เรียนจบแล้ว
เรียนจบแล้ว
หลินอวี่เฉินมาที่บ้านตระกูลหลิน ก็เห็นว่าลูกน้องทุกคนรอต้อนรับอยู่ เขาเพียงโบกมือให้แล้วเดินเข้าไปเรือนด้านใน
พอมาถึงห้องนอนของน้องสาวก็เคาะประตูเบาๆ เพราะรู้ดีว่าเธอคงยังนอนไม่หลับ ไม่นานเธอก็เดินมาเปิดประตูให้เขา
“กลับมาแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย” เรื่องก่อนหน้าเขาโกหกเสิ่นมู่หาน ความจริงถ้าเขาไม่เปิดสัมผัสเพิ่มเธอจะไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงของเขา
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ใหญ่” หญิงสาวรีบปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ
หลินอวี่เฉินมองน้องสาวที่ตาแดง จมูกแดงแล้วก็ให้สงสาร จึงลูบหัวของเธอเบาๆ “สภาพร่อแร่ใกล้ตายเลยล่ะ แต่ไม่ใช่เพราะพี่ลงมือหรอกนะ” เขามองน้องสาวที่แววตาไหววูบก็รู้ว่าในใจของเธอน่าจะมีเสิ่นมู่หานอยู่ในนั้น แม้จะเจ็บปวดใจมากราวกับพ่อที่กำลังจะเสียลูกสาวให้ชายชั่ว แต่เขาก็เลือกที่จะพูดความจริงให้เธอฟัง “เป็นเพราะพลังที่เป็นพิษน่ะ ซึ่งพลังพวกนี้เขาดูดซับออกจากตัวของเธอ มันเกี่ยวกับตราประทับที่เขาร่ายเอาไว้ น่าจะตั้งแต่คืนนั้น”
“เขา เขาทำไปทำไมคะพี่ใหญ่”
“พี่ไม่รู้หรอกฮุ่ยฮุ่ย แต่พี่พังบ้านเขาระบายแค้นให้เธอแล้ว บ้านหลังข้างกันนั่นแหละ ตอนนี้น่าจะเหลือแต่เศษไม้ล่ะมั้ง”
“อื้ม พังให้หมดเลย ใครใช้ให้เขาทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง”
“พี่จดบัญชีเอาไว้แล้ว รอให้เขาหายดีก่อน จะไปอัดเขาให้เธอ”
“อัดให้น่วมไปเลยค่ะพี่ใหญ่” หญิงสาวยิ้มอย่างผ่อนคลาย ยังไงก็ยังเป็นพี่ใหญ่ที่เธอบอกเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป พี่ค้นตำราจนหมดทุกเล่มแล้ว แต่วิธีแก้ตราประทับนี้หาไม่เจอเลยฮุ่ยฮุ่ย”
“อย่าบอกนะว่าทุกครั้ง ฉันจะต้องให้เขาจูบ” หญิงสาวคุยในใจกับพี่ชาย มือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข
หลินอวี่เฉินมองภาษากายของน้องสาวแล้วก็ได้แต่ปวดหัว เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่รู้ว่าเจ้านั่นเกี่ยวข้องกับเรื่องในคืนนั้น เธอยังเฉยๆ อยู่เลย หรือว่าเธอจะแอบชอบเสิ่นมู่หานโดยไม่รู้ตัวกันนะ
“เธอชอบเขาหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย” ถามออกไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง แต่คำตอบของเธอก็สำคัญกับเขาเหมือนกัน
หญิงสาวมองพี่ชายแล้วก็มองเขาอย่างสงสัย “ทำไมพี่คิดแบบนั้นล่ะคะ”
“ภาษากายของเธอมันบอกน่ะ พวกเราพี่น้องมีอะไรก็คุยกันได้ทุกเรื่อง ถ้าเธอบอกว่าชอบเขาพี่ก็จะค่อยๆ ทำใจยอมรับในตัวเขา แต่ถ้าเธอบอกว่าไม่ชอบ พี่ก็จะกันเขาออกไป” ยังไงไม้ก็กลายเป็นเรือไปแล้ว เขาจะทำยังไงได้ ฮึ่ม อยากจะกลับไปซัดเจ้านั่นจริงๆ
“ไม่รู้สิคะพี่ใหญ่ พูดตรงๆ นะคะ ถ้าเป็นเวลาปกติหรือก่อนหน้านี้ นอกจากเป็นเพื่อนบ้านกัน ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขานักหรอก แต่ถ้าเขาเป็นคนในคืนนั้นความรู้สึกของฉันมันค่อนข้างลำเอียงอยู่สักหน่อย”
“แสดงว่าเธอฝันถึงเขามาโดยตลอด แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเสิ่นมู่หานใช่ไหม”
“เป็นแบบนั้นค่ะ ฉันก็เลยตอบไม่ได้ว่าจะต้องรู้สึกกับเขายังไงดี”
ชายหนุ่มมองน้องสาวอย่างอับจนหนทาง แต่ก็ยังอยากจะถามให้ลึกกว่านี้ “ตอนที่เขาจูบเธอ อะ เอ่อ” กลายเป็นเขาที่หน้าแดงแทนน้องสาว
หญิงสาวเอียงคอมองพี่ชายยิ้มๆ เรื่องของเธอกลับกลายเป็นว่าพี่ชายเดือดร้อนยิ่งกว่าเธอเสียอีก พี่ใหญ่ช่างน่ารักจริงๆ “พี่อยากจะถามว่าฉันรู้สึกยังไงหรือรู้สึกต่อต้านหรือเปล่า ใช่ไหมคะ”
“อืม ประมาณนั้น”
ใบหน้าของหลินฮุ่ยแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “น่าจะเป็นตอนนั้นล่ะมั้งคะ ที่ฉันรู้สึกถึงความคุ้นเคย แต่ฉันทุบเขาไปด้วยนะ ไม่ได้สมยอม” ท้ายประโยคเสียงในใจของเธอดังขึ้นอย่างผิดปกติ
หลินอวี่เฉินมองน้องสาวอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังคงลูบหัวเธออย่างปลอบประโลม “ถ้ายังไม่รู้ ก็ปล่อยไปก่อนเป็นไงฮุ่ยฮุ่ย เรียนจบแล้วไปอยู่กับพี่ ส่วนเสิ่นมู่หานที่อยู่ทางนี้ก็ให้เขาทรมานจนตายไปเลย”
หญิงสาวตาเป็นประกาย มองพี่ชายที่พร้อมรับฟังทุกอย่าง “เอาตามนี้ค่ะพี่ใหญ่”
“เรื่องคืนนั้น เขาบอกกับพี่ว่า เขาทำไปแล้ว ต่อไปถ้าเธอต้องแต่งงานกับคนอื่น จะเป็นปัญหาไหมฮุ่ยฮุ่ย หรือเธอจะสานต่อกับเขาดี ยังไงเรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว”
“พี่ใหญ่! พี่กลับไปอัดเขาเดี๋ยวนี้เลย!!”
