ข้าวเย็น
ข้าวเย็น
อาเฟยจับบันไดในมือเอาไว้มั่น เขายื้อยุดกับคุณชายของเขามาได้อึดใจใหญ่แล้ว และอีกไม่นานน่าจะเพลี่ยงพล้ำ
“ปล่อยสิ ฮุ่ยฮุ่ยยังรอฉันอยู่ ไม่ใช่นายบอกว่าให้ทำหน้าหนาไปขอข้าวบ้านเธอกินหรือไง ฉันกำลังจะไปแล้วนายมาห้ามทำไมอาเฟย”
“ด้วยวิธีการปีนกำแพงบ้านเหรอครับ คุณชายช่วยปัดกวาดเรื่องของเธอไปตั้งมาก ทั้งยังช่วยกำจัดสองตระกูลออกไปไม่ให้รกหูรกตาคุณหนูหลิน ความดีความชอบครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่ควรต้องปีนกำแพงนะครับ ไม่ควรจริงๆ”
ใบหน้าของเสิ่นมู่หานแดงก่ำลามไปถึงใบหู ก่อนจะรีบปรับสีหน้า “นายจะเอายังไง ถ้าฮุ่ยฮุ่ยเปลี่ยนใจแม้แต่อาหารที่เธอทำ นายก็ไม่มีทางได้ชิมนะ เอายังไง!” เขาออกแรงดึงอีกครั้งและก็สำเร็จ “ฮึ! ตามฉันมา”
“คุณชาย คุณชายจะให้ผมชิมอาหารของคุณหนูหลิน จริงๆ เหรอครับ” ถามแล้วก็รีบฉวยเอาบันไดไม้ไผ่มาจากมือเจ้านายอย่างเป็นการเป็นงาน
“ฮึ! ถ้าฉันไปพบเธอคนเดียวได้ คงไม่ต้องมีนายหรอก”
อาเฟยไม่สลดสักนิด “แบบนี้ผมก็จะได้กินอาหารฝีมือของคุณหนูหลินทุกครั้งใช่ไหมครับคุณชาย”
“ฝันไปเถอะ!”
หลินฮุ่ยที่ลงไปยืนอยู่ที่พื้นด้านล่าง ยามนี้มองเห็นหัวคนผลุบๆ โผล่ๆ เธอเอียงคอมองอย่างสนใจ ไม่นานพวกเขาก็โผล่หน้ามาให้เห็น
หญิงสาวหัวเราะแผ่วเบา ก่อนจะร้องเตือน “ระวังนะคะพี่มู่หาน”
ไม่นานหนึ่งคุณชายกับหนึ่งลูกน้องคนสนิทก็มายืนอยู่บนพื้นดินฝั่งบ้านของหลินฮุ่ยได้อย่างไร้รอยขีดข่วน “นี่อาเฟยนะฮุ่ยฮุ่ย เป็นเลขาของพี่”
“สวัสดีค่ะพี่เฟย เหมือนฉันจะเคยเห็นพี่บ่อยๆ นะคะ”
อาเฟยกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มซื่อบื้อออกมา “ผมต้องไปทำงานแทนคุณชาย คุณหนูหลินย่อมต้องเห็นผ่านตาอยู่แล้วครับ”
หญิงสาวหยิบเอาถุงผ้าและตะกร้าขึ้นมา “มาแล้วก็ไปกินข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะคะ ถือว่าฉันเลี้ยงขอบคุณ”
“อ้อ ได้สิ” ชายหนุ่มรีบฉวยเอาถุงผ้าเก็บอุณหภูมิและตะกร้าผลไม้มาถือเอง
หลินฮุ่ยมองเสิ่นมู่หานยิ้มๆ ไม่วายจะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่เธอก็ไม่ได้คิดมากนั่นก็เพราะมั่นใจในฝีมือการต่อสู้และมิติของตัวเอง จึงเดินนำไปที่ห้องทานข้าวที่เรือนด้านหน้า “ดูจากท่าทางของพี่มู่หานกับพี่เฟยแล้ว เหมือนจะคุ้นเคยกับบ้านของฉันดีนะคะ”
ชายหนุ่มมองแผ่นหลังบอบบาง มุมปากถึงกับกระตุก “รูปแบบบ้านสี่ประสานส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กัน ไม่แปลกหรอกฮุ่ยฮุ่ย”
