LNCrawler

บ้านที่แท้จริงของตระกูลหลิน

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

บ้านที่แท้จริงของตระกูลหลิน

ระหว่างที่พี่ชายเล่าเรื่องของคนในตระกูลหลินที่เป็นตระกูลสายทหารและเป็นเจ้าหน้าที่พรรคระดับสูง ทำเอาหลินฮุ่ยต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง เธอไม่เคยคิดเลยว่าความเจ็บปวดและการไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ในตอนเด็ก จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับเรื่องราวของครอบครัวที่แท้จริงของเธอ

“ถ้าพวกท่านรู้ว่าเธอเป็นเด็กดีและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พวกท่านจะต้องภูมิใจในตัวเธอมากๆ แน่”

“พวกท่านก็จะต้องภูมิใจในตัวพี่เหมือนกันค่ะพี่ใหญ่” เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เกิดจากความปีติปนเศร้าโศก

“เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีความคืบหน้าเรื่องของเธอพี่ไม่อยากจะกลับมาที่ปักกิ่งเลย แม้จะรู้ว่าพวกท่านทุกคนรออยู่ที่นี่มาโดยตลอดก็ตาม”

“พี่มีสหายอยู่ที่ปักกิ่งสินะคะ ถึงได้ให้คนตามเรื่องนี้มาตลอด”

“อืม รถจี๊ปคันนี้ก็เป็นของเขา พี่ยืมมาใช้ระหว่างที่มาจัดการธุระที่ปักกิ่งน่ะ”

“นอกจากกลับมาพบหน้าฉันแล้ว พี่ยังมีภารกิจต้องทำใช่ไหมคะพี่ใหญ่”

“มีนะ เอาไว้จัดการเรื่องของเธอลงตัวก่อน ค่อยไปทำก่อนกลับค่ายจิ้นหนานก็ได้”

หลินฮุ่ยล้วงเอาทะเบียนบ้านออกมา ก่อนจะถามพี่ชายอย่างสงสัย “ทำไมชื่อในทะเบียนถึงมีแค่ชื่อฉันล่ะคะพี่ใหญ่”

เขาเพียงปรายตามองแล้วก็เอ่ยออกมา “นั่นเป็นที่อยู่ของอวี่ถิง ก่อนที่คุณแม่จะเสียท่านได้จัดการแยกเธอออกไปน่ะ ซึ่งมันเป็นที่อยู่บ้านเก่าของคุณตาที่อยู่เขตถนนวงแหวนที่ห้า”

หญิงสาวมองเส้นทางที่มุ่งหน้าจากเขตถนนวงแหวนที่สี่ไปยังเขตถนนวงแหวนด้านใน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าในอดีตตระกูลหลินและตระกูลจางเคยยิ่งใหญ่มากแค่ไหน “แสดงว่าฉันต้องไปจัดการเรื่องทะเบียนบ้านใหม่ใช่ไหมคะ”

“อืม เรื่องนี้ไม่ยากพี่จัดการให้เธอเอง เธอแค่ย้ายเข้าบ้านตระกูลหลินก็พอแล้ว ต่อไปพี่จะพยายามกลับมาที่ปักกิ่งบ่อยๆ”

“ถ้าฉันจัดการเรื่องที่ปักกิ่งลงตัวแล้ว ฉันจะไปเยี่ยมพี่ที่ค่ายได้ไหมคะพี่ใหญ่ อ้อ ฉันลืมถามไป พี่แต่งงานมีพี่สะใภ้หรือยัง”

คำถามของน้องสาวทำเอาหนุ่มฉกรรจ์อย่างหลินอวี่เฉินถึงกับอึกอัก “ถ้าเธอจะไปเยี่ยม พี่จะได้ขอบ้านพักส่วนตัวเอาไว้ ส่วนเรื่องพี่สะใภ้น่ะยังไม่มีหรอกเพราะพี่ทำภารกิจเสี่ยงตายตลอด”

“มิน่าล่ะ พี่ถึงได้เป็นผู้พันตั้งแต่อายุ 32 ปี ถือว่าเป็นคนเก่งและมีความสามารถมากเลยนะคะพี่ใหญ่”

“พันโทหลินอวี่เฉินเลยนะฮุ่ยฮุ่ย” คำพูดยกย่องที่ออกมาจากใจจริงของน้องสาว ทำให้หลินอวี่เฉินรู้สึกภาคภูมิใจกว่าครั้งไหน ราวกับว่าคำพูดของเธอนั้นเป็นการพูดแทนคนทั้งตระกูล โดยเฉพาะคุณปู่และคุณพ่อซึ่งเป็นทหารที่ซื่อสัตย์และเสียสละเพื่อประเทศได้แม้แต่ชีวิตของพวกท่าน

