สหายรักของพี่ชาย
สหายรักของพี่ชาย
หลังออกจากห้องโถงบรรพชนที่เป็นห้องลับอยู่หลังห้องโถงหลักของเรือนในชั้นวงที่สอง พี่ชายกับน้องสาวที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ก็พากันมายืนอยู่ที่อาคารครัวเก่าที่อยู่ทางฝั่งตะวันออก
“เธอทำอาหารเป็นไหมฮุ่ยฮุ่ย” ถามน้องสาวออกไปแล้วสีหน้าของเขาก็เริ่มจืดเจื่อนเพราะที่เขาถนัดมากที่สุดก็คือการต้มไข่ หรือไม่ก็เป็นการดำน้ำจับปลามาย่างกินกลางทะเลเวลาออกปฏิบัติภารกิจเท่านั้น
หลินฮุ่ยมองเตาแก๊ส มองเตาอั้งโล่แบบเก่า เคาน์เตอร์ล้างจาน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ แม้แต่ตู้เย็นก็ยังมี
“ฉันทำเป็นค่ะพี่ใหญ่ แต่ที่นี่น่าจะไม่มีวัตถุดิบเลยนะคะ” ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงใส
“ทำเป็นของเธอนี่เป็นระดับไหน อย่าหลอกพี่ใหญ่คนนี้นะ ถ้าทำไม่เป็นก็รีบบอกมาเลยพี่จะพาเธอไปทานข้าวข้างนอก”
“ก็ทำได้เกือบทุกอย่าง อาหารของปักกิ่งได้เกือบหมด ส่วนอาหารทางภาคใต้ก็ได้เยอะอยู่นะเพราะฉันมีรุ่นพี่เป็นคนเซินเจิ้นกับคนกว่างโจว”
“อาหารกวางตุ้งกินทุกวันแล้ว มาปักกิ่งก็ต้องกินอาหารของที่นี่สิ เอาอย่างนี้ไหมพวกเราไปหาซื้อของที่ห้างหรือไม่ก็ไปตลาดกัน”
เธอก้มมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ตลาดเช้าน่าจะวายไปแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็ไปซื้อที่ห้างก็แล้วกัน”
“ดีเลย งั้นไปกันฮุ่ยฮุ่ย”
“ฉันขอกลับไปเอากระเป๋าเงินก่อนนะคะพี่ใหญ่”
“ไม่ต้องหรอกพี่มีเงิน อยู่กับพี่เธอไม่ต้องจ่าย” เขาตบอกตัวเองราวกับเด็กน้อยในวันวานที่มีแต่ความสุขในบ้านหลังนี้
“พี่มีเงินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอคะ เท่าที่ฉันคำนวณดูแล้วพวกเราสองคนพี่น้อง นอกจากจะมีบ้านสี่ประสานมากหน่อยซึ่งก็ไม่ได้คิดจะขายเพื่อเอาเงินมาใช้ เงินในกระเป๋าของแต่ละคนที่มีอยู่ก็ยังต้องใช้อย่างประหยัดนะคะ” เธออยู่กับคนตระกูลหลิวที่ร่ำรวยจนรู้สึกว่าเงินที่เธอมียังเทียบกับพวกเขาไม่ได้ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าสำหรับคนอื่นนั้นเธอก็นับว่าเป็นคนมีฐานะในระดับหนึ่งทีเดียว
เขายื่นมือออกไปลูบผมของน้องสาว “เด็กน้อย ถึงแม้พี่ชายของเธอจะมีเงินไม่มากแต่แค่จะเลี้ยงเธอน่ะไม่มีปัญหาหรอก ไปเถอะ จะได้ไปคุยเรื่องติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้านด้วย อ้อ พวกเราต้องไปหาซื้อของใช้ส่วนตัวกับของใช้ในห้องน้ำด้วยนะ”
