มันปะทุแล้ว
มันปะทุแล้ว
หลินอวี่เฉินเดินออกมาจากห้องลับแห่งหนึ่ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่ก็แฝงความเย่อหยิ่งเอาไว้ไม่หน่อย
“ไปบ้านตระกูลเฉินก่อนเสี่ยวเย่ ที่นั่นน่าจะมากันครบแล้ว”
“รองหลินครับ เมื่อกี้นี้อาเฟยโทรมาแจ้งเรื่องของฮุ่ยฮุ่ยครับ” เสี่ยวเย่รายงานไปก็ร้อนใจไปเพราะฮุ่ยฮุ่ยก็เหมือนน้องสาวของเขาคนหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวของฉัน หรือว่าจะมีคนบุกไปที่ค่ายจิ้นหนาน”
“ไม่ใช่ครับท่านรอง อาเฟยบอกว่าคุณชายเสิ่นกำลังจะเดินทางกลับปักกิ่ง แต่สัญญาณบางอย่างจากตราประทับของเขามันเตือนให้เขารู้ว่าตราประทับของฮุ่ยฮุ่ยกำลังจะปะทุครับ เขาก็เลยถามว่าท่านรองเคยเอายาบรรเทาอาการให้ฮุ่ยฮุ่ยไว้หรือเปล่า”
“ไม่ได้ให้ไว้หรอก แล้วเสิ่นมู่หานเขาไม่ทำอะไรบ้างเหรอ” ครั้งก่อนยังบุกไปถึงหน้ามหาวิทยาลัยน้องสาวเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ
“คุณชายเสิ่นก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะเอาอยู่ครับ นั่นก็เพราะฮุ่ยฮุ่ยไม่ยอมให้เขาช่วย”
“เด็กคนนี้นี่คิดอะไรอยู่ การปะทุของตราประทับทั้งยังมีพิษแฝงมาด้วย เธอจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ยังไง ไม่ได้การณ์ ฉันต้องรีบไปหาฮุ่ยฮุ่ย!”
“แล้วเรื่องทางนี้ล่ะครับ ท่านรองต้องรีบทำเวลาแล้วนะครับ ถ้าผิดนัดครั้งนี้พวกที่จะสนับสนุนท่านรองก็จะเปลี่ยนใจแล้วนะครับ โอกาสที่จะได้กลับปักกิ่งก็จะไม่เหลือเลย”
ชายหนุ่มกำหมัดกัดฟันแน่น “เอาโทรศัพท์มา นายก็ไปขับรถ”
เสี่ยวเย่นำเอาโทรศัพท์ออกมาจากมิติเก็บของ ส่งให้เจ้านายแล้วเขาก็รีบไปนั่งประจำที่คนขับ จากนั้นก็ขับรถออกจากสถานที่ลับแห่งนี้มุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลเฉิน สถานที่นัดพบสำคัญ
หลินอวี่เฉินกดเบอร์โทรออกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รอสาย ไม่นานก็มีคนรับ “ทำไมเป็นนายล่ะอาเฟย ตอนนี้น้องสาวของฉันอยู่ที่ไหน”
“ตอนนี้คุณหนูหลินกำลังทานอาหารเย็นกับคุณชายของผมอยู่ครับ”
“ไหนนายบอกกับเสี่ยวเย่ว่าตราประทับของเธอกำลังปะทุยังไงล่ะ หรือว่ามู่หานช่วยรักษาหายแล้ว”
“ยังไม่ปะทุเต็มที่ครับ พลังของมังกรทองที่พิทักษ์แหวนมิติของคุณหนูหลินน่าจะยับยั้งเอาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้นครับ คงต้องเฝ้าระวังต่อไป”
“พลังนั่นใช้ออกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหมดไปเรื่อยๆ นายเอาโทรศัพท์ไปให้ฮุ่ยฮุ่ยที ฉันจะคุยกับเธอ”
“ตอนนี้ผมเข้าไปในบ้านหลังนั้นไม่ได้แล้วครับ เพราะคุณชายกางค่ายกลระดับสูงเอาไว้แล้ว”
“ให้ตายเถอะ เขาคิดว่าเขาเป็นใคร จะยอมตายไปพร้อมกับน้องสาวของฉันหรือไง”
“คุณชายพูดแบบนั้นจริงๆ ครับ”
หลินอวี่เฉินคำรามเสียงกร้าวออกมา เขากดวางสายทันที ก่อนจะพยายามคุยผ่านโทรจิตกับน้องสาว “ฮุ่ยฮุ่ย เธออยู่ที่ไหน”
