พี่สืออีอัดเขาให้ฉันค่ะ
พี่สืออีอัดเขาให้ฉันค่ะ
เสิ่นมู่หานมองประตูบ้านของหลินฮุ่ย ก็ได้เจอแต่ใบหน้าถมึงทึงของหน่วยคุ้มกันในเงามืด อีกหน่อยเธอก็จะเดินทางไปภาคใต้แล้ว เขายังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเธอเลย
“คุณชาย มีเบอร์มือถือของคุณหนูหลินอยู่ไม่ใช่หรือครับ” อาเฟยกำพวงมาลัยแน่น รู้สึกได้ถึงแรงกดทับมหาศาลที่อยู่รอบตัว แต่เขาก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะเจ้านายยังไม่มีคำสั่งให้ขับรถออกไปจากจุดนี้
ชายหนุ่มปรายตามองโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าแล้วก็หยิบมันออกมา “นายคิดว่าเธอจะรับไหมอาเฟย”
“ต้องลองดูครับคุณชาย เพราะผมก็เดาใจคุณหนูหลินไม่ถูกจริงๆ” อย่าว่าแต่คุณหนูหลินเลยแม้แต่หลินอวี่เฉินคนนั้นเขาก็ยังมองอีกฝ่ายไม่ออกเหมือนกัน
“กลับบ้านใหญ่ก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็วางโทรศัพท์มือถือเทอะทะเอาไว้บนตัก
“คุณชาย ทำไมไม่โทรตอนนี้ล่ะครับ เผื่อว่าคุณหนูหลินจะออกมาพบคุณชายบ้าง ยังไงก็เป็นเพื่อนบ้านกัน โกรธนานก็เกินพอดีไปนะครับ”
มุมปากของเสิ่นมู่หานปรากฏร่องรอยเยาะเย้ยถากถางตัวเอง “ฮุ่ยฮุ่ย เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใช้อารมณ์นำการตัดสินใจหรอกนะอาเฟย และเธอก็ไม่ใช่คนที่จะหวังพึ่งพาผู้ชายด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวของฉันหรือสถานะสูงส่งนี้ เธอไม่ได้สนใจมันด้วยซ้ำ”
อาเฟยขับรถออกไปพร้อมกับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “คุณชาย ทำไมมันยากเย็นแบบนี้ล่ะครับ ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้าตราประทับมันปะทุอีกครั้ง คุณชายคงได้เจ็บหนักกว่าครั้งนี้นะครับ”
“ยาที่หลินอวี่เฉินให้กินในวันนั้นน่าจะประคองอาการได้อีกราวๆ ครึ่งปี”
“แล้วถ้าอาการของฮุ่ยฮุ่ยปะทุขึ้นมาล่ะครับคุณชาย เธอไปอยู่ไกลถึงภาคใต้เลยนะ คุณชายคงไม่คิดจะเผาผลาญพลังของตัวเองเพื่อไปให้ถึงที่นั่นภายในหนึ่งชั่วโมงหรอกใช่ไหมครับ”
“ถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง ฉันก็จะทำแบบที่นายว่านั่นแหละ” น้ำเสียงของเขาแฝงเอาไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว
“คุณชายอย่าลืมพาผมไปด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามลืมผมเด็ดขาด” ในเมื่อเจ้านายยังไม่กลัวตายแล้วเขาจะกลัวทำไมกัน
“อืม”
เช้าของวันต่อมา หลิวฮ่าวไปทำงานที่ร้านกับฟางหลาน หลังอาหารเช้าหลินฮุ่ยจึงได้ปั่นจักรยานไปที่บ้านสี่ประสานหลังอื่นๆ ที่พี่ชายโอนเป็นชื่อเธอแล้วทั้งหมด
ระหว่างที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เธอกดรับโดยไม่ได้คิดอะไรมาก “หลินฮุ่ยพูดค่ะ”
