แกไม่รอดแน่เจ้ารอง
แกไม่รอดแน่เจ้ารอง
เสิ่นมู่หานที่ถูกเรียกตัวมาที่บ้านใหญ่ในวันอาทิตย์ มองพ่อและแม่อย่างจนใจ แต่เขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ พร้อมกับดื่มชาอย่างใจเย็น
“แม่บอกว่าให้พาแม่หนูหลินฮุ่ยมาด้วย ไม่ใช่เหรอเจ้ารอง แล้วไหนล่ะลูกสะใภ้ของแม่” แม่เสิ่นทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน
“ใครบอกเรื่องนี้กับแม่ครับ ผมกับฮุ่ยฮุ่ยยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย พูดแบบนี้ถ้ามีคนแพร่งพรายออกไป เธอจะคิดกับผมยังไงครับ” ชายหนุ่มถามเสียงขรึม
“อ้าว! แล้วกัน เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่คนรักของลูกเหรอเจ้ารอง แล้วทำไมถึงไปกินข้าวบ้านเธอได้ล่ะ”
“มีเรื่องนิดหน่อย เธอก็เลยทำอาหารขอบคุณ ส่วนเรื่องอื่นเธอไม่ได้รู้เรื่องด้วยหรอกครับ”
“เอ๋ พูดแบบนี้แสดงว่าแกก็มีใจให้เธอใช่ไหม” แม่เสิ่นซักไซ้ไม่หยุด นานๆ จะเห็นท่าทางประหลาดๆ ของลูกคนนี้สักที
พ่อเสิ่นเห็นลูกชายเงียบไม่ตอบ ก็ให้ขัดหูขัดตายิ่งนัก “ไม่ได้เรื่องเลย ถ้าชอบก็บอกว่าชอบไปสิ จะได้รู้คำตอบไปเลย ถ้าถูกปฏิเสธก็จะได้ไปหาคนใหม่ แบบนี้จะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่ายด้วย”
แม่เสิ่นบิดเอวสามีจนร้องซี้ด “คุณนี่ยังไง เจ้ารองบ้านเราเหมือนใครเสียที่ไหน ตั้งแต่เด็กจนอายุยี่สิบหกปี เคยเห็นเขาคุยกับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติหรือเปล่า พูดมาได้ไงว่าเสียเวลา ฮึ่ม!”
“พี่รอง พี่ก็พูดออกมาเถอะ ขืนอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนี้ เนื้อที่เอวของพ่อคงได้หายไปจริงๆ แล้วนะ” เจ้าสามของบ้านกระเซ้าพี่ชายอย่างสนุกสนาน
“อาเฟย คุณชายของนายไม่พูด งั้นนายพูดแทนเขา” แม่เสิ่นเปลี่ยนเป้าหมายทันที
“นายหญิง ผมพูดไม่ได้จริงๆ ครับ” ไม่อย่างนั้นคุณชายได้ตัดเขาออกจากกองมรดกของคุณชายแน่ๆ ซึ่งมรดกที่ว่าก็คือตำราคัมภีร์และยามากมาย รวมถึงทักษะพิเศษที่คุณชายจะถ่ายทอดให้ด้วย เขาพูดไม่ได้เด็ดขาด
“อย่าไปบังคับอาเฟยเลยครับแม่ ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่มีอะไรหรอก แม่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะนะครับ” เขากลัวจริงๆ ว่าแม่ของเขาจะบุกไปหาฮุ่ยฮุ่ยถึงบ้านของเธอ
แม่เสิ่นชักมือออกจากเอวของสามี มองลูกชายที่เปิดปากพูดแล้ว ก็ต้องถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเบนเป้าหมาย “เจ้าสาม แกก็อายุยี่สิบสี่ปีแล้ว หน้าที่การงานก็นับว่ามั่นคง”
“แม่ครับ ไม่ใช่ผมไม่หานะครับ แต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจนี่สิ” เจ้าสามของบ้านลูกล่อลูกชนไม่เบา
“เด็กเจ้าเล่ห์ ไปๆๆ วันนี้ไปให้พ้นหน้าฉัน เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง” โบกมือไล่ทั้งลูกและสามีแล้ว แม่เสิ่นก็เดินกลับเข้าห้องเพื่อโทรหาสหายรักหลายๆ คน เพื่อจะเฟ้นหาลูกสะใภ้ต่อไป
