ขอกอดอีกหน่อย
ขอกอดอีกหน่อย
ไม่นานหลังจากนั้นลุงเสิ่นก็ขับเรือประมงลำใหญ่มาถึงที่เกาะ หลินฮุ่ยรีบช่วยประคองพี่ชายของเธอขึ้นเรือทันที
“พี่บอกฉันได้หรือยังว่าใครที่สั่งให้พี่มาที่นี่” เธอชวนพี่ชายคุยในใจไม่ให้คนอื่นได้ยินด้วย
“เธอจะส่งคนไปจัดการเขาหรือฮุ่ยฮุ่ย ฮึ!”
“ท่าทางแบบนี้ แสดงว่าพี่จัดการไปแล้วใช่ไหม” มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นจนเห็นชัดว่าสะใจแค่ไหน
“ป่านนี้น่าจะราบเป็นหน้ากลองไม่เหลือแม้แต่ซากแล้วล่ะ พี่เคยบอกเธอไปแล้วไง ว่าอะไรที่ยอมได้ก็อย่าไปยอม”
“โอ้! ได้เปิดหูเปิดตาอีกแล้ว ถ้าโจวเฟิงจะหายไปอีกคน พี่จะว่าอะไรไหมคะ” ถามแล้วก็แสร้งกระพริบตาปริบๆ ราวกับเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
“หายก็หายไปเถอะ คนไร้ประโยชน์แบบนั้น พอดีเลยสือลิ่วจะได้มาทำงานให้เธอเต็มเวลา มีอะไรที่จะให้เธอช่วยก็ไม่ต้องเกรงใจนะฮุ่ยฮุ่ย” ยิ่งมองน้องสาวคนนี้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่านิสัยของเธอชักจะเหมือนเขามากขึ้นทุกวัน
“แค่เรื่องหุ้นกับซื้อที่ดินก็พอแล้วค่ะพี่ใหญ่” ตอนนี้อะไรบ้างที่เธอไม่มี ยังปวดหัวอยู่เลยว่าไม่มีที่เก็บพวกมัน จนต้องเอาออกมากองอยู่นอกเรือน
เขาก้าวเข้าไปในห้องพักตามการพยุงของน้องสาว “เสิ่นมู่หานยังไม่ตามมาเหรอ เขาทำอะไรอยู่”
“น่าจะจัดการกับกองกำลังลับของศัตรูอยู่ค่ะพี่ใหญ่ ดูท่าทีของพี่สิ เป็นห่วงเขายิ่งกว่าเป็นห่วงฉันเสียอีก”
“ก็คนเขาอุตส่าห์มาช่วยนี่ เธอคงไม่รู้หรอกว่าตอนที่เธอโทรหาเขาน่ะ เขาอยู่ไกลถึงปักกิ่งเลยนะ”
“อะไรนะคะ อยู่ปักกิ่งแล้วทำไมมาถึงที่นี่ภายในหนึ่งชั่วโมงล่ะคะ”
“น่าจะเกี่ยวกับระดับพลังของเขาล่ะมั้ง อีกอย่างเธอก็มอบสมุนไพรให้เขาไปไม่น้อยไม่ใช่เหรอ คงจะทั้งปรุงเป็นยาเม็ดแล้วก็เอามาต้มแช่น้ำอาบด้วยนั่นแหละ อ้อ ของวิเศษชิ้นใหม่ที่เขาเพิ่งได้มา น่าจะทำให้การเดินทางง่ายขึ้นด้วย”
“คราวนี้ต้องเอาอะไรมอบให้เขาดีคะ ถึงจะไม่ทำให้เขารู้สึกว่าเสียเปรียบพวกเรา” เธอประคองพี่ชายไปนอนที่เตียง แล้วตัวเองก็นั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง “พี่นอนพักอีกหน่อยนะ ขากลับไม่จำเป็นต้องรีบ ถึงยังไงพวกเขาก็คิดว่าพี่เจอปัญหาระหว่างทำภารกิจอยู่แล้ว”
“ได้ๆๆ พี่จะนอนสักหน่อย เธอก็ไม่ต้องมานั่งเฝ้าพี่หรอกนะฮุ่ยฮุ่ย ลุงเสิ่นมีน้ำใจมาช่วยพวกเรา ยังไงเธอก็ไปกระซิบบอกเสิ่นมู่หานเสียหน่อยนะว่าฝูงปลาราคาแพงอยู่ที่ไหนบ้าง”
