LNCrawler

โจวเฟิง

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

โจวเฟิง

ทางฝั่งของโจวเฟิงที่ทำงานพลาด แถมหมากไร้ฝีมืออย่างเจียงซินก็ยังถูกจับไปอีก หมากอีกตัวที่ปอดแหกอย่างหลี่เทาก็คงไม่กล้าลงมืออีกแล้ว ก็ทำได้แต่กำหมัดแน่น รับคำด่าทอจากคนที่โทรมา

“คนอย่างนายนี่มัน น่าจะไปเกิดตระกูลอื่นนะ แม้แต่โจวฟางนายก็ยังสู้เธอไม่ได้เลย” เสียงเกรี้ยวกราดปลายสายด่าทออย่างไม่ไว้หน้า

“คุณก็บอกไม่ใช่เหรอครับ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง นี่ก็เป็นแค่การหยั่งเชิงคนตระกูลหลินเท่านั้น”

“แต่แผนของนายมันห่วยแตก! ป่านนี้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างหลินอวี่เฉินสืบจนถึงตัวนายแล้ว” สิ้นเสียงก็มีเสียงจอกชากระทบพื้นแตกกระจาย

ดวงตาของโจวเฟิงแดงก่ำ “รู้แล้วอย่างไรล่ะครับ ยังไงเขาก็ไม่มีหลักฐาน คนพวกนั้นก็ไม่เคยเจอหน้าผมสักหน่อย” ถ้าเขาผ่านบททดสอบของตระกูล ต่อไปคนที่จะได้สืบทอดตระกูลโจวก็จะเป็นเขา พ่อกับแม่ก็จะได้สบายไปด้วย ส่วนโจวฟางก็ช่างเถอะ เขาเลิกหวังกับน้องสาวคนนี้ไปนานแล้ว

“ได้! ที่นายพูดมาก็ถูก ตราบใดที่เขาไม่มีหลักฐาน ก็ทำอะไรนายและสืบสาวมาถึงตัวฉันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น อีกครึ่งเดือนฉันจะส่งแผนไปให้ ครั้งนี้ให้นายทำตามแผนของฉันทุกขั้นตอน”

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะตั้งใจทำงานที่คุณมอบหมายให้ดีที่สุด”

“ฮึ! ก็ยังนับว่าพอจะฝึกฝนได้!” ว่าแล้วเขาก็วางสายไปทั้งอย่างนั้น

ชายหนุ่มมองโทรศัพท์มือถือเทอะทะในมือแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนจะกดเบอร์โทรไปที่ปักกิ่ง ไม่นานก็มีคนรับสาย

“มีอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมใช้เครื่องนี้โทรมาล่ะ ไม่กลัวถูกดักฟังหรือไง” แม่โจวกระซิบเสียงแผ่ว แม้จะนั่งอยู่ในห้องนอนแต่เธอก็ยังต้องมองซ้ายมองขวา

“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากจะได้ยินเสียงแม่เท่านั้น” ตาของเขาแดงก่ำ ไม่ง่ายเลยที่คนอย่างเขาจะคิดทำการใหญ่สักครั้ง แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด

“ภารกิจล้มเหลวหรือลูก ไม่เป็นไรนะ งานที่พวกเขาให้ลูกทำไม่ได้มีอันตรายอะไรหรอก ค่อยๆ ฝึกฝนไป”

“ก็รู้อยู่หรอกครับ แต่ก็อยากจะทำให้คนที่ทำกับพวกเราได้รู้สึกอับจนหนทางบ้าง แต่นี่หมากที่วางเอาไว้กลับถูกจับไปหนึ่งเม็ด ผมก็เลยรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน”

“เมื่อก่อนลูกไม่เคยสนใจเรื่องของตระกูล ทำให้เถียงกับพ่อของลูกอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้ก็นับว่าดีแล้ว พ่อก็ตั้งความหวังเอาไว้กับลูกไม่น้อยเลยนะ”

“คำปลอบใจของแม่ ทำให้ผมสบายใจขึ้นมากเลยครับ”

