LNCrawler

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

ในที่สุดหลินฮุ่ยก็เดินทางถึงภาคใต้ หลินอวี่เฉินที่ยุ่งมากมารับน้องสาวที่สถานีรถไฟ ไปส่งเธอถึงบ้านพักแล้วเขาก็รีบไปทำงานทันที

ส่วนสืออีกับลูกน้องบางส่วนก็ตามหลินฮุ่ยเข้ามาในค่ายจิ้นหนานด้วย แต่พวกเขากลับไปอยู่ในสถานะเร้นกายตามเดิม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงจะประจำการอยู่บนกำแพงบ้านแล้วก็รั้วบ้านตามเคย

“ตอนกลางคืน สลับกันมากินข้าวที่ศาลานี้นะคะ” เธอพูดกับกำแพงแล้วก็เดินเข้าบ้าน

เธอไม่อยู่ พี่ใหญ่ไม่ได้สนใจจะดูแลบ้านเลยสักนิด กระถางดอกไม้ที่เธอเคยดูแลจนออกดอกบานสะพรั่ง เหลือแต่ซากแห้งเหี่ยว

“ไม่เหลือสักต้นเลย คงต้องวางแผนดีๆ แล้วปลูกใหม่ คราวนี้จะเอาให้เป็นสวนผลไม้และสวนดอกไม้เลย ฮึ!”

หลินอวี่เฉินที่กำลังออกคำสั่งฝึกยุทธวิธีกับลูกน้องในหน่วยอยู่ถึงกับจามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง “ฉันคงไม่ได้เป็นหวัดหรอกใช่ไหม” เขาพึมพำกับตัวเองท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า

“น่าจะเป็นฮุ่ยฮุ่ยนะท่านรองที่กำลังบ่น”

เขาเพียงปรายตามองลูกน้องคนสนิท ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ชอบหาคู่ให้ฉันดีนัก ก็เลยปล่อยต้นไม้ดอกไม้พวกนั้นตายให้หมดเลย เธอจะได้ไม่ว่างมายุ่งเรื่องของฉัน”

“ถ้าฮุ่ยฮุ่ยรู้ ท่านรองหลินคงไม่ได้กินของอร่อยแน่ๆ ครับ” และเขาก็จะไม่ได้กินด้วยเหมือนกัน เขาเปลี่ยนใจไปฟ้องฮุ่ยฮุ่ยก่อนดีไหมนะ

“ฮึ! เธอไม่ทำหรอก เย็นนี้ใครว่างก็ไปที่บ้านพักของฉัน ฮุ่ยฮุ่ยจะเลี้ยงอาหารพวกนายทุกคน”

เสี่ยวเย่ตาเป็นประกาย “จริงหรือครับ!”

“จริงสิ พวกนายก็หาอาหารทะเลติดมือไปด้วย เผื่อจะได้กินของอร่อยเพิ่มอีก”

“รองหลินวางใจได้เลยครับ อาหารทะเลหาง่ายที่สุด”

“อืม นายก็ไปฝึกกับพวกเขาด้วย” ท่าทีแบบนี้คิดจะแย่งน้องสาวของเขาอีกคนแล้วใช่ไหม น่าเบื่อจริงๆ ให้ฝึกหนักๆ ไปเลย

เสี่ยวเย่ถึงกับยิ้มค้าง คุยกันอยู่ดีๆ แต่ท่านรองกลับสั่งให้เขาไปฝึกกับเจ้าพวกเด็กใหม่ ให้ตายเถอะ คำไหนกันที่เขาพูดผิดไป

“หืม นายไม่ยินยอมเหรอเสี่ยวเย่”

ลูกน้องหนุ่มถึงกับหน้าเผือดสี คำถามแบบนี้เขาไม่อยากได้ยินสักนิด “ยินยอมครับ!”

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปฝึกกับพวกเขาสิ” ว่าแล้วเขาก็เดินไปตรวจแถว ไม่ได้สนใจเสี่ยวเย่สักนิด

เสี่ยวเย่รับคำสั่งเสียงดัง จากนั้นก็เข้าร่วมการฝึกอันแสนเข้มข้นนี้อย่างจนใจ ไม่ใช่เขาที่เหนื่อยหรอกแต่เป็นเพราะคำสั่งของท่านรองหลินต่างหาก ที่ทำให้น้องใหม่แทบจะทนกันไม่ไหวแล้ว

 

