LNCrawler

ความจริงที่ซับซ้อน

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ความจริงที่ซับซ้อน

สามวันผ่านไป เรือประมงลำใหญ่ของตระกูลเสิ่นที่ออกหาปลาในน่านน้ำสากลก็เทียบท่าเรือเอกชน แต่หลินอวี่เฉินกับลูกน้องกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่หลินฮุ่ยก็ยังแยกย้ายไปกับเสิ่นมู่หานด้วยวิธีการพิเศษไม่ให้ใครรู้เห็น นั่นก็เพราะไม่ต้องการให้คนที่จับตามองเห็นถึงความเคลื่อนไหวนี้

“จะกลับค่ายเลยไหมฮุ่ยฮุ่ย” เสิ่นมู่หานที่นั่งอยู่ในร้านน้ำชาที่ญาติของเขาเปิด ถามหญิงสาวด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย

“ไม่รีบค่ะคุณชายรองเสิ่น ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณนิดหน่อย”

ชายหนุ่มรินน้ำชาให้หญิงสาว พร้อมกับเลื่อนจานขนมไปไว้ตรงหน้าเธอ “เธอจะคุยเรื่องงานแต่งงานของพวกเราเหรอฮุ่ยฮุ่ย” ถามทีเล่นทีจริงพร้อมกับโบกมือไปหนึ่งครั้งเพื่อปิดกั้นการได้ยินของคนอื่น

มือเรียวยื่นไปหยิกเอวเขาทันที “ใครจะแต่งงานกับคุณกัน!” ดุคนเสร็จแล้วเธอก็นำเอาของบางอย่างออกมา “ดูจากสถานการณ์แล้ว ที่คุณกับพี่ใหญ่มีศัตรูมากมายขนาดนี้ น่าจะเกิดจากความอิจฉาริษยาด้วยใช่ไหม”

“ไม่ผิด คนที่โดดเด่นมักจะถูกอิจฉาริษยา”

“ฉันคิดว่าคุณน่าจะมีข้อมูลกลุ่มลับหรือกลุ่มนักสู้มากมายอยู่ในมือ” เธอลดเสียงลงเมื่อเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน “แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาอิจฉาตาร้อน ไม่สู้แบ่งปันผลประโยชน์ออกไป คุณว่าแบบนี้ดีไหมคะคุณชายรองเสิ่น”

“เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำนะฮุ่ยฮุ่ย แต่เธอรู้ไหมว่าผลสุดท้ายเป็นยังไง”

“ยังไงคะ”

เขาหยิบเอาผลึกพลังงานสำหรับดูดซับมาจากมือของหญิงสาว “ข้าวของเงินทองอาจจะไร้ค่าและไม่อาจกระตุ้นสัญชาตญาณปีศาจร้ายในหมู่นักสู้ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นยา สมุนไพร สมบัติวิเศษหรือแม้แต่ผลึกที่เอาไว้ดูดซับพลัง แค่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นมา จากสหายก็จะกลายเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าล้างทั้งตระกูลในทันที ดูอย่างตระกูลหลินของเธอสิ”

“คุณว่าอะไรนะ ตระกูลหลินในตอนนั้น...” เธอขยับเข้าใกล้เขาอีกเล็กน้อย แล้วก็กระซิบเสียงแผ่วถาม “พวกเขามีของวิเศษอะไรคะ”

“ลายแทง” ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่ขยับเข้าใกล้ด้วยความพึงพอใจ คุ้มค่าแล้วกับการที่เขาทุ่มเทเวลาสืบหาสาเหตุที่แท้จริงนี้ออกมา

“ลายแทงหรือคะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องล่ะ พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้ไหมคะ”

ชายหนุ่มส่ายหน้า “พี่ใหญ่ไม่น่าจะรู้หรอก เพราะพี่เองก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง”

คราวนี้เป็นหลินฮุ่ยที่รินน้ำชาให้เขาบ้าง “ฉันก็เคยสงสัยเหมือนกันเพราะความขัดแย้งหรือปมอะไรต่อมิอะไรพวกนั้น ก็คงไม่ถึงกับต้องลงมือกับคนทั้งตระกูล แต่ก็นึกไม่ออกว่าสาเหตุมันจะเป็นแบบนี้”

“คนตระกูลหลินที่ถูกวางยาพิษเสียชีวิตก่อนจะที่ตระกูลจะถูกเล่นงาน เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อหาลายแทงหรือค้นความทรงจำไม่เจอก็เลยต้องหายไปจากโลกนี้”