“อื้ม ไม่คิดไม่ฝันเลยนะคะว่าฉันฮุ่ยฮุ่ยคนนี้จะมีพี่ชายเป็นถึงผู้พัน แบบนี้ฉันก็ไม่น้อยหน้าหลิวอวี่ถิงแล้วค่ะ”

น้องสาวพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็คิดถึงเรื่องบางอย่างที่ได้อ่านจากหนังสือพิมพ์และรายงานจากที่สหายรักหามาให้ “ว่าแต่เธอเถอะ จะเอายังไงกับโจวเจ๋อหย่วนคนนั้น พี่ดูท่าทางแล้วหลิวอวี่ถิงจะต้องแย่งคนของเธอไปแน่ๆ”

“ถ้าเขาถูกแย่งชิงได้ง่ายดายขนาดนั้น ก็ไม่คู่ควรจะเป็นคู่ชีวิตของฉันหรอกค่ะพี่ใหญ่”

“พูดได้ดี!”

 

ใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมง หลินอวี่เฉินก็ขับรถมาถึงถนนวงแหวนที่สอง พอขับรถผ่านประตูเต๋อเซิ่งเหมิน เขาก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาแต่พอหันไปมองน้องสาวเห็นว่าเธอกำลังมองมาที่เขาอย่างสนใจ ก็เลยบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้เธอฟังอีกเล็กน้อย

“จำได้ว่าตอนนั้นพี่น่าจะอายุสี่ห้าขวบ แม่พาพี่มาดูขบวนพาเหรดวันชาติ แต่พี่รู้ว่าแม่อยากพาพี่มาดูคุณพ่อที่เดินพาเหรดอยู่ในขบวนนั้นด้วย ส่วนคุณปู่ก็ได้มาร่วมพิธีทุกปีแต่นั่งอยู่ในส่วนคณะนายทหารที่เข้าร่วมพิธี แต่ทั้งคุณปู่และคุณพ่อต่างก็ได้ออกโทรทัศน์นะ มีเพื่อนบ้านหลายคนเล่าให้ฟังหลังจากนั้นน่ะ”

ดวงตาของฮุ่ยฮุ่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที “คุณปู่กับคุณพ่อก็ได้ร่วมพิธีด้วยเหรอคะพี่ใหญ่ เป็นเกียรติจริงๆ นะคะ”

“ก่อนเกิดเรื่องได้ร่วมเกือบทุกปีนั่นแหละ เธอดูตรงนั้นฮุ่ยฮุ่ย ทะเลสาบสือชาฮ่าย พ่อกับแม่ชอบพาพี่มาเดินเล่นประจำถ้าพวกท่านว่างน่ะนะ”

หญิงสาวมองตามที่พี่ชายชี้ชวนให้ดู “บรรยากาศน่าเดินเล่นจริงๆ ค่ะพี่ใหญ่ เอาไว้พวกเรามาเดินเล่นตอนเย็นดีไหมคะ กินข้าวเย็นแล้วมาเดินย่อยอาหารก็น่าจะเข้าท่า”

“ดีสิ พี่ก็ไม่ได้เดินเล่นแบบนี้นานแล้ว” เขาขับต่อไปอีกสักพักก็ชี้ชวนให้น้องสาวดู “ต้นไม้พวกนี้ตอนพี่เป็นเด็ก ต้นเล็กนิดเดียว แต่ดูตอนนี้สิเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่จนหมดแล้ว”

“ถนนผิงอันหลี่ อืม ใกล้จะเข้าเขตซีเฉิงแล้วใช่ไหมคะพี่ใหญ่ บ้านของเราอยู่ที่เขตนี้หรือคะ”

“ใช่แล้วล่ะ บ้านของคุณปู่อยู่เขตซีเฉิง ส่วนบ้านใหญ่ของคุณตาเราอยู่แถวเขตตงเฉิง วันหลังพี่จะพาเธอไปที่นั่น รับรองเธอต้องชอบแน่นอนฮุ่ยฮุ่ย”

“คุณตาไม่ได้มีบ้านอยู่ถนนวงแหวนที่ห้าเหรอคะพี่ใหญ่ ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ทำไมถึงเลือกไปพักที่นั่นล่ะคะ”

