พี่ชายและน้องสาว
พี่ชายและน้องสาว
โจวเจ๋อหย่วนไปทำงานแล้ว แต่หลินฮุ่ยยังคงนั่งอยู่ที่ห้องโถงใหญ่เธอคิดไตร่ตรองเรื่องราวที่ประเดประดังเข้ามา ทีละเปลาะทีละจุดทีละเรื่อง ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างคนที่ตั้งสติได้แล้ว
หญิงสาวล้วงเอากระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเป็นเบอร์โทรศัพท์พี่ชายที่แท้จริงของเธอนั่นเอง นอกจากชื่อกับเบอร์โทรแล้วเธอก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ไม่รู้ว่าหลิวอวี่ถิงไม่อยากบอกหรือเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
“โทรหาพี่ชายก่อนก็น่าจะดี อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่ามีญาติสายเลือดเดียวกันบนโลกใบนี้” ไวเท่าความคิดเธอก็รีบเดินกลับเข้าห้องแล้วยกกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากตู้ของสหายรัก
“เธอจะไปไหนเหรอฮุ่ยฮุ่ย ไม่พักต่ออีกสักวันสองวันเหรอ”
“เธอคงได้ยินเรื่องที่ฉันคุยกับพี่โจวแล้วใช่ไหม” เห็นสหายรักพยักหน้าเธอก็พูดออกมาอย่างคนที่สติแจ่มชัด “ฉันคิดว่าเรื่องการหมั้นหมายระหว่างฉันกับพี่โจว มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกยกเลิก แล้วเปลี่ยนเป็นหลิวอวี่ถิงแทน”
“แต่เธอก็รู้สึกดีกับพี่ชายฉันไม่ใช่เหรอฮุ่ยฮุ่ย” เธอรู้ว่าสหายรักคนนี้ยังไม่ได้รักพี่ชายของเธอ เพียงแต่ทำตามที่ผู้ใหญ่ในตระกูลสั่งก็เลยต้องหมั้นหมายกัน
“พี่ชายเธอเป็นคนดีนะฟางฟาง แต่เธอก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่าฉันไม่ใช่คนตระกูลหลิวอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้แม้แต่ที่พักฉันก็ยังไม่มีเลย”
โจวฟางเงียบไปอึดใจ ก่อนจะยอมปล่อยสหายรัก “ก็ได้ แต่ฉันก็ยังอดเป็นห่วงเธอไม่ได้อยู่ดี ให้ฉันไปกับเธอดีไหม”
หลินฮุ่ยส่ายหน้าช้าๆ แต่ก็ยิ้มอ่อนโยนให้โจวฟาง “ได้เวลาที่จะต้องเติบโตแล้วฟางฟาง เธอไม่ต้องห่วงฉันนะ ยังไงฉันก็เติบโตที่ปักกิ่งมาตั้งแต่เด็ก มีที่ไหนบ้างที่ไม่เคยไป”
โจวฟางกอดสหายรักเอาไว้ เธอทั้งรักทั้งเป็นห่วง เพราะตั้งแต่เด็กฮุ่ยฮุ่ยก็ต่อสู้กับโชคชะตามาตลอด ความรักคือสิ่งที่เธอน่าจะโหยหาที่สุด แต่ก็ถูกฉาบเอาไว้ด้วยฉากหน้าที่เข้มแข็งราวกับว่าอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นที่รักของคนในบ้าน “ฉันรู้ว่าเธอเก่ง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี”
“เอาไว้ฉันหาที่พักได้แล้วจะโทรมาบอกนะ แล้วตอนนั้นพวกเราค่อยนัดกันไปตั้งแผงขายของ ดีไหม”
คราวนี้ดวงตาของโจวฟางเป็นประกายขึ้นมาทันที “ดีสิ ดีมากๆ เลย ฉันจะรอให้เธอโทรมานะฮุ่ยฮุ่ย”
“อืม ตอนนี้จะปล่อยให้ฉันไปได้หรือยัง”
“ได้ๆๆ ไปเลยแม่คนเก่ง”
ฮุ่ยฮุ่ยหัวเราะร่วนออกมาได้ในที่สุด ชีวิตของเธอถ้าไม่กล่าวถึงคนตระกูลหลิว นอกนั้นก็ไม่นับว่าแย่สักเท่าไหร่หรอก และเธอจะใช้สิ่งเหล่านี้ที่เธอมีในตอนนี้ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคง
ค่ายจิ้นหนาน แถวชานเมืองกว่างโจว ย้อนกลับไปห้าวัน ก่อนที่หลินฮุ่ยจะฟื้นและก่อนที่เธอจะรู้เรื่องการสลับตัว
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
หลินอวี่เฉินที่เพิ่งฟังรายงานภารกิจจากผู้ใต้บังคับบัญชาจบ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา ขณะที่กำลังจะพูดก็มีเสียงจากปลายสายพูดมาก่อน
“เสี่ยวเฉินเหรอ นี่ป้าเจิ้งเองนะ นายรู้ไหมว่าน้องสาวของนายน่ะก่อเรื่องใหญ่แล้วนะ”
