LNCrawler

พี่ใหญ่ของน้องๆ

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

พี่ใหญ่ของน้องๆ

ฟางหลานมองผู้ชายที่เคยสง่างาม แต่กลับตกต่ำลงเพราะฤทธิ์รักที่ไม่อาจถอนตัว เขาก็คือฉางจวินเหยียนคุณชายจากตระกูลฉางนั่นเอง

“แม้คุณจะรักน้องสาวของฉันจริง แต่การกระทำของคุณนั้นไม่ถูกต้อง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เธอได้มีอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิต”

“ผมยังไม่ยอมหรอกนะ รอให้ผมหายดีก่อน ผมจะตามหาเธอให้เจอ” ฉางจวินเหยียนเอ่ยออกมาเสียงแผ่วแต่ทุกคำล้วนมุ่งมั่น

“ฮึ! เมื่อก่อนฟางฟางอาจจะอยู่ในความดูแลของตระกูลโจว แต่นับจากที่พวกเขาขายลูกสาวให้คุณ มันก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วล่ะ” พูดพลางก็เปิดดูถุงที่กวาดเอาสมบัติจากฉางจวินเหยียนมาได้มากมาย “คืนนี้ฉันขอเอาของพวกนี้เพื่อกลับไปปลอบใจฟางฟางก่อนแล้วกัน”

“คนของผม ยังไงผมต้องไปพาเธอกลับมา” ฉางจวินเหยียนได้แต่บดกรามกรอด แต่ก็ไม่มีแรงจะต่อต้านผู้หญิงบ้าดีเดือดคนนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มคนลึกลับที่เธอพามาด้วยก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ

“คนอยู่ในมือของฉันแล้ว ไม่มีทางชายตาแลคนอย่างคุณหรอก ไปละ ขอบใจมากที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” พูดจบก็กระโดดขึ้นไปยืนบนขอบหน้าต่างบานใหญ่ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปในความมืดของรัตติกาล

ฉางจวินเหยียนมองสภาพเละเทะของบ้านพักบนเขา จากนั้นก็มองลูกน้องที่สลบเหมือดไปคนละทิศละทาง “ฟางฟาง สักวันผมจะไปรับคุณกลับมาให้ได้!”

ถ้าไม่ใช่เธอเขาก็ไม่คิดจะแต่งผู้หญิงคนไหนอีกแล้ว ลงเขาไปครั้งนี้เขาคงต้องสะสางตระกูลฉางครั้งใหญ่ จะปล่อยให้พวกปลิงดูดเลือดลอยหน้าลอยตาต่อไปไม่ได้เด็ดขาด

 

เมื่อฟางหลานกลับมาถึงบ้านเช่า เธอก็นำเอาถุงผ้าสองใบไปมอบให้โจวฟาง “ถุงนี้ไปเอามาจากบ้านตระกูลโจว ส่วนถุงใหญ่นี่ไปเอามาจากคนแซ่ฉาง”

โจวฟางที่ได้รับการปลอบใจจากสหายรักอย่างหลินฮุ่ยมาทั้งวัน ทำให้อาการหวาดผวาไม่มีอีกแล้ว พอได้เห็นถุงสมบัติก็ตาเป็นประกาย

“นี่น่าจะเป็นเงินที่พวกเขาขายฉันให้ฉางจวินเหยียนแน่ๆ พรุ่งนี้ฉันจะแวะเอาไปฝากธนาคาร พอไปอยู่ภาคใต้ค่อยนำเอาออกมาใช้สร้างธุรกิจ”

“นอกจากเงินพวกนี้แล้วก็ยังมีส่วนที่พวกเขาเพิ่มมาให้อีกนะ แต่ก็ไม่มากมายเท่าไหร่ พูดตามตรงนะ พวกเขาค่อนข้างเห็นแก่ตัวทีเดียว”

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นเหมือนคนบ้านใหญ่ แต่พอผลประโยชน์มาวางตรงหน้าพวกเขาก็ขายฉันทันที”

