ช่วยโจวฟาง
ช่วยโจวฟาง
หลินฮุ่ยมาถึงมหาวิทยาลัยในตอนสาย เธอตรงไปที่ห้องเรียนทันที และก็ทำให้เจอกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของสหายรักทั้งสาม
โจวฟางที่ซึมมาได้สักระยะ ก็ยังอยากรู้เรื่องของหลินฮุ่ย “คนแซ่หลี่ทำอะไรเธอหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย ทำไมเธอไม่โทรหาฉัน”
“ไม่มีอะไรหรอก จัดการเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“อะไรที่บอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว นั่นคุณหนูตระกูลหลี่ ตระกูลชั้นนำในปักกิ่งเชียวนะฮุ่ยฮุ่ย” หม่าจิ้งรีบเข้ามานั่งข้างๆ อย่างเป็นห่วง กลัวว่าสหายรักจะถูกจัดการในภายหลัง
“ก็ส่งสถานีตำรวจไง นี่ยังไม่เรียกว่าเรียบร้อยเหรอ” ว่าพลางก็หยิบหนังสือออกมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบปากกาและสมุดออกมา
“ส่งสถานีตำรวจ! โอ้ พระเจ้า นี่เธอส่งหลี่อิงไปที่สถานีตำรวจ โดยที่เธอไม่บุบสลายแถมยังมาเรียนตามปกติได้ยังไงกันฮุ่ยฮุ่ย” อู๋เสี่ยวเยี่ยนก็ยื่นหน้าเข้ามาซุบซิบ
“ไม่รู้สิ ก็ส่งไปแล้ว ไม่เห็นจะมีใครมาขวางทางไม่ให้ฉันมาเรียนหนังสือได้นี่”
ท่าทีของสหายรักทำเอาอู๋เสี่ยวเยี่ยนถึงกับต้องยกนิ้วให้ “พี่ใหญ่ของเธอนี่ ท่าจะรู้จักคนใหญ่คนโตไม่น้อยเลยนะฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่หรอก พี่ใหญ่ของฉันยังอยู่ภาคใต้อยู่เลย แค่มีคนมาเห็นฉันกับฮ่าวฮ่าวถูกคนรุมล้อมเอาไว้ ก็เลยยื่นมือเข้ามาช่วยก็แค่นั้น ไม่มีอะไรหรอก เอาละๆ กลับไปนั่งที่เถอะ อาจารย์เดินมาโน่นแล้ว”
ทั้งสามสบตากันแล้วก็กลับไปนั่งเก้าอี้ของตัวเอง แต่ภายในใจของพวกเธอนั้นเริ่มอยากรู้ขึ้นมาเสียแล้ว เส้นสายของตระกูลหลินนั้นมันหยั่งรากลึกแค่ไหนในปักกิ่ง
ตอนเย็นโจวฟางเดินออกมาหน้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับฮุ่ยฮุ่ยเพราะวันนี้ต้องรีบไปส่งพี่ชายที่สถานีรถไฟ
“ฉันคิดว่าเรียนจบแล้ว อาจจะลงไปอยู่ที่ภาคใต้กับพี่ใหญ่ พวกเราอาจจะได้เจอกันบ่อยๆ นะฮุ่ยฮุ่ย”
หลินฮุ่ยถึงกับเลิกคิ้ว “สรุปว่าเธอจะไม่แต่งให้ฉางจวินเหยียนใช่ไหม แล้วเขาจะไม่ตามเธอไปถึงภาคใต้เลยเหรอฟางฟาง”
“ตามก็ช่างเขาสิ วันก่อนในหน้าหนังสือพิมพ์ ยังเห็นเขาควงผู้หญิงคนใหม่ไปออกงานอยู่เลย คงไม่ได้คิดจริงจังกับฉันหรอก แค่กลัวจะเสียหน้าก็เลยทำเป็นมาตามตื๊อฉันก็แค่นั้น”
“ดีแล้วๆ ว่าแต่เธอเถอะ จะไปสถานีรถไฟยังไง ให้ฉันไปส่งไหม”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพ่อกับแม่ของฉันก็มารับแล้ว”
หลินฮุ่ยเดินไปที่รถที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะโบกมือให้สหายรัก “พรุ่งนี้เจอกันนะฟางฟาง”
“อืม พรุ่งนี้เจอกัน”