หลินฮุ่ยที่เพิ่งอิ่มจากอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย ก็รีบตอบพี่ชายกลับไปเสียงใส “มาทานมื้อเย็นกับคุณชายรองเสิ่นค่ะพี่ใหญ่ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เธอยังสบายดีอยู่ใช่ไหม ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่บอกพี่ล่ะ”
“ติดต่อพี่ไม่ได้นี่คะ จะให้ทำยังไง ฉันเรียกพี่ไปตั้งหลายครั้งแล้ว แต่พี่ก็ไม่ตอบกลับมาเลย ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะพี่ใหญ่ ตอนนี้ร่างกายฉันยังปกติดีอยู่ พี่ต้องทำอะไรก็รีบไปทำให้เรียบร้อยเถอะค่ะ”
“ฮุ่ยฮุ่ย” ชายหนุ่มเรียกน้องสาวแล้วก็เงียบไป แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจได้ “ถ้าต้องเลือกระหว่างชีวิตกับศักดิ์ศรี พี่ขอให้เธอเลือกชีวิตเอาไว้ก่อนนะ เพราะพี่เหลือเธอแค่คนเดียวแล้ว เข้าใจไหม”
หญิงสาวก้มหน้าก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ไปหลายครั้ง “ศักดิ์ศรีอะไรกัน ชีวิตอะไรกันคะ ฉันจะต้องผ่านมันไปได้แน่นอนค่ะพี่ใหญ่”
“พี่เชื่อคำพูดตอนนั้นของเธอนะ แต่ถ้าเธอเลือกศักดิ์ศรีแล้วไม่รอดกลับมา พี่จะอยู่กับใคร เราเหลือกันแค่สองคนแล้วนะ เธอไม่อยากกลับไปบอกเล่าให้ทุกคนในห้องโถงบรรพชนฟังหรือว่าพวกเราสองพี่น้องร่วมกันสร้างเรื่องอะไรไว้ แล้วก็แก้แค้นคนพวกนั้นอย่างไรบ้าง”
“แต่ว่า” หญิงสาวเม้มปากแน่น
“ไม่มีแต่ฮุ่ยฮุ่ย พี่รู้เรื่องหมดแล้ว เรื่องพิษกำหนัดนั่นพี่ก็รู้เหมือนกัน เธอไม่ต้องกลัวว่าพี่จะโกรธนะ ขอเพียงเธอรอดกลับมา พี่ก็พอใจแล้ว”
“พี่ใหญ่ ฉันก็มีขีดจำกัดของฉันเหมือนกัน พี่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะพยายามให้ดีที่สุด”
ชายหนุ่มได้แต่บดกรามกรอด ความดื้อรั้นนี้ช่างเหมือนเขาเหลือเกิน “ได้! พี่เชื่อมั่นในตัวเธอ”
“อื้ม ทำงานเสร็จแล้วรีบกลับมานะ ฉันยังรอยาจากพี่อยู่ ขอหวานๆ นะไม่เอายาขม” อ้อนพี่ชายไปแล้ว เธอก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง
จากที่กำลังตึงเครียด หลินอวี่เฉินถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา “ได้ จะปรุงยาที่มีรสหวานให้เธอหลายๆ เม็ดเลย”
“พี่ไปทำงานเถอะ”
เสิ่นมู่หานที่เดินเข้ามาในห้อง เห็นหญิงสาวฟุบหน้ากับโต๊ะร้องไห้ ก็รีบเข้าไปประคองเธอให้ลุกขึ้น “ฮุ่ยฮุ่ย เธอยังไหวไหม” ไม่ถามเปล่าเขายังได้จับชีพจรเธอเพื่อตรวจสอบแก่นจิตวิญญาณไปด้วย
“มะ ไม่ เป็นไรค่ะคุณชายรองเสิ่น แค่คุยกับพี่ใหญ่เท่านั้น”
ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก “ใกล้จะปะทุแล้วล่ะ เธอจะเปลี่ยนชุดก่อนไหม พี่จะไปเตรียมน้ำให้”
“ฉันขอใช้น้ำจากมิติของฉันได้ไหม”
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นพี่จะพาเธอไปที่ห้องนั้นแล้วกัน เธอจะให้พี่อยู่ในห้องด้วยไหม”