“ตอนนั้นมีการตรวจสอบหลายอย่าง บ้านในถนนวงแหวนที่ห้าของคุณตาทางรัฐส่งคืนให้ก่อนน่ะก็เลยอยู่ที่นั่นไปเลย แต่อีกเหตุผลพี่คิดว่าพวกท่านคงไม่อยากกลับมาอยู่ในบรรยากาศเก่าๆ เพราะตอนนั้นคนที่ใส่ร้ายตระกูลหลินและตระกูลจางก็ยังไม่ถูกจับไปลงโทษประหาร”

“เป็นแบบนี้นี่เอง ตอนนี้พี่ใหญ่มีบ้านกี่หลังคะ”

“ไม่เยอะหรอกแค่สิบหลังเท่านั้น”

“สิบหลังหรือคะ! อยู่ในปักกิ่งทั้งหมดไหมพี่ใหญ่”

“อืม เป็นบ้านสี่ประสานทั้งหมด ตอนแรกก็ไม่ได้มีมากถึงสิบหลังหรอก แต่พี่ตามไปซื้อจากญาติห่างๆ ของตระกูลหลินและตระกูลจางกลับมาทั้งหมดน่ะ คิดว่าตามหาเธอเจอเมื่อไหร่ก็จะโอนพวกมันให้เธอทั้งหมดเลย”

“พี่ทำงานมีเงินเยอะขนาดนั้นเลยหรือคะพี่ใหญ่ ตอนนี้บ้านสี่ประสานราคาไม่ถูกเลยนะคะ”

“ถ้าสิบปีที่แล้วก็ไม่ได้แพงมากนักหรอก พอดีตอนนั้นสหายของพี่เขาชวนลงทุนน่ะก็เลยได้เงินมาก้อนหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วเพราะเขากลับไปช่วยงานที่บ้าน” ธุรกิจใหญ่ๆ เขาไม่ได้ทำแล้ว แต่กิจการร้านค้ากับบริษัทที่ร่วมลงทุนกับสหายอีกหลายคนในเซินเจิ้นและกว่างโจวก็ยังมีอยู่ ทว่าเขาไม่ได้ออกหน้าไม่ได้มีชื่อในเอกสาร รอรับแค่เงินปันผลในแต่ละปีเท่านั้น เรื่องเหล่านี้เอาไว้ค่อยๆ เล่าให้น้องสาวฟังทีหลัง

“พี่น่าจะหาฉันเจอให้เร็วกว่านี้นะคะ ฉันจะได้ตอบแทนพี่ให้เร็วๆ” เจอกันแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น แต่เธอกลับสนิทสนมกับพี่ชายคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว ราวกับรู้จักกันมาทั้งชีวิตและเธอก็รู้ว่าสามารถวางใจเอาไว้ได้ทั้งหมด

“พี่ก็รู้สึกเสียใจมาตลอด แต่ไม่เป็นไรนะฮุ่ยฮุ่ย ต่อไปพี่จะชดเชยให้เธอทั้งชีวิตเลย”

“ฉันก็จะเป็นน้องสาวที่ดีของพี่ใหญ่ตลอดไปค่ะ”

เขามองน้องสาวยิ้มๆ ก่อนจะจอดรถจี๊ปทหารที่หน้าประตูบ้านสีแดงบานใหญ่ง “ถึงบ้านเราแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวก้าวลงจากรถตามพี่ชายมา พอมายืนอยู่หน้าประตูบ้านสีแดงเธอก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลอีกครั้ง แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ “นี่ก็คือบ้านตระกูลหลินของพวกเราหรือคะพี่ใหญ่”

“อืม ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะฮุ่ยฮุ่ย”

“ค่ะพี่ใหญ่ ในที่สุดฉันก็มีบ้านที่แท้จริงเสียที”

หลินอวี่เฉินเปิดประตูบ้านเข้าไป บรรยากาศเก่าๆ ทำให้เขาถึงกับขอบตารื้น “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทุกเดือนพี่จะให้คนมาทำความสะอาดกวาดเศษใบไม้ กวาดหิมะ ถึงหน้าฝนก็ให้คนมาคอยตรวจสอบประตูหน้าต่าง หรือไม่บางปีก็ต้องซ่อมหลังคา เธอดูสิบ้านของพวกเราไม่เก่าเลยนะฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวมองตามการชี้ชวนของพี่ชาย “ตรงนั้นเป็นห้องอะไรคะพี่ใหญ่ เหมือนมีคนมาอยู่ประจำเลยค่ะ”

“ตรงนั้นเหรอ เป็นพื้นที่ของลานบ้านชั้นวงที่หนึ่ง เมื่อก่อนเคยเป็นห้องของยามหรือทหารเฝ้าเวรยามน่ะ ส่วนอีกห้องเป็นห้องรับรองแขก ห้องสุดท้ายเป็นห้องเก็บของ ที่เธอเห็นร่องรอยว่าเคยมีคนมาอยู่ น่าจะเป็นคนงานมาพักนั่นแหละ” ว่าแล้วเขาก็เดินนำน้องสาวไปส่วนชั้นวงที่สอง

