รุ่นน้อง
รุ่นน้อง
กลางเดือนเมษายน เป็นเวลาเกือบจะค่ำแล้วที่ฮุ่ยฮุ่ยเพิ่งจะเดินออกจากห้องของอาจารย์ที่ปรึกษา สีหน้าของเธอค่อนข้างดีทีเดียว ทำให้สหายสามคนที่ยืนรออยู่พลอยมีรอยยิ้มไปด้วย
“อาจารย์ว่ายังไงบ้างฮุ่ยฮุ่ย”
“อืม ค่อนข้างดีทีเดียว แต่ก็ยังมีวิทยานิพนธ์บางจุดที่ต้องแก้ไขแล้วก็เพิ่มเติมอีก ฉันกะว่าจะไปหาหนังสือที่ห้องสมุดตอนนี้เลย พวกเธอจะไปด้วยกันไหม”
“ไปไม่ได้น่ะสิ วันนี้พ่อกับแม่ของฉันมาเยี่ยม นัดกันเอาไว้แล้วด้วย” หม่าจิ้งเอ่ยแล้วก็ยิ้มแหยเพราะใจเธอก็อยากจะไปห้องสมุดกับสหายรัก
“ฉันก็ติดธุระเหมือนกัน พรุ่งนี้ดีไหมฮุ่ยฮุ่ย รับรองพวกเราได้ไปพร้อมหน้ากันเลย” โจวฟางเริ่มหลุกหลิกหลบสายตาสหายรักทั้งสาม
อู๋เสี่ยวเยี่ยนมองหลินฮุ่ยยิ้มๆ “ฉันจะไปเป็นเพื่อนฟางฟาง เธอจะได้ไม่ห่วง ถ้าจะไปห้องสมุดก็รีบไปเถอะฮุ่ยฮุ่ย”
“ได้! งั้นก็แยกย้ายเจอกันเย็นวันอาทิตย์นะ”
“ได้ ไปก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวโบกมือให้สหายรักทั้งสามคน แม้จะเป็นห่วงฟางฟางมากแค่ไหน แต่ถ้ามีเสี่ยวเยี่ยนตามไปด้วยเธอก็วางใจได้ในระดับหนึ่ง
จะว่าพี่ชายเธอเดาแม่นหรือรู้จักตัวตนของฉางจวินเหยียนดีก็ตาม ตอนนี้เขาตามตื๊อโจวฟางจนสหายรักของเธอไม่มีเวลาได้หายใจเลย ยังดีที่ช่วงเวลาที่เรียนหนังสือเขาจะไม่เข้ามาวุ่นวาย ทว่าพอกลับบ้านช่วงวันหยุดเมื่อไหร่ จะเจอเขาทันที
หลินฮุ่ยเดินไปจนถึงห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เธอหาหนังสืออยู่นานกว่าจะเจอเล่มที่ต้องการ จึงไปหามุมเงียบๆ นั่งอ่าน
ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็มีคนเดินมาที่โต๊ะที่เธอนั่งอยู่ “ขอนั่งด้วยได้ไหมครับรุ่นพี่หลิน”
หญิงสาวละสายตาจากหน้ากระดาษ เงยหน้าขึ้นมองคนที่เข้ามารบกวนความสงบสุข ก็เห็นนักศึกษาชายตัวสูงผิวแทนอย่างคนสุขภาพดี ยืนรอคำตอบอยู่ “ฉันกำลังจะไปแล้ว เชิญนั่งเลยค่ะ”
ชายหนุ่มมองรุ่นพี่คนสวยยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับการตัดสินใจของเธอ “รุ่นพี่หลินครับ ผมจ้าวจื่อเฉิง จำชื่อผมไว้นะครับ”
หลินฮุ่ยมองชายหนุ่มร่างสูงที่น่าจะเตี้ยกว่าพี่ชายของเธอและพี่ชายมู่หานอยู่หน่อยๆ แล้วก็พิจารณาเขาอย่างรวดเร็วไปหนึ่งรอบ
