LNCrawler

มันคือกับดัก

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

มันคือกับดัก

เช้ามืดของวันต่อมา สองพี่น้องก็มาโผล่ที่หน้าค่ายจิ้นหนาน ส่วนสืออีและคนอื่นๆ นั้นเร้นกายกลับเข้าไปในค่ายเรียบร้อยแล้ว

หลินอวี่เฉินขับรถพาน้องสาวเข้าไปอย่างสบายใจ “นอกจากเจียงซินกับหลี่เทาแล้ว น่าจะยังมีคนอื่นอีกที่คอยจ้องจับผิดพวกเรา กลับเข้ามาที่ค่ายครั้งนี้เธอก็อย่าเพิ่งออกไปไหนนะฮุ่ยฮุ่ย”

“กำลังจะมีเรื่องหรือคะพี่ใหญ่”

“อืม แต่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาไม้ไหน ซุ้มองุ่นหน้าลานบ้านก็เก็บเกี่ยวให้หมด อย่าเพิ่งให้ออกลูกล่ะ”

“ได้ค่ะ กลับไปจะเก็บให้หมดเลย”

“อย่าลืมเก็บข้าวของในบ้านให้เรียบร้อยด้วยนะ พี่ไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาค้นบ้านเราหรือเปล่า แต่ก็เก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อนน่าจะดีที่สุด”

“แสดงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของโจวเฟิง มีเส้นสายใหญ่โตไม่น้อยเลยใช่ไหมพี่ใหญ่”

“ก็พอมีระดับอยู่บ้าง ถ้าเขาจะเล่นงานพี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

“อ้อ แล้วเทคโนโลยีที่ส่งมอบออกไปเป็นไม้กันหมา ไม่ได้ผลเลยเหรอเนี่ย เฮ้อ! ก็รู้อยู่หรอกว่าหวังพึ่งใครไม่ได้”

หลินอวี่เฉินมองน้องสาวที่เอาแต่บ่นพึมพำแล้วก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คำพูดและความคิดของเธอจะเรียกว่าอะไรล่ะ คงต้องบอกว่าอหังการ์ได้ล่ะมั้ง ภายใต้ท่าทีเชื่อฟังแต่ในความเป็นจริงมันเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ไม่ยอมใครทั้งนั้น

“พี่ใหญ่คะ” เห็นว่าพี่ชายเงียบเธอก็เป็นฝ่ายถามสิ่งที่สงสัย “ถ้าเบื้องหลังของโจวเฟิงมีสำนักฝึกยุทธ์หรือยอดฝีมือล่ะ พวกเขาจะค้นพบการมีอยู่ของพี่สืออีกับคนอื่นๆ ไหมคะ”

“ถ้าระดับสูงกว่าก็ตรวจสอบได้” เขาไม่ได้บอกน้องสาวว่าไม่มีคนไหนที่จะมาตรวจสอบคนของเขาได้ เพราะรู้ดีว่ารากฐานของบางตระกูลมีอยู่มานานแล้ว คนที่เก่งกว่าย่อมมีอยู่แล้ว

“พี่จะส่งพวกเขาออกไปไหมคะ” ถามพลางสายตาของหลินฮุ่ยก็เหลือบไปเห็นนายทหารหนุ่ม คนที่เคยมาตามให้เธอไปรับโทรศัพท์เมื่อครั้งที่เธอมาพักกับพี่ชายครั้งก่อน เขามองตามเธอด้วยสายตาแปลกๆ

“เสิ่นมู่หาน รู้ไหมว่าเขามีคู่แข่งแล้ว”

“คู่แข่งอะไรคะพี่ใหญ่”

“คู่แข่งทางความรักน่ะสิ ฮึ! เจ้าเด็กนี่น่าจะแอบชอบเธอมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้วล่ะ พ่อแม่ให้ไปดูตัวก็ไม่ยอมไปสักที”

หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัวอย่างคิดไม่ถึง “แอบชอบฉันเหรอคะ ไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยเลย”

“ถ้าเธอรู้แล้วจะเรียกว่าแอบหรือไงเด็กคนนี้นี่ ฮ่าๆๆ”

