หลี่อิง
หลี่อิง
หลินฮุ่ยคุยกับพี่ชายต่ออีกเล็กน้อยก็ตัดการสื่อสารกับเขา หญิงสาวเดินเข้าห้องนอนแล้วก็เข้ามาในแหวนมิติ
สิ่งแรกที่เธอทำทุกครั้งที่เข้ามาในมิติก็คือการเดินไปที่ห้องคลังเก็บสมบัติ ชื่นชมพวกมันอยู่สักพักจนพอใจแล้วจึงจะเดินออกมา
คืนนี้ก็เช่นกัน ดูจนพอใจแล้วก็เริ่มงานประจำอย่างการปลูกไม้หนานมู่ “เอาไปปลูกใกล้ๆ ทะเลสาบดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ตกปลามาย่างกินต่อเลย”
จากนั้นเธอก็ขนต้นกล้าไม้หนานมู่จำนวนนับพันต้น ไปที่ทะเลสาบแล้วเริ่มลงมือปลูกพวกมันอย่างขะมักเขม้น
โดยไม่ได้รู้เลยว่าขณะที่เธอกำลังทำงานอย่างขันแข็งอยู่นั้น อีกฟากฝั่งของพื้นที่ภายในแหวนมิติก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน
พอปลูกครบหนึ่งพันต้น หลินฮุ่ยก็เฝ้ามองการเจริญเติบโตของต้นหนานมู่อย่างพึงพอใจ “รดน้ำไปแค่นิดหน่อยยังเติบโตได้ตั้งห้าเมตร ถ้ารดทุกวันคงได้กลายเป็นต้นไม้โบราณแน่ๆ” ความฝันเล็กๆ ของเธอก็คืออยากจะมีบ้านต้นไม้กับเขาสักหลัง และเธอก็เริ่มวางแผนเอาไว้แล้ว รอแค่มีเวลาอยู่กับพี่ชายเธอจะให้เขาช่วยสร้างบ้านตามที่เธอออกแบบเอาไว้
จากนั้นหลินฮุ่ยก็ไปนั่งตกปลาที่ทะเลสาบ เธอหย่อนเบ็ดเพียงไม่นานก็มีปลาตัวขนาดสามชั่งมาฮุบเหยื่อ
“ปลาเฉาฮื้อ เอาเถอะถึงจะก้างเยอะแต่ก็อร่อย” หญิงสาวใช้สวิงตักปลาเฉาฮื้อขึ้นมา ปลดตะขอเบ็ดแล้วก็นำไปจัดการ ไม่นานก็นำปลาเสียบไม้ไปย่างไฟ
“แค่กลิ่นก็ไม่เหมือนกับปลาเฉาฮื้อที่มีขายอยู่ในตลาดแล้ว ไม่รู้ว่าคนที่ฝึกพลังพิเศษอย่างพี่ใหญ่กินเข้าไปแล้วจะช่วยทำให้พลังเพิ่มขึ้นหรือเปล่านะ”
คำถามของหลินฮุ่ยไร้คำตอบเพราะมีแค่เธออยู่ภายในแหวนมิติแห่งนี้เท่านั้น
เช้ามืดของวันต่อมา สองพี่น้องก็ปั่นจักรยานไปที่สือชาฮ่ายกันอีกครั้ง และพวกเขาสองคนก็ยังพบเสิ่นมู่หานที่มาวิ่งออกกำลังกายอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าเขาไม่ได้มาดักรอ
ทักทายกันตามปกติแล้ว หลินฮุ่ยกับหลิวฮ่าวก็แยกออกมาต่างหาก จากนั้นสองพี่น้องก็เริ่มออกตัววิ่งไปตามเส้นทางรอบทะเลสาบ
แต่พอวิ่งจนได้เหงื่อไปสักพัก หลิวฮ่าวก็ขยับเข้าใกล้พี่สาวแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “พี่ ผมรู้สึกว่ามีคนกำลังมองพวกเราอยู่”
หลินฮุ่ยยังคงวิ่งต่อไป แต่เห็นว่าท่าทีของน้องชายยังวิตกกังวล เธอจึงกระซิบบอกเขาเสียงเบา “ไม่ต้องห่วงหรอกฮ่าวฮ่าว มีคนคอยคุ้มกันพวกเราอยู่หลายสิบคนเลยล่ะ”
เด็กหนุ่มถึงกับตาโต แต่ไม่นานก็ปรับสีหน้าได้ “หรือว่าที่ผมรู้สึกได้จะเป็นพวกเขา”
“ไม่ใช่หรอก น่าจะเป็นคนอื่น”
เขารีบเอาตัวเข้าบังพี่สาวไว้ “พวกเรากลับบ้านดีไหมครับ จะได้ล่อคนพวกนั้นออกไปด้วย”
หลินฮุ่ยได้แต่หัวเราะออกมา ก่อนจะชี้บอกน้องชาย “รถจักรยานของพวกเราจอดอยู่ตรงโน้น วิ่งไปถึงก่อนแล้วกัน”
“ก็ได้ครับพี่สาว”
หลินอวี่เฉินที่ยังอยู่บนเกาะกลางทะเล ได้รับรายงานทางโทรศัพท์ดาวเทียมจากหน่วยคุ้มกันแล้ว จึงสั่งการออกไป “ตรวจสอบอย่างลับๆ ว่าคนกลุ่มนี้เป็นใครที่ส่งมา และพวกมันเป็นคนของใคร”
“ครับนายท่าน”
เขาเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “ฝากคำพูดของฉันไปเตือนเสิ่นมู่หานด้วย ให้เขาอยู่ห่างๆ น้องสาวของฉันหน่อย”
“รับทราบ!”