“ใช่ๆๆ แปลนบ้านของเธอแทบจะเหมือนกันกับบ้านของคุณชายเลยนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวหันมามองพวกเขายิ้มๆ อย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดอะไรเธอเดินนำพาพวกเขาไปยังห้องทานข้าว
“พี่สองคนนั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปจัดอาหารใส่จานก่อน”
“ให้พี่ไปช่วยดีกว่านะฮุ่ยฮุ่ย จะได้เสร็จเร็วๆ”
“ใช่ๆๆ นำทางเลยฮุ่ยฮุ่ย” อาเฟยกระตือรือร้นตามเจ้านายเพราะอยากจะชิมอาหารอร่อยแล้ว
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนไปกินที่ศาลาเก๋งดีไหมคะ ที่นั่นใกล้กับห้องครัวมากกว่า”
“ได้! ที่ไหนก็ได้ แค่เธอมีน้ำใจทำอาหารให้พี่กินก็ดีมากแล้ว” ชายหนุ่มเดินเคียงฮุ่ยฮุ่ยออกไปจากห้องทานข้าว ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการเข้าหาเธอจะไม่ต้องเตรียมการอะไรทั้งนั้น
ไม่นานหญิงสาวก็พาพี่ชายข้างบ้านทั้งสองมาถึงห้องครัว “ดีนะที่พี่ตัดสินใจมากินข้าวที่บ้านฉัน ไม่อย่างนั้นก็คงได้กินไม่กี่อย่าง”
เสิ่นมู่หานมองร่างอ้อนแอ้นบอบบางของเธอ แล้วก็มองอาหารมากมายที่แยกเอาไว้บนโต๊ะ “เธอกินคนเดียวเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ถ้าพี่ไม่มาฉันก็จะโทรเรียกคนรู้จักมากินข้าวเย็นด้วยกันอยู่ดี” ความจริงเธอคิดจะแบ่งเก็บเอาไว้ในแหวนมิติ เวลาขี้เกียจเข้าครัวก็เอาออกมากินได้เลย แต่ใครจะบอกความจริงออกไปล่ะ
“อ้อ งั้นพี่ช่วยเธอยกไปที่ศาลาเก๋งดีกว่านะ อาเฟยนายเอาอาหารในถุงผ้าพวกนี้ไปเทใส่จานเร็ว”
“ครับ คุณชาย”
หลินฮุ่ยไม่คิดว่าคุณชายรองตระกูลเสิ่นจะไม่ถือตัวได้มากถึงเพียงนี้ ปกติแล้วผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เข้าครัว ยกเว้นพี่ใหญ่ของเธอไว้คนหนึ่ง หญิงสาวมองแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นจึงนำเอาผลไม้ออกจากตะกร้าไปจัดใส่จาน
ไม่นานอาหารทั้งหมดก็ถูกยกไปจัดขึ้นโต๊ะที่ศาลาเก๋ง ซึ่งด้านข้างเป็นบ่อเลี้ยงปลาสวยงาม ขอบบ่อก็มีดอกไม้ที่กำลังออกดอกพานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
หลินฮุ่ยตักข้าวให้คนทั้งสอง พร้อมกับส่งตะเกียบให้อย่างเป็นธรรมชาติ “ลองชิมฝีมือของฉันดูนะคะ ถ้าไม่อร่อยให้บอกเลย ครั้งหน้าฉันจะได้ปรับสูตร”
เสิ่นมู่หานมองอาหารเกือบสิบอย่างบนโต๊ะ แล้วก็คีบปลานึ่งซีอิ๊ววางลงในถ้วยข้าวของหญิงสาว จากนั้นจึงคีบเนื้อปลาอีกชิ้นวางลงในถ้วยของตัวเอง “เธอพูดว่าครั้งหน้า หมายความว่าจะชวนพี่มากินข้าวที่บ้านเธออีกเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวมองพี่ชายข้างบ้านใจดียิ้มๆ เขาทำหน้าที่โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและครั้งนี้ตระกูลหลินได้ผลประโยชน์มากมาย จะไม่ผูกไมตรีเอาไว้ได้อย่างไรกัน
