ก่อนถึงภาคใต้
ก่อนถึงภาคใต้
สืออีไม่รอจนถึงจุดหมายปลายทาง พอคุณหนูเข้านอนแล้วเขาก็โทรรายงานเรื่องนี้กับนายท่านทันที
หลินอวี่เฉินที่ฟังรายงานนั่งเงียบไปนาน ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด “ถ้าฮุ่ยฮุ่ยไม่ชอบบุปผาหยก ก็งดทรัพยากรแล้วก็ส่งไปฝึกหนักแล้วกัน”
“นายท่าน ไม่กลัวว่าบุปผาหยกจะคิดเป็นอื่นหรือครับ”
“นิสัยของบุปผาหยกคงแก้ไม่ได้แล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนที่เธอแทรกซึมเข้าไปในตระกูลเจิ้ง คิดว่าเจิ้งเส้าฉินกับหลิวอวี่ถิงคงจะรู้อยู่แล้ว”
นัยน์ตาของสืออีดำมืดขึ้นมาทันที “ให้ผมจัดการเธอตอนนี้เลยไหมครับ”
“ยังไม่ต้อง แต่ระหว่างการเดินทางให้นายคอยจับตาดูบุปผาหยกให้ดี ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นการหยั่งเชิงจากทางนั้นก็ได้”
พอคิดตามคำพูดของนายท่านแล้วหัวคิ้วของสืออีก็ชนกันทันที “หรือว่าเธอจะถูกล้างสมองแล้วมีชุดความทรงจำใหม่เพิ่มเข้าไปครับนายท่าน”
“มีความเป็นไปได้ เพราะแต่ก่อนแม้เธอจะมุทะลุ แต่ก็ไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของฝ่ายเดียวกันสักครั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะร่ายอักขระกักขังอีกชั้น นายท่านว่าดีไหมครับ”
“ไม่ต้อง แค่จับตาดู ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจิ้งเส้าฉินกับหลิวอวี่ถิงจะทำอะไรต่อไป” คิดจะทำร้ายน้องสาวของเขาเหรอ ต้องดูว่ามีความสามารถหรือเปล่า
“ยอดฝีมือตระกูลเจิ้งสิบคนผมจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่คิดว่าพวกมันคงไม่หยุดแค่นี้ครับ”
“อืม บอกฮุ่ยฮุ่ยด้วยว่าอย่าประมาท”
“เรื่องนี้คุณหนูทำได้ดีมากครับ ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องเธอก็เข้าไปหลบในสถานที่ปลอดภัย ผมกับลูกน้องและหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ก็ทำงานได้ง่ายขึ้น”
“ดีแล้ว ถ้าพวกนายทำดีเธออาจจะมีรางวัลให้ก็ได้”
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
“นายกลับไปพักเถอะ”
นอกจากหน่วยคุ้มกันหลักร้อยที่ปะปนอยู่บนขบวนรถไฟแล้ว เขายังได้รับรายงานมาว่าคนของเสิ่นมู่หานก็ตามคุ้มกันไม่ห่างเช่นกัน หลินฮุ่ยฉลาดและประสาทสัมผัสดีขนาดนั้น ใครพูดหรือทำอะไรเธอน่าจะรู้ทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะเอนเอียงไปทางเจ้าหัวหมูนั่นหรือเปล่า เฮ้อ! เรื่องนี้น่าหนักใจจริงๆ