“รุ่นน้องจ้าวสินะ ฉันจำเธอได้แล้ว ไปนะ” พูดแบบนั้นแล้วก็หอบหนังสือไปที่โต๊ะบรรณารักษ์แล้วก็ทำเรื่องยืมหนังสือ
ทางด้านของจ้าวจื่อเฉิง ที่ถูกสายตาหวานซึ้งของรุ่นพี่คนสวยพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงกับใบหูแดงก่ำ ก่อนจะต้องรีบปรับสีหน้าเมื่อสหายอีกสองคนเดินมานั่งที่โต๊ะด้วย
“เมื่อกี้นายคุยกับใคร นักศึกษาผู้หญิงคนนี้เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนนะ”
“รุ่นพี่หลินไง นายไม่รู้จักเหรอเธอเป็นที่รู้จักในวงสังคมไม่น้อยเลยนะ”
จ้าวจื่อเฉิงมองสหายทั้งสองแล้วก็รีบปรามเอาไว้ก่อน “พวกนายห้ามนินทาผู้หญิงสิ”
“อ้อ ดูท่าทางของนายสิ เหมือนไก่ตัวผู้ไม่มีผิด อย่าบอกนะว่านายชอบรุ่นพี่หลินน่ะ ฉันบอกนายไว้ก่อนเลยนะ สถานะของเธออยู่สูงเกินนายจะเอื้อมถึง”
ชายหนุ่มที่เป็นญาติห่างๆ ของเหล่าจ้าวที่เป็นสหายรักของหลินอวี่เฉินถึงกับเลิกคิ้ว “สถานะเทียบกับตระกูลจ้าวของญาติผู้พี่ฉันได้ไหม”
“อืม เรื่องนี้ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะตระกูลหลินค่อนข้างเก็บตัว อีกอย่างตอนนี้พวกเขาก็เหลือกันแค่สองคนเท่านั้น แต่ก็มีอิทธิพลมากกว่าตระกูลโจวของโจวฟางล่ะนะ”
“นายนี่นะ ยังไงกันทำไมไม่พูดให้กำลังใจจื่อเฉิงบ้างเลยล่ะ” สหายอีกคนขัดขึ้นมาอย่างเห็นใจ
“ก็พูดความจริงทั้งนั้นนี่ จื่อเฉิงจะได้ทำใจตั้งแต่เนิ่นๆ”
“อะไรกันเล่า ฉันก็แค่สนใจรุ่นพี่เฉยๆ ยังไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายขนาดนั้นเสียหน่อย”
“ฮึ! ตั้งแต่รู้จักกับนายมานี่ก็สามปีแล้ว ยังไม่เห็นนายเข้าหาใครแบบนี้มาก่อนเลยนะ”
ที่บ้านของเขาทำงานเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ แต่อยู่ทางภาคใต้ทั้งหมด ทว่าพอคิดไปคิดมาก็ทำให้คิดถึงเรื่องราวบางอย่าง “หรือว่าจะเป็นตระกูลหลินที่คุณปู่ของฉันรู้จักกันนะ ได้ยินว่าคุณปู่มีสหายคนหนึ่งอยู่ที่ปักกิ่ง แต่เขาไม่ใช่คนตระกูลหลินเพียงแต่ลูกสาวแต่งเข้าบ้านตระกูลหลิน”
“ตระกูลจางหรือเปล่าจื่อเฉิง”
“ใช่ๆๆ เป็นตระกูลจางนี่แหละ ตอนเด็กฉันจำได้ คุณปู่เล่าให้ฟังว่าช่วงสมัยที่คุณปู่หนุ่มๆ ได้มีโอกาสรู้จักกับนักวิชาการและนักวิจัยที่มากความสามารถและมีวิสัยทัศน์คนหนึ่ง คุยกันถูกคอก็เลยเป็นสหายรักกันตั้งแต่นั้นมา”
“ใช่แล้วล่ะ คุณตาของรุ่นพี่หลินเป็นคนตระกูลจางจริงๆ แบบนี้นับว่านายกับรุ่นพี่หลินมีความเกี่ยวข้องกันชั้นหนึ่งแล้วนะ”