หญิงสาวเดินตามเขา เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า “คุณเคยเผชิญกับมันมาหลายครั้งแล้ว น่าจะแนะนำฉันได้”
“ดี! พี่จะอยู่ข้างๆ เธอเอง” พูดเพียงเท่านั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง
กระทั่งถึงห้องที่เตรียมเอาไว้รองรับการปะทุของตราประทับ พอปิดประตูลงเขาก็ร่ายอักขระออกมาอีกชุดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห้อง
หลินฮุ่ยเองก็เดินไปที่อ่างไม้ขนาดใหญ่ ที่ไม่ต่างจากบ่อขนาดเล็ก ในอ่างมีสมุนไพรมากมายที่ถูกเตรียมเอาไว้หลายร้อยชนิด เห็นว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว เธอจึงนำเอาน้ำแร่จากวิลล่าออกมาเติมใส่อ่าง
“ยิ่งกว่าทำน้ำแกงไก่ตุ๋นสมุนไพรอีก เสร็จแล้วก็คงเนื้อเปื่อยยุ่ยแน่ๆ”
“เธอนี่นะ เวลาแบบนี้ยังมีอารมณ์มาพูดเล่นอีก”
“จะให้ทำยังไงล่ะคะ จะให้ฟูมฟายหรือ ก็ไม่ใช่นิสัยของฉันนี่”
ชายหนุ่มมองระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็รู้สึกทึ่งไม่น้อย “ระดับนี้ก็พอแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
น้ำหยุดไหลทันที จากนั้นหลินฮุ่ยก็เข้าไปในมิติ เธอเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มเพราะถ้าเป็นสีขาวหรือชมพูเวลาเปียกน้ำอาจจะเห็นเรือนร่างได้ชัดเกินไป เสร็จแล้วก็กลับออกไปที่ห้องแช่สมุนไพร
ชายหนุ่มมองชุดของหญิงสาวแล้วก็ยกยิ้มน้อยๆ “ลงไปแช่ได้เลยฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่ต้องรอให้มันปะทุก่อนหรือคะคุณชายรองเสิ่น”
“ไม่ต้องหรอก อีกไม่นานมันก็จะปะทุแล้ว ลงไปแช่ก่อนจะทำให้ร่างกายของเธอดูดซับตัวยาได้เร็วขึ้น”
หญิงสาวก้าวลงไปในอ่างสมุนไพรอย่างว่าง่าย แต่พอลงไปแช่จริงๆ ตัวเธอที่นั่งลงไปแล้วก็ต้องตกใจเพราะน้ำมันอยู่ระดับคอของเธอเลย
“กลัวเหรอ” เขาเดินไปจับมือของเธอเอาไว้
“นิดหน่อยค่ะ ตอนเด็กเคยจมน้ำ”
นัยน์ตาของเสิ่นมู่หานลุกวาบขึ้นมา คนตระกูลหลิวอีกแล้วสินะ อย่าให้เขาเจอนะจะเอาคืนให้สาสมเลย “มิน่าล่ะ ออกทะเลหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นเธอลงน้ำสักที เธอว่ายน้ำเป็นไหม”
“เป็นค่ะ แต่ก็ไม่อยากจะลงน้ำสักเท่าไหร่”
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะอยู่ข้างๆ เธอเอง”
“อ๊ะ!” ความร้อนลวกและความเจ็บปวดจู่โจมพร้อมกันจากทุกทิศทาง ใบหน้าของหลินฮุ่ยก็ซีดเผือดลงเรื่อยๆ
ชายหนุ่มมองสีผิวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของหญิงสาว ดวงตาของเขาถึงกับฉายประกายล้ำลึก “ร้อนมากไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“อืม” เธอไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปากพูด จำต้องหลับตาส่งจิตของตัวเองเข้าไปในมิติอย่างรวดเร็ว
และเมื่อเข้ามาภายใน เธอก็พบว่าท้องฟ้าในมิติเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีดำ และบนนั้นเธอก็ได้เห็นมังกรทองตัวใหญ่ที่กำลังต่อสู้กับพลังที่คุกคามอย่างไม่ย่อท้อ
