หมาป่าห่มหนังแกะ
หมาป่าห่มหนังแกะ
หลินอวี่เฉินเงียบไปสักพักเพราะคุยกับบิ๊กระดับประเทศ จนกระทั่งเดินออกมาจากห้องลับเขาจึงได้คุยกับน้องสาวต่อ
“เธอรู้ไหม แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตามหาคนทั้งสองตระกูลเจอเลย อีกหน่อยทรัพย์สมบัติที่ยึดมาได้ก็อาจจะหายไปเหมือนกัน” เขาเดินเร็วๆ ไปที่รถโดยมีลูกน้องฝีมือดีและยังควบตำแหน่งหน่วยล่าสังหารที่หนึ่งและที่สองตามติดไม่ห่างกาย
“ถ้าหลิวอวี่ถิงมีระบบ แล้วเจิ้งเส้าฉินก็มีมิติ แบบนี้คนของสองตระกูลก็น่าจะอยู่ในมิติของเจิ้งเส้าฉินไหมคะพี่ใหญ่”
“มีความเป็นไปได้เหมือนกัน แต่ปัญหาก็คือเจิ้งเส้าฉินคนนี้ไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ให้ติดตามตัวได้เลยน่ะสิ จะให้สัตว์เวทย์ติดตามก็ลำบาก”
หลินฮุ่ยเดินไปเดินมา แล้วเธอก็คิดออก “พวกเขาจะต้องมาหาฮ่าวฮ่าวแน่ค่ะพี่ใหญ่ พี่ให้สัตว์เวทย์ของพี่ติดตามฮ่าวฮ่าว จากนั้นก็ค่อยตามคนพวกนั้นไปให้ถึงรังที่ซ่อนทีเดียวเลย”
“ได้ เรื่องนี้พี่จัดการเอง ว่าแต่เธอเถอะรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกไหมฮุ่ยฮุ่ย” เขาถามน้องสาวในใจพลางก็ส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องคนสนิทไปด้วย
“ไม่มีนะคะ เอ่อ จะว่ายังไงดีล่ะ บางครั้งก็เหมือนจะคิดมากไปเอง เหมือนอยู่ดีๆ ก็ไร้เรี่ยวแรงไปเลยค่ะพี่ใหญ่ แต่รู้สึกอยู่ไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติ”
นัยน์ตาของหลินอวี่เฉินมืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม “พี่พยายามสืบเรื่องตอนที่เธอเกิดเรื่องในตอนนั้นแล้ว แต่ไม่ได้อะไรเลย เธอพอจะจำอะไรได้บ้างไหม”
คำถามของพี่ชายทำให้หญิงสาวถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว “จำได้แค่ว่าเดินข้ามถนนเพื่อจะไปซื้อเค้กให้ฮ่าวฮ่าวค่ะ นอกนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย” จะบอกได้อย่างไรล่ะว่าในความฝัน ที่ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เธอได้พัวพันกับผู้ชายคนหนึ่ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่มีจุดไหนบ้างที่ไม่ได้เห็นของกันและกัน น่าอายเกินไปแล้ว
“อืม หรือว่าระหว่างที่นอนไม่ได้สติเป็นเดือน จิตวิญญาณของเธอจะไปท่องเที่ยวในอีกหลายสิบปีข้างหน้ากันนะ”
“ที่ฉันเรียกว่าฝันน่ะเหรอคะพี่ใหญ่”
“ใช่ แม้เธอจะบอกว่าเป็นความฝันและไม่ค่อยกล้าพูดเรื่องนี้กับใคร แต่ความจริงแล้วมันอาจเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต และพอเธอเทียบข้อมูลหลายอย่างโดยเฉพาะข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ มันก็ตรงกับข้อมูลที่หาได้จากอินเทอร์เน็ตบนเกาะลอยฟ้าของเธอ”
