บะหมี่เนื้อตุ๋น
บะหมี่เนื้อตุ๋น
หลังจากคืนนั้นที่พี่ชายกลับไป หลินฮุ่ยก็ทุ่มเทปลูกข้าวฟ่างแดงกับข้าวสาลี รวมถึงสรรหาข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาทดลองปลูก จนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายตัน
นอกจากจะเก็บไว้กินแล้ว ที่เหลือเธอนำไปหมักทำเหล้าไป๋จิ่วทั้งหมด และก็ทำให้ได้เหล้าคุณภาพดีและรสชาติที่แตกต่างออกมา จนต้องขยายห้องเก็บไหเหล้าไปมากถึงห้าห้อง
เย็นวันหนึ่งของกลางเดือน พ่อบ้านที่คอยดูแลบ้านให้เสิ่นมู่หานก็มาเคาะประตูบ้านตระกูลหลิน
เขาได้มอบเมล็ดพันธุ์สมุนไพรและเมล็ดพันธุ์พืชหลายอย่างให้เธอรวมถึงคู่มือในการปลูกอีกหนึ่งเล่ม เขาบอกแค่ว่าคุณชายของเขาฝากเอาไว้ให้เธอ แล้วเขาก็รีบกลับไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก
หลินฮุ่ยที่ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของเสิ่นมู่หานและอาเฟยมาสักพักใหญ่แล้ว ก็มองสิ่งของในกล่องด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายแต่ก็รีบสลัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว
“พี่ ใครมาเหรอครับ” หลิวฮ่าวที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อวิ่งมาถามอย่างระแวดระวัง
“พ่อบ้านตระกูลเสิ่น แต่เขากลับไปแล้วล่ะ” ว่าพลางก็บุ้ยใบ้ให้น้องชายดูของในกล่องขนาดใหญ่
เด็กหนุ่มที่เริ่มมีกล้ามเนื้อและไม่ผอมแห้งเหมือนก่อนหน้า หยิบซองเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาอ่านดู ก่อนจะเบ้ปาก “เป็นวิธีการจีบผู้หญิงแบบใหม่เหรอครับพี่รอง” ตั้งแต่พี่ใหญ่มาบ้านในคืนนั้น เขาก็เปลี่ยนคำเรียกพี่สาวมาเป็นพี่รอง ซึ่งการเรียกแบบนี้เขาชอบมาก
หลินฮุ่ยมองน้องชายยิ้มๆ ก่อนจะดึงซองเมล็ดพันธุ์มาจากมือของเขา “ถ้าปลูกได้ของอร่อยออกมา แล้วจะให้นายหมดเลยเป็นไง”
“ไม่ใช่เมล็ดแตงหวานหรอกเหรอ”
หลินฮุ่ยอ่านลายมือสวยงามหนักแน่นมั่นคงบนซอง แล้วก็หัวเราะออกมา “อ้อ เป็นเมล็ดแตงหวานจริงด้วย นายชอบไหม ถ้าชอบพี่จะปลูกเยอะหน่อย”
“อะไรที่พี่รองปลูกก็อร่อยทั้งนั้นแหละ ถ้ามันสุกแล้วผมขอหนึ่งตะกร้านะ” ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รีหรือผักในแปลงหลังบ้านที่พี่สาวปลูก พวกมันล้วนรสชาติดีทั้งนั้น กินแล้วเขารู้สึกได้เลยว่าร่างกายมีพละกำลังขึ้นมาอย่างประหลาด
หลินฮุ่ยมองเมล็ดพันธุ์ในซองที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามร้อยซอง ก็ยีผมน้องชายเบาๆ “หนึ่งตะกร้าน่าจะน้อยไป เอาเป็นสิบตะกร้าแล้วกัน”
“พี่รองว่าไงผมก็ว่าตามนั้นครับ ผมไปอาบน้ำก่อนนะ”
“อืม เดี๋ยวพี่จะทำบะหมี่เอาไว้ให้นาย”
“เพิ่มเนื้อตุ๋นให้ผมด้วยนะพี่รอง อ้อ วันนี้ผมผ่านตลาดผลไม้ ซื้อแตงโมมาด้วย เดี๋ยวกินข้าวเย็นแล้วจะผ่าให้พี่ลองชิม”