“เกาะลอยฟ้า!!” เธอตะโกนก้องเพื่อเรียกให้มันมาหา และเพียงอึดใจเกาะลอยฟ้าก็ลดระดับลงมาหาเธอ ครั้งนี้ไม่ต้องไต่บันไดเถาวัลย์ขึ้นไป เพราะมันลดระดับจนแตะกับพื้นพอให้เธอกระโดดขึ้นไปได้อย่างสบาย
พอขึ้นมาได้แล้ว หญิงสาวก็รีบวิ่งไปที่วิลล่าทันที ทว่าระหว่างทางนี้ร่างจิตวิญญาณของเธอก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้นคลื่นพลังสีดำและสีแดงก็พุ่งตรงมามาหาธออย่างรวดเร็ว ทำให้เธอต้องรีดเร้นพลังใจสุดฤทธิ์เพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย
“อึก! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะเอาชนะแกไม่ได้” ว่าแล้วเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น และเธอมาถึงประตูของวิลล่าได้อย่างฉิวเฉียด คลานเข้าประตูวิลล่าอย่างทุลักทุเลได้แล้วคลื่นพลังทั้งสองสายก็เหมือนชนเข้ากับกำแพงล่องหน ทำให้เธอพอได้มีเวลาพักหายใจบ้าง
พักจนหายเหนื่อย ก็เดินเข้าไปในวิลล่า สิ่งแรกที่ทำก็คือเธอรีบไปเปิดน้ำก๊อกของวิลล่ามาดื่มไปถึงสองแก้ว พอเรี่ยวแรงกลับมาบ้างแล้วก็รีบวิ่งไปที่ห้องใต้ดินชั้นที่หนึ่ง และเธอก็พบว่ามีผลึกบางอย่างปรากฏขึ้น มันเป็นผลึกสีขาวที่กำลังส่องแสงเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่
มือเล็กรีบคว้ามันเอาไว้ทันที และนั่นก็ทำให้ความร้อนและความเจ็บปวดที่จู่โจมร่างกายของเธอบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด
พอลืมตาอีกครั้งเธอก็พบว่าในมือของเธอมีผลึกสีขาว และมันก็กำลังแผ่กระไอเย็นเยือกออกมา จนน้ำสมุนไพรในอ่างแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
“ฮุ่ยฮุ่ย เกิดอะไรขึ้น!” เสิ่นมู่หานถามอย่างเร่งร้อน ตาของเขากลายเป็นแดงก่ำเพราะเวลาที่เธอหลับตาไปนั้นมันนานเหลือเกิน นานจนเขาอยากจะดูดซับพลังจากร่างของเธอมาไว้ที่ตัวของเขาเสียเอง
หญิงสาวยิ้มอ่อนให้เขา ทั้งที่มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา “เย็นขึ้นมาแล้วค่ะพี่มู่หาน”
คำเรียกที่เขาอยากให้เธอเรียก ในที่สุดก็ได้ยินมันอีกครั้ง ชายหนุ่มไม่สนอะไรแล้ว เขารีบกระโจนลงไปในอ่างสมุนไพรพร้อมกันนั้นก็รวบร่างบางของเธอเข้าสู่อ้อมกอด
“เธอไม่ต้องฝืนแล้วฮุ่ยฮุ่ย มอบมันให้พี่นะ พี่จะแบกรับเอาไว้ให้เธอเอง”
หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ “พี่ใหญ่บอกว่าจะปรุงยาหวานๆ มาให้ค่ะ ฉันจะต้องผ่านมันไปได้แน่นอน อึก!” ความรู้สึกครั้งนี้เปลี่ยนจากความร้อนลวกและเจ็บปวด เป็นความเจ็บปวดที่ทวีไปอีกระดับ มันเหมือนมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงร่างกายซ้ำๆ จนเธอต้องกระอักเลือดออกมาคำโต
น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอย่างไม่อาจห้าม ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างดื้อดึง “พอแล้วๆๆ เธอพอได้แล้วฮุ่ยฮุ่ย ส่งมันมาให้พี่เถอะ!”
