ความพยายามที่ไร้ผล
ความพยายามที่ไร้ผล
ในที่สุดวันที่ต้องเดินทางลงใต้ก็มาถึง หลินฮุ่ยมองน้องชายอย่างอาลัยอาวรณ์เพราะเธอเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกก็แทบจะไม่ต่างจากแม่คนหนึ่งที่เฝ้ามองการเติบโตของลูกชาย
“พี่ฟาง ฝากดูแลฮ่าวฮ่าวด้วยนะคะ” คำว่าฝากดูแลนี้ หมายถึงดูแลเรื่องความปลอดภัยของหลิวฮ่าว เพราะเธอกลัวว่าคนตระกูลหลิวจะมาเอาตัวเขาไป
“ไม่ต้องห่วงนะฮุ่ยฮุ่ย เด็กคนนี้พี่จะฝึกให้อย่างดีเลย ปิดเทอมฤดูหนาวถ้าเขาอยากไปหาเธอพี่จะไปส่งเขาด้วยตัวเอง แล้วค่อยให้อดีตหัวหน้าฝึกเขาต่อ” ฟางหลานมองหลินฮุ่ยแล้วก็ตาแดง เจ้านายตัวน้อยคนนี้แม้เพิ่งรู้จักได้ไม่นาน แต่เธอก็ผูกพันไปแล้ว
หลินฮุ่ยพยักหน้าแต่ก็ยังไม่วางใจ หันไปกำชับกับน้องชาย “นายห้ามปล่อยให้ตัวเองหิวนะ เงินก็มีแล้วอยากกินอะไรก็ซื้อกิน หรือถ้ารู้สึกว่าซื้อที่ร้านแพงไป ก็ไปซื้อวัตถุดิบมาทำเองเข้าใจไหมฮ่าวฮ่าว”
“ผมเข้าใจแล้วพี่รอง พี่ก็อย่าทำงานหนักจนลืมกินข้าวนะ ปิดเทอมฤดูหนาวถ้าผมเห็นว่าพี่ผอมลง ผมจะไม่เรียนแล้ว จะไปอยู่กับพี่ที่โน่นเลย”
“ไอ้เด็กแสบ นายไม่เรียนไม่ได้ พี่กับพี่ใหญ่ยังอยากจะเห็นอนาคตที่สดใสของนายอยู่นะ” เธอตบบ่าน้องชายเบาๆ สายตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความภูมิใจ
เด็กหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับเชิดหน้า “ผมล้อเล่นน่า พี่รีบขึ้นไปเถอะเดี๋ยวจะตกรถไฟเอานะ” ว่าพลางก็สูดน้ำมูกไปพลาง พร้อมกันนั้นก็แสร้งหันไปทางอื่น
หลินฮุ่ยก็พลอยตาแดงไปด้วย “ตั้งใจเรียนนะ อย่างอแงกับพี่ฟาง เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วน่า พี่ก็รีบไปเถอะ” เขาจะทนไม่ไหวแล้วนะ ถ้าเขาต้องร้องไห้ออกมาจริงๆ พี่สาวก็ไม่ต้องไปแล้วภาคใต้
“ไปแล้วๆ ถ้าเงินไม่พอใช้ ให้บอกพี่นะ ไปล่ะ” ว่าแล้วเธอก็โบกมือให้น้องชายและพี่สาวฟางหลาน จากนั้นก็ก้าวขึ้นรถไฟตู้นอน ทว่าสายตาของเธอยังคงมองน้องชายไม่วางตา แล้วก็ได้เห็นว่าเขายกมือขึ้นปาดน้ำตา เธอเองก็น้ำตาไหลไปด้วย “ฮึ! ร้องออกมาจนได้”
“คุณหนู ทางนี้ครับ” สืออีที่อยู่ในคราบชายชราแต่งกายด้วยชุดจงซานเรียบกริบ เข้าประชิดตัวคุณหนูของเขาทันที เพราะตอนนี้ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
“มากันครบแล้วใช่ไหมคะ” เธอกระซิบถามเสียงเบาพร้อมกับเดินตามสืออีไปไม่ห่าง
“ครบแล้วครับ แต่ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
สีหน้าของหลินฮุ่ยเปลี่ยนไปทันที เธอรอจนเดินเข้าไปในตู้นอน ซึ่งมีแต่คนของตัวเองแล้วจึงถาม “เกิดอะไรขึ้นคะพี่สืออี”
“เมื่อครู่ มีรายงานเข้ามาว่าอาจจะมียอดฝีมือตระกูลเจิ้งแฝงตัวมากับรถไฟขบวนนี้ครับคุณหนู”
นัยน์ตาของหลินฮุ่ยกลายเป็นอ่านยากขึ้นมาทันที “ถ้าพวกเขาลงมือ พี่บอกฉันนะคะ ฉันจะได้หลบ พวกพี่จะได้จัดการง่ายขึ้น”