หลินฮุ่ยไม่ได้รับรู้เลยว่าหลังจากที่เธอก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับบ้านไปแล้วนั้น โจวฟางจะถูกฉางจวินเหยียนบังคับพาตัวขึ้นรถไป จุดหมายปลายทางไม่ใช่สถานีรถไฟเพื่อไปส่งพี่ชายแต่เป็นอีกสถานที่หนึ่ง และพ่อแม่ของโจวฟางก็รับรู้อยู่ก่อนแล้ว
กระทั่งกลางดึก เสียงโทรศัพท์ก็ปลุกหญิงสาวขึ้นมา มองดูหน้าจอก็เห็นว่าเป็นสหายรัก “ฮัลโหล ฟางฟาง มีอะไรหรือเปล่า เธอได้ไปส่งพี่ชายหรือยัง”
“ฮุ่ยฮุ่ย ช่วยฉันด้วย ฮื่อๆๆ”
หลินฮุ่ยตาสว่างทันที “เกิดอะไรขึ้นฟางฟาง ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน”
“ฉันอยู่บ้านพักบนภูเขาของฉางจวินเหยียน เขาเอารถไปรับฉันหลังจากเธอออกไปได้ไม่นาน ตอนนี้ๆๆ ฮื่อๆๆ”
แววตาของหลินฮุ่ยฉายประกายลึกล้ำขึ้นมาทันที “ใจเย็นๆ ตั้งสติแล้วค่อยๆ เล่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอยังมีฉันเสมอนะฟางฟาง”
คำพูดของสหายรักเหมือนน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งผากของหญิงสาว เธอจึงเริ่มตั้งสติแล้วปาดน้ำตา แต่ทว่าน้ำเสียงก็ยังสั่นอยู่ดี “ขะ เขาดื่มเหล้า แล้วก็ๆ ลวนลามฉัน”
“ไม่ได้ทำมากกว่านั้นใช่ไหม” น้ำเสียงของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลมากขึ้นเพื่อเป็นที่พึ่งให้สหายรัก
“มะ ไม่ ยังไม่ถึงขั้นนั้น” พูดพลางก็ดึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยขึ้นมาปิดบังส่วนสงวนเอาไว้
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”
“ในห้อง ฉะ ฉันใช้แจกันฟาดเขาจนสลบไปแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย ฉันจะทำยังไงดี ด้านนอกมีคนของเขาเต็มไปหมดเลย ฉันกลัวว่าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วจะคิดทำเรื่องนั้นอีก”
หลินฮุ่ยยกโทรศัพท์ออกห่างตัวเล็กน้อย ก่อนจะกดปุ่มบางอย่างเพื่อเช็กพิกัด เธอรีบจดมันลงในกระดาษทันที จากนั้นก็ปลอบใจโจวฟางต่อ “เธอรออยู่ที่นั่นนะ ฉันขอติดต่อคนรู้จักก่อน ยังไงตระกูลฉางก็เป็นตระกูลใหญ่ จะหักหน้าพวกเขาทันทีเลยไม่ได้”
“ได้ ฉันเชื่อเธอ แต่ว่าเธอห้ามบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ของฉันนะฮุ่ยฮุ่ย”
หัวคิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากันทันที “พวกเขาส่งเธอให้ฉางจวินเหยียนเหรอ”
“น่าจะเป็นอย่างนั้น” น้ำเสียงของโจวฟางสิ้นหวัง ความเชื่อมั่นในตัวพ่อแม่แตกสลายไปเหลือชิ้นดี
“ได้ ฉันจะไม่โทรบอกพ่อแม่เธอ” ว่าแล้วหญิงสาวก็วางสาย ก่อนจะกดเบอร์หาที่สะใภ้เฉิน
“ฮุ่ยฮุ่ย มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าคนตระกูลหลี่ยังไม่ยอมรามือ เดี๋ยวพี่สะใภ้จะบอกให้พี่เฉินของเธอไปจัดการพวกเขาให้เดี๋ยวนี้เลย”