“ถ้าพี่ใหญ่บอกว่ามีเงินฉันก็จะเชื่อค่ะ ว่าแต่บ้านของพวกเรามีพื้นที่พอจะให้ฉันทำสวนปลูกผักบ้างไหมคะ” ตอนเด็กแม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากสองผู้เฒ่าตระกูลหลิว แต่เธอก็ไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายงานพวกนี้เธอจึงทำเป็นแทบทุกอย่าง
“มีสิ ด้านหลังนั่นแหละพื้นที่เยอะพอสมควรเลยนะ เมื่อก่อนคุณย่ากับคุณแม่ชอบปลูกมะเขือเทศกับแตงกวา แล้วก็มีแตงหวานด้วย”
หลินฮุ่ยตาโตทันที “ฉันก็ชอบปลูกค่ะพี่ใหญ่เพราะฉันชอบกิน” ว่าแล้วก็ยิ้มจนตาหยีอย่างมีความสุข เธอรู้สึกได้ว่าที่นี่มันคือที่ของเธอจริงๆ
“นั่นไง ตอนที่พี่เห็นเธอครั้งแรกถึงได้บอกว่าเธอเหมือนแม่ เหมือนในที่นี้ไม่ใช่แค่หน้าตานะแต่มันคือทุกอย่างที่เป็นเธอ”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วก็มองพี่ใหญ่อย่างพินิจ “ฉันไม่เคยเห็นตัวจริงของพ่อกับปู่ แต่เท่าที่เห็นรูปของพวกท่านฉันว่าพี่ก็เหมือนพวกท่านนะพี่ใหญ่”
“ก็เพราะว่าพวกเราเป็นตัวแทนของตระกูลหลิวไงฮุ่ยฮุ่ย”
“อื้ม ไปกันค่ะพี่ใหญ่ วันนี้ฉันจะซื้อของมาตุนเอาไว้เยอะๆ ระหว่างที่พี่อยู่ที่ปักกิ่งรับรองว่าน้ำหนักต้องขึ้นแน่นอน”
“ไม่มีปัญหากลับไปที่ค่าย ฝึกทุกวันเดี๋ยวน้ำหนักก็ลดลงเหมือนเดิมนั่นแหละ” เขาเดินเคียงกับน้องสาวไปที่ชั้นวงที่หนึ่งซึ่งมีโรงจอดรถอยู่ที่นั่น จากนั้นก็พาน้องสาวออกไปหาซื้อของกินกับของใช้ที่ห้างสรรพสินค้า
พอมาถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว หลินฮุ่ยที่คุ้นเคยมากกว่าก็เดินนำพี่ชาย เธอเลือกซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงทำอาหารมากมาย เสร็จแล้วก็ไปซื้อของใช้ส่วนตัวและของใช้ในห้องน้ำ และก็ไม่ลืมที่จะเลือกชุดลำลองให้เขาไปอีกสามชุด
“เธอก็ซื้อด้วยสิฮุ่ยฮุ่ย ทางนั้นมีเสื้อผ้าผู้หญิงสวยๆ ไปกันพี่จะเลือกให้เธอเอง”
หญิงสาวส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย “ฉันมีเสื้อผ้าหลายชุดแล้วค่ะพี่ใหญ่ แค่นี้พี่ก็จ่ายเงินไปเยอะแล้ว พวกเรากลับบ้านดีกว่านะคะ ฉันจะได้ทำอาหารเย็นให้พี่ทาน”
“ไม่ได้ๆ พี่ยังไม่เคยซื้อเสื้อผ้าให้เธอสักชุดเลย ไปกัน” ไม่ว่าเปล่าเขายังได้เดินนำน้องสาวไปที่ร้านเสื้อผ้าของผู้หญิงทันที
ฮุ่ยฮุ่ยได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ แต่ก็ต้องตามพี่ชายเข้าไปในร้านอยู่ดี “พี่ใหญ่ พี่จะชี้มั่วและเอาหมดไม่ได้นะคะ”
“พี่มีน้องสาวแค่คนเดียว ไม่ซื้อให้เธอแล้วจะซื้อให้ใครล่ะ มาๆ เอาชุดนี้ไปลองก่อนเลย” เขาส่งชุดเดรสสีฟ้าลายดอกเล็กๆ ให้น้องสาว “ผิวเธอขาวใสใส่ชุดนี้ต้องสวยแน่ฮุ่ยฮุ่ย” น้องสาวเขาสวยกว่าคุณแม่ตอนสาวๆ เสียอีก ทั้งผิวพรรณที่ขาวละเอียด หน้าตาที่โดดเด่น ยังมีเส้นผมยาวตรงนุ่มสลวยนั่นอีก เฮ้อ! เพิ่งจะมีน้องสาวก็เริ่มหนักใจเสียแล้ว