“หรือพี่มู่หานไม่อยากมาล่ะคะ ความจริงฉันเองก็เพิ่งย้ายมาอยู่เขตนี้ได้ไม่นาน ไม่ค่อยสนิทสนมกับเพื่อนบ้านที่ไหน นอกจากสหายของพี่ใหญ่แล้ว ฉันก็ไม่รู้จักใครจริงๆ ค่ะ”
“ไม่ได้หมายความแบบนั้นหรอก พี่กลัวเธอไม่มีเวลาว่างต่างหากล่ะ” เขาคีบอาหารส่งเข้าปากแล้วก็ต้องพยักหน้าอย่างพอใจ “อร่อย”
คราวนี้เป็นหลินฮุ่ยที่คีบซี่โครงผัดเปรี้ยวหวานให้เขาบ้าง “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไปเถอะค่ะเพราะเรียนจบแล้วฉันอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกนาน และคงไม่ได้เจอพี่กับพี่เฟยอีกนานเลยล่ะค่ะ”
หัวคิ้วของชายหนุ่มกระตุกทันที “เรียนจบแล้ว ก็จะแต่งงานไปอยู่บ้านสามีหรือเปล่า” คำถามนี้ทำเอาอาเฟยที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ถึงกับสำลักทันที
“ใช่ที่ไหนละคะ” ว่าแล้วก็คีบอาหารอีกหลายอย่างให้เขาและพี่เฟย “ฉันจะไปอยู่กับพี่ชายค่ะ จบแล้วก็ถือโอกาสพักหลายเดือน ประมาณว่าไปเป็นภาระให้พี่ชายน่ะค่ะ” ว่าแล้วก็หัวเราะอย่างสบายใจ พร้อมกับเลื่อนแก้วน้ำให้พี่เฟยด้วย
คนฟังอย่างเสิ่นมู่หาน ไม่ได้สบายใจด้วยเลยสักนิดเดียว อีกไม่นานเธอก็จะเรียนจบแล้ว เขาทำงานที่ปักกิ่งส่วนเธอจะไปอยู่ภาคใต้กับพี่ชาย ให้ตายเถอะ อุปสรรคอะไรกันเนี่ย
หนึ่งทุ่ม หลินฮุ่ยก็ได้มายืนส่งเสิ่นมู่หานที่กำแพงบ้านของตัวเองอีกครั้ง “นี่เป็นขนมที่ฉันทำ พี่ลองชิมดูนะคะพี่มู่หาน หรือถ้าไม่ชอบกินขนมหวานก็ให้หลานๆ ที่บ้านก็ได้ค่ะ”
อาเฟยรีบยกมือขึ้นมาทันที “คุณชาย ถ้าคุณชายไม่กิน ยังมีผมอยู่นะครับ”
เสิ่นมู่หานรีบรับถุงขนมหวานมากมายมาถือเอาไว้ “ขอบใจมากนะฮุ่ยฮุ่ย ถ้ามีอะไรร้องเรียกพี่ได้นะ กลางคืนก็ปิดประตูหน้าต่างให้ดีล่ะ”
“ทราบแล้วค่ะ พี่รีบกลับบ้านเถอะค่ะ”
“ได้” เขาไต่บันไดอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็กระโดดจากขอบกำแพงสูงลงไปฝั่งบ้านของตัวเองอย่างว่องไว
อาเฟยที่ยังอ้อยอิ่งกับขนมหวาน มองหลินฮุ่ยตาปริบๆ ก่อนจะหน้าหนาแกมขอร้อง “น้องสาวฮุ่ยฮุ่ยคนดี เธอยังมีขนมอบพวกนี้อีกไหม”
หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ มองผู้ชายตัวโตแต่ชอบกินขนมหวานและผลไม้ ก็รีบเดินไปที่ห้องครัวอีกครั้ง กลับมาก็มีทั้งขนมและผลไม้ถุงใหญ่ “นี่ให้พี่เฟยค่ะ กินแล้วแปรงฟันด้วยนะ เดี๋ยวฟันจะผุ”
คำเตือนแบบนี้ทำเอาอาเฟยถึงกับยิ้มแหย เขาไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย “ขอบใจนะน้องสาวฮุ่ยฮุ่ย ครั้งหน้าถ้าทำของอร่อยอีกอย่าลืมเรียกพี่ชายคนนี้อีกนะ” ว่าแล้วก็ปีนบันไดอย่างว่องไว