“พี่สะใภ้เฉิน ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอกค่ะ แต่เป็นโจวฟางต่างหากที่เกิดเรื่อง” จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวให้พี่สะใภ้เฉินฟังอย่างละเอียด
“ฮึ่ม! มันน่าจะกวาดล้างไปให้หมดจริงๆ ไม่ต้องห่วงนะฮุ่ยฮุ่ย ได้พิกัดมาแล้ว เดี๋ยวพี่บอกคนในทีมไปจัดการให้”
“ถ้าช่วยฟางฟางออกมาได้แล้ว ส่งเธอไปที่บ้านเช่าของฉันที่หน้ามหาวิทยาลัยนะคะ”
“ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้จัดการไม่ยากหรอก ก็แค่คนตระกูลฉางเอง”
“ขอบคุณมากค่ะพี่สะใภ้เฉิน”
“ขอบคุณอะไรกัน เด็กคนนี้นี่ ที่ผ่านมาต้องขอบใจเธอมากกว่านะ”
“ฉันเหรอคะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย ขอบใจอะไรกัน”
“เถอะน่า เอาละไม่คุยต่อแล้ว เธอก็รีบนอนนะ รับรองพรุ่งนี้เช้าได้เจอโจวฟางแน่นอน” ของวิเศษบางอย่างที่ได้รับจากหลินอวี่เฉินทำให้สามีของเธอเพิ่มขีดความสามารถไปอีกหลายระดับเลย
หลินฮุ่ยวางสายจากพี่สะใภ้เฉินแล้ว เธอก็โทรหาโจวฟางอีกครั้ง คราวนี้สหายรักของเธอสงบสติอารมณ์ได้มากแล้ว คุยกันต่ออีกราวครึ่งชั่วโมงจึงได้วางสาย
หลิวฮ่าวตื่นตั้งแต่ตีสาม เดินผ่านประตูห้องของพี่สาวเห็นว่ายังไม่เปิด จึงได้เดินไปที่ห้องครัว กดสวิตช์เปิดไฟแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ในนั้น สภาพของเขาสะบักสะบอมไม่น้อยเลย
“พี่เสิ่น ตกใจหมดเลยนึกว่าผีหลอกเสียแล้ว พี่มาทำอะไรที่นี่ครับ” แม้จะรู้สึกไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ต้องทำใจดีสู้เสือ
“แค่แวะมาฝากคำพูดกับนายนิดหน่อยเดี๋ยวก็จะไปแล้ว”
“พี่พูดมาได้เลยครับ”
“ฝากบอกฮุ่ยฮุ่ยด้วยนะว่าพี่อาจจะไม่อยู่บ้านสักพัก ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกกับพ่อบ้านได้”
“ได้ครับพี่เสิ่น ผมจะบอกพี่สาวไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว”
“อืม ดูแลพี่สาวนายให้ดีนะ พี่ไปละ” ว่าแล้วเขาก็เดินออกจากห้องครัว จากนั้นก็กระโดดพรวดเดียวข้ามกำแพงสูงของบ้านตระกูลหลิน
หลิวฮ่าวถึงกับต้องรีบขยี้ตาเพราะคิดว่าภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้เป็นเขาที่คิดไปเองหรืออาจจะตาฝาด “นี่มันอะไรกัน มาฝากคำพูดหรือมาข่มขวัญกันแน่ ฮึ! เรื่องนี้ต้องรายงานพี่ใหญ่” เขาไปขอเบอร์โทรศัพท์ของพี่ใหญ่มาจากพี่ฟางแล้ว และก็โทรไปรายงานตัวกับพี่ใหญ่เรียบร้อยแล้วด้วย
“มีอะไรหรือฮ่าวฮ่าว”
“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่สาว แค่แมวน่ะครับ เพิ่งกระโดดออกจากห้องครัวไปเมื่อกี้นี้เองครับ”
“นายจะไปตอนนี้หรือจะเข้าครัวทำอาหารเช้า”