ฟางหลานมองคุณหนูสาวที่เคยอยู่อย่างสุขสบาย แต่วันนี้โชคชะตากลับเล่นตลกกับเธอ “เรียนจบแล้วเธอจะไปอยู่กับพี่ชายจริงๆ เหรอ ที่นั่นไม่สบายหรอกนะ อีกอย่างนะฟางฟาง เธอจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าเขาจะไม่ขายเธอเหมือนพ่อกับแม่ของเธอ”

โจวฟางเวลานี้ไม่ไว้ใจใครนอกจากหลินฮุ่ย แววตาของเธอฉายแวววูบไหว “ใจจริงฉันก็อยากจะตามฮุ่ยฮุ่ยไปทุกที่นั่นแหละค่ะพี่ฟาง แต่ฉันก็รู้ว่าเรื่องราวของตระกูลหลินมีหลายเรื่องที่คนนอกอย่างฉันไม่ควรก้าวก่าย ยิ่งรู้น้อยยิ่งตายช้าลง”

“อืม ก็ไม่ได้โง่เสียทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเธอไปเริ่มต้นที่เซินเจิ้นก็ได้นี่”

“จริงด้วยค่ะพี่ฟาง นอกจากจะอยู่ใกล้ฮุ่ยฮุ่ยแล้ว ยังมีแหล่งทำมาหากินด้วย ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปที่เซินเจิ้น”

“แสดงว่ามีคนรู้จักอยู่ที่นั่นสินะ”

“เป็นรุ่นพี่ค่ะ บ้านเขาอยู่ที่เซินเจิ้นทำธุรกิจขนาดเล็ก”

ฟางหลานวางใจแล้วก็คิดจะเดินออกไปจากห้อง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดบางอย่าง “ถ้าเธอไม่ยุ่งมากนัก ใช้เวลาช่วงกลางคืนฝึกฝนร่างกายน่าจะดีนะฟางฟาง”

โจวฟางชะงักมือที่กำลังจะเปิดถุงผ้าอีกใบ แต่ไม่นานเธอก็ยิ้มรับ “ถ้าพี่เต็มใจฉันก็ยินดีจะฝึกค่ะพี่ฟาง”

“ทำไมฉันจะไม่เต็มใจล่ะ เอาละ นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบเข้านอนเถอะ”

“ได้ค่ะ”

 

ทางฝั่งของหลินฮุ่ยที่กำลังใช้ไหดินเผาชั้นดีรองน้ำสุราขาวกลั่นอย่างดี ก็ถึงกับสะดุ้งเมื่อพี่ชายติดต่อผ่านโทรจิตเข้ามา

“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือเปล่าคะ ตกใจหมดเลยนึกว่าฟ้าถล่มเสียอีก”

“ฟ้าจะถล่มก็เพราะเธอนี่แหละ แต่ก็สะใจจริงๆ นะน้องรัก พี่เพิ่งเคยเห็นตระกูลฉางถูกลูบคมก็คราวนี้แหละ”

“ฮึ! ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหน แต่ถ้าทำกับสหายรักของฉัน ก็ต้องโดนจัดการทั้งนั้น”

“ดีมากฮุ่ยฮุ่ย ตัดสินใจได้เด็ดขาดดี” ถ้าอยู่ในสนามรบน้องสาวของเขาคงจัดการได้เด็ดขาดกว่านี้ แต่นี่ยังมีกฎหมายบ้านเมืองเธอจึงละเว้นชีวิตคนพวกนั้น

“ถ้าฉันออกหน้าเองได้ คงตามไปกระทืบฉางจวินเหยียนแล้วล่ะพี่ใหญ่”

“ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันพี่จะแวะไปที่ปักกิ่ง มีเวลาอยู่กับเธอไม่ถึงห้าชั่วโมง อยากได้อะไรไหมจะได้หาเตรียมไว้ให้”

“ไม่ใช่ว่าพี่หาต้นกล้ามากมายเอาไว้ให้ฉันแล้วเหรอคะ แค่นั้นก็ดีมากแล้วล่ะค่ะพี่ใหญ่” เธอเอาไหอีกใบมารองเหล้าไป๋จิ่วที่กลั่นออกมาจากเตา “พอดีเลย ฉันเพิ่งกลั่นเหล้าออกมาได้ชุดหนึ่ง พี่กลับมาจะได้มาลองชิม ครั้งนี้หมักไม่นานดีกรีไม่แรงเท่าไหร่ แต่พี่น่าจะชอบ”