เวลาครึ่งเดือนผ่านไป ชีวิตในค่ายจิ้นหนานของหลินฮุ่ยเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากเขียนนิยาย ปลูกพืชผักผลไม้และทำเหล้าไป๋จิ่วในมิติแล้ว เธอก็ยังได้นำต้นกล้าผักและผลไม้ออกมาปลูกด้านนอกด้วย

ทำให้รอบๆ บ้านตอนนี้จึงมีทั้งแปลงผักและต้นไม้ผลมากมาย ที่ประตูลานหน้าบ้านก็มีต้นทับทิมสองต้น เดินต่อมาก็เจอซุ้มองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ ตัวบ้านก็มีกุหลาบเลื้อยที่เริ่มแตกกิ่งกระโดงให้เห็น อีกไม่นานคงจะเลื้อยจนเต็มผนังด้านนอกของบ้าน คงจะสวยและส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว

“วันนี้จะออกไปไหนหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย” หลินอวี่เฉินที่มีเวลาว่างหนึ่งวันถามน้องสาวอย่างกระตือรือร้น

“พี่ว่างหรือคะพี่ใหญ่” หญิงสาววางส้อมพรวนดินลงแล้วปัดมือสองสามครั้ง ก่อนจะวิ่งไปหาพี่ชายที่นั่งพิจารณาดอกไม้ในกระถางที่เธอเพิ่งปลูกได้ไม่นาน

“ว่างสิ แต่แค่วันเดียวนะ เธออยากจะไปเที่ยวที่ไหนไหม”

“ก็อยากจะไปตกปลาอยู่หรอกค่ะ แต่คิดได้ว่าถึงเวลาต้องเปิดตัวพี่ใหญ่เสียที ไปเที่ยวเซินเจิ้นกับฉันนะคะ” เธอเกาะแขนพี่ชายเอาไว้อย่างแน่นหนาเพราะกลัวเขากระโดดหนีเสียก่อน

หลินอวี่เฉินยิ้มแหยทันที “น้องรัก เธอคงไม่เอาพี่ใหญ่คนนี้ไปประเคนให้สหายรักของเธอหรอกใช่ไหม ถ้าเธอตอบว่าใช่ งั้นพี่ไม่ไป!”

ในคำพูดทีเล่นทีจริงของเธอ ก็ได้แฝงการทดสอบเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโจวฟางหรือสหายรักอีกสองคน มันมากพอที่จะทำให้เธอรู้แล้วว่าพี่ชายของเธอคงจะขายไม่ออกแล้วจริงๆ “ฮึ! ไม่มีใครสนใจลุงแก่ๆ อย่างพี่สักคนหรอกค่ะ ฉันก็ขี้เกียจจะพูดแล้ว พี่ก็เชิญขึ้นคานไปเถอะ”

คราวนี้คนที่ถูกพูดว่าเป็นลุงแก่ๆ ถึงกับเจ็บจี๊ด “ฮุ่ยฮุ่ย เธอดูหนังหน้าของพี่สิ อ่อนกว่าหนังหน้าของเสี่ยวเย่ตั้งเยอะ ขอร้องล่ะอย่าพูดว่าลุงแก่ๆ ได้ไหม มันเจ็บจริงๆ นะน้องรัก”

หลินฮุ่ยมองพี่ชายแล้วก็หัวเราะร่วน นับวันพี่ชายคนนี้ก็ยิ่งน่ากลั่นแกล้ง “ถ้าอย่างนั้นพี่ยิ่งต้องไปเที่ยวเซินเจิ้นกับฉัน เพราะฉันนัดทุกคนเอาไว้แล้ว”

“สหายรักของเธอจะไม่หลงเสน่ห์พี่ใหญ่คนนี้ใช่ไหม”

“ไม่หรอกๆ ถึงพวกเธออยากจะชอบพี่ แต่ก็คงไม่กล้ากลืนน้ำลายตัวเองหรอกน่า ไปนะ ก่อนกลับพวกเราสองคนพี่น้องไปเดินเล่นหาซื้อของใช้ในบ้าน ดูสิ ฉันแค่กลับไปเรียนไม่กี่เดือน กลับมาอีกที บ้านก็เกือบจะกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว ดีนะที่ครึ่งเดือนมานี้ฉันพลิกฟื้นบ้านหลังนี้กลับมาได้แล้ว”

“เธอก็พูดเกินไปหน่อยนะ แค่ไม่ได้ดูแลนิดหน่อยเอง”