ทางฝั่งของเจิ้งเส้าฉิน เมื่อได้รับรายงานจากคนตระกูลเจิ้ง ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นบิดเบี้ยว ถึงกับบีบถ้วยชาแตกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อระบายโทสะ
“บุปผาหยกถูกจับไปแล้ว ไร้ประโยชน์จริงๆ เราคงต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะเสี่ยวหลิว”
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะได้เปรียบเรา” ความอัดอั้นที่ถูกไล่ต้อนจนต้องเร่รอนไปเรื่อยๆ แบบนี้ เธอทนไม่ไหวจริงๆ
“พวกไร้ประโยชน์นี่ก็ฝึกฝนไปไม่ถึงไหนสักที เราคงต้องหาคนที่ร่างกายและจิตวิญญาณเหมาะสม ถึงจะสร้างกองกำลังไปสู้กับหลินอวี่เฉินได้”
“ฉันมีข้อเสนอ ผู้เฒ่าเจิ้งลองฟังดูสักหน่อยไหมคะ” หลิวอวี่ถิงคิดถึงคนกลุ่มหนึ่งที่เธอเคยรู้จักในยุคปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นรุ่นที่สาม รุ่นที่สี่เข้าไปแล้ว
“ลองว่ามาสิเสี่ยวหลิว”
“ตอนนี้เป็นปี 1994 สำนักฝึกยุทธ์ที่แตกฉานซ่านเซ็นไปในยุคก่อน น่าจะยังเหลือคนอยู่ไม่น้อย ไม่สู้พวกเราไปรวบรวมพวกเขามาฝึกฝน”
“ดี! คนพวกนี้กระหายการต่อสู้อยู่แล้ว พวกเขาต้องรับข้อเสนอของพวกเราแน่ ให้ตาแก่คนนี้จัดการเอง เธอรอฟังข่าวดีได้เลยเสี่ยวหลิว”
“ดีค่ะ” ว่าแล้วก็นำเอาขวดน้ำออกมาจากระบบหนึ่งขวด “น้ำแร่พิเศษนี้ใช้เป็นกระสายในการปรุงยาได้ ถ้าจะผสมน้ำดื่มก็หนึ่งหยดต่อน้ำหนึ่งถัง”
เจิ้งเส้าฉินรับขวดน้ำแร่มาแล้วก็เก็บเข้าแหวนมิติ ก่อนจะลุกขึ้น “ห้วงมิติขนาดเล็กนี้ ก็ให้เธอดูแลนะเสี่ยวหลิว ตาแก่คนนี้จะไปสักหนึ่งเดือน ระหว่างนี้ก็หยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างก่อน”
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะไม่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเด็ดขาด”
พอเจิ้งเส้าฉินจากไปแล้ว โจวเจ๋อหย่วนก็เดินเข้ามาหาหลิวอวี่ถิง “ถิงถิง ระดับของพี่เพิ่มแล้วนะ เธอลองตรวจสอบดูสิ”
หลิวอวี่ถิงมองชายหนุ่มที่มุมานะทำตามที่เธอแนะนำทุกอย่าง แล้วก็ยิ้มภูมิใจ ยังมีเขาคนหนึ่งที่พยายาม ฝ่ามือบอบบางทาบลงไปบนฝ่ามือใหญ่ ไม่นานก็ยิ้มกว้าง “เพิ่มมาหนึ่งระดับเลยค่ะพี่เจ๋อหย่วน”
“เพราะเธอทั้งนั้น ถ้าไม่มีเธอพี่ก็คงฝึกมาถึงระดับนี้ไม่ได้หรอกถิงถิง” ไม่พูดเปล่ามือไม้ของเขาก็เริ่มอยู่ไม่สุข ไม่นานก็ดึงหลิวอวี่ถิงขึ้นมานั่งบนตัก
หญิงสาวทำเป็นเหนียมอายทั้งที่เมื่อเช้าก็เพิ่งจะพัวพันกันไปตั้งสองรอบ “ฉันจะทำให้พี่กลับไปยืนบนจุดสูงสุดให้ได้ค่ะพี่เจ๋อหย่วน ทุกคนที่ทำร้ายพี่ฉันจะช่วยล้างแค้นให้พี่เอง”