“ดีเลย จะได้เก็บเอาไว้ในปานจื่อ เธอไม่รู้หรอกว่าลูกน้องของพี่น่ะดื่มเก่งกันแค่ไหน”

“เวลาทำงานก็ทำเต็มที่ เวลาพักก็พักให้เต็มที่ใช่ไหมคะพี่ใหญ่”

“ใช่แล้วล่ะ อ้อ วันก่อนพี่ให้ลูกน้องเก็บหอยมุกป่ามาได้หลายกระสอบ เธอสนใจไหม เอาไว้แกะเล่นๆ”

“หอยมุกป่าเหรอพี่ใหญ่ มีไข่มุกเยอะไหม”

“เยอะสิ แบ่งให้พวกเขาไปแล้วแต่ก็ยังเหลืออีกเยอะเลย”

“พี่เอามาเลย แต่น่าเสียดายจริงๆ นะ ในแหวนมิติของฉันมีแต่ทะเลสาบน้ำจืด ไม่มีทะเลน้ำเค็มเลย”

“เธอนี่นะ ถ้าเทียบกับปานจื่อของพี่ เธอน่ะได้ของดีแล้วนะน้องรัก”

หลินฮุ่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองเหล้าไป๋จิ่วที่ถูกกลั่นออกมาแล้วก็คุยกับพี่ชายต่อ “วันก่อนฉันลองชิมไวน์ที่บ่มเอาไว้ในโรงบ่มไวน์ อร่อยมากเลยค่ะพี่ใหญ่ พี่มาก็เอาไปหลายๆ ถังหน่อยนะ เอาไปฝากพี่หานด้วยท่าจะดี”

“ได้ๆ เสี่ยวหลานโทรมาบอกว่าหลายวันก่อนเขาส่งอาหารทะเลตากแห้งไปให้เธอเหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“ใช่ค่ะ มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ฉันตัดใจส่งไปขายที่ร้านไม่ได้ก็เลยเก็บเข้าแหวนมิติหมดเลย”

“เก็บเอาไว้กินเองน่ะดีแล้ว มีแต่ของเกรดพรีเมี่ยมเลยนะ” เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะคิดถึงสถานที่แห่งหนึ่ง “พี่ว่าจะลองหาถ้ำรังนกดู เธอสนใจไหม”

“รังนกเหรอพี่ใหญ่ ตอนนี้พี่อยู่กลางทะเลเหรอคะ” หญิงสาวยิ่งมายิ่งตื่นเต้น

“ก็ใช่น่ะสิ ว่าไงสนใจไหม ถ้าเธอสนใจพี่จะเก็บเข้าปานจื่อทั้งหมด แต่ถ้าเธอไม่สนพี่ก็จะไม่หา”

“สนสิคะ ถ้าไม่ใช่เกาะที่มีคนสัมปทานก็เอามาเถอะ แต่ทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนนะเพราะฉันคงไม่มีเวลาทำความสะอาดพวกมันหรอก กลั่นเหล้าไป๋จิ่วเสร็จแล้วยังต้องไปปลูกต้นหนานมู่อีกสองพันต้นเลยนะ”

“เธอพูดถึงไม้หนานมู่ พี่ก็คิดได้พอดีเลยฮุ่ยฮุ่ย กลับไปครั้งนี้จะเอาเงินทั้งหมดที่ขายเฟอร์นิเจอร์ได้ไปให้เธอ แล้วก็จะไปตัดเพิ่มอีกสักสามสิบต้น”

ครานี้หลินฮุ่ยตาโตแล้วจริงๆ “ที่ตัดไปครั้งก่อนขายหมดแล้วเหรอคะพี่ใหญ่”

“หมดแล้วล่ะ พอดีมีคนมาขอซื้อเหมาเป็นต้นด้วย เขาจะเอาไปสร้างบ้าน พี่ก็เลยขายออกหมดเลย”

“แบบนี้ๆๆ” แม้แต่คุยในใจเธอก็ยังติดอ่างไปแล้ว

“หึหึ น้องรักตอนนี้เงินสดและทองคำแท่งในปานจื่อของพี่กองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ แล้วล่ะ เธอลองตรวจสอบดูนะว่าในห้องคลังเก็บสมบัติของเธอยังมีที่ว่างเหลืออยู่เท่าไหร่ ถ้าเต็มแล้วพี่จะไปสร้างห้องคลังให้ใหม่”

“พี่ใหญ่ พี่เก่งที่สุดเลย”

“ไม่เก่งได้ไงล่ะ ตอนนี้นอกจากมีน้องสาวแล้วก็ยังมีน้องชายเพิ่มมาอีกคน ก็ต้องขยันหาเงินให้มากหน่อยสิ”

“ถ้าอย่างนั้นก็หาซื้ออาหารทะเลแปรรูปที่พร้อมกินมาให้มากหน่อยนะคะ จะได้เอาให้ฮ่าวฮ่าวเก็บไว้ในแหวนมิติ เด็กคนนี้ชอบกินเป็นที่สุด ตั้งแต่ฉันออกจากบ้านหลังนั้นแก้มเขาก็ตอบลงเรื่อยๆ”

“อีกสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น”

“ฉันก็คิดอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮ่าวฮ่าวหรือฟางฟาง พวกเขาเข้มแข็งกว่าที่ฉันคิดมากเลยนะคะพี่ใหญ่”

“เธอก็อย่าห่วงแต่คนอื่นจนลืมใส่ใจตัวเองล่ะ”

“ไม่มีทางหรอกน่า ฉันน่ะรักตัวเองมากที่สุดแล้ว รองลงมาถึงค่อยเป็นพี่ใหญ่ อิอิ”

“เด็กขี้ประจบ เอาละ พี่ต้องไปทำงานแล้ว เธอก็พักผ่อนให้มากหน่อยนะ ยังไงเวลาในแหวนมิติก็ยืดหยุ่นกว่าก็พักในนั้นไปเลย ร่างกายจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง”

“เข้าใจแล้วๆ”

 

วันต่อมา หลินฮุ่ยเปิดประตูบ้านออกไปก็พบว่ามีใครบางคนยืนอยู่หน้าประตูบ้านของเธอ มองดูชัดๆ จึงรู้ว่าเป็นหลี่อิง โดยมีฟางหลานยืนคุมเชิงไม่ห่าง

“เธอมากับใครคะพี่ฟาง ไม่ใช่ว่าถูกส่งไปสถานีตำรวจแล้วเหรอ ทำไมมาถึงหน้าประตูบ้านได้ล่ะ”

“ตระกูลหลี่แบกรับพระพุทธใหญ่อย่างหลี่อิงไม่ไหว พวกเขาถูกโจมตีจากหลายทาง ก็เลยส่งหลี่อิงมาขอโทษเธอน่ะสิฮุ่ยฮุ่ย” นี่ก็ใช้เส้นสายหมดทุกทางถึงได้พาตัวออกมาได้ ยามนี้ตระกูลหลี่บอบช้ำไม่น้อยเลย

“คุณหนูหลิน เป็นฉันที่เข้าใจผิดไปเอง ขอโอกาสให้ฉันสักครั้งได้ไหมคะ” หลี่อิงคุกเข่าลงเสียงดังจนเข่าแตก เลือดไหลซึมออกมาในทันที

หลินฮุ่ยส่งสายตาให้ฟางหลาน ร่างของหลี่อิงก็ถูกพยุงให้ลุกขึ้น “ฉันไม่ใช่คนใจกว้างหรอกนะ ใครทำอะไรก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น พี่ฟางลากเธอไปไกลๆ หน่อย”

ฟางหลานยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ “ได้เลยฮุ่ยฮุ่ย พี่จะลากคุณหนูหลี่ไปวางไว้ประตูหน้าบ้านตระกูลเสิ่น เผื่อคนทางนั้นจะเปิดประตูให้เธอ”

หลินฮุ่ยได้แต่หัวเราะออกมาเสียงแผ่ว แม้แต่พี่ฟางก็ยังคอยระแวดระวังคุณชายเสิ่นมู่หานคนนั้น “ดีค่ะ คุณหนูหลี่อยากเข้าประตูบ้านตระกูลเสิ่น งั้นก็เอาเธอไปวางไว้หน้าประตูบ้านพวกเขา”

หลี่อิงส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “หลินฮุ่ย ฉันจำเธอไว้แล้ว อย่าคิดว่ามีคนคอยหนุนหลัง แล้วฉันจะทำอะไรเธอไม่ได้นะ!”