“ได้ๆๆ นายรีบไปอาบน้ำเถอะ” บอกน้องชายแล้วหลินฮุ่ยก็เข้าครัว
วันก่อนเธอแวะซื้อเนื้อที่ตลาด เจอพ่อค้าขายเนื้อวัวพอดีจึงซื้อมาหลายสิบชั่ง รวมถึงกระดูกด้วย ทำน้ำซุปกระดูกวัวเอาไว้แล้ว เนื้อวัวก็ตุ๋นเอาไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน เหลือก็แต่นวดแป้งทำเส้นแบบที่น้องชายชอบ
ขณะที่กำลังนวดแป้งอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น จึงต้องวางมือแล้วกดรับ “ว่าไงคะพี่ฟาง”
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอได้ข่าวหลี่อิงหรือยัง” น้ำเสียงของฟางหลานกดต่ำ
“หลี่อิง ไม่ใช่ว่าช่วงนี้เธอสงบเสงี่ยมเจียมตัวแล้วเหรอคะ หรือว่าเธอไปคบกับตระกูลใหญ่”
“เธอยอมแต่งให้ฉางจื้อหยวนแล้ว เรื่องนี้เพิ่งถูกประกาศออกมา พรุ่งนี้น่าจะเป็นข่าวใหญ่” คนตระกูลฉางถูกฉางจวินเหยียนเก็บกวาดครั้งใหญ่ ทำให้คนที่มีอำนาจหลายคน แยกตัวออกไป หนึ่งในนั้นก็คือฉางจื้อหยวนที่ฉากหน้าทำตัวเสเพล แต่เบื้องหลังกับสมคบคิดกับกลุ่มผู้มีอำนาจหลายกลุ่ม
“แสดงว่าเธอเลือกที่จะแก้แค้นฉัน ไม่อย่างนั้นก็คงอยู่เงียบๆ”
“ตอนบ่ายคนของตระกูลหลี่มาที่ร้านค้า พวกเขามาหาซื้อของพี่ก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาเพราะเหตุผลอื่น ที่แท้ก็เป็นแบบนี้”
“ตระกูลหลี่สิ้นฤทธิ์ ไม่เหลือเส้นสายแล้ว การที่หลี่อิงเลือกวิธีนี้ก็เพื่อจะฟื้นคืนชีพให้ตระกูลของเธอ อีกทางก็อยากจะยืมมือฉางจื้อหยวนมาจัดการฉัน”
“เธอจะเอายังไงต่อ”
“ช่วงนี้ฉันค่อนข้างยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ พี่ให้คนคอยจับตาพวกเขาเอาไว้ ถ้าพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวก็ให้พี่ตัดสินใจเองได้เลยค่ะพี่ฟาง”
มุมปากของฟางหลานยกขึ้นอย่างพึงพอใจ “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ตั้งใจอ่านหนังสือไปนะ ทางนี้พี่จะจัดการเอง บางทีครั้งนี้อาจจะได้ส่งคนตระกูลฉางเข้าคุกสมใจ”
“ฉันยังคิดว่าพี่จะพูดว่า จะได้อัดคนสมใจเสียอีก”
“เรื่องนั้นเหรอ ก่อนจะส่งให้ตำรวจก็ต้องอัดให้น่วมอยู่แล้วสิ ยิ่งเขาไม่ได้อยู่กับตระกูลหลักแล้ว ทำอะไรก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ”
“แล้วแต่พี่เลยค่ะ แต่ฉันว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ใช่สาเหตุหลักที่พี่โทรมาหาฉันหรอกใช่ไหม”
“แหะๆ เธอนี่รู้ทันพี่อีกแล้ว คือว่าพี่ได้ยินท่านประธานพูดว่าเหล้าไป๋จิ่วที่เธอหมักรสชาติดีมาก เธอพอจะมีแบ่งให้พี่สักไหไหม คือเด็กในทีมของพี่พอได้ยินเรื่องนี้ก็พากันเปรี้ยวปาก”
“ว่าแล้วเชียว พอดีเลยค่ะ ฉันหมักเพิ่มอีกหลายสูตร พี่ขับรถมาเอาตอนนี้เลย”
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอดีที่สุด น่ารักที่สุดแล้วก็สวยที่สุดเลย!”