“คนแรกคือฟางหลาน คนที่สองหลินฮุ่ย คนที่สามก็คือโจวฟางและยังมีพวกคนตระกูลฉางพวกนั้นด้วย” เขากระซิบข้างหูหญิงสาวที่นับวันเขาก็ยิ่งหลงใหลในตัวของเธออย่างไร้เหตุผล
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ ฉันจัดการให้พี่ได้ทั้งหมด”
“อืม เธอดีที่สุดถิงถิง” ต่อจากนั้นทั้งเขาและเธอก็เริ่มพัวพันกันจนยุ่งเหยิงอีกครั้ง
ตอนเย็นของอีกวันต่อมา บุปผาหยกที่รับรู้ว่านายท่านสั่งการลงมาแล้ว ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าและท่าทีทันที เธอขอร้องสืออีให้พาเธอไปพบกับคุณหนู ซึ่งหลินฮุ่ยก็ยอมพบหน้าอีกฝ่าย
“คุณหนู ฉันรู้ว่าผิดแล้วค่ะ ขอคุณหนูเมตตาด้วย ต่อไปฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” บุปผาหยกค้อมเอวก้มศีรษะแทบจะขนานกับพื้นและก็ค้างเอาไว้อยู่อย่างนั้น
หลินฮุ่ยมองไปที่สืออีก่อน เห็นว่าเขายังคงนิ่ง เธอจึงได้ยื่นมือออกไปดึงหน้ากากหนังชนิดพิเศษออกจากใบหน้าของบุปผาหยก “จะขอร้องผู้อื่น ก็ต้องแสดงความจริงใจก่อน” ว่าแล้วเธอก็อมยิ้มน้อยๆ เหยื่อติดกับแล้ว มาดูกันว่าจะเล่นเล่ห์อะไรอีก
“อ๊ะ! คุณหนู อย่าให้ไอ้หน้าดำเห็นหน้าฉันนะคะ!” บุปผาหยกรีบหันหน้าหนีทันที
“อ้อ พี่สืออี พี่อยากเห็นหน้าเธอหรือเปล่าคะ” หลินฮุ่ยบีบคางอีกฝ่ายแล้วก็บิดจนใบหน้าหันไปทางสืออี
ใบหน้างดงามยิ่งกว่าฟางหลานปรากฏออกมาให้ทุกคนเห็น “ก็แค่ดาราตกกระป๋องคนหนึ่ง ไม่ได้สำคัญหรอกครับคุณหนู”
“อืม ไม่คิดเลยว่าดาราที่เคยโด่งดังจะกลายมาเป็นหน่วยล่าสังหารของพี่ใหญ่ เท่าที่ฉันจำได้ เธอเคยเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวยในเซี่ยงไฮ้มาก่อนใช่ไหม”
คำถามนี้ทำเอาบุปผาหยกสั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอส่ายหน้ารัวๆ “พวกชั่วช้าสารเลว ไม่คู่ควรให้ฉันจดจำหรอกค่ะคุณหนู”
หลินฮุ่ยชักมือกลับพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดมือ “แต่สิ่งที่เธอเป็นมาโดยตลอด ก็ไม่ต่างจากคนที่เธอเกลียดหรอกนะ ถ้าจะให้ฉันเมตตาเปลี่ยนคำสั่ง เธอต้องจริงใจกว่านี้นะเหลียนฮวา”
“คุณหนูรู้ได้ยังไงคะ” สายตาของบุปผาหยกจ้องมองที่มือของหลินฮุ่ยวาววับ แต่ไม่นานก็เลือนหายไป
“ในนี้มีใครไม่รู้จักเธอบ้างล่ะ ทุกคนล้วนมีที่มาที่ไปกันทุกคน แต่เมื่อพี่ใหญ่รับเข้ามาแล้ว เรื่องในอดีตก็คือเรื่องที่ผ่านไปแล้วทั้งนั้น”