“ถ้าว่างตรงกันนะคะ”
“อื้มๆ” แล้วเขาก็กระโดดจากกำแพงบ้านอย่างคล่องแคล่ว
หลินฮุ่ยเดินกลับไปที่ห้องครัวอีกครั้งอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ทางฝั่งบ้านตระกูลเสิ่นนั้น คุณชายรองของบ้านกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด
ส่วนอาเฟยที่มีท่าทีเข้าถึงง่ายเมื่อครู่นี้ก็เปลี่ยนท่าทีไปแล้วเช่นกัน “คุณชาย ผมสังเกตอย่างละเอียดแล้ว เวลาที่คุณชายพูดคุยหรือเข้าใกล้คุณหนูหลิน จะมีพลังงานบางอย่างคอยปกป้องเธอเอาไว้”
“นายก็สังเกตเห็นเหมือนกันสินะ นี่น่าจะเป็นพลังที่กระแทกใส่นายในคืนนั้น”
“มิน่าล่ะ คุณหนูหลินเธอถึงให้คุณชายกับผมเข้าบ้านของเธอได้ ที่แท้ก็เพราะมั่นใจมากนี่เอง”
“ใช่แล้วล่ะ เธอมั่นใจในตัวเองมากเลยทีเดียว นายไม่ได้สังเกตการเดินของเธอเหรอ น่าจะได้รับการฝึกมาอย่างดีเลยล่ะ”
คราวนี้อาเฟยถึงกับตาโต “หลินอวี่เฉินฝึกให้หรือครับ เป็นไปได้ยังไง ปกติต้องใช้เวลาฝึกกันหลายปีเลยนะครับ แต่คุณหนูหลินคนนี้...”
“อย่าได้ดูเบาสายเลือดตระกูลหลินเชียว เธอน่าจะรู้แล้วล่ะว่าฉันตั้งใจเก็บกวาดเรื่องพวกนี้ให้ ก็เลยตั้งใจทำอาหารมาเพื่อขอบคุณ”
“นอกจากความฉลาดเป็นกรดและความสามารถในการฝึกฝนร่างกายแล้ว คุณหนูหลินก็น่าจะมีความพิเศษอย่างอื่นอีกแน่ๆ ครับคุณชาย”
“น่าจะเป็นพี่ชายของเธอที่ถ่ายทอดให้นั่นแหละ พวกเขาเหลือกันแค่สองคนแล้วนี่” ว่าแล้วเขาก็จ้องไปที่ถุงขนมและผลไม้
อาเฟยรีบจับถุงเอาไว้แน่น สีหน้าของเขาจริงจังกว่าเมื่อครู่หลายเท่า “คุณชาย นี่เป็นของที่คุณหนูหลินมอบให้ผม ปกติคุณชายไม่กินขนมหวานไม่ใช่เหรอครับ” ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนมหรือผลไม้ของคุณหนูหลิน รสชาติของพวกมันอร่อยกว่าที่เขาเคยกินเป็นสิบเท่า ดังนั้นก็อยากจะเก็บเอาไว้กิน ไม่ได้เหรอ ดูสิ คุณชายเขม้นอีกแล้ว
“เอามาให้ฉัน วันหลังก็ไม่ต้องทำหน้าหนาขนาดนั้นก็ได้”
“นะ นี่ครับ” มอบของออกไปแล้ว อาเฟยก็ได้แต่ลอบปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
เสิ่นมู่หาน หยิบเอาลูกพีชออกมาหนึ่งลูกแล้วก็โยนให้ลูกน้องไป ส่วนที่เหลือเขาเก็บเอาไว้คนเดียว “ยังมีปลาหลุดตาข่ายไปหลายตัว นายก็ไปตามจับกลับมาให้หมด”
“แล้วหลิวอวี่ถิงที่อยู่ต่างประเทศล่ะครับคุณชาย”
“รอจังหวะ ส่วนหลิวฮ่าวเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ปล่อยเขาไป”
“แล้วเขาจะอยู่ยังไงครับคุณชาย อายุย่างสิบหกปีเท่านั้นเองนะครับ อีกหน่อยบ้านหลังนั้นก็คงต้องปิดเอาไว้”