“สบายใจก็ดีแล้วล่ะ ต่อไปก็ต้องตั้งใจทำงานและทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ดีนะ ส่วนฟางฟางลูกก็ไม่ต้องไปสนใจเธอ เด็กคนนั้นน่ะเชื่อเด็กหลินฮุ่ยทุกอย่าง ตัดขาดกันไปแล้วก็ไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับเธออีก”

“แล้วถ้าเธอเข้ามายุ่งกับแผนการของผมล่ะครับแม่”

“จัดการตามแผนนั่นแหละ ตอนนี้ในสาแหรกตระกูลโจวชื่อของเธอได้ถูกตัดออกไปแล้ว ก็เท่ากับว่าไม่ใช่คนตระกูลเดียวกันกับเรา”

“ผมเข้าใจแล้วครับ”

“ลูกยังมีเงินใช้ไหม ถ้าหมดแล้วให้รีบบอกแม่นะ เดี๋ยวจะส่งไปให้”

“ยังพอมีครับแม่ อีกอย่างผมก็ชอบกินอาหารทะเล ตอนเย็นหลังเลิกงานก็มักจะไปตกปลาเอามาทำอาหาร ประหยัดไปได้เยอะเลยครับ”

แม่โจวถึงกับปาดน้ำตา ลูกชายที่เธอประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก ยามนี้เริ่มก้าวเดินด้วยตัวเองแล้ว “ฝึกฝนทุกวัน เดี๋ยวก็จะดีเองนะลูก”

“แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมให้ป้าๆ แถวบ้านพักช่วยสอน ทุกคนใจดีกับผมมาก ตอนนี้ทำอาหารท้องถิ่นได้สิบกว่าอย่างแล้วครับ”

“ดีแล้วๆ”

เขาคุยกับแม่ต่ออีกสองสามประโยคแล้วจึงวางสาย จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วจึงเดินออกจากห้องไป

“อาเฟิง จัดการธุระเสร็จแล้วหรือ มากินข้าวเร็ว” หญิงสาวร่างเล็กบอบบางใบหน้าธรรมดา รีบเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม ด้วยรอยยิ้มที่สดใสแกมการประจบเอาใจอยู่หลายส่วน

“เสี่ยวลี่เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาเอ่ยคำถามที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่นัยน์ตาแฝงแววโหดเหี้ยมหลายส่วน

“พึ่งมาถึงเมื่อกี้นี้เอง จัดอาหารเอาไว้ที่ลานบ้านก็รีบเดินมาเรียกนาย ยังไม่ทันได้เคาะประตูด้วยซ้ำ นายก็เดินออกมาจากห้องเสียก่อน” สายตาของเธอหลุกหลิกเล็กน้อย ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“อ้อ แล้ววันนี้ป้าจ้าวทำอะไรบ้างล่ะ” ที่บอกแม่ไปว่าฝึกทำอาหารท้องถิ่นนั้นคือเรื่องโกหกเพราะไม่อยากให้ท่านต้องเป็นห่วง เงินที่ได้รับจากทางบ้านและยังมีคนสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่ง เขาก็เลยเจียดเอามาจ้างป้าจ้าว แม่ของเสี่ยวลี่ให้ทำอาหารมาส่งเช้าเย็น

“ข้าวอบหม้อดิน เนื้อผัดคะน้าแล้วก็ซุปซี่โครงหมูข้าวโพด แต่พรุ่งนี้จะทำอาหารปักกิ่งอย่างที่นายชอบ”

ชายหนุ่มก็ไม่ได้เรื่องมากเรื่องอาหารสักเท่าไหร่ “ไม่ต้องหรอก ป้าจ้าวทำอาหารกวางตุ้งอร่อยที่สุดแล้ว” ว่าแล้วเขาก็นั่งลงบนม้านั่ง “เธอจะกินด้วยกันไหม”

เสี่ยวลี่ส่ายหน้ารัวๆ “นายกินเถอะ ฉันต้องรีบกลับไปช่วยแม่ทำงานบ้าน นายก็รู้ว่าที่บ้านฉันคนเยอะ งานส่วนใหญ่ก็ตกมาที่คนว่างงานอย่างฉัน”