“ก็ได้ ถ้าพี่ให้ฉันบอกเขาฉันก็จะบอก พี่ก็นอนพักให้ดี อย่าวิ่งวุ่นไปไหนอีกนะ เข้าใจไหม”
หลินอวี่เฉินที่กำลังจะปิดเปลือกตาลงถึงกับหัวเราะออกมา “พี่สามสิบกว่าแล้วนะ ไม่ใช่เด็กสามขวบ ไปเถอะ ตอนเช้าค่อยมาเคาะประตูห้องนะ พี่จะเข้าไปฟื้นฟูร่างกายในปานจื่อ”
“ก็ได้ ฉันไปก็ได้” หญิงสาวมองพี่ชายราวกับมองเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังป่วยหนัก “แต่ถ้ามีอะไรพี่เรียกฉันได้ตลอดนะพี่ใหญ่”
“เข้าใจแล้ว ไปเถอะๆ”
เสิ่นมู่หานจัดการกองกำลังลับจนหมด เขาก็รีบขึ้นเรือมาและก็พบว่าหลินฮุ่ยเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องพักของหลินอวี่เฉิน
“เธอเองก็ต้องพักเหมือนกันนะฮุ่ยฮุ่ย ตามพี่มา จะพาเธอไปพักห้องที่ดีที่สุด” ว่าแล้วก็คว้าข้อมือเล็กมากุมเอาไว้
“ยังพักไม่ได้ค่ะ พี่ใหญ่ให้ฉันมาบอกเรื่องฝูงปลากับลุงเสิ่นก่อน” เธอพยายามจะชักมือกลับ แต่เขาไม่ยอมปล่อย
“ไม่รีบหรอก ยังไงก็ต้องให้ทุกคนพักฟื้นอยู่บนเรืออีกสองสามวัน ค่อยบอกลุงใหญ่ของพี่ทีหลังก็ได้ ไปเถอะ ไปพักสักหน่อย”
“ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ คุณไม่เห็นลูกเรือหรือไง น่าอายจะตายอยู่แล้ว รีบปล่อยเลยนะ!”
“ใครกล้า!” ว่าแล้วเขาก็ถลึงตาให้ลูกเรือที่มีแต่คนกันเองทั้งนั้น ไม่นานทุกคนก็ต่างพากันก้มหน้ายิ้มแล้วก็ถอยฉากออกไป “เห็นไหม ไม่มีคนแล้ว”
หลินฮุ่ยกำหมัดทุบหลังเขาไปหลายทีจนเจ็บมือ “ก็ไปสิ ฉันง่วงแล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขาจูงมือเธอเดินไปยังห้องพักที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งก็คือห้องของเขานั่นเอง
พอไปถึงห้อง หญิงสาวก็ต้องเลิกคิ้วอีกครั้ง “ทำไม มีแต่ของใช้ของคุณล่ะ”
“ก็ห้องที่ดีที่สุดคือห้องของพี่นี่นา มาเถอะ พี่ไม่ค่อยได้เข้ามานอนหรอก เธอพักได้ตามสบายเลยนะ” เขาจูงเธอไปที่เตียงนอน
หญิงสาวอยากจะขัดขืนอยู่หรอก แต่เธอจะเอาอะไรไปขัดขืนล่ะ “ฮึ่ม! อย่าให้ฉันมีพลังพิเศษเหมือนพวกคุณนะ จะอัดคุณก่อนเลย”
เสิ่นมู่หานจับร่างบางนั่งลงบนเตียง ก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างออกไปบีบแก้มเนียนของเธออย่างชอบใจ “ถ้ายังพูดอีก จะไม่ทำแค่บีบแก้มแล้วนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวปัดมือเขาออกเป็นพัลวัน พี่ใหญ่แปรพักตร์อย่างเห็นได้ชัด ไม่อย่างนั้นคงไม่เปิดทางให้เขาแบบนี้ ก็บอกไปแล้วว่าข้าวสารยังไม่ถูกหุง ไม้ก็ยังไม่ได้กลายเป็นเรือ แต่พี่ใหญ่คงไม่เชื่อแน่ๆ ยิ่งมองเสิ่นมู่หานเธอก็ยิ่งขัดใจ