“เจิ้งเส้าฉินน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาในโลกของนักสู้”

“เป็นเขานั่นแหละที่ปล่อยข่าวออกไปว่าตระกูลหลินมีสมบัติวิเศษ แล้วก็มองดูความหายนะของตระกูลหลินมาโดยตลอด”

“เขาทำไปทำไมคะ ด้วยความสามารถของเขาแล้ว ไม่น่าจะเสียเวลาคิดแผนการมากมายขนาดนั้นนะคะ”

“ความรักที่ไม่สมหวัง”

“อย่าบอกนะว่าเขาหลงรักย่าของฉันน่ะ” พูดออกไปแล้วเธอยังรู้สึกเหลือเชื่อเองเลย

“สมกับเป็นนักเขียนนะ พี่ว่าเธอคงต้องกลับไปปรับแก้อีกหลายตอนเลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าคุณนักเขียนโม่เหยียนชู” แววตาที่เขามองเธอเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย

“คุณนี่ ชอบนอกเรื่องตลอดเลย รีบเล่าต่อสิ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแค่เรื่องรักปักใจแบบนี้จะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งลงมือทำร้ายคนที่เขารัก มันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้นแน่ๆ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ คนบางคนก็ไม่อาจถอนตัวออกจากห้วงแห่งรักได้หรอกนะ “ถ้าพี่บอกว่าการตายของคนตระกูลหลินเกือบทั้งหมดเกิดจากเจิ้งเส้าฉินล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

“แล้วย่าของฉันล่ะคะ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน เจิ้งเส้าฉินไม่น่าจะกล้าลงมือกับย่าของฉันหรอกใช่ไหม”

“เป็นอย่างที่เธอพูด แต่เจิ้งเส้าฉินที่งมงายในรักตอนนั้น กลับมีผู้หญิงที่เป็นลูกสาวของกลุ่มคนลึกลับมาหมายปองน่ะสิ ต้นเหตุแห่งปัญหาก็คือคุณย่าของเธอ ดังนั้นเธอก็เลยลงมือกับท่าน”

“แล้วเธอยังอยู่ไหมคะ ฉันจะไปจัดการเธอตอนนี้เลย” มันอะไรนักหนา ไม่ว่าใครก็ต้องการกำจัดตระกูลหลิน แม้แต่ตอนนี้ที่เหลือแค่เธอกับพี่ชายก็ยังไม่คิดจะละเว้นกัน

“เจิ้งเส้าฉินฆ่าเธอไปแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะที่เธอไม่ได้แก้แค้นด้วยตัวเอง”

หลินฮุ่ยต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ไปหลายครั้ง จึงสงบใจลงได้ “แล้วเรื่องลายแทงมันมีอยู่จริงๆ หรือคะ หรือเป็นแค่ข่าวลวง”

“มีสิ เธอคิดว่าการที่พี่ใหญ่ออกทำภารกิจแล้วไปเจอโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือ”

คราวนี้เป็นหลินฮุ่ยที่ตาโตขึ้นมา “อย่าบอกนะว่าตัวของพี่ใหญ่ก็คือลายแทง”

เสิ่นมู่หานมองหลินฮุ่ยอย่างทึ่งๆ ก่อนจะยกนิ้วให้เธออย่างไม่จริงใจนัก “จินตนาการของนักเขียนนี่ดูเบาไม่ได้เลย แต่ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ ปู่ของเธอในตอนนั้นได้ให้ยอดฝีมือคนหนึ่งที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้ สลักมันเข้าไปในแก่นจิตวิญญาณของพี่ใหญ่”

“โอ้! เรื่องนี้ยิ่งกว่าจินตนาการของฉันอีกนะคะคุณชายรองเสิ่น”

“พอพี่ใหญ่เข้าใกล้จุดที่ซ่อนสมบัติวิเศษ ลายแทงนี้ก็เริ่มทำงาน เขาจึงถูกชักนำให้ไปที่นั่น”

“แล้วเรื่องแหวนมิติของฉันล่ะคะ ตอนนั้นฉันน่าจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ทำไมถึงมีแหวนมิติสำหรับฉันด้วยล่ะ”

ชายหนุ่มเพียงไหวไหล่ “เรื่องนี้พี่ไม่รู้หรอก และก็ยิ่งไม่รู้ด้วยว่าพี่ใหญ่ไปพบเจออะไรมา”