“ถ้าเธออยากทำงาน ฉันก็พอจะฝากให้ได้นะ”

“ไม่เป็นไรๆ แต่ละวันเดินเก็บอาหารที่ชายหาดก็พอหาเงินได้แล้วล่ะ ฉันอ่านหนังสือได้นิดหน่อยก็เหมาะแล้วที่ต้องทำงานหนัก”

“งั้นก็ตามใจเธอ” เขายกตะเกียบขึ้นแล้วก็เริ่มกินอาหารช้าๆ

เสี่ยวลี่เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว ก็เดินกลับไปที่บ้านของเธอทันที แต่เธอไม่ได้ไปช่วยแม่ทำงานหรอก กลับเข้าไปในห้องนอนแล้วเปิดประตูอีกบานลงไปที่ห้องลับใต้ดิน แล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือเทอะทะออกมา กดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ

“ว่าไง สือลิ่ว” หลินอวี่เฉินรับโทรศัพท์ลูกน้อง ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยสายลับอีกหน่วยที่เขาฟูมฟักขึ้นมาเกือบสิบปีแล้ว

“นายท่าน วันนี้โจวเฟิงติดต่อกับคนที่อยู่เบื้องหลังเขา แล้วก็โทรหาคุณนายโจวที่อยู่ปักกิ่งค่ะ”

“พวกเขาจะลงมืออีกครั้งตอนไหน”

“อีกครึ่งเดือนค่ะ แต่ครั้งนี้คนที่อยู่เบื้องหลังจะวางแผนให้โจวเฟิงเองค่ะนายท่าน เขามีหน้าที่แค่ทำตามแผนเท่านั้น”

“ดี เธอจับตาดูต่อไป”

“รับทราบ!”

 

หลินอวี่เฉินเดินออกจากห้องนอน แล้วก็เห็นว่าน้องสาวยังนั่งดื่มชาอยู่ที่ห้องโถงพร้อมกับอ่านสมุดภาพในมือของเธอไปด้วย

“ผลงานใหม่เหรอ” ถามพลางก็เดินไปนั่งข้างๆ แล้วก็รินชาให้ตัวเอง

หญิงสาวยื่นสมุดภาพให้พี่ชายดู “ไม่ได้คิดจะส่งไปที่สำนักพิมพ์หรอกค่ะ แค่ทำเล่นๆ ฆ่าเวลาตอนที่คิดอะไรไม่ออก”

“อะไรที่ว่าคิดไม่ออก นิยายน่ะเหรอ” เขายกถ้วยชาขึ้นเป่าพร้อมกับรับสมุดภาพมาดู

“อืม ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะเขียนหรอกนะคะ เพียงแต่ฉันเดินบนเส้นทางนี้มาหลายปี การที่มีข้อมูลในหัวมากมาย บางครั้งก็รู้สึกว่าไม่รู้จะเอาอะไรมาเขียน ถึงจะพอเหมาะพอดีกับสถานการณ์ของตัวละครในช่วงเวลานั้นๆ”

“ข้อมูลเยอะเกินไปสินะ ในบันทึกของคุณปู่กับคุณตา บางครั้งที่พวกท่านบันทึกลงไปเธออ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าพวกท่านกำลังรู้สึกยังไงใช่ไหม”

“เป็นแบบนั้นค่ะ ยิ่งแต่งมาได้ครึ่งทางแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกกดดัน กลัวว่าจะเขียนออกมาได้ไม่ดี”

หลินอวี่เฉินลูบหัวน้องสาวเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงแผ่ว “เอาอย่างนี้ดีไหม พี่ใหญ่จะเปรียบเทียบให้เธอเห็นภาพชัดเจนขึ้น”

หลินฮุ่ยพยักหน้าพร้อมกับรอฟังอย่างจดจ่อ “เอายังไงคะพี่ใหญ่”

