีมที่ถูกส่งมาตรวจสอบนั้นมาจากตระกูลเสิ่นและหัวหน้าก็คือเสิ่นมู่หยวน

แม้จะมีคนสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ตัวเล็กจากส่วนกลางทำไมถูกส่งมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าแตะคนของตระกูลเสิ่น

เพียงสามวันเท่านั้น ความผิดมากมายของคนสองตระกูลที่ไม่ใช่แค่คนๆ เดียวทำก็ถูกรายงานไปยังเบื้องบน

หลิวอวี่ถิงที่ยังลังเลว่าจะกลับประเทศหรือไม่กลับดี พอติดตามข่าวแล้วเธอจึงเลือกอยู่ต่างประเทศต่อ

หลินฮุ่ยที่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้าทีมทำงานที่ไปตรวจสอบคนสองตระกูล หญิงสาวถึงกับยิ้มแป้น วันศุกร์เธอรีบกลับมาที่บ้านสี่ประสานในเขตซีเฉิงทันที จากนั้นเธอก็เข้าครัวทำอาหารอร่อยๆ หลายอย่าง ทั้งยังเตรียมผลไม้หลายอย่างใส่ตะกร้าเอาไว้ด้วย

รอจนได้ยินเสียงรถของบ้านข้างๆ ขับเข้าโรงจอดรถ เธอจึงได้ปีนบันไดขึ้นไปแล้วเกาะขอบกำแพงเอาไว้ โผล่แค่หน้าออกไปเล็กน้อยเท่านั้น

ไม่นานก็เห็นเสิ่นมู่หานที่สว่างจ้าราวกับหลอดไฟ เดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนที่พัก “พี่มู่หาน” เธอเรียกเขาออกไปเสียงแผ่วอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ชายหนุ่มหันขวับมาทันที พอเห็นว่าหลินฮุ่ยเกาะขอบกำแพงสูง เขาถึงกับรีบถลามาที่กำแพงอย่างเป็นห่วง “ฮุ่ยฮุ่ย ทำอะไร ระวังตกลงมานะ”

“ฉันทำของกินอร่อยๆ เอาไว้เพื่อขอบคุณพี่ค่ะพี่มู่หาน อ้อ ยังมีผลไม้ด้วยนะคะอีกหนึ่งตะกร้า แต่ฉันไม่กล้ามอบให้ตรงๆ”

ชายหนุ่มเข้าใจในทันที จึงได้มองเธออย่างจนใจแต่ก็ปนด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเท้าสะเอวทำตัวเป็นผู้ใหญ่ "เธอลงไปก่อน"

หญิงสาวส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย “ไม่ได้หรอก พี่ตัวสูงอยู่แล้ว รับเอาไปเร็วค่ะ” เธอยื่นถุงผ้าเก็บอุณหภูมิส่งให้เขา

ชายหนุ่มจ้องเธอนิ่ง ก่อนจะรีบปรามคนตัวเล็กเอาไว้ “เธอรอก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปหาบันไดมาก่อน”

“เอ๋ พี่จะปีนข้ามมาหรือคะ”

“หรือเธอจะเปิดประตูหน้าบ้านล่ะ รีบลงไปก่อนนะเดี๋ยวจะพลัดตกลงไป”

“เฮ้อ! ก็ได้ค่ะ”