“ออกไปสิ ฉันจะนอนแล้ว” เธอนำเอาผ้าห่มกับหมอนส่วนตัวออกมาจากแหวนมิติ ซึ่งมันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลดอกไม้ อย่างที่เธอชอบ
ชายหนุ่มมองคนตัวเล็กด้วยสายตาที่ล้ำลึก “พี่ก็ง่วงเหมือนกัน เธอนอนบนเตียงส่วนพี่นอนพื้น เอาตามนี้นะ”
หลินฮุ่ยมองพื้นแล้วก็มองเตียงนอนที่ไม่ได้กว้างอะไร “นี่เป็นห้องของคุณ ฉันจะนอนพื้นแล้วกัน” ไม่พูดเปล่าเธอยังได้หอบหมอนกับผ้าห่มตามลงมาด้วย
เสิ่นมู่หานมองหญิงสาวที่ต่อต้านเขาอย่างนึกสนุก ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมารวมทั้งหมอนและผ้าห่มด้วย “ถ้าอย่างนั้นนอนบนเตียงด้วยกันเป็นไง อ๊ะๆ อย่าคิดจะออกไปขอห้องพักใหม่นะ พี่บอกเธอไว้ก่อนเลย มันเต็มหมดแล้ว”
ใบหน้าของหลินฮุ่ยร้อนผ่าว วันนี้เขาถึงเนื้อถึงตัวเธอจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว “คุณเอาเปรียบฉันคุณชายรองเสิ่น”
“ถ้าไม่อยากเสียเปรียบเธอก็เอาคืนพี่ก็ได้นะฮุ่ยฮุ่ย” เขาวางเธอลงบนที่นอนด้านใน แล้วก็ตามลงไปนอนข้างๆ เธอ แต่เว้นระยะห่างเอาไว้
“ไม่มีทาง!” เธอเอาหมอนข้างมากั้นเอาไว้ แล้วก็นอนตะแคงข้างหันหลังให้เขาทันที
มุมปากของเสิ่นมู่หานยกขึ้นน้อยๆ อย่างชอบใจ จากนั้นก็กอดอกแล้วข่มตาให้หลับ แม้ความจริงจะไม่หลับเลยก็ตาม
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงเขาก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเธอ จึงได้ชะโงกหน้าไปหอมแก้มเธอสองฟอด
ก่อนจะก้าวลงจากเตียงนอน คืนนี้เขาไม่ได้ว่างหรอก แม้แต่หลินอวี่เฉินเองก็ไม่ว่างเช่นกัน แต่ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้หลินฮุ่ยใช้เวลาไปกับการคิดหาวิธีเอาคืนเขา แทนที่จะมาคิดเรื่องวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่บนฝั่งหรือแม้แต่การคุกคามของกลุ่มอำนาจเบื้องหลังที่มีมายาวนาน ด้วยการล่อหลอกนี้ก็ให้เธอคิดถึงเขาแทนแล้วกัน
หลินฮุ่ยตื่นมาในตอนสายของวันต่อมา ก็พบว่าตัวเธอนั้นขึ้นไปนอนอยู่บนตัวของคุณชายรองเสิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ที่สำคัญกว่าท่าทางล่อแหลมน่าหวาดเสียวนี้ จมูกของเธอกลับได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ อยู่บนตัวของเขา “เมื่อคืนยังไม่มีนี่นา หรือว่าจะมีกองกำลังลับบุกขึ้นมาบนเรือ”