หญิงสาวก็ดื้อดึงไม่แพ้กัน แต่เธอไม่มีแรงจะพูดกับเขาแล้ว ได้แต่หลับตาข่มกลั้นความเจ็บปวด พร้อมกับที่ผลึกสีขาวค่อยๆ ซึมหายเข้าไปในร่างกาย
ร่างจิตวิญญาณของเธอมาโผล่ที่เกาะลอยฟ้าอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนเธอถูกชี้นำมาที่น้ำตกบนเขาที่เธอมักจะมาตกปลาบ่อยๆ แม้มันจะน่าลงไปแหวกว่ายแต่เธอก็ไม่เคยลองสักครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ราวกับเธอเข้าใจว่ามิติแห่งนี้ต้องการให้เธอทำอะไร แม้ว่าจะกลัวอยู่บ้าง แต่บางอย่างก็ร่ำร้องให้เธอกระโจนลงไป
ตู้ม!!
ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับผืนน้ำ ทั้งร่างกายและร่างจิตวิญญาณก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาการมากมายที่ประเดประดังเข้ามาก็ค่อยๆ ทุเลา
บนท้องฟ้าที่เคยมีสีแดงและสีดำก็ค่อยๆ จางลง ทว่าก็ยังไม่หายไป ราวกับว่ามันรอคอยเวลาที่จะโจมตีใหม่อีกครั้ง
เวลาภายนอกผ่านไปนานหลายชั่วโมง ในที่สุดหลินฮุ่ยก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ยังเป็นเขาที่เธอเห็นเป็นคนแรก “พี่มู่หาน”
“ยังเจ็บอยู่ไหมฮุ่ยฮุ่ย” ชายหนุ่มกอดหญิงสาวเอาไว้แน่น เขาไม่รู้ว่าระหว่างที่เธอส่งจิตวิญญาณเข้าไปในมิติมันเกิดอะไรขึ้น แต่สภาพที่เขาเห็นอยู่ข้างนอกนั้น มันทำให้เขากลัวจนแทบจะทนแบกรับไม่ไหว เขากลัวว่าเธอจะหยุดหายใจ กลัวว่าจะเสียเธอไปตลอดกาล
“เจ็บค่ะ แต่ไม่มากเท่าตอนนั้นแล้ว” น้ำเสียงของเธอแหบพร่า ริมฝีปากก็แห้งแตก ยิ่งได้เห็นน้ำในอ่างกลายเป็นสีดำและสีแดง เธอก็ยิ่งกลืนน้ำลายยากขึ้น “นี่คืออะไรคะพี่มู่หาน ฉันก็แค่หลบไปเล่นน้ำตกไม่นานไม่ใช่เหรอ”
เธอยังมีเวลามาพูดเล่นได้อีก แต่ก็สมกับที่เป็นเธอแม้ไม่มีพลังพิเศษอย่างเขา ก็ยังรับมือกับการปะทุของตราประทับได้อย่างกล้าหาญ
“นี่คือพิษที่ถูกขับออกมาน่ะ แต่มันยังไม่หมดไปหรอกนะฮุ่ยฮุ่ย ครั้งต่อไปที่ตราประทับปะทุอีก มันก็จะมีน้ำสีดำกับสีแดงออกมาอีกเหมือนครั้งนี้”
หญิงสาวเพียงพยักหน้า เธอจำได้ว่าบนท้องฟ้าในมิติสีของพวกมันจางลงไปมากแต่ก็ยังไม่หมด เป็นแบบนี้เองสินะ “ต้องเปลี่ยนน้ำไหมคะ”
“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก” ว่าแล้วก็อุ้มร่างบอบบางขึ้นมาแนบอก “พี่ได้เตรียมอ่างสมุนไพรเอาไว้อีกใบ เธอแช่อีกครั้ง ก็น่าจะยับยั้งการปะทุของมันได้แล้ว”