หลินฮุ่ยถึงกับหลุดขำ ไม่คิดว่าแค่เหล้าไป๋จิ่วจะทำให้ทุกคนแตกตื่นกันได้ขนาดนี้ “รีบมาค่ะ จะได้มากินบะหมี่เนื้อตุ๋นด้วยกัน”
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฟางหลานก็มาถึง หลินฮุ่ยมองสภาพอีกฝ่ายแล้วก็ต้องหัวเราะเสียงแผ่ว “ฟางฟางกินข้าวหรือยังคะ ถ้ายังจะได้ฝากบะหมี่เนื้อตุ๋นไปให้เธอด้วย”
“เธอไม่ได้คุยกับฟางฟางเหรอ วันนี้เธอไม่ได้กลับมานอนที่บ้านหลังนั้นนะ”
“ฉันก็มัวแต่ยุ่งๆ กับการเขียนวิทยานิพนธ์แล้วยังต้องเร่งอ่านหนังสือ เลยไม่ได้คุยกันเลยค่ะพี่ฟาง”
“วันก่อนฟางฟางเล่าให้ฟังว่า เธอกำลังติดต่อกับรุ่นพี่ที่อยู่เซินเจิ้น คงจะยุ่งอยู่กับการเตรียมทำธุรกิจล่ะมั้ง”
“ฉางจวินเหยียนคงจะไม่มาวุ่นวายกับเธอไปอีกหลายเดือน ฟางฟางก็เลยต้องรีบสร้างตัว” เธอเดินนำเข้าไปในห้องครัว ซึ่งน้องชายกำลังนั่งกินบะหมี่เนื้อตุ๋นอย่างสบายใจ
“กินในห้องครัวเลยเหรอฮ่าวฮ่าว” ฟางหลานร้องทักหลิวฮ่าวอย่างเอ็นดู เด็กคนนี้มีพรสวรรค์เรื่องการฝึกฝนอยู่ไม่น้อยเลย
“อยู่กันแค่สองคนนี่ครับพี่ฟาง พี่รองก็ต้องรีบกินแล้วรีบไปอ่านหนังสือ ผมเองก็ต้องรีบไปฝึกฝนร่างกาย โต๊ะในห้องครัวนี่แหละเหมาะสุด” พูดพลางก็เดินไปหน้าเตา จัดการต้มเส้นบะหมี่อย่างรวดเร็ว ตักใส่ชามแล้วก็ตักน้ำซุปกระดูกวัวมาราด แล้วก็ตามด้วยเนื้อตุ๋นเยอะๆ โรยต้นหอมนิดหน่อยก็ยกมาวางที่โต๊ะ “ฝีมือพี่รองอร่อยมากครับพี่ฟาง พี่ลองชิมดู”
“หอมมากเลย แบบนี้ต้องกินสองชาม” ฟางหลานนั่งลงแล้วก็ใช้ตะเกียบคีบเส้นส่งเข้าปาก แล้วก็ไม่พูดไม่จาอีกเลย
หลินฮุ่ยที่นั่งอยู่ระหว่างคนทั้งสองได้แต่ยิ้มแป้นเพราะอาหารที่เธอทำมีคนชอบกิน “ฉันทำเอาไว้เยอะ พี่ก็เอากลับไปฝากพี่น้องที่คอยทำงานให้ฉันด้วยนะคะพี่ฟาง”
“ได้ๆๆ เธอไม่รู้หรอกว่าทุกคนเทิดทูนเธอมากแค่ไหน” พูดแค่นั้นฟางหลานก็คีบเส้นคีบเนื้อตุ๋นเข้าปากอย่างรวดเร็วราวกับกลัวใครจะมาแย่งกิน
หลิวฮ่าวเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหลินฮุ่ยต้องลุกไปทำบะหมี่มาให้เขาเพิ่มอีกสองชาม
กินบะหมี่กันจนอิ่มแปล้แล้ว หลินฮุ่ยก็เดินนำฟางหลานไปที่ห้องเก็บเหล้าไป๋จิ่ว “พี่อยากได้กี่ไห ก็เอาไปเลยค่ะพี่ฟาง นอกจากไหละห้าสิบชั่งแล้ว ก็ยังมีมุมโน้นที่มีไหน้ำหนักร้อยชั่ง”