หลายวันผ่านไป ชีวิตของหลินฮุ่ยก็กลับมาสงบตามเดิม ส่วนเรื่องของคนตระกูลหลิวและตระกูลโจวนั้น ตั้งแต่ที่ได้ข้อมูลมาพี่ชายของเธอก็ให้หน่วยล่าสังหารออกตามล่าพวกเขา แม้จะยังลากตัวคนกลับเข้าคุกไม่ได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาจะต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่มีเวลาฝึกฝนบ่มเพาะแน่นอน
“พี่รอง วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง” หลิวฮ่าวยกถาดบะหมี่เนื้อตุ๋นออกมาจากห้องครัว แล้วก็ยกชามบะหมี่วางลงต่อหน้าพี่สาว
หลินฮุ่ยมองบะหมี่แล้วก็มองน้องชาย “ก็ทำได้อยู่นะ ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แล้วนายล่ะฮ่าวฮ่าว สอบได้ไหม”
เด็กหนุ่มตบอกอย่างภาคภูมิใจ “ผมเป็นน้องชายของพี่นะ ต้องสอบได้อยู่แล้ว”
“จนจะสอบเสร็จแล้วพี่ใหญ่ยังลางานไม่ได้เลย สงสัยว่าพวกเราคงต้องลงไปที่นั่นด้วยตัวเองแล้วล่ะฮ่าวฮ่าว”
“พี่รอง ผมอาจตามพี่ไปไม่ได้แล้วล่ะ” เด็กหนุ่มนั่งลงข้างพี่สาว แล้วก็เท้าคางมองพี่สาวกินบะหมี่ฝีมือเขาอย่างภาคภูมิใจ
“หืม ทำไมล่ะ หรือว่าอยากจะไปตั้งแผงลอยขายของหาประสบการณ์”
“ไม่ได้ตั้งแผงหรอกครับ พี่ฟางบอกว่าถ้าพี่ใหญ่ไม่ได้ขึ้นมาที่ปักกิ่ง เธอก็จะฝึกทักษะการต่อสู้ให้ผมน่ะสิ ก็เลยคิดว่าอยู่ทางนี้ก็ดีเอาไว้ให้ทุกอย่างลงตัวแล้วคอยตามไปเที่ยวเล่นทางนั้นก็ได้”
“นายคงคิดเรื่องคนตระกูลหลิวอยู่สินะ เอาเถอะ ถ้านายตัดสินใจดีแล้ว พี่เดินทางลงใต้คนเดียวก็ได้”
“พี่รอง พี่คงไม่โกรธผมใช่ไหม”
หญิงสาววางตะเกียบลง แล้วก็ตบบ่าเขาเบาๆ “จะโกรธทำไมล่ะ ลงไปทางโน้นก็ไม่แน่ว่าพี่ใหญ่จะว่างมาฝึกฝนให้นาย อยู่ทางนี้กับพี่ฟางก็ดีเหมือนกัน นอกจากฝึกฝนทักษะการต่อสู้แล้วก็ฝึกฝนเรื่องธุรกิจไปด้วยนะ”
“อื้ม ผมก็คิดเอาไว้แบบนั้นล่ะ”
หลินฮุ่ยฉวยกระเป๋าสะพายมาเปิดออก จากนั้นก็หยิบเอาเงินออกมาส่งให้น้องชาย “รายได้ของร้านเดือนนี้เพิ่งเอามาจากพี่ฟาง ให้นายหมดนี่แล้วกัน”
“หลายหมื่นเลยนะครับพี่รอง ผมรับไว้ไม่ได้หรอก”
“เงินนี่พี่ตั้งใจเอาไว้นานแล้ว พี่ต้องไปอยู่ทางใต้อีกนาน นายอยู่ทางนี้คนเดียวอาจจะไม่อยากรบกวนสหายของพี่ใหญ่ ดังนั้นอยากได้อะไรก็ซื้อไม่ต้องประหยัด” เธอดันปึกเงินคืนกลับไปให้น้องชาย พร้อมกับส่งสายตากดดันไปด้วย
“ก็ได้ ผมจะเอาพวกมันไปลงทุน ถ้าได้กำไรแล้วก็ส่งให้พี่ใช้ด้วย”
“ได้! ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน”
คำพูดง่ายๆ ของพี่สาว ทำเอาเด็กหนุ่มน้ำตารื้นขอบตา “พี่รีบๆ กินเลย เย็นแล้วจะไม่อร่อย”
“อื้ม จะรีบกินเดี๋ยวนี้แหละ”
เพียงไม่นานการสอบก็ผ่านไป หลินฮุ่ยก็จบการศึกษาอย่างภาคภูมิใจ เพราะผลการเรียนของเธอโดดเด่นมาตลอด ทำให้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาดีเด่น ประกาศนียบัตรยังได้ระดับเหรียญทองและเป็นผู้สำเร็จการศึกษาวิทยานิพนธ์ดีเด่นอีกด้วย
ตอนที่เดินออกมาจากมหาวิทยาลัย สหายรักทั้งสี่คนที่กำลังจะแยกย้ายจากกันชั่วคราว มองย้อนกลับไปด้วยความรู้สึกมากมาย เพราะตลอดเวลาสี่ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มันมีความทรงจำมากมาย มีทั้งสุขและเศร้าแต่ทั้งสี่คนก็ผ่านมันมาได้
“พวกเราจะไปรอเธอที่ภาคใต้นะฮุ่ยฮุ่ย” อู๋เสี่ยวเยี่ยนที่พ่อแม่รออยู่บนรถตะโกนบอกสหายรักเสียงดัง ก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถ
หลินฮุ่ยโบกมือพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข “ถ้าไปถึงแล้วฉันจะโทรหาเธอนะเสี่ยวเยี่ยน”
“ได้ๆๆ ถึงเธอไม่โทร ฉันก็จะโทรหาเธอทุกวัน ไปแล้วๆๆ รีบตามมานะ”
หลินฮุ่ยมองผู้คนมากมายที่ออกันอยู่หน้าทางเข้ามหาวิทยาลัย เธอหันไปมองสหายรักอีกสองคน ก่อนจะพูดกับโจวฟางอย่างเป็นห่วง “ถ้าเงินทุนไม่พอบอกฉันได้นะ แม้จะไม่ได้ร่วมลงทุน แต่ฉันพอจะให้ยืมได้”
“ช่วงนี้ยังพอไหวฮุ่ยฮุ่ย แต่ถ้าครีมไข่มุกของฉันโด่งดังขึ้นมาจริงๆ ฉันคงต้องยืมเงินเธอมาขยายสาขาแน่ๆ” โจวฟางหัวเราะเสียงใสอย่างมีความสุขเพราะเธอไม่ถูกผูกมัดจากคนในตระกูลอีกแล้ว
“ไม่ต้องห่วงนะฮุ่ยฮุ่ย หอยมุกที่ฟางฟางไปซื้อมาก็เป็นของญาติๆ ฝั่งแม่ของฉันเอง คิดราคาไม่แพงหรอกแถมคุณภาพก็ยังดีมากๆ ด้วย”
หญิงสาวพยักหน้ายิ้มๆ “ฟางฟางไปพักที่บ้านเช่าของญาติเธอฉันก็วางใจได้เยอะเลย”
“แม้ทางปักกิ่งฉันจะไม่มีเส้นสาย แต่ถ้าเป็นทางภาคใต้ ใครก็ไม่กล้าหือกับคนแซ่หม่าหรอกนะ ฟางฟางไปอยู่ทางนั้นไม่มีใครกล้ารังแกเธอแน่นอน”
“อื้มๆๆ ฉันเชื่อเธอ รีบไปเถอะ พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอมาแล้วโน่น”