“อวี่ถิงก่อเรื่องใหญ่อะไรครับป้า” ก่อนแม่จะจากไป ท่านได้บอกความลับบางอย่างกับเขา ทำให้หลังจากจัดการงานศพท่านแล้ว เขาก็ได้ฝากอวี่ถิงเอาไว้กับป้าเจิ้งที่อยู่ข้างบ้านพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ จากนั้นเขาก็ไม่เคยกลับไปบ้านหลังนั้นอีกเลย ซึ่งที่นั่นเป็นบ้านของคุณตาที่ได้มอบให้กับคุณแม่ ส่วนบ้านของทางฝั่งตระกูลหลินนั้นอวี่ถิงไม่เคยรู้มาก่อน
“ตอนกลางเดือนมิถุนายนก่อนจะสอบจบปีสามน่ะสิ เกิดอุบัติเหตุกับเธอที่ห้องวิจัยของสถาบัน ถูกส่งตัวกลับมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ป้าก็คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี แต่พอฟื้นขึ้นมานิสัยก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย และต่อมาไม่นานเธอก็กลับมาบอกกับป้าว่า เธอหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอเจอแล้ว ต่อไปจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว และก็ขนของออกจากบ้านไปเลย นายคิดดูสิว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องใหญ่ไหมเสี่ยวเฉิน”
“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนครับป้าเจิ้ง” น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น นั่นก็เพราะถ้าอวี่ถิงรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธออยู่ที่ไหน ก็แปลว่าเขาก็จะได้เจอน้องสาวตัวจริงของเขาเสียที
“ก็อยู่ที่บ้านตระกูลหลิวน่ะสิ ได้ข่าวว่าเป็นคนใหญ่คนโตทีเดียวนะ ทั้งรากฐานของพวกเขาก็ทำงานการเมืองมาตลอด ตอนนี้ก็ออกข่าวครึกโครมใหญ่โต ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มี นายน่าจะได้อ่านแล้วนะ”
“ช่วงนี้ผมงานยุ่งครับป้า ไม่ค่อยได้หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเลย” ป้าเจิ้งไม่รู้ว่าเขาเป็นทหาร เขาไม่เคยบอกคนอื่นนอกจากพ่อแม่ ซึ่งก็ขอให้พวกท่านปิดบังเอาไว้เพราะตอนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่ภาคใต้ในตอนนั้นเขารับภารกิจลับเสี่ยงตายตลอด
“ถ้ามีเวลาก็ขึ้นมาที่ปักกิ่งบ้างนะ จะได้ไปเจอกับน้องสาวตัวจริงของนายด้วย ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าเธอจะมีชีวิตเป็นยังไง จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารนะ ป้าอ่านจากหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นว่าตั้งแต่เด็กปู่ย่าตระกูลหลิวก็เลี้ยงดู นี่คืออะไร นี่ก็คือพวกเขาไม่รักเธออย่างไรล่ะ ป้าอยากให้นายรีบขึ้นมาจัดการ อย่างน้อยน้องสาวตัวจริงของนายก็จะได้มีที่พึ่ง นายเข้าใจไหมเสี่ยวเฉิน”
“เข้าใจแล้วครับป้า ผมจะรีบสะสางงานทางนี้แล้วนั่งรถไฟไปปักกิ่งทันทีที่ลางานได้ครับ”
“ดีๆๆ ยังไงคนเราเลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำ รีบๆ มาล่ะ เฮ้อ! ถิงถิงคนนี้ช่างใจคอคับแคบเหลือเกิน ทั้งที่เธอก็มอบเงินเอาไว้ไม่น้อย ป้าเองก็ส่งเธอเรียนทุกอย่างที่อยากเรียน งานบ้านหรืองานหนักอะไรไม่เคยให้แตะ บทจะไปก็ไปเลย ใช้ไม่ได้ๆ”
หลินอวี่เฉินพูดกับป้าเจิ้งอีกสองสามประโยคแล้วเขาก็วางสาย จากนั้นก็เขียนรายงานการลาแล้วไปยื่นให้กับผู้บังคับบัญชา
กลับมาที่หลินฮุ่ย หญิงสาวถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กออกจากบ้านของโจวฟางในตอนสาย พอนั่งรถโดยสารเข้ามาในเขตมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ระหว่างถนนวงแหวนที่สามและสี่ เธอก็ได้ไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งที่ให้บริการโทรศัพท์