“อืม เรียกระดมพลเพิ่มอีกเท่าตัว แฝงตัวอยู่ในเงามืดโดยเฉพาะรอบๆ บ้านสี่ประสาน ผลักดันคนของเสิ่นมู่หานออกไปให้หมด”
“รับทราบ!”
เขากดวางสายไปแล้ว แต่สายตายังคงมองออกไปในทะเลอันเวิ้งว้าง “นกยูงตัวผู้นี่ช่างน่ารำคาญจริงๆ เมื่อก่อนชีวิตของฮุ่ยฮุ่ยก็หนักหนาพอแล้ว ถ้าเธอมีคนรักแล้วต้องมีเรื่องยุ่งยาก อย่างนั้นก็อย่าคิดจะเข้าใกล้เธออีกต่อไปเลย”
“รายงานครับ!” เสี่ยวเย่วิ่งมาที่หาดทรายเพื่อรายงานสิ่งที่เขากับลูกน้องในทีมไปค้นพบมา
“ว่ามา เจออะไรในถ้ำบ้าง”
“รายงานท่านรอง ข้างในมีหีบสมบัติจำนวนแปดสิบหกใบ เปิดออกแล้วเป็นทองคำแท่งทั้งหมดครับ”
“ทองคำแท่งทั้งหมดเหรอ ดีมาก! นายติดต่อไปที่ค่ายให้นำเอาเรือออกมาขนหีบสมบัติพวกนี้”
“รับทราบ!” เสี่ยวเย่ทำความเคารพแล้วก็วิ่งกลับไปที่เต็นท์เพื่อแจ้งไปยังกองบัญชาการ
หลินอวี่เฉินสั่งการลูกน้องคนสนิทแล้ว เขาก็หยิบโทรศัพท์ดาวเทียมขึ้นมาอีกครั้งเพื่อโทรหาผู้ใหญ่ระดับสูงของมณฑลภาคใต้
โดยที่รายงานยังไม่ถูกส่งไปถึงพี่ใหญ่ของหลินฮุ่ย รถยนต์คันหนึ่งก็ได้มาจอดรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าปากซอยเข้าบ้านของเธอแล้ว
หลิวฮ่าวต้องกำเบรกรถจักรยานจนตัวโก่ง เพราะรถคันใหญ่จอดขวางทางอยู่ “พี่สาว พวกเราจะเอายังไงต่อครับ”
หลินฮุ่ยล้วงเอาปากกาที่พี่สะใภ้เฉินเคยมอบให้ออกมา เธอยัดมันใส่มือของหลิวฮ่าว กระซิบบอกวิธีการใช้กับเขาอยู่อึดใจ จึงได้ก้าวลงจากรถ
“มาถึงหน้าปากซอยบ้านผู้อื่นขนาดนี้แล้ว ก็ลงมาเถอะ”
ไม่นานประตูรถก็ถูกเปิดออก รองเท้าส้นสูงสีแดงเป็นสิ่งแรกที่หลินฮุ่ยเห็น หัวสมองของเธอก็พลันคิดชื่อผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาได้ ก็คือหลี่อิง
“ได้พบหน้ากันสักทีนะคะคุณหนูหลิน” หลี่อิงยิ้มหวานที่ไม่จริงใจ ก่อนจะยื่นมือออกมาหวังจะจับมือทักทาย
หลินฮุ่ยมองอีกฝ่ายยิ้มๆ แต่ไม่ยอมยื่นมือออกไป “การกระทำของคุณหนูหลี่ ไม่ค่อยเป็นสุภาพชนเลยนะคะ ฉันไม่รู้ว่าคนธรรมดาอย่างฉันไปทำอะไรจนทำให้คุณขัดเคืองใจ”