หลินฮุ่ยยกชาขึ้นจิบก่อนจะถามต่อ “ถ้ากำจัดเจิ้งเส้าฉินได้ ก็คงจะดีนะคะ”

“มันเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น”

“แต่ของสิ่งนี้ ฉันก็ยังอยากให้คุณนำไปมอบให้กลุ่มลับที่อยู่ในเงามืดอยู่ดี”

“เธอนี่นะ เอาเถอะพี่จะออกหน้าให้เองแล้วกัน”

หลินฮุ่ยรีบล้วงเอาถุงออกมาจากกระเป๋าสะพายทันที “ลำบากคุณแล้ว คุณชายรองเสิ่น”

“ถ้าจะให้ดี เธอเรียกพี่เหมือนเมื่อก่อนได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย พี่มู่หาน ไหนลองเรียกให้ฟังหน่อย”

“ไม่เอาเรียกแบบนี้จนชินแล้ว เอาล่ะ เรื่องที่อยากคุยก็ได้คุยแล้ว คุณช่วยไปส่งฉันทีนะคะ”

ชายหนุ่มมองเด็กน้อยที่แสนดื้อดึงแต่ก็ยังมีเสน่ห์มัดใจเขาจนไปไหนไม่ได้ แล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมา “ก็ได้ พี่จะไปส่งเธอเองฮุ่ยฮุ่ย”

 

ไม่นานหลินฮุ่ยก็มาปรากฏตัวที่ลานหน้าบ้านพักทหาร เสิ่นมู่หานพอมาส่งแล้วเขาก็กลับทันทีเพราะต้องเดินทางกลับปักกิ่ง คนที่เธอเห็นเป็นคนแรกก็คือสืออี เขาน่าจะยืนรอเธออยู่ที่นี่มาโดยตลอด

“พี่สืออี ฉันกลับมาแล้วค่ะ”

“คุณหนู” สืออีรีบเดินไปหาคุณหนูของเขาอย่างโล่งใจ “กลับมาก็ดีแล้วครับ”

“เข้าไปคุยในบ้านดีกว่านะคะ” เธอเดินนำเขาเข้าไปในบ้าน

พอเข้ามาข้างในห้องโถง สืออีก็รีบรินน้ำชาให้คุณหนู “นายท่านปลอดภัยดีไหมครับ”

“ปลอดภัยดีทุกคน แต่ก่อนหน้านั้นก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน ดีที่ฉันกับคุณชายรองเสิ่นไปช่วยเอาไว้ได้ทัน”

“ผมจัดการเรื่องของโจวเฟิงให้คุณหนูเรียบร้อยแล้วนะครับ”

หลินฮุ่ยมองคนคุ้มกันของเธอยิ้มๆ แล้วก็หยิบของบางอย่างออกมา “นี่เป็นยาทะลวงคอขวด ในขวดนี้มีสองเม็ด ฉันให้พี่ค่ะ” เสิ่นมู่หานมอบให้เธอแต่เธอไม่ได้ใช้มัน ถ้าอย่างนั้นก็มอบให้คนที่จำเป็นต้องใช้จะดีกว่า

สืออีตาแดงเรื่อทันที เขารับขวดยามาด้วยมือที่สั่นระริก “ขอบคุณคุณหนูมากครับ”

“วันหลัง จะพยายามหามาเพิ่ม ยังมีอีกหลายคนเลยใช่ไหมที่ยังทะลวงระดับต่อไปไม่ได้”

“ครับคุณหนู ร่างกายกับเส้นลมปราณของพวกเรามันเริ่มชินกับอาหารและผักผลไม้ที่คุณหนูมอบให้ ถ้าเป็นคนระดับต่ำก็ทำให้รวบรวมพลังได้เร็วและเลื่อนระดับได้เร็ว แต่คนที่อยู่ระดับสูงมากๆ มันก็ไม่ค่อยมีผลแล้วครับ การจะเลื่อนระดับแต่ละครั้งจึงเป็นไปได้ยากมาก”

“ช่วงนี้ก็ดูดซับพลังจากผลึกที่ฉันมอบให้ไปก่อนแล้วกัน อย่างน้อยพลังมันก็หนาแน่นกว่าพืชผักผลไม้ที่ฉันปลูก”

“ครับคุณหนู”

หลินฮุ่ยกำลังจะสั่งการอะไรต่อ แต่โทรศัพท์ของเธอกลับดังขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งเป็นคนที่เธอเพิ่งให้เบอร์ก่อนที่จะเดินทางลงใต้

“รุ่นพี่เหว่ย มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอโบกมือให้สืออีแล้วก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเอง

“เสี่ยวฮุ่ยฮุ่ย เธอคงไม่ลืมรุ่นพี่คนนี้ไปแล้วหรอกใช่ไหม ไหนสัญญาว่าจะส่งต้นฉบับนิยายมาให้สำนักพิมพ์ของพี่ไง แต่ลงใต้ไปแล้วเธอก็หายเงียบไปเลย ทนไม่ไหวก็เลยต้องโทรมาหาเธอนี่แหละ” เหว่ยเจิ้นหัวรุ่นพี่ผู้เก็บความลับให้หลินฮุ่ยมาตลอดหลายปี โอดครวญมาตามสาย

“รุ่นพี่เหว่ย ทำยังไงดีคะ นิยายต้นฉบับของฉันยังเขียนไม่เสร็จเลย เนื้อหาที่เขียนเสร็จบางตอนก็ยังต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนหลายจุดด้วยค่ะ”

“รุ่นน้องหลินคนดี เธออย่าทำให้รุ่นพี่ใจเสียสิ เอาอย่างนี้ดีไหม เธอทำสมุดภาพออกมาสักเรื่อง ส่งมาที่ปักกิ่งก่อน”

“สมุดภาพเหรอคะ ว่าไปแล้วฉันก็ทำเอาไว้อยู่หนึ่งเรื่องนะ แต่ไม่รู้ว่ารุ่นพี่เหว่ยจะถูกใจหรือเปล่า เป็นเรื่องของสุนัขกับเจ้านายของมัน เด็กๆ น่าจะชอบอ่านค่ะ”

“ดีเลย! ไม่ว่าเรื่องอะไรภายใต้นามปากกาของเธอต้องดังระเบิดระเบ้อแน่นอน”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะรุ่นพี่เหว่ย เอาเป็นว่าฉันจะส่งสมุดภาพไปให้ก่อนนะคะ ส่วนนิยายเรื่องยาวคงต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ”

“นี่ๆๆ เธอพอจะแง้มบอกให้รุ่นพี่คนนี้ฟังได้ไหมว่าเธอเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร”

“เป็นเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างสหาย การหักหลัง บุญคุณความแค้นแล้วก็อิสรภาพที่มาช้าเกินไปค่ะ”

“นะ นี่มันฉีกไปจากแนวที่เธอเคยเขียนไปมากเลยนะเสี่ยวฮุ่ยฮุ่ย”

“ไม่ปิดบังรุ่นพี่นะคะ ความจริงรุ่นพี่ก็น่าจะรู้เบื้องหลังตระกูลของฉันมาบ้างใช่ไหมคะ”

คราวนี้เหว่ยเจิ้นหัวถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมากันเลยทีเดียว “เธอกำลังจะบอกว่าจะเขียนเกี่ยวกับตระกูลหลินของเธอเหรอเสี่ยวฮุ่ยฮุ่ย”

“ไม่ได้เหรอคะ แต่ฉันจะไม่แตะเรื่องอ่อนไหวหรอกนะ รุ่นพี่ไม่ต้องห่วงฉันรู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ค่ะ”

“ใครว่าไม่ได้ล่ะ ถ้าเธอเขียนเสร็จมันจะต้องเป็นเรื่องราวที่โด่งดังไปทั้งประเทศแน่ๆ เลย เธอพอจะส่งฉบับร่างมาให้รุ่นพี่คนนี้อ่านก่อนได้ไหมเสี่ยวฮุ่ยฮุ่ย”

“บอกไปแล้วไงคะ ว่ามีหลายจุดที่ต้องปรับและแก้ไขเพราะมีข้อมูลใหม่เพิ่มมาเยอะเลย เฮ้อ! ถ้าพี่อยากรู้ลองไปถามปู่กับย่าของพี่ดูสิ พวกท่านน่าจะรู้นะคะ”

“ได้ๆๆ เอาไว้เธอแก้ไขเสร็จเมื่อไหร่ อย่าลืมส่งมาให้รุ่นพี่อ่านก่อนนะ”

“อืมๆๆ ฝากทักทายอาจารย์เหว่ยด้วยนะคะ ฉันคงต้องอยู่ทางนี้อีกหลายปี”

“แล้วต้นฉบับสมุดภาพของเธอจะส่งมายังไง หรือว่าเธอพร้อมจะเปิดตัวแล้ว ก็ได้นะพี่จะเดินทางไปรับต้นฉบับกับมือเธอเลย อีกอย่างนะมีผู้อ่านมากมายเขียนจดหมายถึงเธอ ตอนนี้น่าจะได้หลายกระสอบแล้วนะเสี่ยวฮุ่ยฮุ่ย”