หลินฮุ่ยเดินตามพี่ชายอย่างตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะคุ้นเคยกับบ้านสี่ประสานดีอยู่แล้วเพราะคนตระกูลหลิวก็มีบ้านแบบนี้เหมือนกัน แต่นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้วและความรู้สึกมันจะเหมือนกันได้ยังไง

“ส่วนนี้เหมือนจะมีห้องเยอะขึ้นนะคะพี่ใหญ่”

“อืม ชั้นวงที่สองนี้เป็นส่วนที่คุณปู่เคยพักอาศัย แล้วยังมีห้องประชุมเวลามีงานสำคัญของพรรคในบางครั้งที่เป็นความลับด้วย แล้วที่เห็นว่ามีห้องเยอะก็เพราะเอาไว้เป็นที่พักของแขกคนสำคัญ เธออยากจะเข้าไปดูหน่อยไหม”

“เอาไว้ตอนเย็นดีกว่านะคะ ฉันอยากเห็นห้องพักของตัวเองแล้วล่ะค่ะ”

“ได้สิ ตามพี่มาที่ลานของชั้นวงที่สาม” เขาถือกระเป๋าเสื้อผ้าน้องสาวแล้วเดินนำเธอไปยังส่วนสุดท้ายที่มีห้องหับเยอะกว่าชั้นวงที่สองเกือบเท่าตัว

พอหลินฮุ่ยเดินผ่านเข้ามายังลานอีกแห่งเธอก็ต้องยิ้มตาหยี “ไม่เก่าเลยค่ะพี่ใหญ่ ฉันเริ่มจะชอบบ้านของพวกเราแล้วล่ะ”

“ห้องของเธออยู่ทางนี้ พี่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าห้องนี้ถูกเตรียมเอาไว้เพื่อเธอมาโดยตลอด ก็เลยยังไม่เคยมีคนพักมาก่อน” เขาเปิดประตูห้องพักขนาดใหญ่เข้าไป “เป็นไงชอบไหม ก่อนจะนั่งรถไฟมาที่ปักกิ่งพี่ก็โทรศัพท์บอกสหายทางนี้ให้ส่งคนมาทำความสะอาดเอาไว้รอแล้ว ไม่ต้องทำความสะอาดให้เสียเวลาเลย”

“ชอบมากค่ะ ตกแต่งได้เรียบง่ายแต่ดูดีมากค่ะพี่ใหญ่ และมันก็เป็นแบบที่ฉันชอบ”

“ตอนที่ได้กลับมาปักกิ่ง แม้จะไม่ได้มาอยู่ที่นี่ แต่คุณพ่อกับคุณแม่ก็ตั้งใจจะมอบห้องนี้ให้เธอโดยเฉพาะเลย แม้ว่าจะรอนานถึงยี่สิบปีแต่เจ้าของห้องก็ได้มาอยู่ในห้องนี้แล้ว”

เธอมองพี่ชายแล้วก็ต้องน้ำตาคลอเบ้า ทุกที่ในบ้านหลังนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและความสุข มิน่าล่ะตอนที่พ่อกับแม่ได้คืนสถานะพวกท่านถึงไม่อยากจะกลับมา เพราะยิ่งเคยมีความสุขมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็ยิ่งถาโถมมากเท่านั้น

“ต่อไปนี้ฉันจะดูแลบ้านของพวกเราให้ดี และจะตกแต่งและปลูกต้นไม้ดอกไม้มาประดับให้สวยงามทุกที่เลยค่ะพี่ใหญ่”

เขาวางกระเป๋าน้องสาวเอาไว้บนเตียงนอน ก่อนจะพูดว่า “พี่จะพาเธอไปพบทุกคนฮุ่ยฮุ่ย วันแรกที่เข้าบ้านเราต้องแจ้งพวกท่านนะ”

“อื้ม พี่พาฉันไปเลยค่ะพี่ใหญ่”

 

ทางด้านของโจวเจ๋อหย่วน เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นหลังเลิกงาน เขาก็พบว่าคนตระกูลหลิวนั่งอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ของบ้านสี่ประสาน โดยมีคุณปู่คุณย่าและพ่อแม่ของเขานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“อาหย่วนมาแล้วเหรอ มานั่งตรงนี้มา” ผู้เฒ่าโจวเรียกหลานชายด้วยท่าทีผ่อนคลายไม่ได้มีความกดดันแม้แต่นิด