สืออีเข้าใจความหมายคำว่าหลบของคุณหนู “เข้าใจแล้วครับคุณหนู ถ้าอย่างนั้นก็นอนพักเอาแรงก่อนนะครับ”
หลินฮุ่ยปีนขึ้นไปชั้นสอง พอจัดที่นอนได้แล้ว เธอก็ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเป้ใบเล็ก แล้วส่งให้สืออี “ลูกอมรสผลไม้รวมค่ะ แบ่งให้ทุกคนนะคะ”
สืออีดวงตาเป็นประกาย เพราะลูกอมรสผลไม้รวมนี้ เขาเคยกินครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่แค่ลูกอมธรรมดา แต่มันมีพลังพิเศษแฝงอยู่ในนั้นด้วย “ขอบคุณคุณหนูมากครับ”
“อืม” หญิงสาวรับคำเสียงเบาแล้วก็ปิดม่าน นั่งอยู่ตรงนั้นไม่นานเธอก็หายเข้าไปในมิติของตัวเอง
ภายในรถไฟชั้นสามของขบวนเดียวกัน หญิงชรากับลูกชายกำลังกระซิบกระซาบกันเสียงเบา แต่น้ำเสียงของเธอใสกระจ่างสวนทางกับรูปลักษณ์ไปมากทีเดียว
“บอกคนของเราให้ดี คืนนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องชิงคนออกมาให้ได้”
“แต่มันไม่ง่ายเลยนะพี่สาว คนของหลินอวี่เฉินนั่งกระจายอยู่ทั่วทุกตู้เลย ฝีมือของพวกเขาก็คาดเดาไม่ได้ด้วย”
“มันจะไปยากอะไร ถ้ามีสิ่งนี้ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ขัดขืนไม่ได้หรอกน่า” หญิงชรานำเอาของบางอย่างออกมา แล้วส่งให้ชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนฝุ่น ที่มองแทบไม่ออกว่าหน้าตาแท้จริงของเขาเป็นเช่นไร
“พี่สาวเอาของสิ่งนี้มาจากไหน ถ้ามีของสิ่งนี้ ผมก็มั่นใจแล้วว่างานคืนนี้จะต้องสำเร็จ”
“นายท่านเจิ้งมอบให้ แต่ของมีจำกัด ใช้ให้คุ้มค่าล่ะเข้าใจไหม”
“พี่สาววางใจได้เลย คืนนี้หลินฮุ่ยต้องอยู่ในกำมือของพวกเราแน่นอน” ยาตัวนี้ถ้าคนธรรมดาสูดกลิ่นไปเพียงเล็กน้อยก็สลบไปเป็นวันสองวัน ส่วนผู้ที่ฝึกฝนและบ่มเพาะก็จะอ่อนแรงเป็นเวลาสองชั่วโมง แค่นี้ก็เกินพอแล้วในการชิงตัวคนออกมาจากตู้นอนตู้นั้น
“นายไปบอกคนของเรา ให้รอสัญญาณจากฉัน”
“ได้เลยพี่สาว” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วก็ทำทีเป็นเดินไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางก็ส่งสัญญาณเรียกลูกน้องให้ตามไปด้วย ซึ่งก็มีคนเดินตามเขาไปห้าคน
หญิงชรามองตามแผ่นหลังคนทั้งหมดแล้วก็ยกยิ้มมุมปากอย่างมาดร้าย เธอปรายตาไปยังคนที่นั่งเยื้องออกไปไม่ไกล แต่เขาอยู่ในสภาวะเร้นกาย
“ไปบอกสืออี ว่าที่นี่มีหกคน” รอบกายของเธอสั่นไหวเล็กน้อย แล้วก็กลับมาเป็นปกติ นั่นก็แสดงว่าคนได้ไปรายงานกับสืออีแล้ว
นี่ก็คือหัวหน้าหน่วยล่าสังหารที่คอยตามติดเจิ้งเส้าฉินไม่ห่าง ระหว่างออกทำภารกิจเธอก็พบจุดน่าสงสัยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือคนตระกูลเจิ้งที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ และก็ตามสืบจนนำไปสู่การสังหารหญิงสาวคนหนึ่งที่คอยติดต่อกับเจิ้งเส้าฉิน จากนั้นก็แปลงโฉมด้วยเคล็ดวิชาลับเพื่อสืบความเคลื่อนไหวของคนตระกูลเจิ้งอย่างลับๆ จนได้รู้ว่าพวกเขาจะลงมือกับคุณหนูในคืนนี้