“ฮุ่ยฮุ่ย นอนต่ออีกนิดนะ” วงแขนของเขากอดรัดเธอเอาไว้แน่นขึ้น
หญิงสาวถึงกับตัวแข็งทื่อเพราะร่างกายของเธอสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเบื้องล่างตามธรรมชาติของเขา “คะ คุณ ปล่อยฉันก่อน”
ชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นนอนตะแคง ร่างบอบบางก็เลยพลอยตะแคงไปกับเขาด้วย จากนั้นก็ซุกหน้าเข้าหากลุ่มผมนุ่มลื่นหอมกรุ่น “พึ่งได้นอนเอง ขอกอดอีกหน่อยได้ไหม”
ใบหน้าของหลินฮุ่ยพลันร้อนผ่าว “เมื่อคืนคุณกับพี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้น”
“ไปจัดการนักสู้กลุ่มหนึ่ง แล้วก็จมเรือไปอีกสิบลำ น่าจะล้างตระกูลที่อยู่เบื้องหลังโจวเฟิงได้แล้วล่ะ”
“แสดงว่านอกจากจัดการพวกที่อยู่บนฝั่งแล้ว ก็ต้องไปจัดการพวกที่คอยตลบหลังด้วยเหรอคะ”
ใบหน้าของเขาซุกเข้าไปที่ซอกคอหอมกรุ่นอย่างหน้าหนา “อืม เธอรู้อะไรไหมฮุ่ยฮุ่ย ในความโชคร้ายของพี่ใหญ่ก็ยังมีโชคดีอยู่ หลังฟื้นฟูแล้วพลังของเขาเลื่อนไปถึงสองระดับเลยนะ”
“แต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี กินยาฟื้นฟูกันหรือยัง”
“กินแล้วล่ะ ปรุงยาช่วยรักษาอาการของพี่ใหญ่เสร็จแล้ว พี่ก็รีบกลับมานี่แหละ ตอนนี้เขาน่าจะหลับไปแล้ว”
“ดูเหมือนคุณกับพี่ใหญ่จะคุยกันถูกคอมากเลยนะคุณชายรองเสิ่น”
“ก็มีคนที่ต้องปกป้องคนเดียวกันนี่นา” ร่างอ้อนแอ้นที่แสนบอบบางแต่นุ่มนิ่มไปทั้งตัวนี้ ยิ่งใกล้พลังดึงดูดของตราประทับก็ยิ่งรุนแรง กลัวจริงๆ ว่าเขาจะอดกลั้นไม่ไหว
หลินฮุ่ยเลิกขัดขืนเพราะเธอไม่มีพลังพิเศษเหมือนเขา ฝืนไปก็ไร้ผล “คุณบอกว่ากินยาแล้ว แต่ทำไมยังได้กลิ่นคาวเลือดบนตัวของคุณอีกล่ะ”
“มีแผลที่ต้นขาน่ะ ถูกของวิเศษของฝ่ายศัตรูซัดใส่ก็เลยหายช้ากว่าแผลปกติ” เขางึมงำกับซอกคอของหญิงสาว ตาก็เริ่มปรือจนแทบจะฝืนไม่ไหวแล้ว
“อ้อ งั้นคุณก็นอนต่อเถอะ ฉันจะเข้าไปในมิติเสียหน่อย”
“ไม่ไปได้ไหม ขอพี่กอดเธออีกหน่อยนะ”
หญิงสาวคิดจะหายตัวเข้าไปในมิติ แต่กลับปรากฏว่าทำไม่ได้ จึงได้แต่เงื้อกำปั้นขึ้นจะทุบคน ทว่าต้องค้างอยู่อย่างนั้นเพราะเขายังบาดเจ็บอยู่ “ฮึ่ม! รอให้คุณหายแล้วฉันจะอัดคุณ”
“ได้ๆๆ อยากอัดตอนไหนก็บอกได้เลยนะ”