“ฮึ! ทั้งดอกไม้และสวนผักแห้งกรอบจนเกือบจะย่อยสลายไปแล้ว ส่วนหญ้าพวกนั้นก็เกือบจะท่วมหัวอยู่แล้ว นี่ไม่เรียกว่านิดหน่อยนะพี่ใหญ่”

หลินอวี่เฉินยื่นมือไปบีบแก้มทั้งสองข้างของน้องสาว “เธอมาก็สะอาดสะอ้านดีแล้วนี่ ทั้งจัดบ้านทั้งทำอาหารอร่อย ใครๆ ก็ล้วนอิจฉาพี่ใหญ่คนนี้ที่มีน้องสาวเก่ง”

“ค่อยรื่นหูขึ้นมาหน่อย สรุปว่าจะไปไม่ไปคะ”

“ไปก็ได้ แต่ไปเซินเจิ้นทั้งที ก็ออกไปหาสมบัติด้วยเลยดีไหมน้องรัก”

หลินฮุ่ยมองพี่ชายแล้วก็เห็นว่าเขาอยากจะไปจริงๆ “ถ้าพี่ไม่เหนื่อยไปก็ได้ค่ะ แต่ครั้งต่อไปพี่ต้องพาฉันไปพายเรือเล่นแล้วไปทำอาหารกินบนเกาะนะ”

“ไม่มีปัญหา แถวนี้มีเกาะเยอะแยะ”

“อืม งั้นก็ไปดูตัว เอ๊ย! ไม่ใช่ๆ ไปเที่ยวเซินเจิ้นกันค่ะ”

หลินอวี่เฉินเสียวสันหลังวาบ เขามองน้องสาวอย่างหวาดระแวง แต่ก็ยอมเดินตามเธอเข้าไปในบ้านเพื่อเปลี่ยนชุดที่เหมาะกับการออกไปเที่ยว ทว่าพอได้ยินเสียงหัวเราะของเธอที่อยู่ห้องข้างๆ ทีไร เขาก็ยังหวาดผวาอยู่ดี

 

ภายในร้านอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อ โจวฟาง อู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้ง กำลังนั่งจ้องหลินฮุ่ยอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะไม่คิดว่าสหายรักจะพาพี่ชายสุดหล่อมาด้วย

หลินฮุ่ยมองสหายรักทั้งสามคนแล้วก็หัวเราะคิกคัก “แนะนำให้พวกเธอรู้จักอย่างเป็นทางการนะ นี่พี่ใหญ่ของฉันพันโทหลินอวี่เฉิน”

“อะไรนะ! พี่ชายสุดหล่อคนนี้ก็คือยมทูตหน้าหยกคนนั้นน่ะเหรอ เป็นไปได้ยังไง!” อู๋เสี่ยวเยี่ยนแพ้เสียงในหัว พูดโพล่งออกมาอย่างลืมตัว

หม่าจิ้งรีบยกมือไปปิดปากสหายรักเอาไว้ “เบาๆ หน่อยสิ ยมทูตอะไรกัน พี่ใหญ่ของฮุ่ยฮุ่ยออกจะใจดี ใช่ไหมคะพี่ใหญ่”

หลินอวี่เฉินมองหญิงสาวทั้งสามคนแล้วก็หันมองน้องสาว ก่อนจะพูดออกมาว่า “นิสัยเหมือนเธอเลยฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวย่นจมูกใส่พี่ชาย “พี่ใหญ่! ต่อหน้าสหายรักของฉัน พี่ก็ช่วยละเว้นฉันหน่อยได้ไหม ฮึ่ม!”

สามสหายหัวเราะคิกคัก บรรยากาศก็เริ่มผ่อนคลาย ก่อนจะเป็นโจวฟางที่รีบแนะนำตัวก่อนใคร “พี่ใหญ่ ฉันโจวฟางค่ะ หรือพี่จะเรียกว่าฟางฟางก็ได้”

“พี่ใหญ่ๆ” หม่าจิ้งรีบยกมือขึ้น “ฉันหม่าจิ้งสุดสวยค่ะ พี่น่าจะรู้จักคุณพ่อของฉันใช่ไหมคะ”

“รู้จักสิ ยังเคยได้ร่วมงานกันหลายครั้ง”

“แบบนี้เราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแล้วใช่ไหมคะ ดีจังเลย” สาวอวบผู้แสนสดใสที่สุดในกลุ่มมองพี่ใหญ่ของสหายรักตาแป๋ว

ท่าทีและคำพูดแบบนี้ ทำเอาหลินฮุ่ยต้องยื่นมือไปบีบแก้มสหายรักอย่างหมั่นไส้ “อาจิ้ง ท่าทีแบบนี้ของเธอหมายความว่าไงฮะ!”