ทางด้านของสืออีเมื่อได้รับรายงานจากคนที่แฝงตัวอยู่ในเงาและไปมาไร้ร่องรอย เขาก็เรียกลูกน้องมาคุยเพื่อวางแผนรับมือ
“หัวหน้า ของสิ่งนั้นจะถูกนำออกมาใช้จริงๆ หรือครับ ทำไมบุปผาหยกถึงมอบมันให้ศัตรู” ลูกน้องยังคงสงสัยว่าทำไมหัวหน้าหน่วยล่าสังหารที่ขึ้นชื่อเรื่องงดงาม แต่โหดเหี้ยมและไร้ความปราณีมากที่สุดคนหนึ่ง ทำไมยังมอบยาเจ้าปัญหาให้กับศัตรู
“เพื่อความสมจริงไง พวกนายที่เคยโดนนายท่านฝึกฝนมาแล้ว ก็รีบกินยาแก้เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลย”
“เข้าใจแล้วครับ” คนของหน่วยนี้ยังมีคนที่ปกติดีอยู่กี่คนกัน ไม่รู้หรือไงว่ายาตัวนี้ส่งผลต่อผู้ฝึกฝนและผู้บ่มเพาะโดยตรง
สืออีมองไปยังเตียงนอนชั้นสองที่ไร้ความเคลื่อนไหวมาพักใหญ่ ก็รู้ว่าคุณหนูคงจะเข้าไปในพื้นที่พิเศษแล้ว “ทางฝั่งเสิ่นมู่หาน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลย นี่แปลกเกินไปหรือเปล่า”
“เขาน่าจะอายล่ะมั้งหัวหน้า ก็ใบหน้ายังไม่หายดีนี่ หึหึ”
“คนๆ นี้นับวันจะหน้าหนา ตัวคนไม่โผล่มาก็อาจจะโทรมากวนคุณหนูบ่อยๆ” วันที่เขาวิ่งไล่ตามเสิ่นมู่หานเพื่อทำตามคำสั่งของคุณหนู คนๆ นี้ถ้าไม่ยินยอมล่ะก็ เขาไม่มีทางลงมือได้เลย เพียงผ่านไปไม่นานก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร ระดับพลังถึงสูงกว่าเขาและนายท่านไปหลายระดับ
“หัวหน้าไม่ต้องห่วงไปหรอก สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดี ช่วงเดินทางคงเงียบไปอีกหลายวัน”
สืออียังคงส่ายหน้า เท่าที่เขารู้จักเสิ่นมู่หานมานานหลายปี เขาเป็นคนที่ทุ่มสุดตัวในทุกเรื่อง ใครมีตาก็ดูออกว่าเขารักคุณหนูมากแค่ไหน การเงียบแบบนี้เหมือนพยัคฆ์เฝ้ารอเหยื่อไม่ผิดสักนิด
กลางดึกหญิงชราก็ส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือตระกูลเจิ้ง โดยที่เธอก็ตามติดพวกเขาไปด้วย “เรียกคนของพวกเราให้ไปรวมกันที่ตู้นอนของคนตระกูลหลิน ส่วนนาย” เธอชี้ไปยังชายหนุ่มร่างกำยำ “นำยาออกมาแล้วก็ใส่กระบอกจุดควัน ก่อนตีหนึ่งต้องให้แน่ใจว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องสลบทั้งหมด”
“ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” รับคำแล้วร่างเขาก็เลือนหายไปกับความมืดทันที
บุปผาหยกที่อยู่ในคราบหญิงชรา เมื่อสั่งการแล้วก็ทำทีเป็นเดินเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงเธอได้หยิบยาแก้พิษออกมาแล้วส่งเข้าปาก มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกแล้วก็ยกยิ้มมุมปากอย่างโหดเหี้ยม
กระทั่งชายหนุ่มที่ได้รับคำสั่งเดินกลับมารายงานว่าผู้โดยสารในขบวนรถไฟสลบกันหมดแล้ว เธอจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ
“ได้เวลาแล้ว พวกเราก็ไปสมทบกับคนที่รออยู่หน้าตู้กันเถอะ”
“ครับ”
ตึก! ตึก! ตึก!
