LNCrawler

ท้องฟ้ากว้าง

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ท้องฟ้ากว้าง

หลินอวี่เฉินที่ได้รับรายงานจากหน่วยคุ้มกันที่วางเอาไว้ในปักกิ่งถึงกับนั่งไม่ติดที่ เพราะการพาหลิวฮ่าวออกไปปั่นจักรยานเล่นของน้องสาว ทำให้มีตัวปัญหาสองคนไปโผล่ที่ทะเลสาบแห่งนั้น

“ไอ้เด็กแซ่จ้าวทำไมยังไปที่นั่นอีก ยังมีเสิ่นมู่หานอีกคนที่ตามไปเป็นหมาหวงก้าง ฮึ!” ว่าแล้วก็หยิบปฏิทินตั้งโต๊ะมาดู “ตอนนี้ก็ปลายเดือนมีนาแล้ว รออีกไม่นานหรอก ไม่ว่าใครหน้าไหนที่คิดจะมาจีบน้องสาวของฉันมันต้องเจอดีแน่!” อีกไม่นานน้องสาวของเขาก็จะเรียนจบแล้ว เธอจะย้ายมาอยู่ทางนี้กับเขา ผู้ชายหน้าไหนก็อย่าได้คิดจะมาจีบเธอ

“รองหลินครับ ทำไมไม่ให้เสี่ยวหลานคอยคุ้มกันฮุ่ยฮุ่ยอย่างเปิดเผยล่ะครับ แบบนี้ก็จะได้กันคนพวกนี้ไปได้” เสี่ยวเย่นายทหารคนสนิทเอ่ยแนะนำ

“เสี่ยวหลานก็มีหลายเรื่องที่ต้องทำ อีกอย่างทางร้านค้าก็ต้องมีคนคอยดูแล”

“แต่ตอนนี้ฮุ่ยฮุ่ยรับเอาหลิวฮ่าวมาอยู่ด้วยกันแล้ว อาจจะถูกเพ่งเล็งจากคนหลายตระกูลก็ได้นะครับ”

หลินอวี่เฉินไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหา แค่เพิ่มตะเกียบมาอีกคู่เท่านั้น “เพ่งไปเถอะ เพ่งให้ตายก็ไม่มีอะไรให้ตรวจสอบหรอก”

“หรือท่านรองจะไปตักเตือนคนตระกูลจ้าวที่อยู่เซินเจิ้นดีครับ”

“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องของเด็กๆ ขืนไปพูดแบบนั้น ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะคิดจริงจังขึ้นมา คราวนี้ก็ตื๊อไม่เลิก น้องสาวของฉันจะหลุดพ้นจากคำนินทาเมื่อไหร่กันล่ะ” แม้จะไม่ใช่คนของสายหลัก แต่ยังไงพวกเขาก็ยังแซ่จ้าว เขาก็ไม่อยากจะหักหน้าสหายรักบ่อยๆ

“จะว่าไปแล้วก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่เข้าตาเลยนะครับท่านรอง”

“แน่นอนว่าไม่มีเลยสักคน และก็ไม่ควรจะมีด้วย น้องสาวของฉันเพิ่งกลับบ้านมาได้ไม่นานอีกอย่างอายุก็ยังแค่ยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น ถึงไม่แต่งงานฉันก็มีปัญญาเลี้ยงเธอไปตลอดชีวิต”

“จะดีเหรอครับ อีกหน่อยท่านรองเองก็ต้องแต่งภรรยาเข้าบ้านนะครับ ปัญหาพี่สะใภ้กับน้องสามีก็มีให้เห็นบ่อยๆ ไม่ต้องดูที่ไหนหรอก แค่ในค่ายทหารของพวกเรา ก็ยังมีมาให้ได้เห็นเรื่อยๆ”

“ฉันไม่แต่งหรอก นายอยากแต่งก็แต่งไปเถอะ”

เสี่ยวเย่รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ผมก็ไม่คิดจะแต่งเหมือนกันครับรองหลิน”

“ฮึ! นายพูดไม่เข้าหูฉันสองครั้งแล้วนะ ไม่อยากแต่งนายก็ต้องแต่งแล้วล่ะเสี่ยวเย่” หลินอวี่เฉินยิ้มมาดร้ายให้ลูกน้องคนสนิท ก่อนจะเดินออกจากห้องไปที่ลานฝึก แล้วก็เรียกรวมลูกน้องในทีม จากนั้นก็มีการประลองฝีมือกันเกิดขึ้น