หลี่อิงยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม “จะว่ามีก็มี หรือจะบอกว่าไม่มีก็คงไม่มี แต่ใบหน้าที่งดงามของคุณหนูหลินนี่ ทำให้คนขัดตาขัดใจได้จริงๆ นะคะ”
“จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะคะ เกิดมาหน้าตาของฉันก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว นี่ก็นับเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง”
“ฮึ!” หลี่อิงกำหมัดแน่น “ถ้าเธอยอมแต่งให้โจวเจ๋อหย่วนตั้งแต่แรก ฉันก็คงไม่ต้องมารับผลกระทบนี้หรอก”
หลินฮุ่ยสบตากับหลี่อิงแล้วก็ยิ้มเยาะที่มุมปาก “อ้อ ที่แท้ก็เจ็บปวดใจแทนคุณชายตระกูลโจวนี่เอง”
“ไม่ใช่!” อารมณ์ของหลี่อิงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
หลิวฮ่าวรีบบังตัวของพี่สาวเอาไว้ “คุณหนูหลี่ อย่าบีบบังคับผู้อื่นให้จนตรอก จนต้องเผลอหลุดปากเรื่องราวในคืนนั้นออกมาเลย คุณรู้ดีแก่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“แก! ไอ้เด็กไร้บ้านไม่มีพ่อแม่สั่งสอน ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น!”
“เรื่องของพี่สาวก็คือเรื่องของผม” เขากางแขนทั้งสองข้างออกปกป้องพี่สาวอย่างไม่กลัวตาย
หลินฮุ่ยดึงน้องชายไปไว้ข้างหลัง ในมือของเธอตอนนี้มีกระบองสองท่อนเตรียมต่อสู้อย่างพร้อมพรัก “ทางที่ดี คุณควรถอยรถออกไปนะคุณหนูหลี่”
“ฉันไม่ถอย! ยังไงวันนี้ก็ต้องคุยกับเธอให้รู้เรื่อง!”
“ถ้าจะคุยเรื่องคุณชายตระกูลโจวล่ะก็ ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณหรอกนะ เพราะฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นแล้ว”
“ไม่ใช่!” หลี่อิงที่มีลูกน้องรายล้อมเอ่ยออกมาเสียงกร้าว “ผู้หญิงหน้าด้าน ไร้ยางอายอย่างเธอ อย่าได้คิดแม้แต่จะเหยียบเข้าบ้านตระกูลเสิ่น เพราะคุณชายรองเสิ่นมู่หานเขาเป็นของฉัน!”
“อ้อ ที่แท้ก็เพราะเรื่องผู้ชายอีกคนสินะ พวกเราไปกันเถอะฮ่าวฮ่าว อ้อมไปอีกซอยแล้วกัน”
“ครับพี่สาว”
“ยังไปไม่ได้ ฉันบอกแล้วหรือว่าให้เธอไป!” หลี่อิงตะโกนออกมาเสียงดัง
“ฉันต้องรอให้เธออนุญาตด้วยหรือไง”
“จัดการหลินฮุ่ยให้ฉัน!”