“จริงด้วย แล้วเขาเป็นใครคะ จำได้แค่ว่าทำงานอยู่ที่ห้องสื่อสาร”

“ลูกชายของอดีตผู้บัญชาการน่ะ อนาคตไกลเลยล่ะ หน้าตาก็ดีด้วย เธอสนใจไหม”

“อย่าหยั่งเชิงเลยค่ะ ฉันไม่หลงกลหรอก”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นฉันจะได้ไปบอกกับเขาตรงๆ ไม่ให้รอเธอ”

“เฮ้อ! อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนใจร้ายไปเสียนี่ เอาเถอะ บอกเขาตั้งแต่ตอนนี้จะได้ตัดใจไปดูตัว เผื่อจะได้สร้างครอบครัวเร็วๆ”

“พูดดีเชียวนะ เอาล่ะ ถึงบ้านของพวกเราแล้ว เธอก็ลงไปก่อน พี่ต้องไปทำงานแล้ว”

“เพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะคะพี่ใหญ่ ไม่กินข้าวเช้าก่อนเหรอ”

“ไม่ล่ะ ต้องรีบพาเด็กใหม่ไปทำภารกิจ”

สีหน้าของหลินฮุ่ยเปลี่ยนไปทันที มิน่าล่ะเมื่อคืนถึงรีบตามเธอไปที่เกาะผีครวญแห่งนั้น “พี่จะไปกี่วันคะ”

“อย่างช้าห้าวันก็กลับเข้าค่ายแล้ว อยู่ทางนี้ก็อย่าเพิ่งออกไปข้างนอกนะ”

“เข้าใจแล้ว” เธอนำเอาของกินและผลไม้มากมายส่งเข้าไปในปานจื่อของพี่ชาย “อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวนะ”

“อืม เธอก็อย่าทำงานหนักเกินไปนักล่ะ เรื่องสายแร่ที่พบใต้ภูเขาของเธอก็อย่าพึ่งทำอะไร พี่กลับมาแล้วจะจัดการให้เอง”

“ฉันเข้าใจแล้ว พี่ไม่ต้องห่วงหรอก” เธอมองพี่ชายอีกนิดแล้วก็ตัดสินใจเปิดประตูรถ แล้วก้าวลงไปด้วยหัวใจที่วูบโหวงแปลกๆ

รอจนพี่ชายขับรถออกไป จึงเปิดประตูเข้าบ้าน “พี่สืออีคะ ช่วยตรวจสอบให้ฉันหน่อย ว่ามีใครกำลังจับจ้องมาที่บ้านพักหลังนี้”

“ได้ครับคุณหนู”

พอสืออีและลูกน้องออกไปทำงานตามคำสั่งแล้ว หลินฮุ่ยก็เริ่มเก็บองุ่นเข้าไปในมิติ ผ่านไปเกือบชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

ความดีใจจากการที่ได้ข้าวของมากมายมาจากเกาะผีครวญลดลงไปเยอะมาก เพราะเธอกังวลเรื่องที่โจวเฟิงกับคนที่อยู่เบื้องหลังของเขาจะลงมือกับพี่ชายของเธอก่อนนั่นเอง

“ทำยังไงดีนะ ถึงจะสลัดคนพวกนี้ให้หลุดออกไปได้”

แค่คำถามนี้ แหวนมิติของเธอก็แผ่ไอเย็นออกมาจนรู้สึกได้ “ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ดูเหมือนว่าฉันจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของแกนะ” ยังคงมีแค่ความเงียบที่ตอบเธอกลับมา “เฮ้อ! ช่างเถอะๆ”

 

ห้าวันผ่านไป แต่หลินอวี่เฉินและลูกน้องของเขายังไม่กลับมาที่ค่าย หลินฮุ่ยเองก็เริ่มร้อนใจเพราะติดต่อผ่านโทรจิตกับพี่ชายไม่ได้เลย เธอโทรไปหาเหล่าหานเขาก็บอกว่าให้เธอวางใจได้เพราะยังเห็นพิกัดของพี่ชายเธออยู่