โจวฟางที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้านพัก และก็เพิ่งได้นอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงวันอย่างหงุดหงิดเพราะถูกเสียงโทรศัพท์มือถือปลุก หญิงสาวกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นไม่เต็มที่ “โจวฟางพูดค่ะ”
“ฟางฟาง ในที่สุดแกก็รับสายเสียที ฮื่อๆๆ” แม่โจวตัดพ้อลูกสาวเสียงสั่นเครือเจือสะอื้น
“คุณนายโจว มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ ถ้าไม่มีฉันจะได้นอนต่อ” มาไม้นี้อีกแล้ว คิดจะดึงตัวเธอกลับไปใช้งานใช่ไหม ไม่มีทางหรอก
“พี่ชายแกตายแล้ว เขาตายแล้ว ตายจริงๆ ฮื่อๆ”
โจวฟางนิ่งงันไปนาน ก่อนจะเรียกสติกลับคืนมา “เกิดอะไรขึ้น เขามาทำงานอยู่ทางนี้ได้ไปมีเรื่องกับขาใหญ่ หรือว่าไปแย่งผู้หญิงของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า”
“มะ ไม่ใช่” แม่โจวน้ำตาไหลพราก ไม่อยากจะโน้มน้าวลูกสาว แต่สายตาของสามีที่จับจ้องและคาดหวัง เธอก็ไม่อยากทำให้เขาเสียใจ “ฟางฟาง ตอนนี้แม่กับพ่อก็ไม่เหลือใครแล้ว แกกลับมาอยู่กับพวกเราได้ไหม”
“ไม่ได้หรอกค่ะคุณนายโจว ตอนนี้ฉันไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกคุณแล้ว จำไม่ได้เหรอคะว่าเป็นพวกคุณเอง ที่ประกาศตัดความสัมพันธ์กับฉันไปแล้ว แถมยังตัดชื่อออกจากสาแหรกของตระกูลโจวที่ปักกิ่งแล้วด้วย”
“นั่นก็เพราะมันเป็นความต้องการของแกไม่ใช่หรือไงฟางฟาง ตั้งแต่คืนนั้นแกก็ห่างเหินกับพวกเรา ทั้งยังไม่ยอมตีตัวออกห่างจากหลินฮุ่ยด้วย”
“อย่าพาดพิงสหายรักของฉันค่ะคุณนายโจว เธอดีกว่าพวกคุณเป็นร้อยเท่า”
“สหายรักที่แกว่าดีหนักหนา แกเคยรู้ไหมว่าหล่อนน่ะเป็นคนร้ายกาจแค่ไหน พี่ของมันยิ่งโหดเหี้ยมกว่ามันอีก”
“เธอจะร้ายกาจกับคนอื่นฉันไม่สนหรอก แค่เธอดีกับฉันก็พอแล้ว”
“นะ นี่ แกก็ยังเห็นคนอื่นดีกว่าพวกเราอยู่อีกเหรอ ฮื่อๆๆ ฉันทำอะไรผิด ถึงได้คลอดลูกอกตัญญูอย่างแกออกมา!”
“ถ้าจะถามหาความผิด ก็เยอะเลยล่ะค่ะคุณนายโจว เอาล่ะ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ฉันขอนอนต่อนะคะ”
“เดี๋ยวก่อน! ฉันจะถามแกอีกครั้ง ถ้าหลินฮุ่ยเป็นคนสั่งฆ่าพี่ชายของแกล่ะ แกยังจะเห็นว่ามันเป็นสหายรักของแกอยู่ไหม”
“ไม่เห็นต้องคิดให้วุ่นวายเลย ตอนที่พวกคุณส่งฉันไปตาย ก็มีแค่ฮุ่ยฮุ่ยเท่านั้นที่ฉันพึ่งพาได้ การที่เธอจะลงมือกับใครสักคน นั่นก็เป็นเพราะคนๆ นั้นรนหาที่ตายเอง หรือพวกคุณว่าไงล่ะ”
“แก! นังลูกอกตัญญู!”