“ฮุ่ยฮุ่ยสนิทกับเขา ไม่มีทางปล่อยให้หลิวฮ่าวเป็นอะไรไปหรอก นายก็ไปจัดการเรื่องที่ฉันสั่งให้เรียบร้อยเถอะ” สั่งเสร็จร่างของเขาก็เลือนหายไปในทันที
อาเฟยมองคุณชายของเขาแล้ว ก็คิดถึงตอนที่ปีนกำแพง ถ้าคุณหนูหลินรู้ว่าความสามารถของคุณชายไม่ด้อยไปกว่าหลินอวี่เฉิน เธอจะรู้สึกยังไงกันนะ
ที่บ้านใหญ่ตระกูลเสิ่น แม่เสิ่นเพิ่งวางสายไปก็หันมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผู้เป็นสามี “ต้นไม้เหล็กบ้านเราเริ่มออกดอกแล้วค่ะคุณ”
พ่อเสิ่นงงๆ กับคำพูดของภรรยา “ต้นไม้เหล็กที่ไหน เจ้ารองน่ะเหรอ หรือว่าจะชอบคุณหนูจากตระกูลหลี่เข้าแล้วจริงๆ”
แม่เสิ่นค้อนให้สามีอย่างเสียอารมณ์ “คุณหนูหลี่อะไรกันคะ ถึงตระกูลเสิ่นจะไม่เรื่องมากแต่ก็จะจับลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำมายัดให้พวกเราไม่ได้หรอกนะคะ”
“คุณนี่นะ ไม่ไว้หน้าพี่สาวของผมเลย” พ่อเสิ่นเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ
“ใครใช้ให้พี่สาวคุณยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องลูกชายของฉันล่ะ ถ้ายุ่งกับคุณฉันจะไม่สนใจก็ได้ แต่เรื่องลูกชายทั้งสามคน ฉันไม่ยอมเด็ดขาด”
“ได้ๆๆ แล้วว่าที่ลูกสะใภ้ที่คุณพูดถึงนี่คือใครล่ะ”
“เด็กสาวจากตระกูลหลินน่ะสิ”
“ตระกูลหลินเหรอ เด็กกำพร้าพวกนั้นน่ะเหรอ”
“ไฮ้! พูดให้มันดีๆ หน่อยเถอะค่ะ เด็กคนนี้เป็นเด็กสาวที่ดีมากๆ เลยนะคะ”
“มีใครบ้างที่คุณไม่ว่าดี ผ่านไปสักพักก็กลับมาบ่นให้ผมฟังทุกราย หึหึ” พ่อเสิ่นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย
“แหม ก็เด็กสาวพวกนั้น พวกเธอไม่ถูกใจลูกชายของฉันนี่คะ แต่แม่หนูตระกูลหลินคนนี้ เจ้ารองของพวกเราลงทุนไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ๆ เธอเลยนะคะ”
“หืม ครั้งก่อนที่บอกว่าจะย้ายออกไปอยู่คนเดียวที่เขตซีเฉิงก็เพราะเรื่องนี้เหรอ ไม่ธรรมดาเลยนะ”
แม่เสิ่นค้อนให้สามีอีกครั้ง “ก็เหมือนคุณนั่นแหละ ตอนนั้นคุณก็ย้ายงานไปอยู่ใกล้ๆ กับโรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่ไม่ใช่หรือไง”
พ่อเสิ่นหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มไม่จางหาย “แสดงว่าแม่หนูคนนี้คงจะเป็นคนที่เขาเลือกแล้วล่ะ”
“ได้ยินพ่อบ้านเสิ่นบอกว่า วันนี้ได้เข้าบ้านไปกินข้าวเย็นด้วยกันแล้วนะคะ”
“จริงเหรอ แล้วเจ้ารองพาคนไปด้วยหรือเปล่า”
“แน่นอนสิคะ ก็อาเฟยนั่นแหละ จะทำให้ฝ่ายหญิงเสียชื่อเสียงไม่ได้เด็ดขาด” แม่เสิ่นละเรื่องที่ลูกชายปีนกำแพงบ้านเอาไว้ ไม่อย่างนั้นหน้าของเธอและสามีก็คงไม่เหลือแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น ให้เจ้ารองพามาพบเลยเป็นไง”