สามพ่อลูกนั่งมองตากันไปมาอยู่ที่ห้องโถงของบ้าน ก่อนที่พ่อเสิ่นจะเป็นฝ่ายพูดก่อน “ถ้าอวี่เฉินรู้ว่าแกแอบขุดกำแพงบ้านเขา แกไม่รอดแน่เจ้ารอง”
“อะไรนะ! คนที่พี่รองชอบคือน้องสาวของพี่หลินเหรอครับพ่อ ว้าว! นั่นยมทูตหน้าหยกเชียวนะ พี่รอง พี่ตายแน่ๆ”
มุมปากของเสิ่นมู่หานยกขึ้นเพียงเล็กน้อย “ผมถึงบอกว่าให้มันเป็นไปตามธรรมชาติยังไงล่ะครับ”
พ่อเสิ่นยิ้มเยาะลูกชาย “พูดเหมือนง่าย แต่อีกไม่นานน้องสาวของอวี่เฉินก็จะเรียนจบแล้ว เธอน่าจะไปอยู่ภาคใต้กับพี่ชายของเธอนั่นแหละ ไม่ทำงานก็ไม่ลำบากหรอกเพราะอวี่เฉินเงินเดือนสูง เขาเลี้ยงน้องสาวได้สบายเลยล่ะ”
“พี่รอง พี่ไม่กลัวคนอื่นแย่งพี่สะใภ้ไปเหรอครับ” คราวนี้เจ้าสามของบ้านถามจริงจังเพราะรู้ดีว่าพี่ชายคนนี้ เป็นคนจริงจัง เรื่องความรักก็เหมือนกัน
“ใช่! อวี่เฉินดีขนาดนั้น น้องสาวเขาไม่มีทางแย่หรอก โดยเฉพาะหน้าตาและสมอง” พ่อเสิ่นได้อ่านประวัติหลินฮุ่ยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว นั่นจึงทำให้เขารู้ว่าลูกชายไม่ควรพลาดจากหญิงสาวคนนี้
“พ่อก็ย้ายหลินอวี่เฉินกลับมาที่ปักกิ่งสิครับ เขาอยู่ภาคใต้สิบกว่าปีผลงานก็มีตั้งมากมาย”
“อ้าว! ไอ้ลูกคนนี้ หาเรื่องให้พ่อแล้วไหมล่ะ” จะย้ายคนเด่นคนดังของภาคใต้ขึ้นมาอยู่ที่ปักกิ่ง นี่ต้องผิดใจกับใครบ้างล่ะ ต่อให้เขามีอำนาจมากแค่ไหนก็ยังต้องดูสีหน้าสหายร่วมรบพวกนั้นด้วยนะ
“ไม่อย่างนั้นพ่อก็หาเรื่องย้ายผมไปอยู่ภาคใต้ ถ้าจะให้เนียนหน่อยก็ไปเซินเจิ้นแล้วกัน”
“ไปๆๆ แกไปให้พ้นหน้าฉัน ก่อนที่ฉันจะโมโหตายเสียก่อน”
มุมปากของเสิ่นมูหานกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินนำลูกน้องคนสนิทออกจากบ้านของพ่อแม่ไปอย่างรวดเร็ว
ทางฝั่งของหลินฮุ่ยไม่ได้รู้เรื่องราววุ่นวายของบ้านเสิ่นแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอกำลังปลูกข้าวโพดในพื้นที่ราวๆ หนึ่งหมู่อย่างขะมักเขม้น
ระหว่างนั้นก็พูดคุยสื่อสารผ่านโทรจิตกับพี่ชายไปด้วย “พี่จะบอกฉันว่า เฟอร์นิเจอร์ไม้หนานมู่ที่พี่ทำออกมา มีเศรษฐีจากฮ่องกงสนใจเหรอคะพี่ใหญ่”
“อืม ครั้งนี้พี่ทำโซฟารับแขกชุดใหญ่เลย เธอก็น่าจะรู้นะด้วยสีของเนื้อไม้หนานมู่มันก็ดึงดูดสายตาอยู่แล้ว ยิ่งแกะสลักเป็นลวดลายโบราณ ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า”
“แล้วพี่ขายออกไปกี่ชุดแล้วคะ ไม้ที่ตัดไปจะพอไหม หรือว่าฉันต้องนั่งรถไฟไปหาพี่ที่กว่างโจวดีคะ” หลินฮุ่ยตื่นเต้นไม่แพ้พี่ชาย
“ตอนแรกขายออกไปหนึ่งชุด พอมีคนสนใจเยอะราคาก็พุ่งแต่ก็ยังขายได้ตั้งสิบชุดแน่ะ อยากให้เธอมาเห็นกองเงินกับกองทองคำแท่งจริงๆ น้องรัก ส่วนเรื่องไม้ยังเหลืออีกเยอะ”