“ถ้าอย่างนั้น ความฝันที่ฉันฝันคืนนี้ก็จะเกิดขึ้นจริงหรือคะพี่ใหญ่ มีวิธีไหนที่พอจะทำให้ฉันฝึกฝนหรือบ่มเพาะพลังได้ไหม”
“พี่ลองตรวจสอบหลายครั้งแล้วฮุ่ยฮุ่ย นอกจากจะมีมิติที่พิเศษแล้ว ร่างกายของเธอไม่เหมาะที่จะฝึกฝนหรือบ่มเพาะพลังพิเศษเลยสักอย่างเดียว ถ้าพลัดหลงกับหน่วยคุ้มกัน ทางที่ดีก็คือหลบเข้าไปซ่อนตัวในมิติให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเข้ามิติไม่ได้ก็กินยาเม็ดนั้นเธอก็จะล่องหนยี่สิบสี่ชั่วโมง”
หญิงสาวหยิบคู่มือการฝึกทักษะการต่อสู้มาจากชั้นวางแล้วก็เปิดอ่าน แล้วก็คุยกับพี่ชายไปด้วย “ฉันอยากไปพบงูใหญ่ตัวนั้นจังค่ะพี่ใหญ่ บางทีมันอาจจะมอบพลังพิเศษให้ฉันก็ได้นะคะ”
“ต้องรอช่วงวันไหว้พระจันทร์”
“ต้องรออีกหลายเดือนเลย ถ้าทักษะการต่อสู้ที่ฉันสู้อุตส่าห์ฝึกกับพี่มาตั้งนานรับมือคนพวกนั้นไม่ได้ ฉันก็ต้องหาวิธีอื่นเอาไว้ล่วงหน้า”
“เธอก็อย่าเพิ่งคิดมากไปเลยน้องรัก หน่วยคุ้มกันที่อยู่รอบตัวเธอล้วนแต่ผ่านการฝึกจากพี่มาทั้งนั้น พวกเขาไม่ปล่อยให้เธอเผชิญกับอันตรายหรอก”
หญิงสาวคิดตามก็เห็นว่าจริง แต่ความฝันที่อาจจะเกิดขึ้นจริงก็ทำให้เธอผวาอยู่ตลอดเวลา “ถ้าพวกเขาฝึกฝนพลังหรือทักษะการต่อสู้เหล่านี้ ต้องใช้เวลานานไหมคะพี่ใหญ่”
“ถ้ามีระบบของหลิวอวี่ถิงช่วยก็อาจจะไม่เกินสามเดือน แต่พวกเขาต้องคำนึงถึงจำนวนหน่วยคุ้มกันที่อยู่รอบตัวเธอด้วย ดังนั้นถ้าจะชิงตัวเธอหรือแยกเธอออกไป ต้องฝึกฝนหนักไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี”
“ถ้าเป็นอย่างที่พี่ว่ามา ก็ยังพอมีเวลา ถึงฉันจะฝึกฝนพลังพิเศษพวกนี้ไม่ได้ แต่ฉันช่วยให้คนรอบตัวของฉันพัฒนาฝีมือได้”
“อืม คิดแบบนี้ก็จะได้สบายใจ อีกไม่นานเธอก็จะเรียนจบแล้ว พี่จะหาทางให้ผู้บังคับบัญชาเซ็นอนุมัติวันลาให้ได้”
“ถ้าพี่มาไม่ได้ ฉันกับฮ่าวฮ่าวเดินทางกันเองก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้หรอก ไม่ว่าเธอหรือฮ่าวฮ่าว ช่วงนี้ล้วนไม่ปลอดภัย พี่จะวางใจที่สุดถ้าได้ไปรับด้วยตัวเอง”
“เฮ้อ! ถ้าตามหาพวกเขาเจอก่อนก็คงจะดีนะคะ”
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่สองพี่น้องก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีใครมาคอยกวนใจ ไม่มีคนของตระกูลหลิวหรือตระกูลโจวมาป้วนเปี้ยน
ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่หลินฮุ่ยกลับรู้สึกว่าสถานการณ์นี้มันไม่ปกติเลยสักนิด ยิ่งใกล้วันสอบเธอก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย” หม่าจิ้งถามสหายรักด้วยความเป็นห่วง