ฟางหลานตาเป็นประกาย น้ำลายหกจนต้องรีบเช็ด “เอาไหห้าสิบชั่งไปสักสิบไหก่อนก็แล้วกันฮุ่ยฮุ่ย แล้วจะให้เจ้าพวกนั้นหาของดีมาแลกนะ”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกค่ะ ฉันก็แค่ทดลองทำอะไรไปเรื่อยแค่นั้นเอง”
“ไม่ได้ๆ ต่อไปยังต้องรบกวนเธออีก ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาด้วย ครั้งหน้าเจ้าพวกนั้นคงไม่กล้าดื่มเหล้าของเธอแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ แล้วแต่พวกพี่เลย เดี๋ยวเอาใส่กล่องไม้ไปนะคะ”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก พี่มีที่เก็บของขนาดเล็ก” ฟางหลานเผยของสำคัญออกมาในที่สุด
หลินฮุ่ยถึงกับตาโตแต่ก็ลดเสียงลงเป็นเสียงกระซิบ “พี่ฟาง ไม่รู้เลยนะคะว่าพี่ก็มีของแบบนี้”
“ไปทำภารกิจได้มาโดยบังเอิญน่ะ แต่ก็เก็บของได้ไม่มากหรอก” ฟางหลานไม่รู้ว่าหลินฮุ่ยจะมีของแบบนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ อดีตหัวหน้าของเธอต้องมีมันแน่นอน
พอเก็บเหล้าไป๋จิ่วทั้งสิบไหเข้าไปในก้อนหินธรรมดาเรียบร้อยแล้ว ฟางหลานก็นำเอาของบางอย่างออกมาส่งให้หลินฮุ่ยสองกล่อง
“พี่เก็บเอาไว้นานแล้ว มันน่าจะยังไม่ตาย เธอลองเอาไปเลี้ยงดูนะฮุ่ยฮุ่ย”
“หอยหรือคะพี่ฟาง หอยพวกนี้มันต้องอยู่ในมหาสมุทรไม่ใช่เหรอ แล้วฉันจะเลี้ยงยังไง” ในกล่องพลาสติกขนาดใหญ่สองใบมีหอยสังข์ราชินีและหอยโข่งทะเลขนาดเล็กไม่ต่ำกว่ากล่องละพันตัว หลินฮุ่ยมองอย่างจนใจแต่ความจริงนั้นเธอดีใจสุดๆ เพราะจะได้เอาไปเลี้ยงในทะเลที่ได้มาใหม่
“เลี้ยงไม่รอดก็ไม่เป็นไรหรอก เห็นว่ามันสวยดีเธอน่าจะชอบก็เลยเอาออกมาให้”
“ฉันจะลองเลี้ยงดูค่ะ”
“อืม พี่ไปละ อ้อ ยังมีผู้คุ้มกันรอบๆ บ้านแล้วก็พวกที่นั่งอยู่บนกำแพงพวกนั้นด้วยนะ บางทีพวกเขาก็ไม่ยอมไปไหน กินข้าววันละมื้อก็มี”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะพี่ฟาง จะทำอาหารเอาไว้เผื่อผู้คุ้มกันด้วย”
ฟางหลานตบบ่าหลินฮุ่ยเบาๆ อย่างเอ็นดู “ถ้าอยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ก็จำเป็นต้องซื้อใจบริวารของพี่ชายเธอให้มาก พวกเขาจะได้ทำงานแทนเธออย่างเต็มใจ”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ เมื่อก่อนก็คิดว่าพวกเขาไม่อยากปรากฏตัว แต่พอได้ยินพี่ฟางพูดในวันนี้แล้ว เธอก็รู้สึกเห็นใจพวกเขาและก็เข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น