คนทั้งกลุ่มก้าวอาดๆ ไปข้างหน้าอย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใด จนกระทั่งมาถึงประตูหน้าตู้นอนของหลินฮุ่ย ก็พบว่ามีคนอีกกลุ่มรออยู่แล้ว
“คนข้างในมีความเคลื่อนไหวไหม” เธอถามชายหนุ่มที่เคยพูดคุยด้วยตอนหัวค่ำ
“เงียบมากเลย แต่พวกเขาน่าจะยังมีสติดีอยู่”
รอยยิ้มลึกลับปรากฏอีกครั้ง “มีสติดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเรี่ยวแรงจะยังดีอยู่เสียหน่อย ถีบเข้าไปสิ!”
สิ้นคำสั่ง ยอดฝีมือตระกูลเจิ้งสองคนก็ถีบประตูด้วยพลังปราณจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั้งขบวนรถไฟ
“พวกแกเป็นใคร!” สืออีที่นั่งอยู่บนเบาะฝั่งตรงข้ามกับคุณหนูของเขา มองคนกลุ่มใหญ่ที่ก้าวเข้ามาอย่างอุกอาจ
“เหลือไอ้แก่คนนี้ที่ยังมีแรงอยู่ เอายามาอีก ป้อนใส่ปากเขาไปหนึ่งเม็ดเลย” หญิงชราสั่งเสียงใสอย่างเจ้าเล่ห์ ชั่วขณะเธอปรายตามองสืออีอย่างผู้ชนะ ดูสิ เขาจะแก้สถานการณ์นี้ยังไง
“ไสหัวไป!” สืออีเคลื่อนไหวรวดเร็วมองเห็นเพียงแค่ภาพติดตา ไม่นานก็ยื่นมือแข็งแรงดุจคีบเหล็กคว้าเข้าที่คอหอยของหญิงชรา “ยอดฝีมือตระกูลเจิ้ง ฝีมือก็แค่นี้” ทั้งมุมปากและสายตาของเขาที่มองบุปผาหยก ที่เป็นคู่แข่งของเขาอย่างเหนือกว่า ผู้หญิงคนนี้ถ้าไม่มีคนสั่งสอนเขาจะสั่งสอนเอง
บุปผาหยกถลึงตาใส่สืออี แต่ปากก็ยังกู่ก้อง “คนแซ่หลินอยู่บนนั้น รีบไปพาตัวเธอมาเร็ว!” ไม่พูดเปล่า ฝ่ามือของเธอก็ซัดพลังเข้ากลางอกของสืออีอย่างฉุนเฉียว ไอ้หน้าดำนี่เอาจริงสินะ
สืออีใช้มืออีกข้างจับหัวไหล่ของบุปผาหยกเอาไว้ แล้วพลิกตัวจับเธอไพล่หลังเอาไว้อย่างง่ายดาย “ถ้าพวกแกกล้าลงมือ หัวหน้าของพวกแกถูกฉันเชือดทิ้งแน่!”
“ฮึ! ใครจะสนกัน ก็แค่ผู้หญิงไร้ประโยชน์ ตายไปก็ยังมีคนอื่นมาแทนที่ รีบไปลากตัวหลินฮุ่ยลงมา!” ชายหนุ่มที่เคยคุยกับบุปผาหยกเมื่อตอนหัวค่ำยิ้มเหี้ยมเกรียม
“ดี! งั้นฉันจะลงมือกับเธอก่อน แล้วค่อยจัดการพวกแก!” สืออีเอ่ยลอดไรฟัน ส่งสัญญาณผ่านสายตาให้กับลูกน้องที่แสร้งหมดแรง
พลันนั้นพวกเขาก็ลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง “คิดจะชิงตัวคุณหนูของพวกเราไป ถามความสมัครใจคนตระกูลหลินหรือยัง!”