“ใช่ๆๆ ฉันสังเกตเธอมาสักพักแล้วนะฮุ่ยฮุ่ย มีอะไรก็บอกเล่าให้พวกเราฟังได้นะ” อู๋เสี่ยวเยี่ยนก็รีบเข้ามาคล้องแขนหลินฮุ่ยเอาไว้ แล้วก็คลอเคลียไม่ห่าง
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แค่รู้สึกว่าสถานการณ์ช่วงนี้มันเงียบเกินไป เงียบจนผิดปกติ”
โจวฟางที่เดินเยื้องอยู่ข้างหลังไม่ห่างกันนักก็รีบเดินเข้ามาแทรก “ฉันก็รู้สึกเหมือนฮุ่ยฮุ่ยนะ มันผิดปกติทุกอย่างจนไม่น่าไว้ใจ”
“อืมๆๆ ฉันรู้สึกเหมือนเธอเลยฟางฟาง แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” หลินฮุ่ยพยักหน้ารัวๆ แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้แค่รู้สึกไปเอง
“เราก็แค่คนตัวเล็กๆ ทำหรือเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกฮุ่ยฮุ่ย” โจวฟางที่ต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวเอ่ยออกมาเสียงเบา
“เกิดเรื่องกับตระกูลโจว แล้วพวกเธอไม่ได้รับผลกระทบใช่ไหม โดยเฉพาะคุณลุงคุณป้า” ถามพลางก็คาดหวังกับคำตอบไปด้วย
“ฉันได้ยินพี่ฟางเล่าให้ฟังว่า ถูกเรียกตัวไปสอบสวนอยู่สองวัน กลับมาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว ส่วนคนตระกูลโจวพวกนั้นก็เหมือนหายไปจากโลกนี้เลย”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า อีกไม่นานก็จะสอบแล้ว พอลงไปอยู่ทางใต้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะ” อู๋เสี่ยวเยี่ยนปลอบสหายรักทั้งสอง เพราะภาคใต้คือถิ่นตระกูลอู๋ใครคิดจะแตะสหายรักของเธอก็ต้องดูสีหน้าของตระกูลอู๋เสียก่อน
“ฉันก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นนะเสี่ยวเยี่ยน โดยเฉพาะฟางฟางฉันหวังว่าคนแซ่ฉางจะยอมรามือเสียที” หลินฮุ่ยเอ่ยออกมาอย่างเป็นห่วงโจวฟาง
“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว อย่าคิดมากๆ”
โจวฟางมองสหายทั้งสามที่เป็นห่วงเธอแล้วก็อบอุ่นหัวใจ การเดินทางลงใต้หลังจากเรียนจบ จะต้องดีกว่าอยู่ทางนี้แน่ๆ เธอเชื่ออย่างนั้น
ทางด้านของสองผู้เฒ่า ที่พยายามส่งเอกสารให้ฮ่าวฮ่าวมาหลายวัน แต่ไม่อาจเข้าถึงตัวเด็กหนุ่มได้เลยสักครั้ง แม้แต่การส่งเอกสารผ่านไปรษณีย์ก็ยังถูกสกัดเอาไว้ตั้งแต่ต้นทาง
“ฮึ่ม! อุตส่าห์ได้ออกไปข้างนอก แต่ทำอะไรไม่ได้เลย” ผู้เฒ่าโจวที่กินยาแปลงโฉมเข้าไปแล้ว อยู่ในคราบของชายหนุ่มอายุยี่สิบปลาย บ่นออกมาอย่างหัวเสีย
“หรือพวกเราจะไปบ่มเพาะพลังเหมือนคนอื่น เอาไว้ให้ฝีมือก้าวหน้าแล้วค่อยไปลองใหม่” ผู้เฒ่าโจวที่กลายเป็นชายวัยกลางคนปรึกษาเสียงเครียด