น้ำตาของเหลียนฮวาหยดลงมาอย่างไม่รู้ตัว “ขอบคุณคุณหนูที่ชี้แนะ จากนี้ฉันจะเปลี่ยนตัวเองและปรับทัศนคติใหม่ค่ะ”
หลินฮุ่ยพยายามอย่างหนักที่จะมองเข้าไปในแก่นจิตวิญญาณของเหลียนฮวา และหลังจากเหงื่อผุดซึมเต็มกรอบหน้า เธอก็เจอสิ่งแปลกปลอมข้างในนั้น “พี่สืออี มีวิธีดึงสิ่งที่แฝงอยู่ในตัวเหลียนฮวาออกมาไหมคะ”
คำพูดของคุณหนูทำเอาสืออีต้องมองคุณหนูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวเขาทั้งที่สงสัยแต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย “คุณหนูเจอของสิ่งนั้นที่ไหนครับ ผมจะใช้พลังได้ถูกจุด”
“ในแก่นจิตวิญญาณค่ะ น่าจะมีคนใส่เข้าไปเพื่อมาสอดแนมทางฝั่งของเรา”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ ผมกับลูกน้องอีกสองคนช่วยกันดึงออกมาได้โดยที่บุปผาหยกจะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลข้างเคียง”
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มลงมือเลยค่ะ ถ้ารอต่อไปอีกสักหน่อย หลิวอวี่ถิงคงได้ข้อมูลไปมากกว่านี้แน่” สั่งการแล้วเธอก็ถอยออกมานั่งที่เบาะนั่งด้านข้าง
“คุณหนูวางใจได้ ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครับ” รับคำแล้วเขาก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องอีกสองคน จับไหล่บุปผาหยกเอาไว้คนละข้าง ส่วนเขาก็เริ่มขยับมือเพื่อใช้เคล็ดวิชาลับ
“นะ นี่ ไอ้หน้าดำ นายจะทำอะไรฉัน ห้ามแตะต้องตัวฉันนะ แกไม่คู่ควร!” แววตาของเหลียนฮวาเริ่มหลุกหลิก พยายามคิดหาทางออก ถ้าของสิ่งนั้นถูกดึงออกไปแล้ว แม้แต่ความทรงจำของเธอที่ผนึกเอาไว้ก็จะคลายและถูกดึงออกมาด้วย
หลินฮุ่ยยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง แค่ผู้หญิงที่มาจากตระกูลร่ำรวยจากเซี่ยงไฮ้ ยังไม่คู่ควรกับพี่สืออีหรอกนะ อย่าได้ทะนงตนเกินไปนักเลยเหลียนฮวา”
“หุบปาก! เธอมันก็แค่คนที่เพิ่งกลับมา แล้วยังแย่งความรักของนายท่านไปจากฉันจนหมด เธอก็ไม่คู่ควรเหมือนกัน!”
“พี่สืออี ตบปากค่ะ!” พี่ใหญ่จะรู้ไหมว่าความหล่อของเขาสร้างปัญหาขึ้นมาแล้ว
เพียะ!!
“แก! อย่าให้ฉันหลุดออกไปได้นะ ฉันจะฆ่าแกเป็นคนแรก!” มุมปากของบุปผาหยกมีเลือดไหลซึมออกมาทันที สายตาที่มองหลินฮุ่ยเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ต้องดูก่อนว่าเธอมีความสามารถหรือเปล่า จัดการได้เลยค่ะพี่สืออี”
“ครับคุณหนู!” สืออีถึงกับยิ้มเหี้ยม ไม่คิดเลยว่าคุณหนูของเขาจะมองตัวตนที่แท้จริงของบุปผาหยกออกตั้งแต่แรก
“ไม่! พวกแกห้ามดึงมันออกไปนะ! กรี้ด!”