“อืม” แค่รับคำเขาเสียงแผ่ว เธอก็รู้สึกง่วงงุนหนังตาก็หนังอึ้งจนแทบจะฝืนไม่ไหว “ง่วงจังพี่มู่หาน”
“ง่วงก็นอนเถอะ พี่จะคอยดูแลเธอเอง”
“อืม”
เช้ามืดของวันต่อมา หลินฮุ่ยก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนขนาดใหญ่ บรรยากาศรอบตัวทำให้รู้ว่าห้องนี้ต้องห้องเป็นของผู้ชาย
“ตื่นแล้วเหรอฮุ่ยฮุ่ย” เสิ่นมู่หานดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเล็กแล้วก็กอดเธอเอาไว้หลวมๆ “ยังมีอาการอะไรหลงเหลืออยู่ไหม หืม” ใบหน้าของเขาคลอเคลียอยู่กับกลุ่มเส้นผมหนานุ่มของเธอ
“ไม่มีแล้วค่ะคุณชายรองเสิ่น”
ชายหนุ่มตื่นเต็มตาทันที เขาประคองใบหน้าของหญิงสาวให้หันมามองเขา “เรียกใหม่ เมื่อคืนเธอไม่ได้เรียกแบบนี้นะ”
“คุณชายรองเสิ่น”
“เด็กดื้อจริงๆ นะ ลองเรียกว่าพี่มู่หานสิ” เขาตะล่อมหญิงสาวอย่างเจ้าเล่ห์ ปลายนิ้วก็ไล้แก้มเนียนด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือ
“คุณชายรองเสิ่น อื้อ”
ชายหนุ่มปิดปากคนดื้อด้วยปากของเขา แล้วก็จูบเธออย่างดูดดื่มราวกับคนกระหายน้ำแล้วเจอกับแหล่งน้ำแร่แสนวิเศษ
หลินฮุ่ยทุบอกเขารัวๆ แต่กำลังของเธอมีหรือจะสู้เขาได้ เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย พอตื่นมาก็กลายเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์ ฉวยโอกาสกับเธออีกแล้ว
เสิ่นมู่หานจูบอย่างดุเดือดและดุดันเพื่อลงโทษคนปากแข็ง จนเธอเลิกขัดขืนเขาจึงเปลี่ยนเป็นจูบที่เรียกร้องและเว้าวอน ฝ่ามือก็ลูบหลังเนียนนุ่มคอยปลอบประโลมไปด้วย
ไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่หลินฮุ่ยเหมือนจะขาดอากาศหายใจ เธอจึงประท้วงอย่างหนัก เขาจึงได้ผละออกมา แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ให้โอกาสอีกครั้ง ลองเรียกพี่มู่หานเร็วฮุ่ยฮุ่ย” เขาจ้องริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธออย่างคลั่งไคล้หลงใหล
“คุณชายรองเสิ่น ไม่นะ! ฮื่ออ”
เขาขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอติดใจรสจูบของเขาก็แล้วกัน เธอถึงไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่มู่หาน ดังนั้นการจูบครั้งที่สองของเขามันจึงเต็มไปด้วยจูบที่เรียกร้องและเอาแต่ใจ เพื่อตักตวงความหวานหอมจากเธออย่างไม่มีสิ้นสุด