“พี่ใหญ่” เธออยากจะปฏิเสธแต่พอเห็นสีหน้าและแววตาของเขาแล้วเธอก็ได้แต่ยอมพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ ฉันจะไปลองชุดนี้ให้พี่ดูก็ได้”
“ดีมาก น้องสาวของพี่ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด รีบเข้าไปเปลี่ยนชุดเร็ว”
หญิงสาวยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องลองชุด และไม่นานเธอก็เดินออกมา “พี่ใหญ่ เป็นยังไงบ้างคะ” ถามพลางก็ยิ้มเอียงอายเพราะในร้านมีคนเพิ่มมาอีกหลายคน และก็กำลังพูดคุยกับพี่ชายของเธอด้วย
หลินอวี่เฉินหันไปมองน้องสาวแล้วก็ต้องตบเข่าฉาด “สวยมากเลยน้องพี่” แล้วเขาก็หันไปหาสหายรักทั้งสามคน “เหล่าจ้าว เหล่าเติ้ง เหล่าหยาง นี่น้องสาวของฉันหลินฮุ่ย” แล้วเขาก็กวักมือเรียกให้เธอเดินมาหา
หญิงสาวมองสหายของพี่ชายก่อนจะทักทาย “พี่จ้าว พี่เติ้ง พี่หยางสวัสดีค่ะ ฉันหลินฮุ่ยน้องสาวของพี่ใหญ่ค่ะ”
“ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของเหล่าหลินนี่เอง พี่เคยเห็นเธอมาก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย แต่น่าจะเป็นตอนที่อยู่บ้านตระกูลหลิว” เหล่าจ้าวเอ่ยออกมายิ้มๆ อย่างเอ็นดู
“เมื่อก่อนเคยอยู่ที่นั่นค่ะพี่จ้าว แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว”
“พี่รู้เรื่องของเธอแล้วล่ะ ไม่ต้องคิดมากนะ ต่อไปมีปัญหาอะไรก็ไปหาพี่ได้เลย” ว่าแล้วเขาก็หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าเสื้อส่งให้น้องสาวของสหายรัก
“ขอบคุณค่ะพี่จ้าว” เธอรับมาก่อนทั้งที่ยังไม่ได้อ่าน
“คนกันเองทั้งนั้น” เหล่าจ้าวหันไปทางพนักงานร้าน “ชุดแบบที่น้องสาวคนนี้ลอง เอามาหมดเลยนะ”
“เฮ้ๆๆ นายคิดจะแย่งความดีความชอบไปก่อนพวกเราหรือไงเหล่าจ้าว” เป็นเหล่าเติ้งนั่นเองที่กระเซ้าสหายรัก ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานของร้าน “เสื้อผ้านำเข้าจากฮ่องกงพวกนั้น เอามาให้หมดเลยครับ”
“ได้ค่ะ” พนักงานของร้านอีกคนเข้ามาช่วยบริการลูกค้าอย่างมืออาชีพ
สองพี่น้องมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเป็นหลินอวี่เฉินที่พูดขึ้นมาก่อน “พวกนายจะแย่งหน้าที่พี่ชายไปจากฉันแบบนี้ไม่ได้นะ”
“น้องสาวนายก็เหมือนน้องสาวของพวกเรานั่นแหละน่า อีกอย่างนายก็ช่วยเหลือพวกเรามาตลอดเรื่องแค่นี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกนะ”