“แล้วคนอื่นจะรู้เรื่องของพี่ไหมคะ ฉันเริ่มเป็นห่วงเสียแล้วสิ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่มีวิชาแปลงโฉม เธอมีสายเลือดเดียวกันกับพี่จึงสามารถเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพี่ได้ ส่วนคนอื่นจะเห็นไม่เหมือนเธอหรอกนะฮุ่ยฮุ่ย”
“ว้าว! ดีจังค่ะพี่ใหญ่”
“พี่ชายของเธอน่ะเก่งอยู่แล้ว ได้ยินมาว่ามีคนปีนกำแพงบ้านเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
หลินฮุ่ยหัวเราะร่าที่ข่าวสารของพี่ชายรวดเร็วทันใจ “อยากจะเชิญให้เข้าทางประตูอยู่หรอกค่ะ แต่ก็กลัวว่าจะถูกคนที่จ้องมอง คิดว่าพี่มู่หานทำเพื่อตระกูลหลินจนเกิดข้อครหา”
“คงไม่ได้ชอบไอ้หน้าขาวนั่นหรอกนะ”
“พี่รู้จักพี่มู่หานด้วยเหรอคะ”
“รู้จักสิ ทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน ว่าแต่เธอเถอะ บอกพี่มาตามตรง ชอบเขาหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิคะ เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยอยากทำความรู้จักเอาไว้ เผื่อมีเรื่องอะไรก็จะได้มีคนรู้จักหลายๆ คนที่ขอความช่วยเหลือได้”
คำพูดของน้องสาวทำให้หลินอวี่เฉินคิดถึงบันทึกของคุณปู่ ในช่วงเวลานั้นสหายมากมายต่างหลบลี้หนีหน้า ไม่กล้าออกหน้าช่วยเหลือตระกูลหลิน ศัตรูที่คิดเล่นงานจึงทำได้โดยสะดวก น้องสาวของเขาก็คงจะคิดถึงจุดนี้ และก็เลือกเฉพาะคนที่ดีจริงๆ
“จะไม่มีเรื่องแบบนั้นอีกแน่นอนฮุ่ยฮุ่ย แต่ถ้าเธอจะรักจะชอบกับใครให้พามาให้พี่รู้จักก่อนนะ พี่จะได้ช่วยดูให้อีกที”
“พี่ใหญ่ พี่คิดไปถึงไหนแล้วคะ ฉันยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ และก็ชอบชีวิตที่อิสระแบบนี้ด้วย”
“แต่เสิ่นมู่หานคนนี้คุณสมบัติดีครบทุกด้านนะ ถ้าเธอ” คนหวงน้องสาวแต่ไม่พูดออกมาตรงๆ ทำเป็นพูดโน้มน้าว แต่จริงๆ แล้วกำลังกัดฟันกรอดๆ
“เขาดีก็เป็นเรื่องของเขาสิคะ ฉันเองก็มีดีเหมือนกัน” พูดพลางก็หยอดเมล็ดข้าวโพดไปพลาง
“ได้ๆๆ พี่ไม่พูดเรื่องนี้กับเธอก็ได้”
“พี่ใหญ่ตอนนี้ฉันเริ่มปลูกข้าวสาลี ปลูกข้าวโพดแล้วนะคะ จะเอาไว้ทำแป้งสาลีกับแป้งข้าวโพด”
“แค่ปลูกต้นหนานมู่ก็เหนื่อยมากพอแล้ว ยังจะปลูกของพวกนี้อีกเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่เหนื่อยสักนิด ฉันยังอยากจะปลูกมันเทศด้วยนะ เอาไว้ทำเส้นมันเทศ พี่ก็รู้ว่าผลผลิตจากมิติมีความพิเศษ กินแล้วเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นต้องปลูกเอาไว้สำหรับเราสองคนพี่น้องค่ะ”
“ไม่รอให้พี่กลับไปก่อน แล้วพี่จะช่วยเธอปลูกแล้วก็เก็บเกี่ยวเอง”
“ฉันกะว่าจะตักน้ำมารด ฉันอยากรู้ว่ามันจะโตเร็วได้แค่ไหน”
“ก็เท่าที่เธอต้องการนั่นแหละ ปลูกวันนี้รดน้ำวันนี้ถ้าอย่างเข้มข้นก็คงวันเดียวหรือสองวันก็ได้เก็บเกี่ยว”
“จริงด้วย ดีนะที่ฉันไม่ได้ใช้พื้นที่เยอะ เก็บเกี่ยวเสร็จก็ปลูกใหม่ได้เลย ดีๆๆ”