กลางดึกหลินฮุ่ยก็ติดต่อพี่ชายผ่านโทรจิต เธอลองเรียกเขาไปหลายรอบจึงได้ยินเสียงของพี่ชายตอบกลับมา
“มีคนสร้างปัญหาให้เธอหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย” หลินอวี่เฉินที่กำลังแกะสลักฉากกั้นไม้หนานมู่ถามน้องสาวอย่างอารมณ์ดี
หลินฮุ่ยที่กำลังนึ่งข้าวเพื่อจะทำเหล้าหมักก็ถึงกับย่นจมูก “พี่ใหญ่ พี่รู้ไหมว่าเหลียนฮวาแอบชอบพี่มานานแล้ว”
“ไม่รู้หรอก เธอบอกแบบนั้นเหรอ โกหกหรือเปล่า ปกติตอนที่ฝึกก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไรนี่”
“ฮึ! เธอบอกว่าเป็นเพราะฉัน พี่ถึงได้ทุ่มเทความรักที่มีมาที่ฉันทั้งหมด พูดอย่างกับว่าฉันผิดอย่างนั้นแหละ หรือว่าพี่เคยยิ้มให้เธอ ถึงได้มีความหวังมากมายขนาดนี้”
“นอกจากเธอแล้วพี่ก็ไม่ได้ยิ้มให้ใครพร่ำเพรื่อนะ แต่ถ้าจะยิ้มจริงๆ ก็เป็นตอนที่ต้องมีคนตายนั่นแหละ”
“หรือว่าจะเอาเหตุผลนี้มากลบเกลื่อนบางเรื่องคะ ตอนที่พี่สืออีดึงสิ่งแปลกปลอมที่แฝงอยู่ในจิตวิญญาณของเธอออกมา ก็ได้ความทรงจำของเธอมาด้วย”
“อืม เขารายงานพี่แล้วล่ะ นอกจากจะติดต่อกับตระกูลเจิ้งและตระกูลนักสู้อื่นๆ แล้ว ก็ไม่มีเรื่องอื่น”
“ฉันก็ฟังรายงานมาเหมือนพี่นั่นแหละ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ขาดหายไป”
มือของหลินอวี่เฉินที่กำลังแกะสลักไม้หนานมู่ชะงักไป สีหน้าของเขาเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ! จากข้อมูลในแฟ้มประวัติลับของเธอ ช่วงที่เธอเป็นดาราไม่กี่ปี เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่เป็นภัยต่อประเทศของพวกเรา หลังจากที่พวกเขากำจัดเธอทิ้งแต่ดันไม่ตาย พอฟื้นมาอีกครั้งความทรงจำส่วนนี้ก็หายไป”
“ฉันว่าพี่เป็นเป้าหมายของพวกเขาตั้งแต่แรกแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งเหลียนฮวาคนนี้เข้ามาหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นการที่เจิ้งเส้าฉินเลือกใช้งานบุปผาหยก พวกเขาก็มีปัญหาแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“สายลับหรือคะ”
“พี่คิดว่าใช่ แต่ต้องตรวจสอบอีกทีให้แน่ใจ ก่อนรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบ”
“ถ้าเป็นอย่างที่พวกเราคิด คราวนี้ตระกูลหลิวกับตระกูลโจวตายแน่!”
“บอกให้สหายรักของเธอระวังตัวให้ดีล่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็รีบแต่งงานออกไปจะได้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลโจว”
“หืม เรื่องนี้พัวพันไปถึงพ่อแม่ของฟางฟางด้วยหรือคะพี่ใหญ่ เรื่องใหญ่ครั้งที่แล้วพวกเขายังรอดมาได้ แล้วทำไมเรื่องนี้จะถูกดึงเข้าไปล่ะคะ”