“ไม่มีอะไรนี่ แค่ทำความรู้จักกับพี่ใหญ่ก็เท่านั้น เผื่อว่าที่ค่ายจิ้นหนานจะมีคนน่าสนใจ จะได้ให้พี่ใหญ่ช่วยติดต่อให้”

“พอดีเลย ฉันรู้จักกับพี่เย่จะช่วยแนะนำให้เธอดีไหม”

“อะไรนะ คนแซ่เย่น่ะเหรอ ฮึ่ม! คนน่าตายแบบนั้นฉันไม่สนใจหรอก” ผู้ชายคนนี้ปล่อยให้เธอนั่งแกร่วอยู่ที่ร้านอาหารตั้งนาน แต่เขาก็ไม่มาตามนัด การดูตัวครั้งนั้นก็เลยล่มไม่เป็นท่า

หลินฮุ่ยสบตากับพี่ชายแล้วก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ “แต่พี่เย่ดีมากๆ เลยนะ อนาคตไปได้ไกลแน่นอน”

“เชอะ! ดีแค่ไหนฉันก็ไม่เอาหรอก พี่ใหญ่คะ พี่หาผู้ชายดีๆ ให้ฉันสักคนได้ไหม ถ้าพี่หาให้ต้องเป็นคนดีแน่ๆ” ตั้งแต่เรียนจบมาไม่ทันไร ที่บ้านก็เริ่มพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้ว เธออยากจะบ้าตายจริงๆ

“ถ้าเธอสนใจ เดี๋ยวจะให้ฮุ่ยฮุ่ยช่วยคัดเลือกให้” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะมองไปทางสหายรักอีกคนของน้องสาว “แล้วเธอล่ะชื่ออะไร”

“ฉันอู๋เสี่ยวเยี่ยนค่ะพี่ใหญ่ พี่น่าจะรู้จักกับคุณพ่อของฉันนะคะ”

“แน่นอนว่าพี่รู้จักกับผบ.อู๋ และพี่ชายของเธอด้วย”

“สุดท้ายแล้วก็คนกันเองทั้งนั้น น่าจะแนะนำให้พวกเรารู้จักตั้งนานแล้วนะ” โจวฟางใช้ไหล่ชนไหล่ของสหายรัก

“แนะนำตอนนี้ก็ยังไม่สายเสียหน่อย ว่าแต่พวกเธอไม่สนใจพี่ใหญ่ของฉันจริงๆ ใช่ไหม”

หลินอวี่เฉินที่กำลังดื่มน้ำอยู่ ต้องรีบวางแก้วลงทันที กว่าจะกลั้นไว้ไม่ให้พุ่งออกมาแทบแย่ “ฮุ่ยฮุ่ย ตกลงกันไว้แล้วนะว่าเธอจะไม่เอาพี่มาขาย”

“ก็แค่โยนหินถามทางแค่นั้นเองพี่ใหญ่ พี่ก็อย่าคิดมากนะคะ” คงขายไม่ออกจริงๆ แล้วสินะ

“ดูสหายรักของเธอสิ ตกใจกันหมดแล้ว ใครจะสนใจลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่ขึ้นคานกันล่ะ”

โจวฟางได้ยินคำนี้ถึงกับสำลักน้ำผลไม้ จนต้องรีบหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดทำความสะอาด “พี่ใหญ่ อย่าถือสาผู้น้อยด้อยปัญญาอย่างฉันเลยนะคะ ตอนนั้นฉันไม่รู้จริงๆ ว่าพี่หน้าตาเป็นยังไง ถ้ารู้ก็คงไม่ปากพล่อย”

หลินฮุ่ย อู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้งหัวเราะกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะหลายครั้งที่โจวฟางเรียกพี่ชายของเธอว่าลุง “เจอตัวจริงถึงกับตะลึง ทีนี้ก็เลิกเรียกพี่ใหญ่ของฉันว่าลุงได้แล้วนะ”

“ไม่เรียกแล้วๆ รีบกินข้าวเถอะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว” โจวฟางได้แต่ยิ้มแห้ง แต่ก็ยังแบกรับเรื่องราวครั้งนี้ได้สบาย ถึงแม้ว่าจะเจอตัวจริงของเขาแล้วและต้องยอมรับว่าเขาหล่อกว่าผู้ชายทุกคนที่เธอเคยเจอ แต่เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับเขาทั้งนั้น นอกจากเคารพเหมือนเป็นพี่ชายอีกคน