“ทุกคนที่เรารักล้วนเป็นคนตระกูลหลินและตระกูลจาง นิสัยดั้งเดิมพื้นฐานของสองตระกูลก็คือซื่อสัตย์ ภักดี หน้าที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ประมาณว่าเชื่อฟังและทำตามแม้แต่คำสั่งจะไม่เป็นธรรมก็ตาม”

“พี่ก็พูดตรงเกินไปนะพี่ใหญ่ เหล่าบรรพบุรุษที่ปักกิ่งคงสะดุ้งกันเป็นแถบ” หลินฮุ่ยว่าแล้วก็อมยิ้ม มันก็เป็นแบบนั้นแหละ

“ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนี่นา ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ถูกลอบวางยาหรือถูกใส่ร้ายจนตัวตายกันแบบนี้ แล้วทีนี้หันมามองพวกเราสองคน คราวนี้เป็นยังไงลองวิเคราะห์ออกมาให้พี่ใหญ่ฟังดูสิ”

หลินฮุ่ยยิ้มเจ้าเล่ห์ “จะให้วิเคราะห์อะไรล่ะคะ ก็เห็นๆ กันอยู่ ทั้งจงรักภักดี ทั้งซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ รักประเทศชาติที่สุด”

“ฮึ! ไปหลอกเด็กสามขวบเถอะ” ปลายนิ้วของเขาดีดหน้าผากน้องสาวไปหนึ่งที

หญิงสาวยังคงเลี่ยงที่จะพูดมันออกมา “ถ้าอย่างนั้นฉันเอาความรู้สึกของฉันใส่เข้าไปแทนได้ไหมคะ คนเราเป็นไปไม่ได้หรอกที่ถูกกระทำถึงเพียงนั้นแล้ว จะยังไม่รู้สึกอะไรสักนิด”

คำพูดของน้องสาวทำให้หลินอวี่เฉินหลุบเปลือกตาลงต่ำ หวนคิดถึงค่ำคืนตอนที่อยู่ค่ายแรงงาน หลังจากเลิกงานกลับมาในหลุมที่จะเรียกว่าบ้านก็ไม่ใช่จะเรียกว่าถ้ำก็ไม่เชิง ทั้งย่าและแม่ของเขามักจะคิดว่าเขาหลับไปแล้ว พวกท่านจะแอบร้องไห้เบาๆ ทุกคืน

ส่วนปู่และพ่อก็ได้แต่ถอนหายใจทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีถ้อยคำใดๆ จะปลอบใจได้ “รู้สึกแต่พูดอะไรไม่ได้หรอก แม้แต่ตอนที่ได้รับคืนความเป็นธรรมแล้วก็ยังมีกฎมีนโยบายออกมา คนที่ได้อิสระก็ยังไม่มีโอกาสกลับไปแก้แค้นใครที่เคยกระทำกับพวกเขาเลย”

คราวนี้น้ำตาของหลินฮุ่ยไหลออกมาเงียบๆ “แม่เคยร้องไห้ไหมพี่ใหญ่ แล้วพ่อล่ะ พ่อเคยเสียใจไหมที่เลือกเส้นทางนี้” เธอเชื่อมาตลอดว่าระดับตระกูลหลินแล้ว ต้องมีวิธีหนีเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว แต่คนทั้งตระกูลกลับเลือกที่จะรอรับโทษ

หลินอวี่เฉินมองน้องสาวแล้วก็ยื่นมือออกไปปาดน้ำตาให้เธออย่างเบามือ “ร้องสิ ทั้งแม่และย่านั่นแหละ พวกท่านคิดว่าพี่หลับไปแล้วแต่พี่ไม่เคยข่มตาหลับลงได้สักครั้ง ส่วนเรื่องที่ว่าพ่อเคยเสียใจไหม ท่านก็ต้องเสียใจนั่นแหละ แต่ทำอะไรไม่ได้ ช่วงเวลานั้นกระดิกตัวนิดเดียวก็เป็นที่ผิดสังเกตแล้ว ก็เลยได้แต่ทนทำงานอยู่ที่ค่ายแรงงาน ให้มันผ่านไปวันแล้ววันเล่า ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเธอถูกสลับตัวไปแต่ทำอะไรไม่ได้ ก็ยิ่งเศร้าหนัก”