“ดูพวกเขาฝึกฝนสิ พยายามมากี่วันแล้ว ยังไปไม่ถึงไหนเลย มันจะได้ผลหรือเปล่าก็ยังไม่มีใครรู้” พูดพลางก็มองหลิวอวี่ถิงและเจิ้งเส้าฉินอย่างเคลือบแคลง “ฉันกินยาชำระไขกระดูกไปตั้งสองครั้งแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร บางทีพวกเราอาจจะกำลังเป็นหนูทดลองยาให้พวกเขาก็ได้นะ”
ผู้เฒ่าหลิวคิดตามคำพูดของสหายรักที่คืนดีกันได้ไม่นาน แต่ก็ยังรู้สึกคล้อยตามไม่น้อย “ตอนแรกที่เจ๋อหย่วนกินยาลงไป ถิงถิงก็บอกว่าเขาจะฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คุยไว้สักนิด” เขาพึมพำออกมาเสียงเบา เริ่มไม่มั่นใจเสียแล้วว่าการถูกช่วยออกมาครั้งนี้ จะมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า
ผู้เฒ่าโจวคิดมากยิ่งกว่านั้น ก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบข้างหูผู้เฒ่าหลิว “หรือพวกเขาจะปลอมตัวเป็นคนที่พวกเรารู้จัก”
“เป็นไปได้เหรอ!”
“ไม่รู้สิ แต่ฉันมักจะรู้สึกตลอดว่าถิงถิงบ้านนาย ไม่เหมือนถิงถิงที่ฉันรู้จักก่อนหน้า”
ผู้เฒ่าหลิวมองกวาดสำรวจภายในห้วงมิติขนาดเล็กที่พวกเขาหลบซ่อนตัวมาได้สักระยะ แล้วก็มองพิจารณาแต่ละคนเงียบๆ ไม่นานความจริงบางอย่างที่เขาเริ่มตระหนักก็ทำเอาหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา
“ตั้งแต่กินยาชำระไขกระดูก ทุกคนดูจะว่าง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก”
คราวนี้ผู้เฒ่าโจวม่านตาขยายอย่างหวาดหวั่น แต่ก็ไม่กล้าพูดคำพูดใดออกมาเพราะกลัวว่าหลิวอวี่ถิงและเจิ้งเส้าฉินไม่คนใดก็คนหนึ่งจะได้ยิน
เสิ่นมู่หานที่ซุ่มบ่มเพาะพลังมาหลายวัน ก็มายืนอยู่หน้ามหาวิทยาลัย เขายืนพิงรถอยู่ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย ทั้งที่ยังอยู่ในชุดทำงาน
หลินฮุ่ยพอเดินออกมาก็ไม่พบฟางหลาน กลับพบเสิ่นมู่หานแทน เธอทำเป็นมองไม่เห็นเขาแล้วก็เดินเร็วๆ ไปที่บ้านเช่าที่อยู่ไม่ไกลนัก
ชายหนุ่มที่ระดับพลังเพิ่มขึ้นมาหลายระดับหลังจากที่กินยาเพิ่มพลังเข้าไป ก็รีบก้าวตามเธออย่างไม่สนหน่วยคุ้มกันของเธอ “ฮุ่ยฮุ่ย รอพี่ก่อน”
หลินฮุ่ยเดินเร็วขึ้นจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง “พี่สืออีกันเขาออกไปทีค่ะ” เธอเรียกหัวหน้าหน่วยคุ้มกันทันที
สืออีแม้จะไม่เปิดเผยตัวแต่เขาก็คอยตามติดคุณหนูไม่ห่าง ก็รีบเข้าขวางเสิ่นมู่หานเอาไว้ทันที “คุณชายเสิ่น สำรวมด้วยครับ” แม้คำพูดจะสุภาพ แต่พลังของสืออีไม่ได้สุภาพสักนิด พูดยังไม่ทันจบเขาก็ซัดพลังใส่เสิ่นมู่หานแล้ว โดยมีลูกน้องในหน่วยอีกหลายสิบที่เร้นกายคอยกางอาณาเขตป้องกันไม่ให้พลังถูกคนธรรมดา