แต่เธอก็ยังไม่วางใจ จึงโทรหาฟางหลาน “พี่ฟาง ทางปักกิ่งมีความเคลื่อนไหวอะไรไหมคะ”

“นอกจากฉางจวินเหยียนที่อาการเกือบจะหายดีแล้วและกำลังจะตามไปหาโจวฟางที่ภาคใต้แล้ว คนอื่นๆ ก็ยังไม่เคลื่อนไหวนะฮุ่ยฮุ่ย”

“แล้วทางฝั่งตระกูลหลิวล่ะคะ พวกเขามาก่อกวนที่ร้านหรือที่บ้านเพื่อจะพาตัวฮ่าวฮ่าวไปไหมคะ” ทุกครั้งที่เธอโทรหาน้องชาย เขาก็จะบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เธอก็ไม่เคยวางใจได้เลย

“ไม่มีนะ ตอนนี้เหมือนพวกเขาหายไปจากโลกนี้เลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย ทางใต้มีความเคลื่อนไหวแล้วเหรอ”

“โจวเฟิงน่ะสิคะ เขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” เธอรู้สึกอัดอั้นจนต้องคุยกับใครสักคน

“คนไร้ประโยชน์แบบเขาก็ยังกล้าอีกเหรอ เขาทำอะไรไปบ้างแล้วฮุ่ยฮุ่ย” ฟางหลานเริ่มเดือดดาล

“ปล่อยข่าวให้ฉันเสียหาย และใช้คนที่เคยมีปัญหากับฉันทางนี้เป็นคนทำงานแทน พอคนพวกนั้นถูกจับเขาก็ยังลอยนวลค่ะพี่ฟาง”

“ฮึ่ม! ฉันจะไปอยู่กับเธอที่โน่นฮุ่ยฮุ่ย ทางนี้ให้ฮ่าวฮ่าวดูแลไป”

“ไม่ได้นะคะ ถ้าไม่มีพี่ฮ่าวฮ่าวจะอยู่ยังไง ใจเย็นก่อนนะคะ พี่ใหญ่บอกว่าเขาอาจจะลงมือเร็วๆ นี้ พวกเราก็เตรียมตัวรออยู่ว่าเขาจะลงมือยังไง จะได้ตอบโต้กลับไปให้สาสม”

ฟางหลานเงียบไปอึดใจ จึงได้ถามกลับ “แล้วเธอยังติดต่ออดีตหัวหน้าได้อยู่ใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“ไม่ได้หรอกค่ะ แต่พี่หานบอกว่าพิกัดของพี่ใหญ่ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ น่าจะอยู่ในช่วงทำภารกิจกับลูกน้องที่เพิ่งฝึกใหม่ค่ะ”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นเธอก็อย่าออกไปไหนนะ มีอะไรก็ติดต่อพี่มาได้ตลอด”

“ทางนี้ยังพอรับมือได้ ฉันฝากพี่ไปดูบ้านให้หน่อยนะพี่ฟาง ตอนนี้ไม่มีคนอยู่แล้วอาจจะมีคนแอบเอาหลักฐานเท็จไปซ่อนไว้ข้างใน”

ดวงตาของฟางหลานถึงกับลุกวาว “เข้าใจแล้ว พี่จะจัดการให้เอง เธอไม่ต้องห่วงนะฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยกำลังจะคุยต่อ แต่เธอก็ได้ยินเสียงพี่ชายติดต่อผ่านโทรจิตเข้ามา “พี่ฟางคะ พี่ใหญ่ติดต่อกลับมาแล้ว ฉันต้องวางสายทางนี้ก่อนนะ”

“ได้ๆๆ รีบวางเลย”

พอวางสายแล้วเธอก็รีบเข้าไปในมิติ แล้วคุยกับพี่ชาย “พี่ใหญ! พี่จะกลับมาเมื่อไหร่”

“ฮุ่ยฮุ่ย เธอยังปลอดภัยดีอยู่ใช่ไหม” น้ำเสียงของหลินอวี่เฉินอ่อนระโหย แต่ก็ฝืนคุยกับน้องสาวแม้รู้ว่ามันสิ้นเปลืองพลังงานมากแค่ไหนก็ตาม