และคนที่โดนหนักกว่าใครเพื่อนก็คือเสี่ยวเย่ คนที่พูดไม่เข้าหูท่านรองของเขานั่นเอง

 

ทางด้านของหลินฮุ่ยกับน้องชาย ที่เดินเล่นจนเหนื่อยก็ได้เดินหาร้านขายน้ำดื่มที่ถูกใจ ซึ่งตั้งอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบสือชาฮ่ายนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่ง นั่นก็คือทะเลสาบเฉียนไห่ ทะเลสาบโฮ่วไห่และทะเลสาบซีไห่

ไม่นานเธอกับน้องชายและตัวแถมอีกสอง ก็ได้เข้ามานั่งหย่อนใจอยู่ที่ร้านขายเครื่องดื่มใกล้ๆ กับทะเลสาบเฉียนไห่ ซึ่งมีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย

“รุ่นพี่ครับ” จ้าวจื่อเฉิงที่เหนื่อยหอบจนหน้าแดง เรียกรุ่นพี่อย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่ใช่กลัวรุ่นพี่หลินคนสวยหรอก แต่กลัวสายตาของเสิ่นมู่หานและหลิวฮ่าวต่างหาก

หลินฮุ่ยวางแก้วน้ำผลไม้ลง “มีอะไรหรือเปล่ารุ่นน้องจ้าว”

“ผมได้ยินมาว่ารุ่นพี่วาดภาพเก่งมาก สนใจทำสมุดภาพไหมครับ ส่งไปที่สำนักพิมพ์ตระกูลจ้าวที่เซินเจิ้นก็ได้นะครับ”

“สมุดภาพเหรอ อืม เมื่อก่อนก็สนใจนะ แต่เห็นว่าการแข่งขันสูง แล้วกว่าจะได้รับการพิจารณาก็นานมาก บางทีก็อาจจะเงียบหายไปเลย”

“ถ้ารุ่นพี่ส่งไป ผมจะช่วยจัดการให้เองครับ อย่างน้อยถ้ารุ่นพี่ไปอยู่ทางโน้นก็จะได้มีรายได้ไปด้วยอีกทาง”

คำพูดของจ้าวจื่อเฉิง ทำเอาเสิ่นมู่หานและหลิวฮ่าวมองเขาตาขวางอีกครั้งอย่างแนบเนียนและไม่ให้หลินฮุ่ยรู้

หญิงสาวมองชายหนุ่มรุ่นน้องตรงหน้าแล้วก็คิดอยู่อึดใจ ก่อนจะยอมพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น รุ่นพี่จะลองเอากลับไปคิดดูอีกครั้งแล้วกัน”

“ดีเลยครับรุ่นพี่หลิน” เขาล้วงเอานามบัตรออกมาส่งให้ “นี่เป็นนามบัตรของผม ด้านหลังมีเบอร์ของสำนักพิมพ์ที่เซินเจิ้นด้วย หรือถ้าหากว่ารุ่นพี่ไปอยู่ทางภาคใต้แล้ว จะถือนามบัตรใบนี้ไปที่สำนักพิมพ์ก็ได้นะครับ นอกจากที่เซินเจิ้นแล้วก็มีกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ อีกหลายแห่ง รุ่นพี่ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่นได้เลยครับ”

หลินฮุ่ยที่ส่งผลงานให้กับสำนักพิมพ์ที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วแต่เธอไม่อยากพูดให้คนนอกฟังสักเท่าไหร่ ก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วหยิบนามบัตรมาเก็บเอาไว้ในกระเป๋าสะพายใบเล็ก “ขอบใจนายมากนะรุ่นน้องจ้าว”

“ไม่ต้องขอบใจผมหรอกครับรุ่นพี่ ยังไงพวกเราก็ไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย ไม่ว่าจะเป็นคุณตาของรุ่นพี่ หรือพี่ชายของรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับญาติผู้พี่ของผม ก็ล้วนเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว”

หลินฮุ่ยมองแววตาซื่อตรงของจ้าวจื่อเฉิงแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาแผ่วเบา “แต่นายนิสัยไม่ค่อยเหมือนพี่จ้าวเลยนะรุ่นน้อง”

“ผมกับญาติผู้พี่จะเหมือนกันได้ยังไงล่ะครับ บ้านของผมไม่ได้มีความกดดันมากมายขนาดนั้นหรอกนะ ผมก็เลยมีนิสัยแบบนี้” เสียงหัวเราะกับรอยยิ้มหวานๆ ของรุ่นพี่ ทำเอาเขาต้องลูบท้ายทอยแก้เก้อ ใบหูก็ยังแดงนิดๆ อย่างน่าเอ็นดู