หลินอวี่เฉินกำลังจะอ้าปากทักท้วง เหล่าหยางที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้น “เอาชุดฤดูใบไม้ร่วงที่แขวนอยู่ตรงนั้นหมดเลยครับ”
“ได้ค่ะคุณผู้ชาย รอสักครู่นะคะ”
หลินอวี่เฉินจนใจจนได้แต่หัวเราะออกมา “ได้ๆๆ พวกนายซื้อก็ให้พวกนายขนถุงเสื้อผ้าไปส่งที่บ้านก็แล้วกัน”
“พูดแบบนี้นายจะเลี้ยงอาหารเย็นพวกเราเหรอเหล่าหลิน”
“แน่นอนสิ เลี้ยงต้อนรับฮุ่ยฮุ่ยกลับบ้าน และก็จะได้ฝากน้องสาวให้พวกนายดูแลช่วงที่ฉันไม่อยู่ด้วย”
“ไม่มีปัญหา ยังไงพวกเราก็เป็นสหายรักกันตั้งแต่เด็กอยู่แล้วนี่ มีฮุ่ยฮุ่ยก็นับว่ามีสมาชิกในบ้านเพิ่มมาอีกคน”
หลินฮุ่ยมองพี่ชายและสหายรักของพี่ชายด้วยดวงตาที่ทอประกายแสงแห่งความอบอุ่นและอ่อนโยน การถูกรักอย่างไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็เข้าครัวทำอาหารปักกิ่งถึงแปดอย่างแล้วก็ทำอาหารกวางตุ้งอีกสี่อย่าง และน้ำแกงอีกสองอย่าง
พอพี่ชายและสหายของเขากลับจากการไปขุดแปลงผักด้านหลังบ้าน ก็ต้องตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าเธอจะทำอาหารเก่งและทำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“ว้าว! วันหลังคงต้องมาฝากท้องที่บ้านนายบ่อยๆ แล้วล่ะเหล่าหลิน”
“มาน่ะมาได้ พาเด็กๆ กับเมียของพวกนายมาด้วย ฮุ่ยฮุ่ยจะได้มีเพื่อนคุย หรือจะมาพักค้างที่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหามีห้องว่างเยอะแยะ”
“ได้สิ เมียฉันก็ชอบทำอาหารเหมือนกัน รับรองมีเรื่องคุยกับฮุ่ยฮุ่ยไม่รู้จบแน่” เหล่าหยางที่รักครอบครัวเอ่ยออกมาทันที
“เอาละๆ อย่ามัวแต่โม้อยู่เลย รีบกินกันเถอะ” เหล่าเติ้งนั่นเองที่น้ำลายแทบจะหกอยู่แล้วเอ่ยเร่งสหายทุกคน
“นายนี่นะ ที่บ้านเปิดภัตตาคารไม่ใช่หรือไง ยังจะทำท่าแบบนั้นได้อีกนะ” หลินอวี่เฉินกระเซ้าสหายรักอย่างไม่จริงจังนัก แม้ว่าบ้านทางฝั่งแม่ของเขาจะเปิดภัตตาคารมากมายแต่เหล่าเติ้งนั้นกลับเลือกจะเดินในเส้นทางสายการเมือง และเขาก็กำลังเติบโตได้ดีทีเดียว
“มันไม่เหมือนกันนี่ ดูหน้าตาและสีสันอย่างไรก็น่าจะอร่อยกว่าที่ภัตตาคาร ฉันจะห้ามใจได้ยังไงไหว”
“ได้ๆๆ นายนี่มันเป็นจอมตะกละ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่เขาก็เริ่มขยับตะเกียบแล้วเหมือนกัน
หญิงสาวเองก็เริ่มขยับตะเกียบตามพี่ชาย เธอกินได้ไม่เยอะหรอกแต่แค่ได้มองเห็นเหล่าพี่ชายกินอาหารที่เธอทำอย่างเอร็ดอร่อยเธอก็พอใจมากแล้ว
กระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารทุกอย่างก็หมดเกลี้ยง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการแย่งเนื้อตุ๋นชิ้นสุดท้ายกันอีกด้วย นี่สร้างความครึกครื้นไม่น้อยเลย
หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงสหายรักของพี่ชายก็ขอตัวกลับ ส่วนเธอและพี่ชายก็ช่วยกันล้างจานชามอยู่หน้าเคาน์เตอร์ล้างจานในห้องครัว
“เป็นไงบ้างฮุ่ยฮุ่ย วันนี้พี่เห็นเธอกินไปนิดเดียวเอง อิ่มหรือเปล่า”
“ปกติฉันก็กินเท่านี้ค่ะพี่ใหญ่ ยิ่งได้เห็นพวกพี่กินอย่างเอร็ดอร่อยฉันก็อิ่มใจแล้วล่ะค่ะ”
“เธอนี่นะ ร่างกายผอมแบบนี้ต้องบำรุงให้มากหน่อยนะ หรือไม่ก็วิ่งออกกำลังกายบ้างจะได้มีกล้ามเนื้อ”
“ตอนพักอยู่ที่มหาวิทยาลัย ฉันกับฟางฟางก็วิ่งออกกำลังกายทุกวันค่ะพี่ใหญ่ แต่พอกลับมาอยู่บ้านครั้งนี้มีอุบัติเหตุจนนอนหมดสติไปนาน พอฟื้นมาก็เจอกับเรื่องราวหนักๆ ก็เลยทำให้ลืมเรื่องนี้ไปเลย”
เขามองน้องสาวอย่างเห็นใจ “ไม่เป็นไร เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ตอนเช้าพี่จะพาเธอไปวิ่งออกกำลังกายเอง ไปวิ่งรอบทะเลสาบสือชาฮ่ายดีไหม เสร็จแล้วก็ซื้อโหยวเถียวกับน้ำเต้าหู้กลับมากินที่บ้านเลย”
“วิ่งจากที่บ้านไปเหรอคะพี่ใหญ่ ไกลอยู่นะคะ”
“ใครว่าล่ะก็ขับรถจี๊ปไปไง อ้อ พี่ว่าที่บ้านเรายังขาดรถไปนะ เธออยากได้จักรยานหรือมอเตอร์ไซด์ดีฮุ่ยฮุ่ย ก่อนกลับพี่จะได้ซื้อให้เธอเอาไว้ใช้”
“จักรยานค่ะพี่ใหญ่” เธออยากจะขอร้องเขาเหลือเกินว่าอย่าได้ใช้เงินเกินตัว ยังมีสหายของพี่ใหญ่อีก คนพวกนี้ใช้เงินอย่างไม่กระพริบตาเลยสักคน แค่ที่จ่ายค่าเสื้อผ้าให้เธอไปนั้นก็คนละสามพันหยวนเข้าไปแล้ว
เขาส่งชามใบสุดท้ายให้น้องสาวเช็ด ก่อนจะล้างมือให้สะอาด “เธอไม่ต้องประหยัดช่วยพี่หรอกนะฮุ่ยฮุ่ย เงินที่พี่หามาหลายปี ไม่ค่อยได้ใช้ดังนั้นเธอที่เป็นน้องพี่ใช้ได้ตามสบายเลย”
“เฮ้อ! พี่ใหญ่คะ บ้านของพวกเราก็มีตั้งหลายหลัง ยังต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาทุกปีนะคะ ไหนจะค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอีก ฉันไม่ยอมให้พี่ให้เงินอย่างสิ้นเปลืองหรอกนะคะ”
“เด็กโง่! เธอนี่นะ ตามพี่ไปที่ห้องก่อนแล้วเธอจะรู้ความจริง รีบตามมาเร็ว” ว่าแล้วเขาก็เดินนำน้องสาวกลับไปทางห้องพัก
หลินฮุ่ยได้แต่งุนงงสงสัยเพราะท่าทีของพี่ใหญ่นั้นมีลับลมคมในมาก หรือว่าเธอจะประเมินเขาผิดไปอย่างนั้นหรือ แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะเพราะเงินที่พี่ใหญ่เคยมีถูกใช้ไปกับการซื้อบ้านสี่ประสานคืนกลับมาแล้วนี่ ยังจะมีเงินก้อนใหญ่เหลือได้ยังไงกัน