ชายหนุ่มเดินไปคำนับทุกคนที่คุ้นเคย แล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างผู้เป็นพ่อและคุณปู่ “คุณปู่ วันนี้ผมมีประชุมก็เลยมาช้าครับ”

“เลขาฯท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ต้องยุ่งเป็นธรรมดานั่นแหละ วันนี้ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร แค่คนแก่มาเล่นหมากดื่มชากันเท่านั้น”

ชายหนุ่มมองไปทางฝั่งบ้านตระกูลหลิว ก็เห็นท่าทีของพวกเขาไม่ได้คิดจะคาดคั้นอะไรกับเขา อีกทั้งหญิงสาวที่เป็นลูกสาวตัวจริงคนนั้น ก็ไม่ได้แสดงความสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เขาก็เลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

“ผมกลับมาเอาเอกสารครับ แล้วก็ต้องกลับไปประชุมต่อ”

“อืม ปู่รู้แล้ว แกนั่งดื่มชากับคนแก่อย่างพวกเราสักหน่อย ค่อยไปได้ไหมอาหย่วน” ว่าแล้วผู้เฒ่าโจวก็รินชาให้หลานชายพร้อมกับมองเขายิ้มๆ

โจวเจ๋อหย่วนรับถ้วยน้ำชามาแล้วก็ยิ้มอย่างผ่อนคลาย “เหมือนปู่จะน้อยใจผมเลยนะครับ วันหลังถ้าผมว่างจะมานั่งเล่นหมากเป็นเพื่อนปู่ดีไหมครับ”

“เหอะๆ พูดอย่างกับว่าแกจะว่างอย่างนั้นแหละ คำพูดแบบนี้ฉันไม่เชื่อหรอกนะ นับตั้งแต่พ่อแก แล้วก็ยังมาถึงคราวแกอีก ไม่ไหวจริงๆ” แม้จะพูดเป็นเชิงตัดพ้อ แต่ในน้ำเสียงของผู้เฒ่าโจวนั้นแฝงเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม

ชายหนุ่มยกชาขึ้นเป่าช้าๆ ราวกับไม่รีบร้อน แต่คนสนิทของเขานั้นไปเอาเอกสารในห้องทำงานแล้ว รอแค่อีกฝ่ายเดินออกมาเขาก็จะออกไปทันที

 

พอโจวเจ๋อหย่วนจากไปแล้ว ผู้เฒ่าโจวกับผู้เฒ่าหลิวก็มองหน้ากันยิ้มๆ “เด็กคนนี้ฉันเลี้ยงมากับมือ การจะบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่สำเร็จ ไม่สู้เราค่อยๆ ตะล่อมทีละนิดๆ ด้วยคุณสมบัติแม่หนูถิงถิงอย่างไรเขาก็ต้องเปลี่ยนใจสักวัน อีกอย่างเขาน่ะชื่นชมคนมีความสามารถ ถ้าเทียบกันแล้วหนูถิงถิงของพวกเราดีกว่าเด็กฮุ่ยฮุ่ยคนนั้นเยอะ!”

“ถ้านายพูดแบบนี้ฉันก็วางใจ ถึงอย่างไรเด็กคนนั้นฉันก็เลี้ยงมากับมือเหมือนกัน ถ้ารู้ว่าไม่มีทางสู้เธอจะรีบถอยทันที คอยดูเถอะว่าใครจะเป็นฝ่ายบอกเลิกการหมั้นก่อน รออีกไม่นานหรอก”

“นายนี่นะ ถ้าเด็กคนนั้นรู้ว่าถูกเลี้ยงเอาไว้เพื่อเป็นแค่หมากเธอคงจะเสียใจแย่เลย หึหึ” ผู้เฒ่าโจวเอ่ยกระเซ้าสหายรักอย่างไม่จริงจังนัก

“แม้เธอจะรู้ ก็ไม่กล้าเสียใจหรอก มีพี่ชายก็เหมือนไม่มี ต่างอะไรกับคนไร้ญาติขาดมิตรเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีคนคอยสนับสนุน จะเอาความกล้าที่ไหนมาต่อกรกับตระกูลใหญ่ล่ะ”

คุณย่าหลิวมองสามีที่พูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็ได้รับการสั่งสอนมาว่าให้เชื่อฟังสามี เด็กที่เธอกับสามีเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ มีหรือเธอจะไม่รู้นิสัยของฮุ่ยฮุ่ย กลัวก็แต่เมื่อเธอปีกกล้าขาแข็งแล้วจะกลับมาแก้แค้นน่ะสิ