ชายหนุ่มไม่เพียงไม่หลบ แต่เขาใช้ฝ่ามืออีกข้างยื่นออกไปรับพลังของสืออีโดยตรงแล้วก็ดูดซับมันเข้าไปเสริมพลังของตัวเอง “ไม่มีประโยชน์หรอก ไปบอกหลินอวี่เฉินด้วยว่า นับจากนี้ไปฉันจะไม่ถอยอีกแล้ว” พูดจบร่างของเขาก็กลายเป็นแค่ภาพติดตา ส่วนคนนั้นประชิดตัวของหลินฮุ่ยเรียบร้อยแล้ว
“ปล่อยฉันนะคุณชายเสิ่น!” หลินฮุ่ยพยายามทุกวิถีทางที่ร่ำเรียนมาจากพี่ชาย แต่ก็ยังไม่หลุดจากการเกาะกุมของเขา แค่นึกถึงความฝันก็ว่าแย่แล้ว ยังมาโดนผู้มีพลังพิเศษตามติด ให้ตายเถอะ เธอจะเอาอะไรไปสู้
“พี่ขอเวลาคุยกับเธอหนึ่งชั่วโมงได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย แล้วจะไปส่งเธอที่บ้าน”
“คุณไม่กลัวพี่ชายของฉันตามไปอัดคุณถึงบ้านหรือไง ปล่อยนะ!”
“กลัวสิ แต่เขาไม่กล้าอัดพี่จนตายหรอก ขอร้องล่ะฮุ่ยฮุ่ย พี่ขอเวลาเธอแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เธอไม่อยากรู้หรือว่าคนตระกูลหลิวกับคนตระกูลโจวซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
หญิงสาวชะงักไป นั่นจึงเปิดโอกาสให้เขาพาตัวเธอกลับไปที่รถ “นะ นี่ มันหน้ามหาวิทยาลัยนะคุณชายรองเสิ่น ฉันยังมีหน้าตาให้รักษาอยู่นะ”
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ เมื่อไหร่พี่จะได้คุยกับเธอล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“ฮึ! ความสุภาพเมื่อก่อนก็เป็นแค่เปลือกนอกสินะ ตอนนี้ถึงจะเป็นตัวจริงของคุณ”
“เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ เด็กดีแสนน่ารักราวกับกระต่ายขนฟู ก็เป็นเพียงภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้นมาเท่านั้น” เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วก็บีบแก้มนุ่มทั้งสองข้างที่อยากบีบมานานอย่างเอ็นดูปนความรู้สึกอื่น
หลินฮุ่ยปัดมือเขาออก ใบหน้าของเธอแดงก่ำแล้วก็อาจจะแดงเถือกไปทั้งตัวด้วย “ฉันไม่ใช่เด็กนะ ห้ามบีบแก้มเด็ดขาด” ความรู้สึกและสัมผัสนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
“รู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอไม่ใช่เด็กน้อย แต่เอยากบีบมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้ทำสมใจสักที หึหึ”
“จะพูดอะไรก็รีบพูดมาสิ ฉันยังต้องรีบกลับบ้านนะคุณชายรองเสิ่น”
ชายหนุ่มปรายตามองหน่วยคุ้มกันที่เร้นกายอยู่ข้างรถของเขา แล้วก็ยิ้มมุมปากอย่างมาดร้าย “คุยที่นี่คงไม่สะดวก บอกคนของเธอให้ถอยออกไปก่อนสิ แล้วพี่จะไปส่งเธอที่บ้านเอง” พูดพลางเขาก็กุมข้อมือข้างหนึ่งของเธอเอาไว้