“ฮึ! นี่สิถึงจะเป็นท่าทีที่แท้จริงของคุณหนูหลี่ ไปกันฮ่าวฮ่าว”

“ครับพี่สาว” หลิวฮ่าวมองหลี่อิงอย่างสมเพช ผู้หญิงคนนี้ดูก็รู้ว่าน่าจะยังเรียนอยู่ ช่างไม่รู้คุณค่าของเวลาเลยจริงๆ ผู้ชายที่ไหนจะชอบผู้หญิงแบบนี้ มิน่าล่ะพี่ชายเสิ่นถึงได้รีบหนีออกจากบ้าน เพราะมีคนอย่างหลี่อิงคนนี้ที่จ้องจะจับเขานี่เอง

ฟางหลานวางหลี่อิงเอาไว้หน้าประตูบ้าน แล้วก็กระซิบเสียงแผ่วทว่าแฝงไอสังหารหลายส่วน “ฮุ่ยฮุ่ยเธอใจดีจึงไม่ถือสาเอาความ แต่กับฉันไม่ใช่ ถ้ายังพูดไม่ดีและมองฮุ่ยฮุ่ยด้วยสายตาแบบนั้น ตระกูลหลี่ของเธอได้ถูกตรวจสอบหนักแน่”

หลี่อิงได้ฟังแบบนั้นถึงกับสะท้านและสั่นเทาไปทั้งตัว “พะ พี่สาว ฉันจะปรับปรุงตัว จะไม่มองเธอแบบนั้นอีกแล้ว”

“แค่คำพูดฉันไม่เชื่อหรอก ต่อจากนี้ฉันจะส่งคนคอยติดตามเธอทุกฝีก้าว ถ้าเธอคิดจะทำร้ายฮุ่ยฮุ่ยเมื่อไหร่ วันนั้นก็จะเป็นวันตายของเธอ จำเอาไว้!”

หลินฮุ่ยที่นั่งรออยู่ในรถกับน้องชาย มองฟางหลานที่กำลังเดินกลับมาก่อนจะยกมุมปากขึ้นนิดๆ “ฮ่าวฮ่าว พรุ่งนี้วันหยุดนายไปช่วยพี่ทำงานที่ร้านนะ”

“ผมต้องไปอยู่แล้วนี่พี่สาว หรือว่ามีอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ทำงานเสร็จแล้ว พี่จะพาไปทานอาหารที่ภัตตาคารน่ะ”

“จริงเหรอครับ!”

“จริงสิ จะโกหกนายทำไม อยากสั่งอะไรก็สั่งได้เลย”

“พี่พูดแล้วห้ามกลับคำนะ” หลิวฮ่าวทำตัวราวกับเด็กน้อยในวันวาน ทั้งที่ความสูงของเขาตอนนี้สูงกว่าพี่สาวไปมากแล้ว

“นายนี่นะ ไม่กลับคำหรอกน่า”

“เย้! พี่ฟางๆ พรุ่งนี้พี่สาวจะเลี้ยงอาหารที่ภัตตาคารด้วยล่ะ”

“ใครๆ เขาก็รู้ทั้งนั้น มีแต่นายนั่นแหละที่ยังไม่รู้ หึหึ”

“รู้ช้ากว่าคนอื่น ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ยังไงก็จะได้กินของอร่อยที่ภัตตาคารอยู่ดี”

ฟางหลานได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไป ส่วนหลี่อิงที่ถูกทิ้งเอาไว้ที่หน้าประตูบ้านของเสิ่นมู่หานก็ได้แต่มองตามท้ายรถด้วยความเคียดแค้น เธอไม่มีทางยอมหรอกยังไงต้องหาทางแก้แค้นหลินฮุ่ยให้ได้