“นิสัยแบบนี้ก็ดีนะ เปิดเผย จริงใจ น่าคบหาเป็นสหาย”

คำพูดนี้ของหลินฮุ่ยตอนต้นประโยคทำเอาชายหนุ่มทั้งสองใจเต้นผิดจังหวะไปคนละแบบ พอมาถึงท้ายประโยคก็ยังทำเอาพวกเขาใจเต้นไม่เป็นจังหวะอีกตามเคย

หลิวฮ่าวมองหน้าพี่ชายแซ่เสิ่นที่ตีหน้านิ่งแต่แววตาคอยลอบมองพี่สาวของเขา แล้วก็มองพี่ชายแซ่จ้าวคนซื่อที่ความรู้สึกทุกอย่างแสดงออกมาชัดทางแววตาและสีหน้า เขาคงต้องหาเบอร์โทรศัพท์ของพี่ใหญ่แล้วล่ะ จะได้รายงานให้พี่ใหญ่ทราบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

กว่าจะปั่นจักรยานถึงบ้านก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว หลินฮุ่ยโบกมือให้พี่ชายข้างบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะพาน้องชายเดินเข้าบ้าน

หลิวฮ่าวที่เอารถจักรยานไปเก็บแล้ว รีบวิ่งตามพี่สาวจนทัน “ทำไมวันนี้พวกเขาไปโผล่ที่นั่นได้ล่ะครับพี่สาว ผมว่าบรรยากาศมันแปลกๆ นะ”

หลินฮุ่ยมองสีหน้าเจ้าเล่ห์ของน้องชายแล้วก็บีบแก้มเขาไปหนึ่งที “นายอยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะฮ่าวฮ่าว”

“ผมว่าพวกเขาชอบพี่แน่ๆ เลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ดั้นด้นไปถึงสือชาฮ่ายหรอก”

“นายนี่นะ นับวันจะทำตัวเหมือนพี่ใหญ่ พวกเขาจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ใช่เรื่องของพี่สาวนายหรอกนะ”

“เอ๋ คิดแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอครับพี่สาว ถ้าไม่ชอบก็ต้องรีบบอกพวกเขาไปนะครับ”

หลินฮุ่ยกอดคอน้องชายแล้วก็ชี้ออกไปบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ ที่เริ่มมีดวงดาวนิดหน่อย “นายเห็นนั่นไหมฮ่าวฮ่าว”

“เห็นสิ” พี่สาวกอดคอเขาแบบนี้ ทำให้เด็กหนุ่มยิ้มอย่างพอใจเพราะตอนเขาเป็นเด็กพี่สาวก็ทำแบบนี้กับเขา “แล้วมันมีอะไรบนนั้นครับ”

“มันกว้างใหญ่ไหมล่ะ”

“อื้มๆ กว้างใหญ่ไพศาลมากเลยล่ะ”

“ก็นั่นไงท้องฟ้ายังกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนั้น ชีวิตของพี่สาวนายต่อจากนี้ก็ไม่ต่างจากท้องฟ้าหรอกนะ”

“พี่พูดภาษาที่ผมเข้าใจหน่อยได้ไหม หรือว่าพี่จะเมาน้ำผลไม้ไปแล้ว” ว่าแล้วก็ส่ายหน้า

“นายนี่นะ ท้องฟ้านี้กว้างใหญ่มากแค่ไหน โอกาสที่เราจะพบเจอดวงดาวก็มากมายใช่ไหมล่ะ”

“อืม แล้วยังไงต่อครับ

“ก็เหมือนกับพี่สาวของนายยังไงล่ะ อายุก็แค่ยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น เรื่องความรักยังไม่รีบร้อน ยังมีโลกกว้างอีกมากมายรอให้ออกไปค้นหา และก็ไม่อยากถูกจำกัดอยู่ภายในบ้านที่เล็กคับแคบ ไร้อิสระ นายเข้าใจไหม” ตั้งแต่วันที่ได้เดินออกมาจากบ้านตระกูลหลิว และตอนที่ได้ออกเรือไปกับพี่ชาย เธอก็คิดเอาไว้แล้วว่าชีวิตนี้เป็นของเธอ จะต้องใช้ให้คุ้มค่า เพื่อจะได้ไม่รู้สึกผิดต่อตัวเองหรือรู้สึกเสียใจในภายหลัง

หลิวฮ่าวมองพี่สาวอึ้งๆ แต่เพียงไม่นานเขาก็ตบมือเสียงดัง “ความคิดนี้ดีมาก! ผมเอาด้วย ชีวิตนี้เป็นของเราต้องใช้ให้คุ้มค่า ดังนั้น นับจากนี้พี่ไปไหนผมก็จะไปด้วย”

“อีกหน่อยพี่ก็จะเรียนจบแล้ว ต้องไปอยู่ที่ภาคใต้กับพี่ใหญ่ นายก็จะไปด้วยเหรอฮ่าวฮ่าว ไม่เรียนให้จบก่อนเหรอ”

“เรียนก็ต้องเรียนอยู่แล้ว แต่ถ้าผมมีเงินเก็บมากๆ ก็ยังเดินทางไปเจอพี่กับพี่ใหญ่ได้ตลอดนี่ครับ ยังมีช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ฤดูร้อนอีก ช่วงนั้นแหละผมจะตามติดพี่ไปทุกที่เลยคอยดู”

“ฮึ! พูดแล้วทำให้ได้ล่ะ”

“ผมเริ่มทำไปบ้างแล้วล่ะครับ”

“หืม นายยังมีอะไรที่ไม่ได้บอกพี่สาวคนนี้หรือเปล่า”

“ก็นิดหน่อยครับพี่สาว แหะๆ” พูดพลางก็รีบเปิดประตูเรือนด้านในให้พี่สาว

หลินฮุ่ยปล่อยแขนออกจากต้นคอของน้องชาย ทำให้เขาได้เดินอย่างอิสระ “ว่ามา นายไปทำอะไรมา”

“ก็เงินที่พี่สาวให้ผมมา หลังจากจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปแล้วก็ยังเหลืออยู่อีกมาก ผมก็เลยเอาไปซื้อเสื้อผ้ามาจำนวนหนึ่งแล้วเอาไปขายต่อให้คนรู้จักที่เขาตั้งแผงขายของแถวหน้ามหาวิทยาลัย”

“แล้วนายได้กำไรมาเท่าไหร่”

เด็กหนุ่มเห็นว่าพี่สาวแค่ถามแต่ไม่ได้โกรธ จึงรีบจูงมือพี่สาวไปนั่งลงที่เก้าอี้บริเวณระเบียงโถงทางเดิน เขารีบนำเอากาน้ำชาออกมารินให้พี่สาวแล้วก็รีบนั่งลงข้างกัน “ได้กำไรมาสามร้อยครับ”

“ไม่ได้เอาเปรียบคนอื่นใช่ไหม”

“ไม่กล้าหรอกครับ รู้จักกันมานานแล้ว เขาก็ดีกับผมมากด้วย”

“แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ แต่ตอนนี้นายยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายอยู่ อย่าเพิ่งออกหน้าทำเอง”

“พี่ฟางก็แนะนำผมแบบพี่สาวเหมือนกัน”

“อย่าบอกนะว่าสินค้าพวกนี้พี่ฟางก็หามาให้นายน่ะ”

“ไม่ใช่หรอกครับพี่สาว ผมติดต่อเอง ก็คนที่รู้จักคุ้นเคยกันดีนั่นแหละครับ พวกเขาเห็นว่าตระกูลหลิวเหลือแค่ผมแล้ว ก็เลยอยากจะช่วยแต่ก็ไม่อยากแสดงตัว กลัวคนที่อยู่เบื้องหลังการโค่นล้มตระกูลหลิวจะรู้ตัวน่ะครับ”

“ดูให้ดีๆ ล่ะ เผื่อจะถูกหลอก ถ้าไม่น่าเชื่อถือก็ลองคุยกับพี่ฟางได้นะ”

“เข้าใจแล้วครับ” เขารินชาให้ตัวเองแล้วก็ยกขึ้นเป่าอย่างสบายใจ พี่สาวก็ยังคงเป็นพี่สาว ดีกับเขาเสมอ

หลินฮุ่ยมองน้องชายยิ้มๆ “ตอนนั้นพี่ก็เคยไปขายเสื้อผ้าเหมือนกัน สนุกมากเลยล่ะฮ่าวฮ่าว ตอนได้เงินมาแล้วกำเอาไว้ในอุ้งมือ หัวใจนี่เต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาเลยทีเดียว”

“พี่คงเหนื่อยมากเลยสินะครับ” แค่เขาต้องไปตามหาคนขายส่งเสื้อผ้าให้ก็เหนื่อยมากพอแล้ว พี่สาวเขาก็ตัวเล็กแค่นี้ ทั้งยังต้องไปตั้งแผงขายของอีก จะเหนื่อยแค่ไหนกันนะ

“เหนื่อยไม่นานหรอก พอเห็นเงินก็รู้สึกว่าที่ทำไปทั้งหมดมันคุ้มค่าแล้ว”

“ถ้าผมหาเงินได้แล้ว พี่สาวไม่ต้องทำอะไรแล้วนะ ผมจะเลี้ยงพี่เอง”

หญิงสาวยื่นมือออกไปยีผมน้องชายจนยุ่งเหยิง “ไม่ต้องห่วงพี่หรอกฮ่าวฮ่าว ตอนนี้พี่ไม่ลำบากอะไรแล้ว”

“พี่ก็พูดแบบนี้ตลอดนั่นแหละ”

“นายนี่นะ รีบกลับไปพักเลย พรุ่งนี้ยังต้องไปวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืดนะ”

“ครับๆๆ ผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ พี่เองก็อย่านอนดึกนะ”

“นายนี่นะ นิสัยเริ่มจะเหมือนพี่ใหญ่เข้าไปทุกที”

พอคล้อยหลังน้องชายไปแล้ว รอยยิ้มที่มีอยู่ตลอดเวลาของหลินฮุ่ยก็หายไป หญิงสาวเอนหลังไปกับพนักพิงของเก้าอี้ มองท้องฟ้ากว้างแล้วก็คิดถึงการกระทำบางอย่างของพี่ชายข้างบ้าน วันนี้แม้เขาจะยังคงรักษาอาการเอาไว้ได้ก็จริง แต่พอเห็นจ้าวจื่อเฉิงเธอก็สังเกตเห็นระลอกคลื่นบางอย่างในแววตาของเขาอย่างชัดเจน

“หวังว่าชีวิตของฉันจะไม่ยุ่งเหยิงเหมือนชีวิตของโจวฟางนะ” กระทั่งตอนนี้สหายรักของเธอก็ยังคงถูกตามตื๊อไม่เว้นวัน ทั้งที่ทางฝั่งตระกูลฉางประกาศออกมาแบบนั้นแล้ว จากคนที่เคยร่าเริงสดใส ก็กลายเป็นคนเงียบขรึมและพูดน้อยจนเธอสงสารจับใจ

“กำลังทำอะไรอยู่เหรอฮุ่ยฮุ่ย” หลินอวี่เฉินนั่นเองที่ส่งเสียงสื่อสารกับน้องสาวที่อยู่ห่างกันสองพันกว่ากิโลเมตร

“นอนดูดาวอยู่ค่ะพี่ใหญ่ กะว่าอีกสักหน่อยจะเข้าไปปลูกต้นหนานมู่ต่อในแหวนมิติ แล้วก็จะเริ่มหมักข้าวทำเหล้าไป๋จิ่วดูสักหน่อย อยากลองว่าข้าวฟ่างแดงกับข้าวสาลีที่ปลูกในแหวนมิติจะทำเหล้าออกมาคุณภาพดีแค่ไหน”

“พักบ้างก็ได้นะ พี่ได้ฟังรายงานจากลูกน้องมาแล้ว วันนี้เธอพาฮ่าวฮ่าวไปเดินเล่นที่ทะเลสาบสือชาฮ่ายมาเหรอ”

“พาเขาไปเปิดหูเปิดตานิดหน่อยค่ะ พรุ่งนี้ตอนเช้าก็จะพาไปวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืดเลย ฝึกเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยจะได้เก่งๆ ป้องกันตัวเองและเอาตัวรอดได้”

“ให้เขาออกกำลังกายไปก่อน ค่อยฝึกทักษะการต่อสู้ให้นะ อืม เอาเป็นว่าเธอพาเขาออกกำลังกายให้ร่างกายพร้อมเสียก่อน ถ้าพี่ลาได้จะไปฝึกฮ่าวฮ่าวให้เอง”

“ได้ค่ะ พี่ใหญ่ พี่รู้อะไรไหมคะ” เธอคุยในใจกับพี่ชาย แต่สายตามองสำรวจไปทั่วบ้านและยังส่งประสาทสัมผัสออกไปตรวจสอบทุกซอกทุกมุม ก่อนจะพูดต่อ “เขาเริ่มจะเหมือนพี่เข้าไปทุกทีแล้วนะคะ”

หลินอวี่เฉินที่เพิ่งได้ฟังรายงานเพิ่มเติมจากลูกน้อง ทำให้เขารู้ว่าหลิวฮ่าวทำหน้าที่ได้ดีมาก จึงหัวเราะออกมา “เหมือนพี่ แล้วไม่ดีเหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“ก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่เริ่มจะคุมเข้มฉันแล้วนี่สิคะ ใครเข้าใกล้ฉันไม่ได้เลย คอยทำตาขวางตาดุใส่ตลอด”

“ก็ดีแล้วนี่ ผู้ชายพวกนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะจริงใจสักแค่ไหน ฮ่าวฮ่าวทำแบบนั้นก็ถูกต้องแล้ว”

“เฮ้อ! ฉันจะพูดยังไงดี พวกเขาก็แค่คนรู้จักเองนะคะพี่ใหญ่”

“พี่ก็เคยบอกเธอไปแล้วนี่ฮุ่ยฮุ่ย ประสบการณ์เธอยังน้อย ยังไงผู้ชายพวกนั้นที่เข้าหาเธอก็คิดไม่ซื่ออยู่หลายส่วน มีฮ่าวฮ่าวอยู่ด้วยพี่ก็วางใจได้ระดับหนึ่ง”

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”

หลินอวี่เฉินที่พาลูกน้องออกมาฝึกพิเศษ กำลังนอนเล่นอยู่บนต้นไม้บนเกาะร้างแห่งหนึ่งได้แต่ยิ้มมุมปาก “ถ้าเขาจบมัธยมปลายแล้ว มาเป็นทหารก็คงจะดี”

“ก่อนกลับห้องเขาก็พูดว่าจะตามติดฉันไปทุกที่เหมือนกันค่ะพี่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะอยากเป็นทหารหรือเปล่า บางทีอาจจะชอบทำธุรกิจก็ได้”

“ถ้าอยากทำธุรกิจก็ให้เสี่ยวหลานสอนเขา ต่อไปจะได้ไม่ลำบาก แล้วก็เรื่องแหวนมิติของเขาอย่าให้เขาบอกคนอื่นนะ เขาอายุยังน้อยบางทีอาจจะเผลอพูดออกไป”

“กำชับเอาไว้แล้วล่ะค่ะ แล้วพี่ได้ติดตามเรื่องของหลิวอวี่ถิงบ้างไหมคะ”

“ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก ยิ่งเรื่องแหวนมิติยิ่งตามสืบยาก”

“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ตอนที่ฮ่าวฮ่าวบอกว่าภายในแหวนมิติว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ฉันก็รู้สึกแปลกๆ นะคะ เป็นไปได้ยังไงที่หลิวอวี่ถิงจะไม่เอาอะไรใส่เข้าไปในแหวนมิติเก็บของ”

“เธอเป็นจิตวิญญาณที่มาจากที่อื่น ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับการเตือนก็ได้ จึงไม่ได้เก็บสมบัติหรือของมีค่าเอาไว้ในแหวน”

หลินฮุ่ยคิดตามคำพูดของพี่ชาย พลันนั้นเธอก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง “ฉันเข้าใจแล้วค่ะพี่ใหญ่ แสดงว่าจิตวิญญาณของหลิวอวี่ถิงตัวจริงนั้นได้หายไปแล้ว ดังนั้นพอหลิวอวี่ถิงคนนี้มาสวมร่างแทน แหวนมิติที่มีจิตวิญญาณจึงรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ทายาทของสองตระกูลตามกฎโบราณที่เคยมีมา มันจึงเลือกนายใหม่อีกครั้ง”

“สมกับเป็นน้องสาวของพี่จริงๆ ก็ได้แต่หวังว่าหลิวอวี่ถิงคนนี้จะไม่สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นมาในภายหลัง ไม่อย่างนั้นพี่ก็ไม่ลังเลที่จะลงมือเหมือนกัน”

สายตาของหลินฮุ่ยที่มองท้องฟ้าพลันหลุบลงต่ำ “กลัวก็แต่ว่าจะมีบางอย่างที่พวกเราไม่รู้คอยช่วยเหลือเธออย่างลับๆ น่ะสิคะพี่ใหญ่”

“ตราบใดที่หลิวอวี่ถิงไม่รนหาที่ตาย เธอก็จะได้อยู่ชื่นชมโลกนี้ไปอีกนาน”