“พี่ชายของโจวฟางมีปัญหาน่ะสิ”
“อะไรนะ! คนใจโลเลแบบพี่ชายของฟางฟางน่ะเหรอคะ เดี๋ยวนะ!” หลินฮุ่ยค่อยๆ คิดลำดับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น คนที่อกหักได้ทุกไตรมาสหรือทุกครึ่งปีที่เธอรู้จัก ทำไมเขาถึงได้ไปอาละวาดในงานแต่งของลูกสาวผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้า แล้วก็หาทางสร้างเรื่องมาทำงานที่ภาคใต้ แม้แต่เรื่องใหญ่อื้อฉาวของตระกูลโจวก็ยังขัดขวางเขาไม่ได้ “แสดงว่า คนที่ไม่รู้เรื่องเพียงคนเดียวก็คือฟางฟางใช่ไหมคะพี่ใหญ่”
“อืม ตอนนั้นตามรายงานเขาถูกคนบ้านใหญ่จับตัวไปเพื่อบังคับคนบ้านรองให้ทำตามคำสั่ง เธอเองก็คงเคยได้ยินสหายรักของเธอเล่าให้ฟังมาบ้าง พอมาถึงตอนนี้พี่คิดว่าพวกเขาน่าจะเล่นละครตบตา คือเหลือคนที่ดูบริสุทธิ์ไร้พิษภัยเอาไว้สานต่ออุดมการณ์ของตระกูล ต่อมาคนตระกูลโจวส่วนใหญ่ถูกเจิ้งเส้าฉินกับหลิวอวี่ถิงช่วยเอาไว้ พวกเขาทำอะไรไม่สะดวก ดังนั้นคนที่จะสานงานต่อก็เป็นบ้านรองของโจวฟาง”
“ถ้าให้เธอรีบแต่งงานออกไป พอเกิดเรื่องกับตระกูลโจวเธอจะไม่ถูกรังเกียจจากตระกูลของสามีหรือคะพี่ใหญ่”
“ก็ให้แต่งไปกับฉางจวินเหยียนนั่นไง ได้ข่าวว่าเขาระดมแพทย์แผนจีนทั่วประเทศเพื่อไปรักษาเลยนะ อีกไม่นานก็คงวิ่งแจ้นไปที่เซินเจิ้นนั่นแหละ”
“แต่ผู้ใหญ่ในตระกูลฉางก็ไม่ชอบเธอนะคะพี่ใหญ่ ฉันไม่อยากให้สหายรักของฉันต้องทุกข์ใจ”
“เธอไม่ใช่โจวฟางนะฮุ่ยฮุ่ย อีกอย่างอำนาจของฉางจวินเหยียนในตระกูลฉางก็มีไม่น้อย ไม่แน่ว่าหลังจากตั้งหลักได้เขาอาจจะได้ขึ้นตำแหน่งผู้นำตระกูล”
“แต่เขาทำเรื่องไม่ดีเอาไว้กับฟางฟางนะคะ ฉันว่าเขาไม่คู่ควรกับสหายรักของฉัน”
หลินอวี่เฉินได้แต่กลอกตาไปมา ทีตัวเองโดนเจ้าแซ่เสิ่นจูบก็ยังไม่ได้รังเกียจไม่ใช่หรือไง แต่พูดไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวเธอจะสั่งสืออีให้มาจัดการกับเขา สภาพหัวหมูแบบนั้นเขาไม่อยากเป็นหรอกนะ
“เธอลองคิดดูนะฮุ่ยฮุ่ย การที่รู้อยู่แล้วว่าตระกูลฝ่ายชายไม่ชอบ แต่ฉางจวินเหยียนยังออกโรงปกป้อง กับแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น พอเกิดเรื่องแล้วพวกเขาก็อาศัยจังหวะนี้ข่มเหงรังแก แม้แต่สามีก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเห็นอกเห็นใจหรือเปล่า เธอคิดว่าสหายรักของเธอควรเลือกใครล่ะ”
“ไม่เห็นจะยากเลย ก็แต่งกับนักธุรกิจฮ่องกงไปเลยสิคะ แบบนี้ก็ไม่ต้องมาคิดถึงว่าต้นตระกูลหรือสาแหรกมาจากไหน”
“น้องรัก เธออยากให้สหายรักของเธอไปเป็นคุณนายที่สามที่สี่ทางฝั่งฮ่องกงหรือไง”