เธอเดินตามไปส่งพี่ฟาง จนอีกฝ่ายขับรถไปแล้วจึงเดินกลับเข้าบ้าน “พี่ใหญ่ ฉันทำอาหารกับเตรียมน้ำและผลไม้เอาไว้ให้หน่วยคุ้มกันของพี่ได้ไหมคะ”
หลินอวี่เฉินที่กำลังนั่งอยู่ในรถเพื่อเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้บังคับบัญชาที่ต่างมณฑล ถึงกับสะดุ้งแล้วก็รีบปรับสีหน้า คุยในใจกับน้องสาว “พวกเขามีหลายสิบคนเลยนะฮุ่ยฮุ่ย”
“พี่ใหญ่ วันนี้พี่ฟางเล่าให้ฟังว่าหลี่อิงยอมรับข้อเสนอของฉางจื้อหยวนแล้ว เบื้องหลังของเขาค่อนข้างลึกลับ ฉันคิดว่าเขาจะต้องส่งคนมาจัดการฉันตามคำขอของหลี่อิงแน่ๆ”
“ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก ถ้าพวกเขากล้าแตะต้องเธอ พี่จะไปถล่มรังพวกมันคืนนี้เลย”
“คนของพี่ก็มีฝีมือนี่คะ ถ้าฉันติดต่อกับพวกเขาได้บ้าง ก็น่าจะมีประโยชน์”
“แต่เธอจะเหนื่อยนะ”
“ไม่เหนื่อยหรอกคะพี่ใหญ่ ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ซับซ้อนเสียหน่อย แค่บะหมี่กับซาลาเปา ผลไม้ก็เอาเป็นสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกในแปลงหลังบ้านเป็นไง ส่วนวัตถุดิบที่ได้จากมิติก็น่าจะมีแค่เหล้าไป๋จิ่วที่ทำจากข้าวฟ่างแดงกับข้าวสาลีเท่านั้น”
“ก็ได้ ว่าแต่เธอยังมีเหล้าไป๋จิ่วเหลืออีกไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“เหลือเยอะเลยค่ะพี่ใหญ่ มีสูตรใหม่ๆ ด้วยนะคะ แต่ถ้าเป็นเหล้าไป๋จิ่วสูตรเดิมเหลืออยู่ราวๆ สามสิบไหเท่านั้น”
“เสี่ยวหลานนี่จมูกไวดีจริงๆ ถ้าอย่างนั้นอีกสามวัน พี่จะแวะไปเอาเหล้ากับเธอที่บ้านนะ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวคืนนี้จะเข้าไปหมักเพิ่มอีก”
“ดีมากน้องรัก รอบนี้จะเอาทองคำแท่ง ปูม้า หอยเป๋าฮื้อกับกุ้งมังกรไปฝากนะ”
“มีปูม้า หอยเป๋าฮื้อกับกุ้งมังกรด้วย พี่ไปเจอที่ไหนคะ”
“ไปเจอที่เกาะร้างแห่งหนึ่งน่ะ เยอะมากเลย อ้อ มีต้นมะพร้าวด้วยหามาได้แค่ห้าสิบต้นเท่านั้น”
“แค่นี้ก็เยอะมากแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันขยายพันธุ์ต่อเอง”