หลินฮุ่ยลดกระจกลง ก่อนจะกระซิบกับความว่างเปล่าข้างประตูรถ “พี่สืออีถอยไปก่อนค่ะ เขามีเบาะแสคนตระกูลหลิว”
“ไม่ได้ครับคุณหนู ถ้านายท่านรู้ต้องรีบเดินทางมาปักกิ่งแน่ๆ การผลาญพลังบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับนายท่านหรอกนะครับ”
หญิงสาวเม้มปากแน่น แต่ไม่นานก็หันไปพูดกับเสิ่นมู่หาน “คุณชายรองเสิ่น มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ”
เสิ่นมู่หานออกแรงเบาๆ ก็ดึงตัวของหลินฮุ่ยเข้าหาได้อย่างง่ายดาย เขาก้มหน้าลงกระซิบข้างหูของเธอ “เด็กดี เธอไม่อยากรู้เหรอว่าค่ำคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่”
คำเรียกหานี้ทำเอาหลินฮุ่ยถึงกับตัวแข็งทื่อไปเลย เป็นเขาเหรอ ทำไมถึงเป็นเขาไปได้ล่ะ! “คะ คุณ หมายถึงเรื่องอะไรกันแน่”
แววตาของเสิ่นมู่หานพราวระยับ มองหลินฮุ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “บอกสืออีไปว่าเธอจะไปกับพี่ ให้พวกเขาไปรอที่บ้านตระกูลหลิน”
หลินฮุ่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย “พี่สืออี พี่พาทุกคนไปรอฉันที่บ้านนะคะ ถ้าพี่ใหญ่เอาเรื่อง ฉันจะรับผิดชอบเอง”
“คุณหนู ไปกับเขาไม่ปลอดภัยนะครับ” สืออีไม่รู้ว่าค่ำคืนนั้นมันคือค่ำคืนไหน แต่ปฏิกิริยาของคุณหนูดูก็รู้ว่าสำคัญกับเธอมาก แต่เขาก็ไม่อยากจะปล่อยให้คุณหนูตกไปอยู่ในเงื้อมมือของมัจจุราชอย่างเสิ่นมู่หานจริงๆ
เสิ่นมู่หานมองสืออีที่ไม่ยอมไปไหน ก็เอ่ยออกมาอย่างรำคาญ “นายไม่ต้องห่วง รับรองคุณหนูของนายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน” ว่าแล้วก็โยนแผ่นดิสก์ออกไป “ข้อมูลของหลิวอวี่ถิงอยู่ในนั้น อยากรู้อะไรรีบไปเปิดข้อมูลดูแล้วกัน ฉันต้องรีบพาคุณหนูของนายไปแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทัน”
“กลับไปรอฉันที่บ้านนะคะพี่สืออี เขาไม่กล้าทำอะไรฉันหรอกค่ะ” หลินฮุ่ยพูดพลางก็ขยับนิ้วที่มีแหวนมิติส่งสัญญาณให้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันได้รับรู้
“ผมจะรีบไปตรวจสอบข้อมูลของหลิวอวี่ถิง ถ้าหนึ่งชั่วโมงคุณยังไม่ส่งคุณหนูกลับบ้านตระกูลหลิน ผมจะพาคนไปถล่มบ้านใหญ่ตระกูลเสิ่นให้ราบ” ว่าแล้วเขาก็คำนับให้คุณหนูแล้วก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องรีบถอนตัว
“หึหึ” เสิ่นมู่หานที่ยังคลอเคลียอยู่ข้างแก้มกระซิบเสียงแผ่วกับจิ้งจอกตัวน้อย “พวกเราก็ไปกันเถอะฮุ่ยฮุ่ย”
“รีบนักก็ถอยออกไปสิ ยังอยากจะขับรถอยู่ไหม” หญิงสาวหันขวับกลับไป แล้วก็ราวกับทุ่มหินทับเท้าตัวเอง เพราะมันเหมือนว่าเธอหันแก้มไปให้เขาหอมพอดิบพอดีเลย “ถอยออกไปเลยนะ!”