หลินฮุ่ยก็พอจะรู้มาบ้างว่านายทุนเหล่านี้ที่ข้ามมาลงทุนที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทางภาคใต้ พวกเขาส่วนใหญ่ก็มีครอบครัวอยู่แล้ว “มันต้องมีสักคนนั่นแหละพี่ใหญ่ ฟางฟางคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกน่า”
“น้ำทางฝั่งฮ่องกงก็ลึกและขุ่นไม่แพ้ทางนี้หรอกนะ คิดดูสิ ถ้าเกิดเรื่องที่ฮ่องกง เธอจะยื่นมือไปช่วยสหายรักของเธอได้ไหมล่ะ ทางนั้นไม่ใช่ฉางจวินเหยียนนะที่เธอจะสั่งให้เสี่ยวหลานหรือสืออีไปอัดคนเพื่อระบายแค้นได้ทุกครั้งที่ไม่พอใจ”
“แล้วทำไมพี่ไม่แต่งกับสหายรักของฉันล่ะคะ”
“พี่ไม่ได้คิดจะแต่งงานเสียหน่อย จะเอาสหายรักของเธอมาเฝ้าบ้านหรือให้มาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอหรือไง”
คราวนี้หลินฮุ่ยเบ้ปาก คนหนึ่งก็ไม่อยากแต่ง อีกคนหนึ่งก็โทษว่าแก่คราวลุงรับไม่ได้ นี่มันคู่กิ่งทองใบหยกชัดๆ “แสดงว่าฉันต้องส่งเสริมฉางจวินเหยียนคนนั้นหรือคะพี่ใหญ่”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้เขาตามง้อสหายรักของเธอเอง”
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าฟางฟางจะยังมีเยื่อใยกับคนแซ่ฉาง หน้าตาดี สุภาพอ่อนโยน ก็แค่หนังแกะที่เขาห่มคลุมเอาไว้เท่านั้นเองนะ”
“แต่พี่ว่าพวกเขาเหมาะสมกันดีนะ หม้อกับฝาหม้อพอดีเลย”
“นี่พี่หาว่าสหายรักของฉันก็ร้ายเหมือนคนแซ่ฉางหรือคะ ฉันไม่ยอมนะ เดี๋ยวจะส่งบุปผาหยกไปถึงเตียงพี่เลย”
“อ้าวๆ น้องรัก เธอกล้าแม้แต่รังแกพี่ชายตัวเองแล้วเหรอ”
“แหะๆ พี่ใหญ่ ฉันใส่ใจมากไปหน่อยก็เลยหงุดหงิดมากไป น้องสาวคนนี้ผิดไปแล้วค่ะ”
“นับว่ายังพอแก้ไขได้ หึหึ” เขาไม่ได้โกรธเธอหรอก ก็เพราะเขาเป็นคนให้ท้ายเธอเองนี่นา “ได้ยินฮ่าวฮ่าวพูดว่าเธอทำไอศกรีมผลไม้เอาไว้เยอะใช่ไหม”
“ผลไม้ธรรมดาให้ฮ่าวฮ่าวหมดแล้ว เหลือแต่ไอศกรีมที่ทำจากผลไม้ที่เก็บในมิติ พี่จะเอาไปเผื่อลูกน้องไหม เมื่อตอนกลางวันฉันแจกจ่ายให้พี่สืออีไปหลายร้อยแท่งเลย เหลือไม่มากแล้ว ถ้าพี่จะเอาฉันจะได้ทำใหม่”
“เอาสิ ของดีแบบนี้ทำเอาไว้เยอะๆ เลยนะ ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้ กินเท่าไหร่ก็คงไม่พอหรอก”
“ไม่มีปัญหา ว่าแต่พี่เถอะ ช่วงนี้ว่างหรือยัง จะได้มารับฉันไหม หรือว่าฉันต้องหาที่พักให้พี่สืออีกับคนอื่น”
“ไปสิแต่มีเวลาไม่มาก เรื่องที่พักของสืออีกับลูกน้องเธอไม่ต้องห่วงนะ พวกเขาอยู่ที่ไหนก็ได้”
“แล้วพี่สืออีจะตามฉันเข้าไปในค่ายทหารได้ไหมพี่ใหญ่”
“ได้สิ เขาไม่ต้องยื่นเอกสารอะไรนี่”
“ดีเลย!”