เธอกดเบอร์ตามที่เขียนเอาไว้ในกระดาษแผ่นเล็ก ไม่นานก็มีคนรับสายเธอแต่คุยกันไปครู่หนึ่งก็ได้รู้ว่าพี่ชายของเธอไม่อยู่ และเขาก็ลางานครึ่งเดือนเพื่อมาจัดการธุระที่ปักกิ่ง หญิงสาวจ่ายเงินค่าโทรศัพท์แล้วก็เดินคอตกออกจากร้านค้าแห่งนั้น
“เที่ยงแล้วไปหาอะไรกินก่อนแล้วกัน” แล้วเธอก็เดินไปที่ร้านอาหารข้างทาง สั่งบะหมี่มาหนึ่งชามแล้วก็ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะ
พลันนั้นก็ได้ยินเสียงซุบซิบมาจากโต๊ะรอบข้าง เกี่ยวกับเรื่องของเธอที่เป็นลูกสาวตัวปลอมที่ช่วงชิงตัวตนคุณหนูตระกูลหลิวมานานถึงยี่สิบปี
“เธอว่าผู้หญิงคนนั้นใช่คนในข่าวไหม” หญิงสาววัยยี่สิบนิดๆ กระซิบถามสหายร่วมโต๊ะ ซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานองค์กรเดียวกัน
หญิงสาวอีกคนแอบชำเลืองมองหลินฮุ่ย แล้วก็รีบพยักหน้าตาโตเพราะมีเรื่องให้นินทาแล้ว “ใช่ เหมือนเป๊ะเลย ดูท่าทางของเธอสิ ไม่สำนึกสักนิด ขโมยชีวิตที่สุขสบายของคนอื่นไปตั้งยี่สิบปีเชียวนะ ยังมาทำหน้าระรื่นได้อีก”
“ก็อาศัยบ้านคนใหญ่คนโตมาตั้งนานนี่นา ก็ต้องเลียนแบบท่าทางมาได้หลายส่วนอยู่แล้ว ฮึ!”
“น่ารังเกียจจริงๆ นะ ยังกล้าเสนอหน้ามาแถวนี้อีก ใครเขาไม่รู้บ้างว่าทำตัวไม่ดี ยังคิดจะแย่งคู่หมั้นของลูกสาวตัวจริงไปอีก ผู้หญิงทุกวันนี้ยางอายไม่มีกันแล้วหรือไง”
“จริงเหรอ หล่อนทำจริงๆ เหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ารังเกียจจริงๆ นั่นแหละ”
หลินฮุ่ยกำหมัดแน่น แต่ถ้าจะให้ตอบโต้คนพวกนี้ออกไป ก็ไม่มีทางสู้ได้หรอกเพราะเธอมาแค่คนเดียว อีกอย่างด้วยนิสัยของเธอการเอาคืนที่ดีที่สุด ก็คือเอาคืนเมื่อตอนที่มีกำลังมากพอและมีอำนาจพร้อม ซึ่งเธอไม่มีสองสิ่งนั้นในเวลานี้ แต่คนพวกนี้เธอจดจำหน้าตาและเสื้อผ้าชุดทำงานของพวกหล่อนเอาไว้หมดแล้ว รอก่อนเถอะ
พอลูกจ้างของร้านนำบะหมี่มาเสิร์ฟ เธอก็รีบกินแล้วก็ไปจ่ายเงินก่อนจะเดินออกไปเธอยังหันไปยิ้มหวานเยือกเย็นให้คนกลุ่มนั้นทีหนึ่ง โรงงานเหล็กกล้าสินะ ฉันจำเอาไว้แล้ว
อิ่มท้องแล้วก็มีกำลังเดินหาห้องเช่า แต่ห้องเช่าที่ใกล้มหาวิทยาลัยนั้นเต็มหมดแล้ว เธอลองคำนวณเงินที่มีติดตัว แล้วก็ต้องส่ายหน้า “มีแค่ห้าสิบหยวน ถ้าจะเช่าบ้านหลังเล็กๆ ค่าเช่าต่อเดือนคงไม่พอ เป็นแบบนี้คงต้องไปถอนเงินแล้วล่ะ” ว่าแล้วเธอก็เดินไปทางที่ตั้งของธนาคาร
เมื่อไปถึงก็นำเอาสมุดเงินฝากที่ซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าที่เย็บเอาไว้อย่างดีออกมา เงินในสมุดบัญชีเล่มนี้เป็นเงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาหลายปี จากการเขียนบทความและเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ ซึ่งคนตระกูลหลิวหรือแม้แต่สหายรักก็ไม่รู้ นั่นก็เพราะมันคือหลักประกันเดียวในชีวิตของเธอนั่นเอง
เธอถอนเงินออกมาหนึ่งพันหยวน แล้วถึงเดินออกจากธนาคารมาด้วยสีหน้าที่มั่นใจกว่าเดิม
“เช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ก็น่าจะดีกว่า จะได้ปลูกผักเอาไว้ทำอาหารกินเอง ช่วยประหยัดไปได้เยอะ” พึมพำกับตัวเองแล้วก็เดินมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเล็กที่เธอหมายตาเอาไว้
ขณะที่เธอกำลังจะเคาะประตูบ้านหลังเล็กที่ประกาศให้เช่าอยู่นั้น ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเธอ
“ฮุ่ยฮุ่ย!”