เมื่อเริ่มกินข้าวไปได้สักพัก หม่าจิ้งก็เปรยเรื่องที่กำลังถูกพูดถึงในช่วงนี้ขึ้นมา “ญาติฉันบอกว่าช่วงนี้มีนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีจากฝั่งฮ่องกง มามองหาโอกาสที่นี่หลายคนเลย”

“มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเปล่าอาจิ้ง” โจวฟางที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจก็ได้ข่าวนี้มาเหมือนกัน

“ยังไม่แน่ใจ แต่มันผิดปกติเกินไปน่ะสิ เพราะเท่าที่ตรวจสอบภูมิหลังของพวกเขาแล้ว มีความขัดแย้งกันตั้งแต่อยู่ในฮ่องกง มาทางแผ่นดินใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเสียหายให้ทางเราหรือเปล่า”

“แบบนี้ยิ่งต้องจับตาดู ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจจะเสียเปรียบพวกเขาได้” หลินฮุ่ยก็เอ่ยเสริมอีกคน ไม่ว่าจะเป็นในความฝันหรือข้อมูลที่หาได้จากอินเทอร์เน็ตในวิลล่า ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังพัฒนานี้มีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ผิดพลาด หนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มนายทุนที่มาจากต่างประเทศ

“ฮุ่ยฮุ่ยพูดถูก พวกเราต้องจับตาดูให้ดี” โจวฟางเสริมคำพูดสหายรัก แม้จะรู้จักกับคนท้องถิ่นไม่น้อย แต่กับกลุ่มนายทุนต่างชาติยังไงก็ต้องดูท่าทีไม่อาจวางใจได้

“ข่าววงในบอกว่าพวกเขาจะมาเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กับโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า” คราวนี้เป็นหลินอวี่เฉินที่บอกเล่าให้ทุกคนฟังเล็กน้อย

สหายรักทั้งสามคนของหลินฮุ่ย มองพี่ใหญ่หลินอย่างอึ้งๆ ปนชื่นชม

“นี่ก็เป็นเพราะนโยบายที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาลงทุน แต่การปฏิบัติต่อคนในแผ่นดินใหญ่เองกลับไม่ได้รับความเท่าเทียมในจุดนี้” อู๋เสี่ยวเยี่ยนพูดออกมาและภายในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทว่าก็รู้ดีว่าต่อไปประเทศจะต้องพัฒนาไปในทางที่ดีแน่นอน

“มันก็ช่วยไม่ได้ ประเทศเราเพิ่งจะผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจไปได้ไม่กี่ปี ยังไงก็ต้องหาทางดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเยอะๆ” คราวนี้เป็นหม่าจิ้งที่พูดขึ้น แล้วก็ทำให้รู้สึกอิ่มไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้ทุกอย่างก็เริ่มดีแล้ว แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนมหาศาลที่ยังยากจนและอดยากหิวโหยอยู่

หลินฮุ่ยเห็นสีหน้าของสหายรักแต่ละคนแล้วก็รีบพูดปลอบใจ “ตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามแนวทางที่วางเอาไว้แล้ว ทางที่ดีพวกเธอก็ซื้อที่ดินเก็บเอาไว้บ้างนะ เผื่อในอนาคตจะได้เป็นเศรษฐีกับคนอื่นเขาบ้าง”

“เอาเงินที่ไหนมาซื้อล่ะฮุ่ยฮุ่ย ก่อนหน้าอ่านหนังสือสอบเพื่อจะได้จบ มาตอนนี้ก็ยังต้องมาก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเตรียมสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐอีก งานยังไม่มีทำเลย เงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ จะซื้ออะไรได้” หม่าจิ้งบ่นออกมาแต่ในแววตาก็แฝงความภาคภูมิใจเอาไว้ไม่น้อย

“อาจิ้งพูดถูก พวกเราไม่มีเงินหรอกฮุ่ยฮุ่ย เธอนั่นแหละที่พอจะมีเงินจากกิจการร้านค้า ก็เจียดออกมาซื้อสักแปลงสองแปลงสิ”

“พวกเธอนี่นะ ฉันอุตส่าห์แนะนำเรื่องดีๆ ไหงกลายเป็นยกหินทุ่มเท้าตัวเองได้ล่ะเนี่ย”