“นายก็พูดเกินไป ยังต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อน”
“ฮึ! สมกับเป็นนายจริงๆ”
หลินฮุ่ยที่เดินออกมาได้สักพักแล้ว แต่ก็ยังคงได้ยินบทสนทนาของนักศึกษาชายทั้งสามคน ถึงกับงงเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่า จะได้รู้เรื่องราวหรือร่องรอยในอดีตของคุณตา
“พี่ใหญ่” เธอลองเรียกพี่ชายอยู่ในใจ เท้าก็รีบเดินกลับไปที่หอพักเพื่อไปหยิบเอากระเป๋าเสื้อผ้าและหนังสืออีกหลายเล่ม
“ว่าไงฮุ่ยฮุ่ย เธอยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ หรือว่าอาทิตย์นี้จะพักอยู่ในมหาวิทยาลัย”
“กำลังจะกลับค่ะ ฉันโทรบอกพี่ฟางแล้ว กำลังจะกลับไปเอาของที่หอพัก แต่มีเรื่องนึงน่าสนใจก็เลยอยากเล่าให้พี่ฟังสักหน่อย”
“หืม มีคนมาจีบเธอหรือว่าเธอสนใจนักศึกษาชายคนไหนหรือ หึหึ”
“พี่ใหญ่ พี่ยังไม่รีบเลย ฉันก็ไม่ได้รีบเหมือนกันค่ะ จะฟังหรือเปล่าคะ”
“ก็ได้ เล่ามาพี่กำลังตั้งใจฟังอยู่” ชายหนุ่มคุยกับน้องสาวไปพลางก็ใช้พลังตัดไม้หนานมู่เพื่อทำผลงานชิ้นใหม่ไปพลาง
“เมื่อกี้นี้ ฉันไปที่ห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม จะได้นำมาแก้ไขวิทยานิพนธ์ ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ก็มีคนเข้ามา”
“เป็นผู้ชาย”
“ใช่ เป็นรุ่นน้องผู้ชาย เขาแนะนำตัวกับฉันว่าเขาชื่อจ้าวจื่อเฉิง” หญิงสาวเล่ามาถึงตรงนี้ก็หยุดไป ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปเพราะไม่อยากจะคุยกับนักศึกษาบางคนที่เคยนินทาเธอมาก่อน
“นั่นไง มีคนสนใจน้องสาวของพี่จริงๆ ด้วย แล้วเธอว่ายังไงต่อ”
“ฉันจะว่ายังไงได้ล่ะคะ นิสัยฉันก็ไม่ใช่คนบุ่มบ่ามอะไร เขาทำแบบนี้ถ้าจะให้ฉันยอมพิจารณาเขา ก็คงต้องปัดตกล่ะค่ะ”
“แล้วเรื่องที่เธอจะเล่ามันคืออะไรล่ะน้องรัก คงไม่ใช่ว่าเขาตามตื๊อเธอทั้งที่อยู่ในห้องสมุดหรอกนะ”
“เขาไม่หน้าหนาเหมือนคนแซ่โจวหรอกค่ะ ฉันลุกออกจากตรงนั้นแล้วก็ยืมหนังสือออกมา แต่เรื่องสำคัญที่ฉันจะเล่ามันหลังจากที่ฉันเดินออกมาแล้วต่างหากล่ะ”
“รีบเล่าเลยฮุ่ยฮุ่ย”
“คราวนี้เป็นหูของฉันที่ได้ยินแล้วนะคะ หลังจากที่ฉันเดินออกมาจากห้องสมุดแล้ว มีสหายของเขาสองคนเดินไปหาเขาที่โต๊ะ แล้วก็พูดถึงฉันนิดหน่อย แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าจ้าวจื่อเฉิงเขาบอกว่าปู่ของเขารู้จักกับคุณตาของพวกเราน่ะสิคะพี่ใหญ่”