“ฮุ่ยฮุ่ย พี่เองนะ เธออยู่ที่บ้านหรือเปล่า” ชายหนุ่มกรอกเสียงไปตามสายอย่างตื่นเต้น ไม่คิดว่าเธอจะรับเร็วขนาดนี้
“คุณชายรองเสิ่น มีธุระอะไรกับฉันคะ” น้ำเสียงของเธอไม่ได้แข็งกร้าว แต่มันเป็นอีกแบบซึ่งก็คืออาการกระเง้ากระงอดอย่างไม่รู้ตัว
“อยากเลี้ยงฉลองให้เธอสักหน่อย ได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย” ท้ายประโยคของเสิ่นมู่หานก็ติดจะเว้าวอนโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
“คุณไม่มีงานทำหรือไง หรือว่าจะลาออกแล้ว” ถามพลางเธอก็เดินเข้าไปในลานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นพุทราอยู่หนึ่งต้นกำลังผลิดอกอยู่ มองซ้ายมองขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอื่นนอกจากหน่วยคุ้มกัน เธอก็นำเอาน้ำออกมาจากมิติ รดลงไปรอบๆ โคนต้นของมัน
มุมปากของเสิ่นมู่หานยกขึ้นน้อยๆ เธอไม่ผลักไสเขา “ถ้าเธอยังหนีหน้าพี่อยู่อย่างนี้ คงได้ลาออกจริงๆ แล้วล่ะ แต่งงานกันแล้วให้เธอเลี้ยงดีไหม”
หลินฮุ่ยได้แต่กลอกตามองฟ้า มันเลี่ยนจริงๆ นะ แต่พอเห็นว่าพุทราจีนเริ่มสุกได้ที่ จึงยื่นมือไปเด็ดมาหนึ่งลูก แล้วส่งเข้าปากอย่างสบายใจ “มาตรฐานของฉันสูงมากนะคะคุณชายรองเสิ่น และธรณีประตูบ้านของฉันก็สูงด้วย”
“พี่ทำอาหารเป็นนะ แล้วทำงานบ้านได้ด้วย อ้อ ยังเลี้ยงลูกได้อีกด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวส่งสัญญาณให้สืออีกับลูกน้องเข้ามาเก็บพุทราแสนอร่อยต้นนี้ไปกิน แล้วเธอก็เดินออกจากลานบ้าน ไปตรวจสอบที่อื่นต่อ “ไม่ยักรู้ว่าคุณชายรองเสิ่นก็ทำอาหารเป็นด้วย แค่ราคาคุยแน่ๆ ค่ะ”
“พี่ถึงบอกว่าจะขอเลี้ยงเธอสักมื้อไงฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้า ถ้าเธอไปตามคำเชิญของเขา คราวนี้คงได้โดนจูบสูบวิญญาณอีกแน่ๆ เธอไม่ไปหรอก “คำพูดของคุณมีช่องโหว่เต็มไปหมดเลยค่ะคุณชายรองเสิ่น คงต้องฝึกฝนใหม่นะคะ”
“หึหึ แต่พี่ทำอาหารเป็นจริงๆ นะ ไม่ได้โกหกเธอแม้แต่คำเดียว” เด็กปากแข็ง ถ้าไม่อยากคุยคงจะตัดสายไปนานแล้ว
หญิงสาวผลักประตูเข้าไปในลานบ้านอีกแห่ง แล้วก็ต้องตาโตกับต้นไม้ที่ปลูกประดับเอาไว้กลางลาน มันคือต้นท้อขนาดใหญ่ “ว้าว! ดกจังเลย”
“หืม เธออยู่ที่ไหนเหรอฮุ่ยฮุ่ย” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คุยกันอยู่ดีๆ ความสนใจของเธอก็ถูกสิ่งอื่นแย่งไปเฉยเลย
“อยู่ที่บ้านของฉันสิคะ ลูกท้อดกเต็มต้นเลยค่ะคุณชายรองเสิ่น” เธออวดเขาราวกับเด็กน้อยอวดของเล่นกับสหาย
ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเข้าใจว่าเป็นบ้านหลังไหน “เธออยู่ที่บ้านตระกูลหลินอีกหลังเหรอ พอดีเลย พี่ก็พักอยู่ใกล้ๆ เหมือนกัน ไปหาเธอได้ไหม”
“พี่สืออีคะ มาเก็บลูกท้อด้วยค่ะ” ว่าแล้วเธอก็นำเอาน้ำจากมิติออกมารดที่โคนต้นท้อหนึ่งถัง แล้วก็เดินไปนั่งที่ม้าหินใต้ต้นท้อ
เสิ่นมู่หานถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินหญิงสาวเรียกสืออี เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนให้ตัวเอง “เธอนี่ขาใหญ่คุมทั้งถนนวงแหวนที่สองจริงๆ เลย”
หญิงสาวได้ยินแล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น “พี่ชายของฉันเป็นใครล่ะคะ ถ้าเขาว่างคงมีเวลาไปอัดคุณแทนฉัน หึหึ”
“นะ นี่ เธอจะใจร้ายกับพี่ไม่ได้นะฮุ่ยฮุ่ย พี่ใหญ่เป็นคนมีเหตุผล ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก”
“พี่ใหญ่มีน้องแค่ฉันกับฮ่าวฮ่าว คุณห้ามเรียกแบบนี้นะ!” คนหวงพี่ชายตะโกนออกมาเสียงดัง
สืออีที่ได้ยินเสียงของคุณหนูก็รีบกระโดดลงมาจากต้นท้อทันที “เกิดอะไรขึ้นครับคุณหนู”
หลินฮุ่ยมองตะกร้าที่เต็มไปด้วยลูกท้อแล้วก็หยิบมาหนึ่งลูก ก่อนจะส่งเข้าปากอย่างฉุนเฉียว “พี่สืออี คุณชายรองเสิ่นบอกว่าอยู่ใกล้ๆ พวกเรา พี่ไปอัดเขาให้ฉันได้ไหมคะ”
สืออีนิ่งไปอึดใจก่อนจะพยักหน้า “ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ คุณหนูจะให้บาดเจ็บระดับไหนดีครับ”
คราวนี้หลินฮุ่ยถึงกับนิ่งงันไป แต่ไม่นานก็ตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “บาดเจ็บเล็กน้อย แต่เป้าหมายอยู่ที่ใบหน้าค่ะพี่สืออี รีบไปเร็วๆ ค่ะเดี๋ยวเขาจะหนีไปเสียก่อน”
“ได้ครับคุณหนู ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอล้อเล่นอยู่ใช่ไหม” เสิ่นมู่หานที่กำลังนั่งดื่มชาพร้อมกับคุยโทรศัพท์เริ่มนั่งไม่ติดที่ เพราะสืออีนั้นรับคำสั่งแล้ว
“ฮึ! กล้าเรียกพี่ใหญ่เหมือนฉัน คุณก็เตรียมตัวรับผลกรรมเสียเถอะคุณชายรองเสิ่น” พูดได้เท่านั้นเธอก็กดตัดสายแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ ถึงความรู้สึกที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนไปแต่คนเรามีแค้นก็ต้องชำระไม่ใช่หรือไง
หลิวฮ่าวกลับมาถึงบ้านก็วิ่งตรงไปหาพี่สาวที่เรือนพักด้านในทันที เขาร้องเรียกอยู่นานจึงได้เห็นพี่สาวถือของบางอย่างออกมาจากห้องพร้อมกับรอยยิ้มเจิดจ้า
“พี่รอง วันนี้มีเรื่องสนุกมาเล่าให้พี่ฟังด้วยล่ะ พี่อยากฟังไหม”
หลินฮุ่ยยื่นถ้วยไอศกรีมโฮมเมดที่เธอหาสูตรจากอินเทอร์เน็ตจากวิลล่าบนเกาะลอยฟ้า จนทำออกมาได้มากมายหลายสูตร ส่งให้น้องชายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “อยากฟังสิ แต่นายลองชิมไอศกรีมถ้วยนี้ก่อน ถ้าชอบพี่จะทำให้นายเยอะๆ เก็บเอาไว้ในแหวนมิติ จะได้กินนานๆ”
เด็กหนุ่มรับถ้วยไอศกรีมมาแล้วก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งบริเวณโถงทางเดิน เขาตักมันเข้าปากแล้วก็ต้องตาโต “อร่อยมากเลยพี่รอง ยิ่งได้กินช่วงนี้ยิ่งอร่อย”
“อร่อยก็กินเยอะๆ วันก่อนนายซื้อทุเรียนมาใช่ไหม” เห็นน้องชายพยักหน้าแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เธอก็พูดต่อ “พี่ว่าจะลองเอามาทำไอศกรีมทุเรียนน่าจะเข้าท่า นายว่าไง”
หลิวฮ่าวที่ชื่นชอบทุเรียนเหมือนกับพี่สาว พยักหน้ารัวๆ ก่อนจะจ้วงตักไอศกรีมในถ้วยอย่างจริงจัง ไม่นานก็หมดถ้วย “พรุ่งนี้ผมจะไปซื้อผลไม้มาให้พี่ทำไอศกรีมเพิ่ม”
หญิงสาวลูบหัวน้องชายเบาๆ “ได้สิ ยังไงก็ตั้งใจจะทำเอาไว้ให้นายเยอะๆ อยู่แล้ว”
“แต่พี่รองห้ามกินเยอะนะครับ ไอศกรีมมันเย็นเกินไปกินเยอะไม่ค่อยดี”
“ไม่กินเยอะหรอกน่า แล้วมีเรื่องอะไรจะเล่าให้พี่ฟังล่ะ”
“อ้อ ฮ่าๆๆ วันนี้ผมกำลังฝึกทักษะการต่อสู้อยู่กับพี่ฟาง ก็มีลูกน้องของพี่ฟางเข้ามารายงานเรื่องตลกเรื่องหนึ่งน่ะสิครับพี่รอง”
“เรื่องตลกอะไร วันๆ พวกเขาไม่ออกทำภารกิจหรือไง ทำไมยังมีเวลาว่างมาดูเรื่องตลกด้วยล่ะ”
“ก็เรื่องของพี่เสิ่นน่ะสิ เห็นบอกว่าวิ่งหนีใครบางคนที่ปิดบังหน้าตา แล้วก็ยกมือขึ้นปิดหน้าไปด้วย พี่ว่าเขาหล่อขนาดนั้น จะมีภรรยาบ้านไหนไปหลงรักเขาเข้า จนสามีที่บ้านจ้างคนมาทำลายใบหน้าของเขาให้เสียโฉมหรือเปล่า”
หลินฮุ่ยกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง “น่าจะจริงนะ หน้าตาของเขามันเป็นปัญหาจริงๆ นั่นแหละ”
ทางด้านของบ้านใหญ่เสิ่น ยามนี้แม่เสิ่นกำลังนั่งหัวเราะลูกชายคนรองจนต้องลงไปนั่งอยู่กับพื้นก็ยังไม่หยุดหัวเราะ
ส่วนพ่อเสิ่นก็ได้แต่มองใบหน้าที่บวมปูดของลูกชายยิ้มๆ “บาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้ แกคงไม่คิดจะลาป่วยแล้วไม่ไปทำงานหรอกใช่ไหม”
“เล็กน้อยที่ไหนกัน ฮึ่ม!” คนที่เก็บอารมณ์ได้ดีมาตลอดเสียอาการก็ครั้งนี้
“ฮ่าๆๆ แกว่าใครนะที่มาอัดแกน่ะเจ้ารอง” แม่เสิ่นเดินกุมท้องมานั่งข้างๆ สามี สายตาที่มองลูกชายเต็มไปด้วยความสะใจและสมใจ ในที่สุดก็แสดงท่าทีเหมือนคนอื่นเขาเป็นเสียที
“คนของหลินอวี่เฉินครับแม่” ชายหนุ่มรู้ว่าปิดบังไปก็ไม่ได้อะไร เพราะแม่ของเขาก็ให้คนตามสืบได้อยู่ดี
“แก ไปทำอะไรล่ะ เขาถึงได้ส่งคนมาอัดหน้าแกจนเป็นหัวหมูแบบนี้”
“ผมไม่ได้ทำ และคนที่สั่งก็ไม่ใช่หลินอวี่เฉินด้วย ฮึ!”
พ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นมองหน้ากันแล้วถึงกับเลิกคิ้ว ก่อนจะเป็นพ่อเสิ่นที่ถามลูกชายยิ้มๆ “อย่าบอกนะว่าสภาพหัวหมูเดินได้ของแกในตอนนี้ เป็นเพราะแม่หนูฮุ่ยฮุ่ยสั่งการมา”
“ฮึ! เด็กแสบ!”
“แสบจริงๆ นั่นแหละทั้งพี่ทั้งน้องเลย ดูอย่างบ้านหลังนั้นสิคะคุณ ไม่เหลือชิ้นดีเลย เจ้ารองคงไปทำอะไรที่ทำให้เขาโกรธจริงๆ นั่นแหละ ฮ่าๆๆ”
“แม่! ผมยังเป็นลูกแม่อยู่นะ!”
“ฉันก็ไม่ได้อุ้มลูกมาผิดคนนี่ แล้วครั้งนี้แกไปทำอะไรแม่หนูฮุ่ยฮุ่ยเข้าล่ะ เธอถึงได้โกรธขนาดนี้” แม่เสิ่นรินน้ำชาให้ตัวเองแล้วก็ยกขึ้นจิบด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์
“ผมก็แค่เรียกพี่ชายเธอว่าพี่ใหญ่เท่านั้น”
“อะไรนะ! แกเปลี่ยนแซ่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คุณคะ ลูกเราอยากจะไปเป็นลูกบ้านอื่นแล้วค่ะ”
“ตัดๆ ไปเถอะ ใจไม่ได้อยู่ที่นี่ อยากไปไหนก็ให้เขาไปอยู่ที่นั่นก็แล้วกัน” พ่อเสิ่นก็ผลักเรือตามน้ำทันที
แม่เสิ่นแสร้งตาโต มองลูกชายทีแล้วก็มองสามีที “เจ้ารอง แกหน้าตาไม่ดีแล้ว หนูฮุ่ยฮุ่ยเขาไม่รับแกเข้าตระกูลหลินหรอกนะ” ตอนนั้นบอกว่ายังไงนะ ปล่อยให้ความสัมพันธ์เป็นไปตามธรรมชาติ ผ่านไปไม่เท่าไหร่ก็มาทำหน้าหัวหมูให้ดูอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่รักลูกสาวบ้านนั้นจะยอมให้คนเขาทุบตีได้หรือ
“อาเฟย นายเอายาตัวใหม่ให้คุณแม่ที” ชายหนุ่มยิ่งฟังยิ่งปวดหัว รู้ว่าเขาคิดยังไงกับฮุ่ยฮุ่ย ยังทำเป็นพูดเล่นกันอยู่ได้ ยังเป็นพ่อกับแม่ของเขาหรือเปล่าเนี่ย
“นายหญิงครับ นี่เป็นยาตัวใหม่ที่คุณชายปรุงขึ้นมา กินแค่หนึ่งเม็ดผิวพรรณก็จะกลับไปเป็นเหมือนตอนอายุยี่สิบครับ”
แม่เสิ่นเลิกสนใจลูกชายกับสามีทันที “ไหนๆๆ เอามาให้ฉันดูสิ”
“นี่ครับนายหญิง” อาเฟยได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดนายหญิงก็สนใจเรื่องอื่นแทนแล้ว
“กินตอนนี้เลยได้ไหม”
“กินได้เลยครับนายหญิง พอตื่นขึ้นมาเช้าวันพรุ่งนี้ นายหญิงจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนครับ”
“ดีๆๆ งั้นก็กินเลย” ว่าแล้วแม่เสิ่นก็ส่งเม็ดยาสีสวยเข้าปากทันที แล้วก็ต้องตาโตเมื่อรสชาติหวานหอมถูกใจ ก่อนจะลุกขึ้น “ฉันจะไปนอนแล้ว เย็นนี้ก็ไม่กินข้าวแล้ว ใครหิวก็หากินเองนะ”
พ่อเสิ่นมองตามภรรยาแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนจะหันไปคุยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “ช่วงนี้ตระกูลที่สนิทสนมกับตระกูลหลิน เก็บตัวบ่มเพาะกันหมดเลย แกรู้ไหมว่าพวกเขากำลังคิดจะทำอะไร”
ชายหนุ่มหลุบเปลือกตาลงต่ำ “น่าจะเกี่ยวกับเจิ้งเส้าฉินครับพ่อ เขาช่วยคนตระกูลหลิวกับตระกูลโจวออกไปได้แล้ว ทางนั้นก็เลยระแวงว่าอาจจะถูกเอาคืน” จะให้บอกได้อย่างไรว่าทั้งหมดเกิดจากเหล้าไป๋จิ่วของฮุ่ยฮุ่ย
“แล้วแกล่ะ ทั้งรวบรวมหลักฐาน ทั้งจับตัวคนส่งเข้าคุก ไม่กลัวจะถูกเอาคืนหรือไง”
“พ่อลืมไปแล้วหรือครับว่าเจิ้งเส้าฉินไม่กล้าลงมือกับตระกูลเสิ่น” คุณทวดของตระกูลเสิ่น เป็นผู้มีพระคุณของคนตระกูลเจิ้งในอดีต ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีทางที่เจิ้งเส้าฉินจะไม่รู้
“อ้อ ฉันยังนึกว่าแกลืมไปแล้วเสียอีก แล้วระหว่างแกกับแม่หนูฮุ่ยฮุ่ยมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้”
“ไม่มีอะไรนี่ครับ เธออยากระบายอารมณ์ผมก็ให้เธอได้สมใจแล้ว”
“ฮึ! ยังไม่แต่งงานกัน แกก็ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้เขาทุบตีขนาดนี้ ต่อไปถ้าเธอติดนิสัยล่ะ แกจะทำยังไง”
ชายหนุ่มเชิดหน้าที่ยังบวมขึ้น “ผมหนังหนา เธออยากทุบตีก็ให้เธอทำไปเถอะครับ”
พ่อเสิ่นมองลูกชายที่เกินเยียวยาแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “ดีๆๆ ฉันจะรอดูว่าแกจะคว้าหลินฮุ่ยกลับมาที่ตระกูลเสิ่นได้หรือเปล่า” ว่าแล้วก็เตรียมจะลุกขึ้นเพราะทนมองหน้าตาบวมปูดของลูกชายไม่ไหวจริงๆ
“พ่อ! แล้วเรื่องย้ายผมไปภาคใต้ล่ะ”
“ไม่มีทาง! แกมาทางไหนก็ไสหัวกลับไปทางนั้นเลย!”