“ใครกล้า!” สิ้นเสียงนี้ก็มีผู้ชายในชุดดำนับสิบคนออกมายืนขวางทางหลี่อิงกับลูกน้องเอาไว้ รังสีสังหารที่พวกเขาแผ่ออกมา ทำเอาคนที่ไร้พลังถึงกับเข่าทรุด
“คุณหนู ขออภัยที่ออกมาช้าครับ” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันโค้งเอวเกือบร้อยแปดสิบองศา
“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าพวกคุณก็ไม่ได้อยากจะเปิดเผยตัวสักเท่าไหร่ ออกมาแล้ว ยังไงก็จัดการส่งคนไปที่สถานีตำรวจหน่อยแล้วกัน ฉันกับน้องชายต้องรีบไปทานอาหารเช้าแล้วยังต้องไปเรียนอีก” ว่าแล้วก็เก็บกระบองสองท่อนเข้าไปในกระเป๋า
“ได้ครับคุณหนู เดี๋ยวผมจะเปิดทางให้” ว่าแล้วเขาก็สั่งให้ลูกน้องเข้าชาร์จตัวคนของหลี่อิงเอาไว้ ส่วนหลี่อิงนั้นมีมือสังหารหญิงในหน่วยล็อกตัวคนเอาไว้แล้ว
หลินฮุ่ยมองหลี่อิงแล้วก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ “ฉันคงอยู่คุยกับคุณหนูหลี่ไม่ได้แล้ว โชคดีนะคะ”
หลิวฮ่าวเห็นท่าทีนี้ของพี่สาว ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง “พี่สาว พี่นี่สุดยอดไปเลย” ตอนแรกเขาเตรียมสู้ตายกับคนกลุ่มนี้ไปแล้ว แต่ใครจะคิดล่ะว่าจะมีหน่วยคุ้มกันออกมาจริงๆ
“ไปเอาจักรยานมา เดี๋ยวจะไปโรงเรียนไม่ทันนะ”
“ครับๆๆ”
เสิ่นมู่หานเผยตัวออกมา หลังจากที่คนของหลินอวี่เฉินพากลุ่มคนตระกูลหลี่จากไปแล้ว “อาเฟย นายรู้ไหม ทำไมคนของหลินอวี่เฉินถึงได้มีระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถกดดันฉันได้” คำเตือนจากพี่ชายของหลินฮุ่ย ถูกส่งมาถึงเขาแล้ว
“เขาอาจจะได้รับของวิเศษอะไรเพิ่มมาอีกหรือเปล่าครับคุณชาย”
“น่าจะเป็นสมุนไพรหรือยาเพิ่มระดับพลัง” ชายหนุ่มมองไปยังกำแพงและธรณีประตูบ้านตระกูลหลิน เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้สึกว่ามันสูง แต่คำเตือนในวันนี้ ทำให้เขาต้องมุ่งมั่นมากขึ้น ไม่อย่างนั้นหลินอวี่เฉินคงไม่ยอมรับเขาแน่ๆ
อาเฟยถึงกับตาลุกวาว “หรือว่าเขาจะปรุงยาได้ครับคุณชาย”
“น่าจะเป็นอย่างนั้น คนผู้นี้ลึกลับ ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรและน่าจะเป็นเพียงแค่ฉากหน้าที่เขาต้องการให้คนอื่นเห็นเท่านั้น” คำว่าฉากหน้านี้ไม่ใช่ว่าหลินอวี่เฉินไร้พิษสง แต่ความสามารถที่แท้จริงของเขาต่างหากที่ยากจะหยั่งถึง
“แล้วคุณชายจะทำยังไงต่อครับ วันนี้ก็อุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปออกกำลังกายที่สือชาฮ่าย แต่ก็ไม่ได้วิ่งกับคุณหนูหลินเลย”
เขาเดินนำลูกน้องคนสนิทไปด้วยท่าทีที่มุ่งมั่น “ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล ก็ต้องหาวิธีระงับอาการของฉันให้ได้ ส่วนเรื่องของฮุ่ยฮุ่ยก็คงต้องรอไปก่อน”
ใบหน้าคมเข้มของอาเฟยถึงกับซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าทำแบบนั้น คุณชายต้องยอมเสียสละพลังที่บ่มเพาะมาหลายปีไปหนึ่งระดับเลยนะครับ”
“ไม่มีทางเลือกแล้ว ยังไงก็ต้องทำ” เขาไม่อยากจะบังคับเธอ อีกอย่างก็บังคับไม่ได้ด้วย ใครจะอยากบังคับคนที่รักกันเล่า
“แบบนี้คุณชายจะไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งอีกต่อไปนะครับ” สถานที่บ่มเพาะของคุณชายอยู่ในถ้ำบนแนวเทือกเขาของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ถ้าจะหาวิธีระงับอาการของตราประทับ ก็ต้องกลับไปที่นั่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจขั้นเด็ดขาด “ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่นี่ ทำงานที่ปักกิ่งให้เสร็จก่อนค่อยไป”
“แต่คุณชายจะทรมานมากนะครับ”
“ช่างมันเถอะ! ฉันทนมาได้เกือบปี ทนอีกต่อไปคงไม่ตายหรอก!”