“เมื่อตอนเย็น พ่อบ้านตระกูลเสิ่นไปหาเธอเหรอ” ถามน้องสาวแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถ สายตาของเขาที่เห็นได้ชัดราวกับยามกลางวัน ทำให้เห็นว่ามีสายลับหลายกลุ่มที่ตามพวกเขามา
“ค่ะ เขาเอากล่องมาให้ฉันหนึ่งกล่อง ข้างในเป็นซองเมล็ดพันธุ์แปลกๆ มีเยอะมากเลยค่ะพี่ใหญ่”
นัยน์ตาของหลินอวี่เฉินฉายแววล้ำลึก “ลองปลูกดู น่าจะมีสมุนไพรหายากที่เอาไว้ปรุงยาสำหรับผู้มีพลังพิเศษ”
ดวงตาของหลินฮุ่ยเปล่งประกาย เธอเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วก็ยกกล่องของเสิ่นมู่หานมาวางบนโต๊ะ “แต่ชื่อบนซองมันเป็นชื่อของพืชผักทั่วไปนี่สิคะพี่ใหญ่”
“เธอต้องอ่านดูในคู่มือการปลูกถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร เขาน่าจะส่งคู่มือมาให้เธอด้วยใช่ไหม” ไอ้คนแซ่เสิ่นนี่ แม้ตัวคนไม่อยู่ก็ยังทิ้งของไว้ดูต่างหน้า น่ารำคาญจริงๆ
“ฉันจะลองดูค่ะ พี่ว่าฉันควรปลูกบนเกาะลอยฟ้าหรือปลูกพื้นที่ด้านล่างดีคะพี่ใหญ่”
“ปลูกบนเกาะลอยฟ้าน่าจะดีกว่านะ” ตอนที่เขาเจอของบางอย่างก็เจอบนเกาะลอยฟ้านั่นแหละ ที่นั่นน่าจะเป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กับทั้งมิติ รวมถึงคุณสมบัติพิเศษบางอย่างของฮุ่ยฮุ่ยด้วย
“พี่ปรุงยาเป็นใช่ไหมคะ”
“เป็นสิ แต่ไม่ใช่นักปรุงยาระดับสูงเหมือนเสิ่นมู่หานหรอกนะ”
“ดีแล้วค่ะ ฉันจะได้ปลูกสมุนไพรพวกนี้อย่างสบายใจหน่อย”
“ถ้าเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็อย่าลืมส่งไปให้เสิ่นมู่หานด้วยนะ จะได้ไม่ติดค้างเขา”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
บึ้ม!! บึ้ม!!
“พี่ใหญ่แค่นี้ก่อนนะคะ ข้างนอกน่าจะเกิดเรื่องบางอย่าง ฉันจะไปดูฮ่าวฮ่าวก่อน”
“เกิดอะไรขึ้น!”
“ยังไม่แน่ใจค่ะ” หญิงสาวคุยกับพี่ชายพลางก็วิ่งไปที่ห้องของน้องชาย
หลินอวี่เฉินเริ่มนั่งไม่ติดที่แล้ว “ถ้ายังไม่แน่ใจก็อย่าออกไปข้างนอกนะ โทรศัพท์หาเหล่าเฉินกับเหล่าจ้าวก่อนก็ได้”
“ค่ะพี่ใหญ่” หลินฮุ่ยตัดการสื่อสารกับพี่ชาย แล้วก็รีบเปิดประตูห้องของหลิวฮ่าวเข้าไป แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า “ฮ่าวฮ่าว! นายอยู่ไหน!!”