โจวฟางกอดหลินฮุ่ยเอาไว้แน่น “ธุรกิจอีกอย่างที่ฉันอยากจะทำก็คือทำประมง กะว่าจะหุ้นกับรุ่นพี่ เธออยากจะทำด้วยกันไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่ล่ะ ฉันเหนื่อยยากลำบากมาตั้งนาน จะไปเกาะพี่ชายกินสักปีสองปี ค่อยหาอะไรทำ”
“ฮึ! อย่ามาโกหกฉันเลยน่า” ว่าแล้วโจวฟางก็ผละออกแล้วส่งยิ้มหวานให้สหายรักที่ช่วยเธอไว้มากมาย “ฉันจะโทรหาเธอนะ บางทีถ้าเจอหนุ่มหล่อก็จะจองเอาไว้ให้เธอสักคนสองคน”
“ไปๆๆ รีบขึ้นรถเลย” หลินฮุ่ยผลักโจวฟางออกไปเบาๆ ช่วงนี้ฉางจวินเหยียนยังรักษาตัวอยู่ สหายรักของเธอยังพอได้หายใจหายคอ แต่ถ้าอีกฝ่ายหายแล้วก็ไม่รู้ว่าจะตามลงไปถึงภาคใต้หรือเปล่า
พอส่งสหายรักไปหมดแล้ว เธอก็เดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว “ไปแวะที่ห้างสรรพสินค้าก่อนนะพี่ฟาง ฉันจะไปซื้อเสื้อผ้าฤดูร้อนให้ฮ่าวฮ่าวสักหน่อย”
“ได้เลยฮุ่ยฮุ่ย” ฟางหลานขับรถออกไปอย่างชำนาญ
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว บ้านตระกูลหลินยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่หลินฮุ่ยกลับรู้สึกใจหายแปลกๆ น่าจะไม่ต่างกับพี่ชายที่อยู่ไกลบ้านล่ะมั้ง
“พี่รอง! พี่กลับมาแล้ว ผมเตรียมอาหารฉลองเรียนจบให้พี่เต็มโต๊ะเลย” เด็กหนุ่มยิ้มร่าอย่างมีความสุข
หลินฮุ่ยส่งถุงเสื้อผ้ามากมายให้น้องชายแล้วก็ตบบ่าเขาเบาๆ ตอนแรกทุกคนวางแผนเอาไว้ว่าจะไปฉลองด้วยกันที่ภัตตาคารชื่อดังของปักกิ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายของเธอหรือแม้แต่สหายรักของเขาทุกคน ล้วนเงียบหายไปกันหมด เธอเข้าใจได้ทันทีว่าพวกเขาต้องมีภารกิจสำคัญ “นายนี่นะ ไม่เห็นต้องยุ่งยากเลย”
เด็กหนุ่มรีบส่ายหน้า เรื่องพวกนี้เขาเต็มใจ “พี่ซื้ออะไรมาเยอะแยะครับ”
“เสื้อผ้าฤดูร้อนให้นายน่ะสิ ไปอยู่บ้านหลังนั้นกับพี่ฟางแล้ว ต้องรู้จักซักผ้า ซักถุงเท้าบ่อยๆ นะ เรื่องนี้สำคัญ พี่ขอเตือนเอาไว้เลย ไม่อย่างนั้นนายได้โดนพี่ฟางอัดจนน่วมแน่”
หลิวฮ่าวยิ้มแหยขึ้นมาทันที “ผมก็รักความสะอาดนะพี่รอง แต่พี่ฟางน่ะเธอสะอาดเกินไปก็เท่านั้น”
หลินฮุ่ยได้แต่ค้อนให้น้องชาย ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของบ้าน “เรื่องนี้นายต้องปรับตัวหน่อย ต่อไปก็จะกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทำได้ทั้งงานนอกบ้านงานในบ้าน เรื่องแต่งงานพี่จะไม่เร่งนาย”
ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็นประกาย “พี่พูดแล้วนะ ห้ามบังคับหรือเร่งให้ผมแต่งงานล่ะ ไม่งั้นผมไม่ยอมด้วย” พูดพลางก็รีบเลื่อนเก้าอี้ให้พี่สาวอย่างเอาใจ
“แหงสิ นายหาเงินได้ แล้วยังทำงานบ้านได้ ผู้หญิงก็ไม่จำเป็นแล้ว เจอคนที่ชอบเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที เป็นไง พี่รองของนายใจดีไหมล่ะ”
เด็กหนุ่มยิ้มแป้น ยกนิ้วให้พี่สาวอย่างอบอุ่นใจ “ผมจะตามรอยพี่ใหญ่”
คำพูดนี้ทำเอาหลินฮุ่ยได้แต่ลอบกลอกตา พี่ใหญ่น่ะเหรอ สามสิบกว่าปีแล้วยังไม่ชายตาแลผู้หญิงคนไหนเลย น่าจะฝึกตนจนเป็นเซียนล่ะมั้ง “กินข้าวกันดีกว่านะ เดี๋ยวจะเย็นหมดเสียก่อน”
“ได้ๆๆ พี่กินเยอะๆ นะ”
ตกดึกหลินฮุ่ยก็เข้าไปทำงานในพื้นที่มิติ เธอปลูกต้นไม้อยู่เกือบสิบชั่วโมงจึงหยุดพัก พอหายเหนื่อยก็ขึ้นไปที่เกาะลอยฟ้า เพื่อดูพืชผักผลไม้ที่มีพลังพิเศษพวกนั้น
“รอบนี้น่าจะเกือบสิบตันเลย” พูดพลางก็เดินดูรอบๆ แปลงข้าวที่มีประกายสีขาวอ่อนจางทั้งยังส่งกลิ่นหอมออกมาตลอดเวลา “ครั้งก่อนแบ่งเก็บเอาไว้กินแล้ว ครั้งนี้ก็เอาพวกแกไปหมักเหล้าให้หมดเลย”
“ฮุ่ยฮุ่ย ติดต่อเธอได้เสียที” ไม่รู้เป็นอะไรตั้งแต่วันที่น้องสาวถูกเสิ่นมู่หานพาขึ้นรถไป เขาก็ติดต่อเธอผ่านโทรจิตไม่ค่อยได้
“เฮ้อ! พี่ใหญ่ พี่ยังสบายดีอยู่ใช่ไหมคะ” หญิงสาวเริ่มหยิบอุปกรณ์พิเศษที่พี่ชายเคยมอบให้ออกมาเก็บเกี่ยวต้นข้าวแล้วก็คุยกับพี่ชายไปด้วย
“สบายดีสิ แล้วเธอล่ะ รับปริญญาแล้ววันนี้ไปฉลองที่ไหน”
“ที่ไหนได้ล่ะคะ พวกพี่ไม่อยู่สักคน ฉันก็ฉลองกับฮ่าวฮ่าวแค่สองคน แม้แต่พี่ฟางมาส่งฉันไว้ที่หน้าประตูบ้านแล้วก็รีบไปเลย”
“ฮ่าๆๆ น้องรัก เป็นเพราะเหล้าไป๋จิ่วที่เธอกลั่นออกมาสองครั้งก่อนนั่นแหละ แม้แต่สหายรักของพี่ก็พากันเก็บตัวบ่มเพาะพลัง”
“อ้าว! ฉันก็ยังนึกว่าพวกพี่ทุกคนออกทำภารกิจเสียอีก แบบนี้ต้องเลี้ยงย้อนหลังนะ ไม่งั้นฉันไม่ยอม”
“ได้ๆๆ แล้วเธอจะเดินทางวันไหน”
“ก่อนลงใต้กะว่าจะไปตรวจตราบ้านหลังอื่นๆ เสียหน่อย กว่าจะเสร็จก็คงอีกสามวันโน่นแหละค่ะ ว่าแต่พี่เถอะ ตอนนี้อยู่กลางทะเลหรืออยู่ที่ค่ายคะ”
“กลางทะเล นำทีมมากู้ซากเรือ ครั้งนี้น่าจะเป็นข่าวใหญ่ เพราะสมบัติชาติอยู่ในซากเรือเยอะมากๆ เลยล่ะ”
“เจอในน่านน้ำของเราหรือคะ”
“อืม เจอสองจุดห่างกันไม่มาก ก็เลยกู้ขึ้นมาพร้อมกันเลย เอาไว้เธอมาแล้วพี่จะพาเธอไปหาสมบัติที่น่านน้ำสากลแล้วก็ไปที่เกาะลับของพี่ด้วย”
ดวงตาของหลินฮุ่ยเป็นประกาย “ดีเลย ทะเลของฉันยังขาดสัตว์ทะเลและพืชทะเลอีกเยอะเลยค่ะพี่ใหญ่”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว มุกคอนช์ที่เธอฝากมากับพี่ครั้งก่อนช่างทำเป็นเครื่องประดับเสร็จแล้วนะ ทำออกมาได้อย่างละสามชุด เหมาะกับเธอมากเลยล่ะ”
“ดีเลยค่ะ จะได้มีเครื่องประดับสวมใส่เสียที”
“อ้อ มีอีกเรื่องนะฮุ่ยฮุ่ย ฟังแล้วเธอก็อย่าเพิ่งโมโหล่ะ”
“เรื่องอะไรคะพี่ใหญ่”
“เรื่องของคนตระกูลหลิวกับคนตระกูลโจวน่ะสิ พวกเขาน่าจะกินยาแปลงโฉม พี่กับคนที่ฝึกพลังอาจจะตรวจสอบพวกเขาได้ แต่เธอกับฮ่าวฮ่าวไม่เหมือนกัน”
นัยน์ตาของหลินฮุ่ยวาววับขึ้นมา “ดวงตาของฉันน่าจะมองเห็นได้นะคะพี่ใหญ่”
“ไม่เหมือนกันฮุ่ยฮุ่ย ดูเหมือนระบบของหลิวอวี่ถิงจะมอบวิธีแก้ลำเธอเอาไว้ไม่น้อยเลย ยาที่พวกเขากินเข้าไป ความพิเศษของดวงตาเธอไม่มีทางตรวจสอบได้”
“เธอตั้งตัวเป็นศัตรูกับฉันแล้วสินะ นี่กะจะไม่เรียนให้จบแล้วเหรอ ความจริงแล้วถ้าได้ทะลุมิติมาเกิดในยุคสมัยนี้ น่าจะมุ่งสร้างตัวนะคะ เฮ้อ! ฉันล่ะเหนื่อยกับคนพวกนี้จริงๆ ยิ่งทางการทำอะไรไม่ได้ก็ยิ่งได้ใจ พากันกระโดดเข้าหลุมไฟ ไม่กลัวตายกันสักคน”
มุมปากของหลินอวี่เฉินยกขึ้นน้อยๆ “ตามรายงานของหน่วยล่าสังหาร เจิ้งเส้าฉินใช้เคล็ดวิชาลับบางอย่าง เคลื่อนย้ายห้วงมิติขนาดเล็กอยู่ตลอดเวลา แต่เธอไม่ต้องห่วงนะฮุ่ยฮุ่ย อีกไม่นานก็น่าจะจัดการพวกเขาได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
“ฉันกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ ครั้งนี้จะหมักทำเหล้าไป๋จิ่วทั้งหมด ฉันก็ช่วยได้แค่นี้ พวกพี่ก็เร่งเพิ่มพลังเร็วๆ นะ แล้วตอนนี้พอจะรู้ที่ซ่อนของพวกเขาบ้างไหม ฉันจะได้ฝากเรื่องนี้ให้พี่ฟางระมัดระวังตัวเอาไว้ เธอจะได้คอยดูแลฮ่าวฮ่าวด้วยอีกทาง” มือของหญิงสาวเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว ข้าวที่เกี่ยวได้ก็มากขึ้นตามไปด้วย
“พิกัดล่าสุดอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง ถ้าจะจับพวกเขาก็ต้องล่อเจิ้งเส้าฉินออกมาให้ได้เสียก่อน”
“พวกเขาก็อยู่ทางใต้เหรอคะ!!”