“ในปานจื่อของพี่มีเครื่องสีกับเครื่องโม่พอดีเลย เธอก็เก็บเกี่ยวแล้วเก็บเอาไว้ก่อนนะอย่าพึ่งแปรรูป”
“ดีเลยพี่ใหญ่ ฉันกำลังคิดเรื่องนี้อยู่พอดีเลยค่ะ”
“แล้วเรื่องไวน์ที่หมักไว้เป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดีค่ะ ฉันก็เพิ่งศึกษาเหมือนกัน ต้องลองเอามาชิมดูสักถัง เอาไว้พี่มาปักกิ่งเป็นไงคะ จะได้ให้สหายของพี่ได้ชิมด้วย”
“ดีสิ ถือเป็นการฉลองเรียนจบให้เธอไปด้วยเลย”
“งั้นก็เอาตามนี้”
ตอนเย็น ฟางหลานมารับหลินฮุ่ยถึงที่บ้าน ก็ต้องตกใจกับสภาพของหญิงสาวเพราะเธอเพิ่งจะออกมาจากแหวนมิติ และตลอดทั้งวันก็ทำงานใช้แรงไม่ได้หยุดหย่อน
“เธอผอมไปหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย หรือว่ากำลังมีความรักเลยลดน้ำหนัก”
“น่าจะเป็นเพราะฉันฝึกฝนทักษะการต่อสู้มากเกินไปค่ะพี่ฟาง แต่ฉันกินเยอะนะคะ”
ขณะที่ขับรถออกไปฟางหลานปรายตามองบ้านอีกหลัง แล้วก็ขับเลยไปจนเจอซอยจึงเลี้ยวขวา “เธอจะเอายังไงกับเด็กฮ่าวฮ่าว ตอนนี้ที่บ้านเหลือเขาแค่คนเดียวแล้วนะ”
“คนพวกนั้นถูกจับไปแล้วเหรอคะ”
“อืม ทั้งสองตระกูลเลย”
“ต้องรอดูท่าทีที่แท้จริงของเขา ว่าจะเอายังไงแต่ฉันคิดว่าเขาจะต้องมาหาฉันค่ะพี่ฟาง”
หลินฟางพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังพูดต่อ “ยังมีเรื่องของโจวฟางอีก บ้านของเธอรอดมาได้ แต่สถานะทางสังคมก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“ทางตระกูลฉางว่ายังไงบ้าง ยังอยากจะแต่งงานกับเธออยู่ไหม”
“เรื่องแต่งก็น่าจะได้แต่งเข้าไปอยู่หรอกนะ แต่อาจจะประสบปัญหาหลายด้านเพราะว่าที่แม่สามีของเธอไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่”
“ฉันคิดว่าฟางฟางน่าจะเริ่มชอบฉางจวินเหยียนแล้วล่ะ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะชอบมากชอบน้อยแค่ไหน”
“คนเราลองได้ปักใจลงไปแล้ว นับวันยิ่งถลำลึก ไม่มีทางถอนตัวหรอก”
หลินฮุ่ยมองฟางหลานเล็กน้อย ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง มันทำให้เธอนึกถึงความฝันที่แสนจะเหมือนความจริง แต่เธอกลับมองไม่เห็นว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทว่าหัวใจของเธอก็ถลำลึกไปนานแล้ว
เมื่อมาถึงหอพัก เธอก็เห็นสหายรักทั้งสามอยู่ในห้องอย่างพร้อมหน้า “ฟางฟาง เธอไม่เป็นไรใช่ไหม”
โจวฟางรีบโผเข้าหาสหายรัก “ฮุ่ยฮุ่ย สองวันมานี้ฉันคิดถึงเธอที่สุดเลย ยังกลัวว่าคนพวกนั้นจะตามหาตัวเธอแล้วทำร้ายเธอเสียอีก ดีจริงๆ ที่เธอไม่เป็นอะไร”
“ใครจะทำร้ายฉันกัน เห็นในข่าวพวกเขาถูกจับไปแล้วไม่ใช่หรือไง”
“ก็ปู่ของฉันยังไงล่ะ มีคำสั่งลงมาว่าให้จับตัวเธอมาแต่งกับพี่เจ๋อหย่วนให้ได้เลยนะ ดีที่ถูกเจ้าหน้าที่พาตัวไปก่อน” ว่าแล้วก็พาสหายรักไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง
สหายรักอีกสองคนก็รุมล้อมเข้ามาด้วยความเห็นใจ “ฉันได้ข่าวมาแล้วนะ ทางตระกูลฉางกำลังเลือกลูกสะใภ้คนใหม่ เธอจะว่ายังไงฟางฟาง” หม่าจิ้งถามออกไปเสียงเครียด
สีหน้าของท่าทีของโจวฟางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ไม่แต่งก็ดีสิ ตอนนี้ไม่มีความกดดันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พ่อกับแม่ของฉันก็ไม่มีเวลาที่จะมาสนใจฉันกับพี่ใหญ่และไม่บังคับพวกเราด้วย ฉันอยากทำอะไรก็จะได้ทำ”
อู๋เสี่ยวเยี่ยนเข้ามากอดปลอบสหาย “เธอจะไม่เสียใจใช่ไหมฟางฟาง ฉางจวินเหยียนคนนี้ไม่เลวเลยนะ”
“ไม่เลวแล้วอย่างไรล่ะ ถ้าฉันยังฝืนดันทุรังแต่งเข้าไป ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่พอที่จะเติมเต็มความรู้สึกคนตระกูลฉาง เป็นแบบนี้แหละดีมากแล้ว”
“เอาน่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีร้านค้าแล้วก็มีความฝันอยู่ไม่ใช่เหรอ เรียนจบแล้วอยากทำอะไรก็ทำไปเลย” หลินฮุ่ยให้กำลังใจสหายรัก “อีกอย่างบ้านของเธอก็พ้นมลทินแล้ว ไม่มีอะไรเสียหายเนอะ”
“ใช่ๆๆ ฉันว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว แม้สถานะทางสังคมจะตกต่ำลง แต่พวกเธอคงไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะโล่งใจมากแค่ไหน” ทรัพย์สมบัติที่ครอบครัวของเธอสะสมมานานก็ยังอยู่ ซึ่งส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับบ้านใหญ่และพ่อกับแม่ของเธอก็เก็บเอาไว้ในที่ซ่อนเป็นอย่างดี ชีวิตต่อจากนี้ของเธอก็คงไม่แย่หรอก
หลินฮุ่ยลอบพยักหน้าอยู่ลับๆ สลัดหลุดจากคนละโมบชอบวางอำนาจพวกนั้นได้แล้ว ต่อไปสหายรักของเธอจะได้เป็นอิสระเสียที กลัวก็แต่ว่าฉางจวินเหยียนจะไม่ยอมปล่อยมือจากโจวฟาง “เธอได้คุยกับคู่หมั้นของเธอหรือยัง”
คราวนี้เป็นโจวฟางที่ตาโต ก่อนจะส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย “ยังเลย แต่ทางตระกูลฉางประกาศถอนหมั้นกับตระกูลโจวไปแล้วนะ เขาเป็นคนตระกูลฉางยังไงก็ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ในตระกูลนั่นแหละ”
“จริงเหรอ ถ้าเขาไม่ยอมล่ะฟางฟาง”
“ไม่ยอมก็ทำอะไรไม่ได้หรอกฮุ่ยฮุ่ยเพราะแต่เดิมงานหมั้นนี้ก็มีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของสองตระกูล ไม่มีส่วนของฉันเลยสักนิด”
“เธอตัดใจได้แล้วจริงๆ ใช่ไหม ต้องให้ฉันเรียกพี่ใหญ่ของฉันมาดามใจให้เธอหรือเปล่า”
“ไม่เอาหรอกน่า ถ้าเขามาฉันจะเรียกเขาว่า คุณลุง ให้ดูเลย ฮึ!”
“อ้อ” แล้วเธอก็คุยในใจกับพี่ชาย “พี่ใหญ่ มีคนเรียกพี่ว่าลุงด้วยล่ะ อิอิ”
คนที่ไม่คิดจะแต่งงานตลอดชีวิตนี้ ได้แต่ละเหี่ยใจ “ฮุ่ยฮุ่ย เธอเอาพี่ไปขายให้ใครอีกแล้วน้องรัก”
“ก็สหายของฉันไงคะ ฟางฟางน่ะ ตอนนี้ไม่มีพันธะอะไรกับตระกูลฉางแล้วนะ”
“ฮึ! คิดเหรอว่าสหายรักของเธอจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของฉางจวินเหยียนไปได้ เธอรอดูต่อไปเถอะ”