เขาก้มดูนาฬิกาแล้วเห็นว่ายังมีเวลา “ต้มน้ำซุปกระดูกหมูเอาไว้ก่อนดีกว่าครับ กลับมาก็ต้มเส้นบะหมี่ตักใส่ถ้วย โรยต้นหอมแล้วกินได้เลย”
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นพี่จะเดินไปดูผักที่หลังบ้านก่อนนะ”
“ครับพี่สาว”
เสิ่นมู่หานที่ยืนฟังอยู่หลังกำแพงได้แต่ยิ้มเศร้า หลิวฮ่าวก็หวงพี่สาวเหมือนกัน ไม่มีทางที่เด็กคนนั้นจะบอกเรื่องนี้กับฮุ่ยฮุ่ย ยามนี้เขาใช้พลังที่มีจนเกือบเหือดแห้งแล้ว ไม่อาจกระโดดข้ามกำแพงไปได้อีก คิดมาถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองเงาตะคุ่มมากมายที่เร้นกายนั่งประจำที่อยู่บนกำแพง แล้วก็ได้แต่เดินคอตกกลับเข้าบ้าน
ตอนเช้าหลินฮุ่ยก็พบโจวฟางที่บ้านเช่าของเธอ สภาพของสหายรักค่อนข้างดีทีเดียว เธอรีบโผเข้ากอดอีกฝ่าย “จากนี้ก็อยู่ที่บ้านหลังนี้ไปก่อนนะฟางฟาง”
“อืม ฉันกลับไปที่บ้านไม่ได้อีกแล้ว เงินก็ไม่มีสักหยวน คงต้องเป็นภาระของเธอไปอีกสักพัก”
“มันจะไม่แย่ขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวให้พี่ฟางไปเจรจาต่อรองกับพ่อแม่ของเธอให้ รับรองพวกเขาต้องมอบทั้งเอกสารและเงินออกมาให้เธอแน่นอน” เธอผละออกแล้วก็ลูบใบหน้างดงามของสหายรักอย่างปลอบประโลม
โจวฟางยิ้มทั้งน้ำตา เธอหันไปมองพี่สาวฟางหลานที่สวยสะคราญ ทว่ากำปั้นของเธอนั้นตระการตายิ่งกว่า “ลำบากพี่ฟางแล้วนะคะ”
“ไม่ลำบากสักนิด พวกเธอก็รีบไปเรียนหนังสือเถอะ ตอนเย็นกับคืนนี้จะรวบรวมสมบัติกลับมาให้เยอะๆ”
หลินฮุ่ยหยิบเอาชุดใหม่ที่ยังไม่ได้ใส่ออกมาจากกระเป๋า “ไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ ส่วนชุดนี้ก็ทิ้งไปเลย ไม่ต้องสนใจอดีต”
“ได้ ฉันเชื่อฟังเธอฮุ่ยฮุ่ย” โจวฟางรับเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาแล้วก็รีบเดินเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนชุด
หลินฮุ่ยหันไปกระซิบถามความคืบหน้ากับฟางหลาน “ทางฝั่งฉางจวินเหยียนเป็นยังไงบ้างคะพี่ฟาง”
“ตอนแรกเขาจะถูกส่งเข้าคุก แต่คนตระกูลฉางมาขอร้องเอาไว้ เบื้องบนเห็นว่าพวกเขายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็เลยปล่อยตัวออกมา คืนนี้พี่จะไปจัดการเขาให้ จะอัดให้หนักจนต้องนอนหยอดข้าวต้มหลายๆ เดือนเลย”
“ดีค่ะ อัดให้หนักเลย แล้วทางฝั่งพ่อแม่ของฟางฟาง พวกเขาจะมาหาเธอที่นี่ไหม”
“ไม่กล้าหรอก ไม่ถูกจับเข้าคุกก็ดีเท่าไหร่แล้ว ตระกูลโจวเพิ่งถูกกวาดล้างไป พวกเขายังจะมาขายลูกสาวอีก ไม่กลัวถูกจับข้อหาค้ามนุษย์ก็มาสิ อีกอย่างนะ ไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ต้องเลือกหน้าที่การงานมาก่อน เธอไม่ต้องกังวล รับรองพวกเขาจะต้องคายสมบัติของฟางฟางออกมาอย่างทุกอย่าง”
“แบบนี้ก็ดีค่ะ ตอนที่พี่ไปบ้านโจวก็เรียกร้องค่าตกใจของฟางฟางกลับมาเพิ่มให้มากหน่อยนะ”