หญิงสาวสูดน้ำมูกพร้อมกับสะอื้นออกมา “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะเอาน้ำวิเศษ พืชผักผลไม้และของกินมากมายไปมอบให้พ่อแม่กับปู่ย่าและญาติของเราทุกคนเลยพี่ใหญ่”

“น้องรัก โลกนี้ไม่มีคำว่าถ้าหรอกนะ”

เธอสูดน้ำมูกอีกครั้งแล้วก็เชิดหน้าขึ้น มือก็ทุบอกตัวเองไปด้วย “ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงพวกท่าน”

“ไม่ใช่แค่เธอหรอกฮุ่ยฮุ่ยที่รู้สึกแบบนั้น พี่ก็รู้สึกเหมือนกัน”

แต่ชั่วขณะที่สองพี่น้องกำลังเศร้าอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของหลินฮุ่ยก็ดังขึ้น หญิงสาวจึงต้องกดรับสาย “ฟางฟาง มีอะไรหรือเปล่า”

โจวฟางที่ทนความตื่นเต้นไม่ไหว รีบบอกเล่าให้สหายรักฟังอย่างรวดเร็ว “ฮุ่ยฮุ่ย เธอรู้ไหมว่าหุ้นตัวที่ฉันซื้อไว้มันขึ้นมาตั้งเยอะแน่ะ”

“ตัวไหนกันล่ะ ทำไมฉันไม่รู้เรื่องที่เธอไปเล่นหุ้นสักนิดล่ะฟางฟาง” หญิงสาวได้แต่มองพี่ชายอย่างจนใจ พอเขาลุกขึ้นเธอก็ไม่ได้รั้งเอาไว้

“ก็หุ้นบริษัทอสังหาที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปีที่แล้วนั่นไง ตอนนี้ฉันได้กำไรแล้วนะ”

“เธอขายแล้วเหรอ”

“ยังหรอก แค่ดีใจมากไปหน่อยก็เลยโทรมาเล่าให้เธอฟัง ว่าไง เธอสนใจมาเล่นหุ้นด้วยกันไหม”

“ก็สนใจอยู่นะ แต่ต้องรอเงินทุนก่อน ครั้งนี้เธอลงทุนไปเท่าไหร่”

“ก็ไม่เยอะหรอกลงทุนไปแปดหมื่นหยวนเอง” โจวฟางอารมณ์ดีจึงเล่าออกมาหมดทุกอย่าง

“นี่ยังเหลือเงินสำหรับบริษัทที่เธอจะเปิดหรือเปล่า” หลินฮุ่ยเริ่มคลึงขมับแล้ว สหายรักคนนี้ใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ขนาดเธอมีข้อมูลหุ้นทุกตัวในช่วงเวลานี้ก็ยังไม่ทันได้ลงมือเลยนะ

“ไม่ต้องห่วงเงินพวกนี้ ฉันเอาทรัพย์สมบัติที่พี่ฟางไปเอามาจากบ้านฉางจวินเหยียนตอนนั้นไปขาย ได้เงินมาหลายแสนเลยนะ ก็เลยแบ่งไปเล่นหุ้นนิดหน่อย”

“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง แสดงว่าเธอก็รวยเป็นมหาเศรษฐีแล้วสิ”

“ยังหรอกน่า แต่เงินที่เหลือฉันเอาไปซื้อที่ดินในเซินเจิ้นไว้หมดแล้วนะ ได้มาหลายแปลงเลยล่ะ”

“ดีแล้วๆ ต่อไปราคาที่ดินในเซินเจิ้นน่าจะแรงกว่าราคาหุ้นเสียอีก”

โจวฟางหัวเราะร่วนอย่างมีความสุข “แบบนี้ก็ดีสิ ต่อไปก็ไม่ต้องทำงานหนัก แค่ทยอยขายที่ดินแต่ละแปลงก็น่าจะรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แล้ว”

“อืมๆๆ เธอต้องได้เป็นมหาเศรษฐีแน่ฟางฟาง”