“หอมมาก” ชายหนุ่มยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ก่อนจะขยับไปนั่งเบาะคนขับ สตาร์ทรถได้ก็ขับออกไปจากหน้ามหาวิทยาลัยทันที
เพียงพริบตารถก็มาจอดที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง หลินฮุ่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรสักนิดรถก็จอดสนิทแล้ว “เก่งขนาดนี้ เมื่อก่อนทำไมยังต้องปีนกำแพงด้วย ฮึ่ม!”
“พี่กลัวเธอตกใจน่ะสิ แต่ตอนนี้รู้จักและสนิทสนมกันแล้ว เปิดเผยได้”
“ไม่ต้องโยกโย้เลย มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา”
“อยากรู้เรื่องไหนก่อนล่ะ เรื่องที่ซ่อนคนตระกูลหลิว หรือเรื่องในคืนนั้น”
คำถามของเขาทำให้หลินฮุ่ยชะงักได้อีกครั้ง นัยน์ตาของเธอไหววูบ “ทำไมคุณถึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันในคืนนั้น”
“เธออยากรู้คำตอบจริงๆ เหรอ จะไม่เสียใจใช่ไหม” เขากุมมือเธอเอาไว้แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือไล้เบาๆ อย่างทะนุถนอม
หญิงสาวหลุบเปลือกตาลงต่ำ มองการกระทำของเขา ปากของเธอก็เริ่มสั่น “ระ หรือว่า ผู้ชายในความฝันจะเป็นคุณ”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงแผ่ว มือข้างที่ว่างก็ลูบหัวหลินฮุ่ยเบาๆ “ความรู้สึกช้าจริงนะ แล้วก็ความจำเสื่อมเสียด้วย ทั้งยังใจร้าย ปล่อยให้พี่คิดถึงเธอเพียงฝ่ายเดียวมาเกือบปีแล้วรู้ไหม”
ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำไม่กล้าสบตาเขา และความรู้สึกที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “แล้วทำไมคุณถึงพึ่งมาบอกเรื่องนี้ล่ะ ตอนที่ฉันลำบากคุณก็ไม่เห็นจะมาช่วยนี่ ต่างกันจากโจวเจ๋อหย่วนตรงไหน อื้อ”
เสิ่นมู่หานจูบปิดปากอย่างเร่าร้อน ยิ่งพี่ชายเธอหวงเท่าไหร่เขาก็ยิ่งจูบเธอเผ็ดร้อนเท่านั้น และเขาก็ไม่อยากได้ยินเธอพูดถึงผู้ชายคนอื่นตอนอยู่กับเขาด้วย
“ห้ามพูดถึงผู้ชายคนอื่นอีก ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษ”
หลินฮุ่ยทุบกำปั้นอยู่กับอกของเขา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สะทกสะท้านสักนิดเดียว “คุณ! คุณมันบ้าไปแล้ว!”
“อีกหน่อยเธอก็จะหนีพี่ไปอยู่ไกลถึงภาคใต้ จะไม่ให้พี่บ้าได้ยังไงล่ะ” ว่าแล้วเขาก็จูบเธออีกครั้งและก็ยังดุเดือดไม่แพ้ครั้งแรก
หลินฮุ่ยแทบขาดใจตาย แต่มือก็ไม่หยุดที่จะทุบเขา เมื่อก่อนเธอคงสายตาไม่ดีถึงได้มองเห็นว่าเขาเป็นคนดี เขานี่มันหมาป่าห่มหนังแกะชัดๆ