“ตระกูลไร้หัวไร้หางแบบนี้ ยังต้องให้ความสำคัญด้วยเหรอ เฮอะ! จัดการ!!” สิ้นคำสั่งของเขา ยอดฝีมือสามคนก็พุ่งไปที่เตียงนอนชั้นสอง
แต่ลูกน้องของสืออีมีหรือจะยอม พวกเขาเข้าปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ผ่านไปเพียงสิบนาที ใครเหนือกว่าใครด้อยกว่าก็เห็นได้อย่างชัดเจน
และในที่สุดพวกเขาก็ทิ้งร่างไร้วิญญาณเอาไว้บนตู้นอนแห่งนี้
“ตายกันหมดแล้ว นายจะปล่อยฉันได้หรือยังไอ้หน้าดำ!” บุปผาหยกฟึดฟัดแต่ก็ดิ้นไม่หลุดสักที ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ไอ้หน้าดำนี่มันเก่งกว่าเธอ
“ไปถึงค่าย ฉันจะรายงานนายท่านว่าเธอไม่ทำตามกฎ ทั้งยังทำให้นายท่านต้องสิ้นเปลืองทรัพยากร” เขากระซิบลอดไรฟัน
“ยาพวกนี้ไม่ต่างจากขนมกินเล่นฆ่าเวลาของพวกนาย ยังจะมาพูดใส่ร้ายฉันได้หรือ นี่ก็เพื่อให้ภารกิจสำเร็จไม่ใช่หรือไง”
“ถ้าที่นี่ไม่มีคุณหนูอยู่ ฉันจะไม่สนใจเธอสักนิด รอรับการลงโทษจากนายท่านได้เลย” เพียงสิ้นคำพูดข้อมือของบุปผาหยกก็ถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกสลายพลังอย่างแน่นหนา สืออีผลักเธอให้ลูกน้อง “เอาเธอไปขังไว้ ส่วนคนพวกนี้ย่อยสลายอย่าให้เหลือแม้แต่ซาก”
“ครับหัวหน้า!”
“ชิ! ขังก็ขังสิ ใครกลัวนายกัน!”
หลินฮุ่ยที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด รีบออกมาจากมิติทันทีที่ลูกน้องของสืออีทำความสะอาดเสร็จ
“คนในขบวนฟื้นหรือยังคะพี่สืออี”
“ฟื้นแล้วครับคุณหนู แต่พวกเราก็สูญเสียยาแก้พิษไปไม่น้อยเลยครับ”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันคะ ทำไมถึงสุดโต่งได้ขนาดนั้น หรือว่าระหว่างที่ฝึกฝนเกิดธาตุไฟเข้าแทรก” คำถามนี้ของหลินฮุ่ยไม่เบาเลย เชื่อว่าบุปผาหยกต้องได้ยินแน่นอน
สืออีกับลูกน้องที่นั่งอยู่ประจำที่นั่งต่างก็ก้มหน้าอมยิ้ม คำถามนี้ทั้งแสบทั้งคันตามแบบฉบับนักเขียน “ทะนงตนเกินไปครับคุณหนู ที่ผ่านมาเธอคิดว่ามีฝีมือและระดับพลังสูงกว่าทุกคน ก็เลยไม่เห็นหัวใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ ขอแค่งานสำเร็จ ก็คิดว่านายท่านจะไม่หมายหัว”
“อ้อ อีโก้สูงเกินไปนี่เอง แบบนี้ลดทรัพยากรและส่งไปฝึกหนักดีไหมคะ”
“ผมจะรายงานเรื่องนี้กับนายท่าน และเรื่องที่คุณหนูเสนอก็จะไม่ให้ขาดตกบกพร่องครับ”
“ดีค่ะ” เธอไม่ค่อยชอบท่าทีของบุปผาหยกคนนี้สักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะในชีวิตนี้ของเธอพบเจอคนประเภทนี้มามากพอแล้ว
สืออีมองคุณหนูของเขาอย่างซาบซึ้งใจ ในที่สุดก็มีคนเข้าใจหัวอกของเขาแล้ว เขาจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวังแน่นอน