“กะ เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวถามเสียงสั่น “หรือว่าโจวเฟิงลงมือแล้ว ใช่ไหมพี่ใหญ่”

“อืม ภารกิจของพี่เสร็จตั้งแต่สองวันที่แล้ว กำลังจะกลับก็มีรายงานแจ้งมาว่ามีบุคคลสำคัญติดอยู่บนเกาะ หน่วยเหนือก็เลยมีคำสั่งให้พี่กับลูกน้องในทีมไปช่วยเหลือ”

“พี่น่าจะรู้ว่ามันเป็นกับดักตั้งแต่แรกใช่ไหม ทำไมเรื่องนี้ฉันไม่ฝันถึงเหมือนครั้งนั้นนะ จะได้หาคนไปช่วยพี่ได้ทัน”

หลินอวี่เฉินหยิบยาออกมาแล้วส่งเข้าปากไปห้าเม็ด จากนั้นก็ส่งต่อให้เสี่ยวเยว่และลูกน้องที่เหลือ แล้วก็คุยในใจกับน้องสาวต่อ “รู้ว่าเป็นกับดักจะทำอะไรได้ล่ะ แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือพอก้าวขึ้นเกาะมา พี่ก็ก้าวเข้าไปในค่ายกลระดับสูงแล้ว คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกพลังพิเศษจะได้รับบาดเจ็บไม่มาก แต่พี่ เสี่ยวเย่กับลูกน้องอีกเกือบสามสิบคนอาการสาหัสเลยล่ะ”

“พี่อยากให้ฉันไปช่วยใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นรีบส่งพิกัดมาเลยค่ะพี่ใหญ่ ฉันจะรีบออกเดินทางตอนนี้เลย” น้ำตาของหลินฮุ่ยพรั่งพรูออกมาเพราะเป็นห่วงและสงสารพี่ชาย

หลินอวี่เฉินที่รับรู้ว่าน้องสาวกำลังร้องไห้ นัยน์ตาของเขาก็แดงก่ำแม้จะรู้ว่าเป็นกับดักแต่เขาก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งของคนข้างบนได้ “คนที่จะช่วยเธอได้ไม่ใช่เหล่าหาน แต่เป็นเสิ่นมู่หาน พี่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากลับปักกิ่งไปหรือยัง เธอลองติดต่อเขาไปนะฮุ่ยฮุ่ย”

“พี่หานมีปัญหาหรือคะ ทำไมพี่ถึงไม่ให้ฉันโทรหาเขา”

“ไม่ใช่หรอก แต่ค่ายกลระดับสูงแบบนี้เคยทำให้เหล่าหานหรือแม้แต่ฟางหลานบาดเจ็บปางตายมาแล้ว พี่ไม่อยากให้พวกเขาเอาชีวิตมาเสี่ยงเพราะมันอาจจะไม่มีโอกาสรอด อีกอย่างครั้งนี้ห้ามสืออีกับลูกน้องทุกคนตามมานะ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะได้รับผลสะท้อนกลับของค่ายกลเหมือนพี่”

หญิงสาวกำหมัดแน่น “ได้! ฉันจะติดต่อคุณชายรองเสิ่น พี่ส่งพิกัดมาทางโทรศัพท์ดาวเทียมได้ไหมคะ”

“ตอนนี้ส่งไม่ได้หรอก แต่พี่จำพิกัดก่อนจะลงจากเรือได้ เธอจดเอาไว้นะ”

“ได้ค่ะ ฉันจะรีบจดเดี๋ยวนี้” เธอรีบหยิบสมุดและปากกามาแล้วก็จดพิกัดตามที่พี่ชายบอก

ตัดการสื่อสารกับพี่ชายด้วยน้ำตานองหน้าแล้ว เธอก็ออกจากมิติแล้วก็โทรหาเสิ่นมู่หาน ไม่ต้องรอนานเขาก็รับสายของเธอทันที

“คุณชายรองเสิ่น” เธอพยายามจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด แต่ปลายเสียงก็ยังสั่นอยู่ดี