“รุ่นพี่พูดเกินไปแล้ว ฉันไม่ได้ดังขนาดนั้นหรอก”

“เฮอะ! มีแต่เธอนั่นแหละที่หลอกตัวเอง ออกไปข้างนอกมีใครบ้างที่ไม่รู้จักโมเหยียนชู เจ้าของผลงานดังหลายเรื่อง”

“ได้ๆๆ เอาเป็นว่าฉันจะฝากคนไปส่งให้ที่สำนักพิมพ์แล้วกันนะคะ ส่วนเงินค่าลิขสิทธิ์และการเซ็นสัญญาก็เหมือนครั้งก่อนๆ”

“ใครเหรอรุ่นน้องหลิน หรือว่าจะเป็นสหายรู้ใจของเธอ”

“เดี๋ยวพี่ก็จะรู้เองนั่นแหละค่ะ”

วางสายจากรุ่นพี่ผู้มีพระคุณแล้ว เธอก็รีบโทรหาเสิ่นมู่หานและเขาก็รับทันทีเหมือนครั้งก่อน “คุณชายรองเสิ่น คุณออกเดินทางแล้วหรือคะ”

“ยังหรอกฮุ่ยฮุ่ยมีเรื่องติดขัดนิดหน่อยน่ะ คงต้องได้เดินทางพรุ่งนี้”

“ฉันฝากของไปส่งที่ปักกิ่งได้ไหมคะ” น้ำเสียงของเธอแฝงความประจบเอาใจอย่างไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มมองนาฬิกาที่ข้อมือ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย “ได้สิ แต่ต้องมีค่าฝากด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย”

“คุณไม่ขาดแคลนเงินไม่ใช่หรือไง”

“พี่ก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาเงินเสียหน่อย” คุยกับหญิงสาวไปพลางเขาก็เดินไปพลาง หาดทรายขาวๆ นี้ถ้ามีเธอมาเดินเคียงข้างคงจะมีความสุขไม่น้อย

“แล้วคุณจะเอาอะไรคะ ห้ามบอกว่าให้ตอบแทนด้วยร่างกายนะ มันออกจะล้าสมัยไปหน่อย”

“ว้า! ถ้าอย่างนั้นอาหารเย็นหนึ่งมื้อเป็นไง พี่รู้จักร้านส่วนตัวอยู่ ต้องจองเอาไว้ล่วงหน้า ไปไหม อาหารอร่อยมากนะ”

“ฉันขอพาพี่สืออีไปด้วยได้ไหม”

“อยู่กับพี่มีอะไรไม่ปลอดภัยกัน แม้แต่พี่ใหญ่ยังเชื่อใจพี่เลยนะฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวได้แต่กลอกตา ตอนที่รู้จักเขาใหม่ๆ ไม่ได้เป็นแบบนี้นี่ “ฉันจะไปยังไงล่ะ ถ้าออกไปข้างนอก คนจะต้องรู้ความเคลื่อนไหวของฉันนะ” มันต่างจากตอนที่ไปช่วยพี่ใหญ่ลิบลับเลย ตอนนั้นแค่หายตัวก็ไปได้แล้ว

“เรื่องแค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก พี่จะเข้าไปรับเธอที่ค่ายเอง คนบางคนจะได้รู้ว่าไม่ควรหวังสูงในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

“คุณพูดอะไรของคุณเนี่ย ใครหวังสูงอะไร มั่วแล้วนะ”

“ก็นายทหารที่ห้องสื่อสารนั่นไง แล้วยังมีพวกทหารพวกนั้นที่หล่อๆ ล่ำๆ ถอดเสื้อวิ่งออกกำลังกายอยู่ในค่ายด้วย”

“กลิ่นน้ำส้มสายชูทะลุมาถึงทางนี้เลย” พูดออกไปแล้วหญิงสาวก็ตกใจกับคำพูดของตัวเอง แต่เอาคืนไม่ได้แล้ว ปล่อยเลยตามเลยแล้วกัน

“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่หกไปสองสามไหเท่านั้นเอง”

“ไม่พูดกับคุณแล้ว” เธอกดวางสายทันที ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าตัวแล้วเธอก็ไม่ปฏิเสธเขาเสียด้วย ต้องเป็นเพราะตราประทับนั่นแน่ๆ