หลินอวี่เฉินเดินเข้าไปในห้องนอนของเขา จากนั้นใช้กุญแจเปิดตู้ที่ตั้งอยู่ข้างๆ กับตู้เสื้อผ้าออก ก็พอดีกับที่น้องสาวเดินตามเข้ามา “มาดูนี่ฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวเดินเข้าไปดูในตู้ไม้ ก็เห็นว่าพี่ชายหยิบเอาสมุดเงินฝากออกมาถึงสองเล่ม “นี่คือสมุดบัญชีเงินฝากของใครหรือคะพี่ใหญ่”
“ของพี่ เล่มนี้พ่อกับแม่เปิดให้ตั้งแต่เด็ก แล้วมันก็มีเงินชดเชยของพวกท่านอยู่ในนี้ด้วย ยังมีเงินที่เหลือจากการซื้อบ้านสี่ประสานและเงินค่าเช่าบ้านก็ถูกโอนเข้าบัญชีนี้ด้วย ส่วนเล่มนี้เป็นสมุดบัญชีของพี่ที่เปิดเองตอนไปเป็นทหาร มีทั้งเงินเดือน เงินรางวัลจากการทำภารกิจ พี่เป็นทหารมาสิบสี่ปีแล้วเงินเดือนขึ้นทุกปี ไม่ค่อยได้ใช้มันจึงอยู่ในนี้ทั้งหมด เธอดูสิ”
ฮุ่ยฮุ่ยเปิดสมุดบัญชีทั้งสองเล่ม แล้วก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้ “เป็นเงินก้อนใหญ่เลยนะคะ พี่มีเงินมากกว่าฉันเสียอีก” สมุดบัญชีเล่มเก่ามีเงินอยู่หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ส่วนสมุดบัญชีเล่มที่ใหม่กว่าของพี่ชายมียอดเงินเจ็ดหมื่นหยวน นับว่ามากพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับคนตระกูลหลิวหรือตระกูลโจวก็ยังนับว่าห่างไกลอยู่มากจริงๆ
“หืม เธอหมายความว่าไงฮุ่ยฮุ่ย หรือว่าเธอก็มีเงินเก็บเหมือนกัน”
หญิงสาวหัวเราะแห้งๆ ออกมา ก่อนจะบอกกับพี่ชายอย่างไม่คิดจะปิดบัง “พี่รออยู่นี่ก่อนนะ ฉันจะไปหยิบสมุดบัญชีเงินฝากมาให้พี่ดู” ว่าแล้วก็รีบเดินกลับห้องนอน จากนั้นก็นำเอาสมุดบัญชีมาให้เขาดู
หลินอวี่เฉินเปิดสมุดบัญชีเงินฝากของน้องสาว แล้วก็ต้องมองเธออย่างทึ่งๆ “ดูจากปีที่มีเงินเข้ามานี่ ก็น่าจะตั้งแต่อายุสิบแปดปีใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“ใช่ค่ะพี่ใหญ่ ตั้งแต่ที่ฉันเข้าเรียนปีหนึ่ง”
“แล้วรายได้พวกนี้มาจากไหน อย่าบอกนะว่าเป็นเงินของคนตระกูลหลิวที่มอบให้เธอ”
หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมกับย่นจมูก “นอกจากเงินสำหรับใช้จ่ายนิดหน่อยกับค่าเล่าเรียนแล้ว พวกเขาไม่เคยให้เงินพิเศษฉันเลยค่ะพี่ใหญ่ เงินพวกนี้เป็นเงินจากการเขียนบทความ เขียนนวนิยายแล้วก็มีสมุดภาพสำหรับเด็กค่ะ”
“มิน่าล่ะเสื้อผ้าของเธอก่อนหน้า ถึงเป็นแบบสไตล์เก่าๆ ของเมื่อหลายปีก่อน” เมื่อก่อนเขาเคยร่วมหุ้นกับสหายทำร้านขายเสื้อผ้าอยู่พักหนึ่ง ทำให้มีความรู้เรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง
หญิงสาวหน้ามุ่ย “ตอนเด็กที่อยู่กับสองผู้เฒ่าตระกูลหลิว ก็พอมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่อยู่หรอกค่ะ แต่พอมาอยู่กับพวกเขา ก็จะซื้อให้ปีละครั้งเท่านั้น บางทีฉันก็ต้องซื้อเองบ้าง แต่ก็ไม่อยากตอบคำถามที่มาที่ไปของเงินก็เลยปล่อยเลยตามเลยค่ะพี่ใหญ่”
เขาลูบศีรษะน้องสาวอย่างสงสาร “เธอมีเงินเก็บมากถึงหกหมื่นหยวน อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลยฮุ่ยฮุ่ย ส่วนเรื่องงานเขียนก็เขียนต่อไปได้นะ ค่อยๆ พัฒนาฝีมือไป ถ้าว่างเธอก็เข้าไปอ่านงานเขียนเก่าๆ ของคุณแม่ในห้องสมุดเผื่อจะได้แนวคิดใหม่ๆ”
“คุณแม่ก็เคยเขียนหนังสือด้วยเหรอคะ”
ยิ่งมองน้องสาวเขาก็ยิ่งเห็นเงาของผู้เป็นแม่มากขึ้นเรื่อยๆ “เคยสิ แม่ของพวกเรายังเคยเป็นคอลัมนิสต์เกี่ยวกับการศึกษาและวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเดลี่ด้วยนะ เขียนตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนเกิดเรื่องนั่นแหละ”
“มิน่าล่ะ ตั้งแต่เด็กฉันก็ชอบขีดๆ เขียนๆ แล้วก็ชอบวาดรูปด้วย คนบ้านนั้นบอกว่าฉันทำเรื่องเสียเวลาไม่มีประโยชน์ ดังนั้นตอนที่ฉันลองส่งบทความไปแล้วได้เงินมาฉันก็ไม่คิดจะบอกพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว และก็แอบทำมาเรื่อยๆ ค่ะ ยังดีนะที่พอจะสนิทกับรุ่นพี่ที่สำนักพิมพ์ ไม่อย่างนั้นจดหมายต่างๆ คงจะถูกส่งไปที่บ้านตระกูลหลิวแน่ๆ”
“ดีแล้วล่ะ ถ้าพวกเขาเห็นพรสวรรค์ของเธอ อาจจะไม่ยอมปล่อยเธอออกมาง่ายๆ ในอนาคตถ้าพวกเขาคิดเสียใจก็สายไปแล้ว”
“คงคิดว่าฉันไม่เหลือใครให้พึ่งด้วยค่ะพี่ใหญ่ ก็เลยไล่ฉันออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา”
นัยน์ตาของหลินอวี่เฉินวาววับขึ้นมา “ดีนะ ที่หลิวอวี่ถิงไม่รู้ว่าสมบัติที่แท้จริงของตระกูลหลินและตระกูลจางอยู่ที่ไหน ปล่อยให้เธอลำพองใจไปก่อนเถอะ”
“ฉันจะตั้งใจเรียนให้จบค่ะพี่ใหญ่”
“ดี! ตั้งใจเรียนให้จบ จากนั้นอยากจะทำงานภาครัฐหรืออยากจะเป็นนักเขียนก็ให้เธอเลือกเส้นทางของตัวเอง พี่จะคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ”
เธอมองพี่ชายนิ่งนานและในที่สุดก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา และโผเข้ากอดเขาเอาไว้ “พี่ใหญ่ ระ เราน่าจะเจอกันเร็วกว่านี้” พูดพลางก็สะอึกสะอื้นไปพลาง
หลินอวี่เฉินที่ถูกน้องสาวโผเข้ากอดก็แข็งทื่อไป แต่ไม่นานเขาก็กอดเธอเอาไว้พร้อมกับลูบหลังอย่างปลอบประโลม เนื้อตัวที่สั่นสะท้านเพราะสะเทือนใจอย่างหนักนี้ ไม่รู้ว่าเธอต้องเก็บกดความรู้สึกเอาไว้มานานเท่าไหร่
แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เขาที่เป็นพี่ชายจะค่อยๆ ชดเชยให้เธอเอง