“ไม่มีปัญหาเรื่องนี้พี่ถนัด” ถ้าไม่ยอมก็ต้องให้เห็นฤทธิ์กำปั้นของเธอ
“อ้อ ยังมีอีกเรื่อง บ้านหลังนี้พี่ช่วยไปเจรจาซื้อจากคุณชายเสิ่นมู่หานด้วยนะคะ”
ฟางหลานเลิกคิ้วน้อยๆ กับคำเรียกของฮุ่ยฮุ่ย แต่ก็ไม่คิดจะถามหาคำตอบ “เรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน เดี๋ยวจะเบิกเงินจากบัญชีของร้านมาซื้อ”
“ดีค่ะ” เธอล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ส่งให้ฟางหลาน “สตรอว์เบอร์รีจากแปลงหลังบ้าน ปลูกครั้งเดียวกินได้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ พี่ลองชิมดู แม้แต่ฮ่าวฮ่าวที่เลือกกินยังบอกว่าอร่อย”
ตาของฟางหลานเป็นประกาย “ที่แท้ก็เป็นสตรอว์เบอร์รีที่เธอปลูกเอาไว้นี่เอง”
“พี่เคยกินเหรอคะพี่ฟาง”
“ไม่เคยกินหรอก แต่เคยได้ยินท่านประธานพูดว่าสตรอว์เบอร์รีที่อดีตหัวหน้าเอาไปฝากอร่อยมาก” ของที่ผ่านมือของฮุ่ยฮุ่ยล้วนเป็นของดีทั้งนั้น
“อ้อ ในถุงนี้ราวๆ ห้าชั่ง น่าจะกินได้หลายวันนะคะ”
ฟางหลานรีบนำเอาถุงสตรอว์เบอร์รีไปเก็บเอาไว้ในห้อง ก่อนจะเดินออกมาอย่างอารมณ์ดี “พี่ไปดูที่ร้านก่อนนะ ถ้ามีอะไรต้องการเพิ่มเติมโทรบอกพี่ได้ตลอด”
หลินฮุ่ยงงนิดหน่อยกับท่าทีของพี่ฟาง แต่เธอก็ยอมพยักหน้า รอไม่นานโจวฟางก็เดินออกมาจากห้องด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่
แต่สายตาของเธอก็มองเห็นร่องรอยบางอย่างเข้า “ฟางฟางอย่าพึ่งออกไป ฉันจะช่วยกลบร่องรอยให้เธอก่อน”
ใบหน้าของโจวฟางเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด มือรีบดึงคอเสื้อขึ้นอย่างลนลาน “มีรอยเยอะไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่เยอะหรอก มีที่คอแล้วก็ตรงนี้อีกนิดหน่อย” เธอชี้ไปแถวๆ หน้าอกของสหายรัก ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเสียงเบา “ถึงเขาจะไม่ถูกส่งเข้าคุก แต่คืนนี้พี่ฟางจะไปเก็บดอกเบี้ยให้เธอ รับรองเธอต้องพอใจแน่ๆ”
ดวงตาของโจวฟางวาววับขึ้นมาทันที “ดี! ถึงเขาจะอ้างว่ารักฉัน ชอบฉัน อยากแต่งงานกับฉัน แต่ดูสิ่งที่เขาทำและไม่ฟังเหตุผลแล้ว ต้องจัดการให้หนัก”
หลินฮุ่ยหยิบเอาตลับบางอย่างออกมาจากกระเป๋า แล้วก็เริ่มป้ายลงไปบนรอยเพียงไม่นานเธอก็ยิ้มออกมา “เรียบร้อยแล้ว ไปเรียนกันฟางฟาง”
โจวฟางกอดหลินฮุ่ยเบาๆ “เธอดีกับฉันที่สุดฮุ่ยฮุ่ย”
“รู้ก็ดีแล้ว ต่อไปเธอต้องรักฉันให้มากๆ นะเข้าใจไหม” ว่าแล้วก็เชิดหน้าหัวเราะอย่างมีความสุข
“ได้ๆๆ เธอไปไหนฉันไปด้วย”
คำพูดนี้ทำเอาหลินฮุ่ยสะดุ้ง ทำไมเพียงไม่กี่วันก็มีคนพูดแบบนี้กับเธอถึงสองคน แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไปรวมตัวกันที่ภาคใต้หมดเลยเหรอ