“จ้าวจื่อเฉิงๆ อืม เดี๋ยวนะ ชื่อนี้เหมือนเคยผ่านหูผ่านตามาก่อน” หลินอวี่เฉินเงียบไปสักพัก จึงได้โพล่งขึ้น “จ้าวจื่อเฉิง เขาเป็นคนตระกูลจ้าวญาติห่างๆ ของเหล่าจ้าวแน่ๆ เลย ตระกูลนี้ปักหลักอยู่ที่เซินเจิ้นและมีสำนักพิมพ์กระจายอยู่ที่ภาคใต้หลายแห่งเลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“สำนักพิมพ์ ผู้อำนวยการจ้าว ใช่ๆๆ ใช่แล้วพี่ใหญ่ น่าจะเป็นผู้อำนวยการจ้าวคนนี้ที่ฉันอ่านเจอในบันทึกของคุณตา ในบันทึกของคุณปู่ก็เคยผ่านตาด้วย”
“พวกเขาเป็นคนดีนะ แม้จะแยกย้ายกันไปไกลและกลับไปที่บ้านเกิด แต่ช่วงเวลายากลำบากก็ยังเคยแอบส่งของกินไปให้คุณตา พวกเราตระกูลหลินก็พลอยได้กินเนื้ออบแห้งไปด้วย”
“จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็รีบตัดสินรุ่นน้องจ้าวคนนี้เร็วเกินไปใช่ไหมคะ”
“เท่าที่ได้อ่านในบันทึก นิสัยของคนตระกูลจ้าว พวกเขาค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมาและจริงใจมากนะ ถ้าจะผิดก็คงผิดที่หน้าตาน้องรักของพี่ดีเกินไปนั่นแหละ”
“อ้าว! ทำไมมาโทษฉันล่ะคะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพี่ใหญ่ที่มอบของดีมากมายให้ฉันกิน จนร่างกายและหน้าตาผิวพรรณเป็นแบบนี้” เธอเปิดประตูห้องพักเข้าไป แล้วก็รีบเก็บหนังสือลงในกระเป๋า
“ได้ๆๆ เป็นความผิดของพี่ใหญ่คนนี้ก็ได้ ว่าแต่เธอรู้ว่าเขาแอบชอบแบบนี้แล้ว จะรับมือยังไง อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบแล้วนี่”
“ถามอย่างกับพี่จะยอมให้คนมาจีบฉันอย่างนั้นแหละ”
“นี่ๆๆ เด็กคนนี้นี่ ตอบไม่ตรงคำถามเลยนะ”
“เฮ้อ! เขาชอบฉันก็ปล่อยให้เขาชอบไปสิคะ หรือพี่ใหญ่จะให้ฉันไปบอกเขาว่า ห้ามนายชอบฉันนะรุ่นน้อง แบบนี้ออกจะอันธพาลอยู่นะคะ พี่ว่าไหมล่ะ”
หลินอวี่เฉินเหมือนยกหินขึ้นทุ่มใส่เท้าตัวเอง น่าจะออกตัวตั้งแต่แรกไปเลยว่าห้ามเธอมีแฟนจนกว่าจะอายุสามสิบ จะได้ไม่ต้องมาคอยตะล่อมถามอยู่ทุกวันแบบนี้
“ในมุมมองของเธอก็อาจจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามีผู้ชายมากมายมาชอบเธอ ถ้าไม่รีบจัดการอะไรสักอย่าง อีกฝ่ายเขาจะคิดว่าเธอเองก็มีใจให้นะฮุ่ยฮุ่ย ยิ่งถ้ามีผู้ชายหลายคนมาชอบพอเธอ คนก็จะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงเจ้าชู้หรืออาจจะวิจารณ์มากกว่านั้น”
หลินฮุ่ยได้แต่หัวเราะออกมาเสียงแผ่ว เธอปิดประตูห้องอีกครั้งแล้วก็รีบเดินลงบันไดเพราะใกล้เวลาที่นัดกับพี่ฟางแล้ว “พี่ใหญ่ก็จัดการให้ฉันสิคะ อยากจะจัดการยังไงก็ทำไปเลยค่ะ”
“ได้เหรอฮุ่ยฮุ่ย!” น้ำเสียงและท่าทีของหลินอวี่เฉินเปลี่ยนมาเป็นกระดี๊กระด๊าจนน่าหมั่นไส้
“ได้ พี่จัดการไปเลย ฉันจะได้เอาเวลาไปทุ่มเทกับงานเขียนของฉัน” พี่ใหญ่หนอพี่ใหญ่ โน้มน้าวเธอตั้งนานที่แท้ก็รอคำตอบนี้ของเธออยู่สินะ
“ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องของเธอยกให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง”
“อื้มๆๆ แค่นี้ก่อนนะพี่ใหญ่ ฉันต้องรีบเดินไปหน้ามหาวิทยาลัยแล้ว เดี๋ยวพี่ฟางจะรอนาน”
“ได้เลยน้องรัก”
ทางฝั่งของเสิ่นมู่หานที่เพิ่งฟังรายงานจบไป ก็ทำปากกาหักไปแล้วถึงสองด้าม อาเฟยที่เพิ่งรายงานจบ ถึงกับต้องรีบกระโดดหนีไปหลบอยู่หลังประตูห้องทำงานของเจ้านาย
“นายบอกว่าเธอพิจารณารุ่นน้องคนนั้นกี่วินาทีนะอาเฟย” เขาถามย้ำอีกครั้งให้แน่ใจ
“ห้าวินาทีครับคุณชาย” อาเฟยตอบตามที่ได้รับรายงานมา
“นายคิดว่าฮุ่ยฮุ่ย จะชอบรุ่นน้องคนนั้นไหม” ถามพลางก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ จนต้องเดินไปยืนสงบสติอารมณ์ที่หน้าต่างเพื่อให้ลมเย็นๆ พัดความร้อนในอก
“รุ่นน้องแซ่จ้าวคนนี้ ไม่น่าจะเป็นที่ถูกใจคุณหนูหลินนะครับคุณชาย อีกอย่างรุ่นน้องคนนั้นก็หล่อไม่ได้ครึ่งของคุณชายเลย ไม่มีทางที่คุณหนูหลินจะสนใจแน่นอนครับ”
“นายกำลังจะพูดว่าแม้แต่ฉันที่หล่อกว่า ฮุ่ยฮุ่ยยังไม่ได้รู้สึกอะไร จะไปสนใจคนหน้าตาธรรมดาอย่างคนแซ่จ้าวได้ยังไงใช่ไหมอาเฟย”
อาเฟยลอบปาดเหงื่อที่หน้าผาก “คุณชาย ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ ดูจากการที่พอรุ่นน้องคนนี้เดินเข้าไปแนะนำตัว แล้วคุณหนูหลินก็รีบลุกขึ้น ก็น่าจะพอเดาได้ว่าเธอไม่ได้ชอบเขาครับ”
“จริงหรือเปล่า”
จะเอาคำตอบให้ได้เลยใช่ไหมครับคุณชาย “จริงแท้แน่นอนครับคุณชาย”
เสิ่นมู่หานเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง พอเห็นสภาพปากกาแล้วก็สั่งการลูกน้องคนสนิท “ไปเอาปากกาอีกด้ามมาให้ฉันทีอาเฟย”
“ครับคุณชาย”