หญิงสาวหันกลับไปทันที และก็ได้เห็นผู้ชายตัวสูงผิวสีแทน เขาดูดีและหล่อเหลาแถมยังมีส่วนคล้ายเธอย่างเห็นได้ชัด
“คุณคือพี่ใหญ่หลินอวี่เฉินหรือคะ” แม้จะรู้จักชื่อของเขาแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรมากกว่านั้น ทำให้เธอยืนจดๆ จ้องๆ เขาไม่วางตา
“ใช่” เขาเดินมาหยุดห่างจากน้องสาวแค่หนึ่งก้าวเท่านั้น แล้วก็ยื่นมือออกไปลูบหัวของเธอ “ในที่สุดพี่ก็หาเธอเจอเสียที เธอจะเรียกว่าพี่ใหญ่หรือเรียกว่าพี่อวี่เฉินก็ได้นะฮุ่ยฮุ่ย” ว่าแล้วก็ฉวยเอากระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กมาจากมือน้องสาวที่เพิ่งได้คืนกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว ซึ่งเหลือแค่เขากับเธอแล้ว
“พี่อวี่เฉิน พี่ใหญ่” หลินฮุ่ยเอียงคอเล็กน้อยมองพี่ชายที่เพิ่งได้มา ในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมาได้เสียที
นัยน์ตาของหลินอวี่เฉินแดงก่ำเพราะท่าทางเอียงคอแล้วก็รอยยิ้มนี้ เหมือนผู้เป็นแม่ที่จากไปมากเหลือเกิน “เธอเหมือนแม่มากนะฮุ่ยฮุ่ย ไม่แปลกเลยที่ก่อนแม่จะจากไปได้บอกกับพี่ว่าให้ตามหาเธอให้เจอ แต่พี่ก็ทำผิดต่อท่านมาตลอด”
“พี่ไม่เคยกลับมาที่ปักกิ่งเลยหรือคะ ทำไมหลิวอวี่ถิงถึงตั้งท่าเป็นศัตรูกับฉันตั้งแต่ที่เห็นหน้า”
“อืม หลังจากงานศพของแม่ พี่ก็ฝากเธอไว้กับป้าเจิ้ง มอบเงินให้ก้อนหนึ่งแล้วก็ไม่เคยกลับมาที่ปักกิ่งอีกเลย” นอกจากมาทำภารกิจ ส่วนนี้เขาคิดในใจไม่ได้บอกน้องสาว
“มิน่าล่ะ เธอถึงได้ทำเหมือนฉันติดหนี้เธอ ความจริงคนตระกูลหลิวก็ไม่ได้ปฏิบัติกับฉันดีหรอกนะ เธอจะมาโกรธฉันทำไมกัน” เธอว่าแล้วก็ย่นจมูก อากัปกิริยาเช่นนี้มักทำกับคนที่เธอรู้สึกสนิทสนมและไว้วางใจ และพี่ใหญ่คนนี้ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น
“เอาละ เธอไม่ต้องหาบ้านเช่าหรอกนะ พี่จะพาเธอกลับบ้านของเรา”
“บ้านของเราหรือคะ บ้านของเราที่หลิวอวี่ถิงเคยอยู่น่ะเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก นั่นเป็นบ้านของคุณตา ตอนที่พ่อกับแม่ได้รับการคืนความเป็นธรรม รัฐก็ได้ทยอยคืนทรัพย์สมบัติให้บ้านเรา แต่ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่ คุณย่าหรือคุณตาคุณยายก็ไม่มีใครได้กลับมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือสักคน แม้แต่ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ของพวกเราก็เช่นกัน ดังนั้นพ่อกับแม่จึงเลือกที่จะอยู่ถนนวงแหวนที่ห้าในบ้านหลังเล็กของคุณตา”
หลินฮุ่ยเดินตามพี่ชายจนมาถึงรถจี๊ปทหาร เธอถึงกับอึ้งไปเลย “พี่ใหญ่ พี่เป็นทหารหรือคะ”
“อืม ตอนนี้พอจะเปิดเผยสถานะได้แล้วเพราะไม่ต้องภารกิจเสี่ยงตายบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน ขึ้นรถเถอะ แล้วพี่จะค่อยๆ เล่าเรื่องของตระกูลเราให้เธอฟัง”
“ค่ะพี่ใหญ่”