หัวคิ้วของเสิ่นมู่หานขมวดเข้าหากันทันที “เกิดอะไรขึ้นฮุ่ยฮุ่ย เธอยังอยู่ที่ค่ายไหม”

“พี่ใหญ่ เกิดเรื่องแล้วค่ะ”

“เป็นไปได้ยังไง ใครทำ เธออย่าเพิ่งออกไปตามหาเขานะ รอพี่ก่อน จะไปถึงบ้านพักของเธอภายในหนึ่งชั่วโมงนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็ตัดสาย

หลินฮุ่ยมองโทรศัพท์มือถือเทอะทะในมือ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงแต่ก็ไม่เคยกังขาในความสามารถของเขา “พี่สืออีคะ”

“ผมอยู่นี่แล้วครับคุณหนู” สืออีรับคำด้วยความรู้สึกวูบโหวง

“ทางฝั่งของโจวเฟิงลงมือตั้งแต่สองวันที่แล้ว ตอนนี้พี่ใหญ่กับลูกน้องติดอยู่ในค่ายกลระดับสูง”

“คุณหนูอยู่ที่ค่ายดีกว่านะครับ ผมจะพาลูกน้องออกไปช่วยนายท่านเอง”

หญิงสาวรีบส่ายหน้าพร้อมกับปาดน้ำตา “พี่ใหญ่ต้องการให้ฉันไปช่วยเขา แล้วก็ให้ติดต่อคุณชายรองเสิ่นด้วย แต่ไม่อนุญาตให้พี่กับลูกน้องไปเพราะกลัวจะซ้ำรอยเหมือนครั้งพี่หานกับพี่ฟาง”

ใบหน้าของสืออีถึงกับซีดเผือด เพราะสภาพของหัวหน้าหานและฟางหลานเขาก็เคยเห็นมาแล้ว “ละ แล้วใครจะคุ้มครองคุณหนูล่ะครับ ให้ผมตามไปด้วยเถอะนะครับ ไม่ว่าจะอยู่หรือตายขอแค่คุณหนูปลอดภัยผมยินดีลุยทั้งนั้น”

หญิงสาวมองหน้าคนคุ้มกันที่นับวันจะยิ่งผูกผันราวกับคนในครอบครัว เธอยื่นมือออกไปกุมบ่าทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ “ฉันจะลอบออกไปกับคุณชายรองเสิ่น ส่วนพี่อยู่ทางนี้ก็ให้ลูกน้องผู้หญิงสักคนปลอมเป็นฉันนะคะ เผื่อว่าจะมีคนมาหาเรื่อง”

สืออีกำหมัดกัดฟันแน่น “ให้ผมส่งคนไปจัดการโจวเฟิงตอนนี้เลยดีไหมคุณหนู”

นัยน์ตาของหลินฮุ่ยลุกวาบขึ้นมา เธอเม้มปากแน่นแต่ดวงตายังคงจับจ้องลูกน้องของพี่ชายด้วยสายตาที่เปล่งประกาย

“ผมเข้าใจแล้ว คุณหนูกลับมาเมื่อไหร่ จะต้องได้ฟังข่าวดีแน่นอนครับ”

หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “สี่ห้าวันมานี้ ฉันทำอาหารเอาไว้มากมาย แล้วก็เก็บผลไม้ที่มีพลังวิเศษมาได้ไม่น้อย พี่เอามิติเก็บของมาค่ะ ฉันจะถ่ายโอนให้”

สืออีรีบเอามือไปซ่อนไว้ด้านหลัง “ไม่เอาครับคุณหนู ผมอยากให้คุณหนูทำแบบเดิมมากกว่า ตอนนี้ในมิติเก็บของมีอาหารพอประทังได้แค่ห้าวัน ถ้าห้าวันแล้วคุณหนูยังไม่กลับมาผมจะออกตามหาคุณหนูทันที”

หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง มองสืออีนิ่งนาน ในที่สุดก็เอ่ยคำพูดที่ราวกับจะเป็นคำมั่นสัญญาออกมา “ฉันจะกลับมาภายในห้าวันค่ะ” พูดแค่นั้นเธอก็กลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง