ความไว้วางใจ
ความไว้วางใจ
ภายในมิติหลินฮุ่ยกำลังค้นหาตำราเกี่ยวกับค่ายกล ที่พี่ชายนำมาจากห้วงมิติที่เกาะผีครวญ แม้เธอจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันหรืออ่านก็ไม่ออก แต่ก็พอจะคาดเดาได้ตามภาพวาดในแต่ละเล่ม
“คุณชายรองเสิ่นจะมีความรู้เรื่องค่ายกลไหมนะ” ขณะที่พูดเธอก็ลอบมองนิ้วข้างที่สวมแหวนมิติเอาไว้ “หรือแกจะช่วยออกหน้าให้ฉันอีกครั้ง ได้ไหม” ทันทีที่คำพูดของเธอจบลงก็รู้สึกเย็นสบายไปทั้งเนื้อตัว
“ฮุ่ยฮุ่ย” หลินอวี่เฉินเรียกน้องสาวเสียงแผ่ว
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่ใหญ่ หรือว่ามีเหตุการณ์พลิกผัน”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่” เขาเว้นจังหวะหอบหายใจ ผ่านไปนานจึงได้พูดต่อ “เสิ่นมู่หานเขาจะปกป้องเธอได้”
หญิงสาวส่ายหน้าทันที “ไม่เอาค่ะ พี่ห้ามพูดเรื่องนี้นะพี่ใหญ่ ตอนนี้ฉันกำลังหาตำราเกี่ยวกับค่ายกลอยู่ คุณชายรองเสิ่นเขาน่าจะอ่านพวกมันออก หรือไม่ถ้าเขาทำไม่ได้ฉันก็จะใช้แหวนมิติของฉันพังค่ายกลเสียเลย!”
“ยิ่งเธอใช้พลังของแหวนบ่อยเท่าไหร่ พลังของมันก็จะลดลงเรื่อยๆ แม้แต่ข้าวของที่เก็บในมิติก็จะหายไปพร้อมกับมันด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย”
“ช่างหัวสมบัติพวกนั้นสิคะพี่ใหญ่ ขอแค่พี่ปลอดภัยแม้ต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็ยอมค่ะ”
มุมปากของหลินอวี่เฉินยกยิ้มเย้ยหยันในโชคชะตา “กว่าพี่จะหาเธอเจอไม่ง่ายเลยนะ ชีวิตนี้บอกว่าไม่เอาก็คือไม่เอาหรือไง แค่กๆ” เขาสำลักเลือดก้อนโตออกมา จนลูกน้องที่ไม่ได้ฝึกพลังพิเศษต้องรีบเข้ามาดูอาการ
“พี่ใหญ่พี่เป็นอะไร!”
“เหนื่อยน่ะสิ ห้ามพูดว่าจะแลกชีวิตอีกนะ”
“ได้! พี่ก็ห้ามพูดเหมือนกัน รอฉันนะ ฉันจะรีบไปช่วยพี่ให้เร็วที่สุด”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหลินอวี่เฉิน ยิ่งทำให้หลินฮุ่ยกระวนกระวายอย่างหนัก เธอแยกตำราค่ายกลเอาไว้ เสร็จแล้วก็เตรียมสมุนไพรและน้ำแร่จากวิลล่าเอาไว้หลายร้อยขวด ไม่เพียงเท่านั้นยังได้เตรียมผลึกที่เพิ่งรู้ว่าเป็นผลึกวิญญาณเอาไว้ด้วยห้าร้อยก้อนเพื่อเอาไว้ช่วยคน
จากนั้นก็ออกมายืนรอเสิ่นมู่หานที่หน้าลานบ้าน โดยมีสืออีและลูกน้องมากมายห้อมล้อมเอาไว้เผื่อเหตุการณ์สุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เสิ่นมู่หานก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานหน้าบ้านพักทหารของหลินอวี่เฉิน “ฮุ่ยฮุ่ย เธอปลอดภัยดีนะ” เขารีบเดินเข้าหาร่างบางพร้อมกับโอบกอดเธอเอาไว้อย่างหวงแหนทันที
“รีบไปกันเถอะคุณชายรองเสิ่น” เธอขืนตัวออกจากอ้อมกอดของเขา แล้วหันไปพูดกับสืออี “พี่สืออี เฝ้าที่นี่เอาไว้ให้ดีนะคะ”
“ครับคุณหนู”
“ไปกันเถอะฮุ่ยฮุ่ย” เพียงสิ้นคำพูดร่างของเขาและฮุ่ยฮุ่ยก็เลือนหายไปในทันที
ไม่นานก็มาโผล่บนเรือประมงลำใหญ่ที่ลอยลำอยู่กลางทะเล เขาจึงได้ปล่อยมือเธอ “มีพิกัดของพี่ใหญ่อยู่ใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวรีบนำเอาสมุดเล่มเล็กออกมาแล้วส่งให้เขา “ฉันจดเอาไว้แล้ว อยู่ในสมุดเล่มนี้ค่ะคุณชายรองเสิ่น”
เสิ่นมู่หานส่งสมุดให้อาเฟย “นายเอาไปให้ลุงใหญ่ของฉันนะ เตรียมชุดปฐมพยาบาลเอาไว้ให้ครบ ส่วนฉันกับฮุ่ยฮุ่ยจะล่วงหน้าไปก่อน”
“คุณชาย จะไม่ให้ผมตามไปด้วยจริงๆ หรือครับ”
“ระดับพลังของนาย ตามไปก็มีแต่จะตายเปล่า ไม่สู้ใช้พลังบังคับเรือลำนี้ไปให้ถึงเกาะภายในสองชั่วโมง”
“เข้าใจแล้วครับ”
เขานำเอาลูกแก้วสีทองออกมา จากนั้นก็ส่งพลังเข้าไปมันก็ขยายใหญ่ขึ้น “ไปกันเถอะฮุ่ยฮุ่ย”
หลินฮุ่ยถูกจูงให้เดินเข้าไปในลูกแก้ว เธอสามารถผ่านเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย และก็พบว่ามันเป็นเหมือนห้องควบคุมขนาดย่อมๆ “เราจะเดินทางด้วยเจ้านี่หรือคะ”
ชายหนุ่มพาเธอไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เขา ซึ่งเบื้องหน้าคือแผงควบคุม “ใช้ลูกแก้วย่นระยะทางจะดีกว่าเผาผลาญพลัง” ว่าแล้วเขาก็นำเอาผลึกสีฟ้าออกมาแล้ววางลงบนกึ่งกลางแผงควบคุม ไม่นานมันก็หายไป พร้อมกันนั้นลูกแก้วย่นระยะทางก็เริ่มทำงาน มันพุ่งลงใต้ทะเลลึกอย่างรวดเร็วจากนั้นก็พุ่งเป็นเส้นตรงไปยังพิกัดที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ตั้งแต่แรก
แม้จะตื่นตาตื่นใจ แต่ความเป็นห่วงพี่ชายนั้นมีมากกว่า “ใช้เวลานานไหมกว่าจะไปถึงเกาะที่พี่ใหญ่อยู่”
“ไม่นานหรอกแค่สิบนาทีเท่านั้น” เขาหันมายิ้มปลอบใจหญิงสาว
หลินฮุ่ยนำเอาผลึกอีกชนิดออกมา “นี่ให้คุณค่ะ น่าจะใช้เป็นแหล่งพลังงานของลูกแก้วย่นระยะทางได้”
“หืม เธอก็มีของสิ่งนี้ด้วยเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ทำไมจะมีไม่ได้ล่ะ ทีคุณยังมีของวิเศษตั้งมากมายเลย” ว่าแล้วก็ยัดผลึกสีฟ้าให้เขาไปสิบก้อน
“ขอบใจนะ” ไม่พูดเปล่าเขายังได้ก้มหน้าลงมาแล้วฉกวูบเข้าประทับริมฝีปากอิ่ม จูบแผ่วเบาแล้วผละออกอย่างรวดเร็ว
หลินฮุ่ยรัวหมัดใส่เขาทันที “มันใช่เวลาไหม รีบเดินทางเลย” รัวหมัดจนเหนื่อยแล้วก็โยนตำราค่ายกลให้เขาไปสิบเล่ม ฮึ่ม! แม้แต่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้เขายังมีแก่ใจมาเอาเปรียบเธอได้ น่าตายจริงๆ
“มีของพวกนี้ด้วยเหรอ ดีเลย”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง หรือคุณมีวิธีแก้ค่ายกลอยู่แล้ว”
เขาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะนำเอาของสิ่งหนึ่งออกมา “นี่เป็นของวิเศษที่สามารถแก้ค่ายกลระดับสูงได้เกือบทุกชนิด”
“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ ทำเอาฉันใจหายใจคว่ำอยู่ได้”
เขากุมมือของเธอเอาไว้ข้างหนึ่ง “ขอโทษนะฮุ่ยฮุ่ย ที่พี่ลืมบอกเธอ” เขาก็เป็นคนที่มีหัวใจนะ และคนที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือเธอ แค่เห็นว่าเธอปลอดภัยเรื่องอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว
“ปล่อยมือเลย อย่าทำตัวรุ่มร่าม”
“อย่าใจร้ายกับพี่นักเลยฮุ่ยฮุ่ย” เขากำลังตรวจสอบความผันผวนของตราประทับนิรันดร์อนันตกาล จึงยังปล่อยมือจากเธอไม่ได้
หญิงสาวรู้สึกอุ่นที่ฝ่ามือก็ถึงกับใบหน้าซีดเผือด “คุณกำลังทำอะไรคุณชายรองเสิ่น”
“เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าพี่กำลังทำอะไร น่าจะสัมผัสได้นะ หรือว่าเธอไม่เคยฝันถึงเรื่องของเรา” ท้ายประโยคเขาถามเสียงแผ่ว
“คุณรู้...ว่าฉันฝันเรื่องอะไร” ใบหน้าของหญิงสาวกลายเป็นร้อนผ่าวแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างอับอาย
ชายหนุ่มยกยิ้มบาง “คิดไปถึงไหนแล้ว พี่กำลังจะตรวจสอบตราประทับเท่านั้นฮุ่ยฮุ่ย”
“อะ อ้อ ครั้งนั้นที่คุณไม่สบายเป็นเพราะดูดซับพลังไปจากฉันสินะ”
“พี่ใหญ่บอกเหรอ”
“อืม”
ชายหนุ่มชักมือกลับอย่างอ้อยอิ่ง “ตอนนี้ยังปกติดีอยู่ แต่ถ้าเธอกับพี่อยู่ห่างกันนานเกินไป ตราประทับในแก่นจิตวิญญาณของเธอก็จะเกิดความผันผวน”
“มิน่าล่ะ คุณชายรองเสิ่นถึงได้มาที่นี่บ่อยๆ” เธอพูดเหมือนจะซาบซึ้งในตัวเขา “ถ้าจะให้ดี ก็ไม่ควรทำตราประทับนี้ตั้งแต่แรก”
“เธอคงคิดแค่ว่าคืนนั้นเป็นเพราะพี่ได้รับพิษเพียงคนเดียวสินะฮุ่ยฮุ่ย”
“หรือไม่จริงล่ะ”
“จริงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งเธอก็คือคน ที่ถูกคนพวกนั้นวางยาพิษด้วย”
หลินฮุ่ยถึงกับกระพริบตาปริบๆ “ในความฝันไม่เห็นจะมีฉากนี้นะ ระ หรือว่านอกจากจะทำให้เกิดกำหนัดแล้วยังส่งผลถึงชีวิต”
“เข้าใจสักทีนะ”
แววตาของหลินฮุ่ยกลายเป็นสลับซับซ้อนขึ้นมา “แสดงว่าความรู้สึกที่ฉันมีต่อคุณในความฝัน ก็น่าจะเกิดจากตราประทับระหว่างพวกเราสองคนสินะ”
“ไม่รู้สิ แต่สำหรับพี่น่าจะเกิดความผูกพันตั้งแต่คืนนั้นแล้ว”
ฝ่ามือเรียวรีบยกขึ้นปิดปากเขาเอาไว้ “เรื่องน่าอายแบบนี้ ทำไมต้องพูดให้ฉันคิดถึงมันด้วยล่ะ”
เสิ่นมู่หานหลุบตามองร่างบอบบางของหญิงสาวชุดอยู่บ้านของเธอนี่ช่างทำให้คนรู้สึกหวั่นไหวจริงๆ แล้วประกายตาของเขาก็เข้มขึ้น เขาจูบฝ่ามือเธออย่างคนหน้าหนา จนทำให้เธอรีบชักมือกลับ “มีอะไรต้องอายล่ะ เธอก็ได้เห็นเท่ากับที่พี่เห็นไม่ใช่หรือไง หรืออยากจะเห็นอีกพี่ก็ยินดีนะฮุ่ยฮุ่ย”
หลินฮุ่ยทุบเขาไปอีกหลายที “นอกเรื่องนานแล้ว รีบไปช่วยพี่ใหญ่เลย!”
“อ้อ ถึงพอดีเลย หึหึ”
ลูกแก้วสีทองเมื่อถึงจุดหมายปลายทางมันก็ลอยขึ้นไปบนเกาะ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ชายหาด จึงได้สลายหายไป และกลับไปอยู่ในจี้มิติของเสิ่นมู่หานตามเดิม
หลินฮุ่ยใช้สายตาที่มีความพิเศษเพ่งมองเข้าไปในค่ายกล ไม่นานเธอก็เห็นเส้นสายและตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกวางเป็นแกนหลักของค่ายกล “เพิ่งกางเอาไว้ได้ไม่นาน ยังดูดซับพลังฟ้าดินได้ไม่เยอะ ของวิเศษของคุณจะทำลายมันได้ไหม”
ชายหนุ่มส่งพลังเข้าไปในของวิเศษ แล้วก็โยนขึ้นไปเหนือตาค่ายกลด้วยพลังเต็มสิบส่วน “ไม่ต้องห่วง ของสิ่งนี้สามารถแก้ค่ายกลได้ทุกระดับ”
“ต้องรอนานไหม”
“เพียงห้านาทีเท่านั้น” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นมือก็เริ่มขยับร่ายอักขระเสริมพลังให้ตัวเอง เพราะแกนหลักในการแก้ค่ายกลก็คือตัวของเขาเอง
หลินฮุ่ยเพียงพยักหน้า แล้วเดินเข้าใกล้ค่ายกลเรื่อยๆ มือของเธอก็หมุนแหวนมิติที่สวมอยู่ “ถ้าห้านาทีผ่านไปแล้ว ยังไม่สามารถแก้ค่ายกลได้ ฉันจะพังมันให้ราบเป็นหน้ากลองเลยคอยดู!”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรเพราะต้องจดจ่ออยู่กับการร่ายอักขระ แต่สายตาของเขาก็ไล่ตามร่างบอบบางไม่วางตา
หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ก่อนจะลองเรียกพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่ยังอยู่ที่นี่ไหมคะ”
“ฮุ่ยฮุ่ย” น้ำเสียงของหลินอวี่เฉินอ่อนระโหย จนแทบจะสื่อสารกับน้องสาวไม่ได้
“ฉันกับคุณชายรองเสิ่นมาถึงแล้ว พี่รอก่อนนะคะ”
“มาแล้วเหรอ ดี ดีจริงๆ พี่กับลูกน้องอยู่ทางท้ายเกาะนะฮุ่ยฮุ่ย” คำพูดแค่นี้ทำเอาเขาแทบจะสูญสิ้นพลังในทันที
“พี่ใหญ่ ไม่ต้องฝืนแล้ว ฉันจะรีบไปทางท้ายเกาะเดี๋ยวนี้”
“ระวังกองกำลังลับด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวถึงกับชะงักไปเลยเมื่อพี่ชายเตือนเรื่องนี้ “ฉันจะไปตามคุณชายรองเสิ่น พี่รอก่อนนะ” ว่าแล้วก็รีบวิ่งกลับไป
เสิ่นมู่หานที่ร่ายอักขระเสร็จพอดี เห็นหญิงสาวรีบวิ่งกลับมาก็เริ่มกังวล “เกิดอะไรขึ้นฮุ่ยฮุ่ย”
“แถวนี้น่าจะมีกองกำลังลับค่ะคุณชายรองเสิ่น”
เขารีบคว้าข้อมือเธอทันที “เธออย่าออกห่างจากพี่”
หญิงสาวเองก็ขยับเข้าใกล้เขาเช่นกัน “เมื่อกี้ฉันเหมือนจะได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่อยู่ทางท้ายเกาะ น่าจะเป็นพี่ใหญ่กับลูกน้องของเขาค่ะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองค่ายกลที่เริ่มพังทลายอย่างรวดเร็ว “ถ้าอย่างนั้น” เขารั้งร่างบางเข้าหาอ้อมกอด “หลับตาเอาไว้ พี่จะพาเธอไปทางท้ายเกาะ”
หลินฮุ่ยขัดขืนทันที “ไม่เห็นต้องกอดเลย ถ้าพี่ใหญ่เห็นล่ะก็ คุณตายแน่!”
“อย่าดิ้น!” เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
“อะ อะไร ทำไมต้องดุด้วย” จู่ๆ เธอก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างไม่ควรจะรู้สึก
ทั้งท่าทางและน้ำเสียงทำเอาชายหนุ่มต้องบดกรามกรอดเพราะต้องข่มกลั้นความรู้สึก “รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ใหญ่จะรอนาน”
“ฮึ่ม!”
เพียงอึดใจร่างของพวกเขาทั้งสองก็เลือนหายไป จากนั้นก็ไปโผล่ที่ท้ายเกาะ หลินฮุ่ยรีบสอดส่ายสายตาหาพี่ชายทันที
“พี่ใหญ่! เจอพี่เสียที!” หญิงสาวรีบถลาไปหาพี่ชายทั้งน้ำตานองหน้า
เสิ่นมู่หานมองตามร่างบางอย่างเสียดาย แต่ก็ยังต้องรีบวิ่งตามเธอไปติดๆ “ฮุ่ยฮุ่ย ระวังด้วย!”
หลินอวี่เฉินได้ยินเสียงน้องสาวก็ปรือตาขึ้นช้าๆ ในที่สุดเธอก็มาหาเขาจริงๆ “น้องรัก เธอมาจริงๆ ด้วย” เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นแค่เสียงสายลมบางเบา
ทว่าหลินฮุ่ยและทุกคนในที่นี้กลับได้ยินอย่างชัดเจน เธอรีบเข้าไปประคองพี่ชายเอาไว้บนตักของตัวเอง จากนั้นก็นำเอาน้ำแร่ออกมาจากวิลล่าหนึ่งแก้ว “พี่ ดื่มน้ำก่อนนะ”
“ไม่ต้องร้องไห้ ตอนนี้พี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ว่าแล้วก็ดื่มน้ำที่น้องสาวป้อนให้ช้าๆ
“เป็นยังไง ดีขึ้นหรือยัง”
เขายิ้มอ่อนให้น้องสาว ยกมือที่ยังสั่นเทาขึ้นลูบหัวของเธอ “เธอว่ายังไงล่ะ ตอนนี้ค่ายกลสลายแล้ว เดี๋ยวพลังก็จะฟื้นฟูกลับมาแล้วล่ะ”
หญิงสาวหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะมองไปทางลูกน้องคนสนิทของพี่ชาย “พี่เย่ ยังไหวอยู่ไหมคะ” เธอนำเอาน้ำออกมาอีกแก้วแล้วส่งให้เขา
“แค่กๆ ไม่คิดเลยว่าเธอก็เป็นยอดฝีมือเหมือนกันนะฮุ่ยฮุ่ย” เขารับเอาน้ำมาแล้วก็ยกขึ้นดื่มด้วยมือที่สั่นเทา
“ฉันก็เพิ่งรู้ว่าพี่เย่คือหัวหน้าหน่วยลำดับที่หนึ่งของพี่ใหญ่ เก็บงำฝีมือได้ดีมากเลยนะคะ”
“แหะๆ มันจำเป็นน่ะ เธอก็อย่าถือสาเลยนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวเพียงยิ้มน้อยๆ แล้วก็นำเอาอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และน้ำแร่ออกมาอีกจำนวนมาก “จากนี้ก็ถือว่ารู้จักกันแล้วนะคะ นี่เป็นอาหารที่ฉันใช้วัตถุดิบพิเศษมาทำอาหาร อาการดีขึ้นแล้วก็มาเอาไปกินนะคะ”
“พี่ใหญ่” เสิ่นมู่หานที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น “ที่นี่ไม่ควรอยู่นานนะครับ”
“อืม ลุงเสิ่นมาถึงหรือยัง”
“กำลังตามมาครับ ผมได้สั่งเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเอาไว้แล้ว” ว่าแล้วก็ปรายตามองเหล่าทหารใหม่ที่ถูกทำให้สลบทั้งหมด
“ดี!” สายตาของเขาที่มองเสิ่นมู่หานเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาไม่อยู่แล้วก็มีแต่เสิ่นมู่หานที่จะปกป้องคุ้มครองน้องสาวของเขาได้ และวันนี้อีกฝ่ายก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว