พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่น
พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่น
พี่ใหญ่เสิ่นได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องของน้องชายคนรองก็รีบกลับมาที่บ้านใหญ่พร้อมกับภรรยาทันที แต่สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือเจ้าสามที่เมาจนแทบจะคุยกันไม่รู้เรื่อง
“เจ้าสาม แม่กับพ่ออยู่บ้านไหม แล้วเจ้ารองล่ะ กลับมาหรือยัง” เขาเขย่าน้องชายเบาๆ
“พี่ใหญ่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” เจ้าสามของบ้านพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่แรงโน้มถ่วงของโลกไม่เปิดโอกาสให้เขาสักนิด จึงได้ไถลไปกับเก้าอี้
“มานี่ ฉันจะพาไปนอนที่ห้อง แล้วไปกินเหล้าที่ไหนถึงได้เมาหนักขนาดนี้”
“เหล้าของพี่สะใภ้รองน่ะสิครับ กินเข้าไปแค่สองจอกเท่านั้นเอง” เขาพูดลิ้นพันกันแต่ก็ยังพยายามจะพูดเพื่ออวดให้พี่ใหญ่รู้ว่า พี่สะใภ้รองดีแค่ไหน
“น้องสะใภ้รองหรือ ใครล่ะ ใช่ญาติทางฝั่งพี่สะใภ้ใหญ่ของแกไหม” เขาพยุงน้องชายไปพลางก็ถามไปด้วย
“ไม่ใช่หรอก พี่ก็รู้ว่าพี่รองมาตรฐานสูงแค่ไหน มีแต่คุณหนูตระกูลหลินเท่านั้นที่เข้าตาเขา”
“ตอนนั้นเลิกกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ เจ้ารองยังอกหักอยู่ตั้งนาน แล้วไปคืนดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่”
ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา “ไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้บ้านเรามีพี่สะใภ้รองแล้วนะพี่ใหญ่ เธอดีมากๆ เลยล่ะ เอิ๊ก!” พูดได้แค่นั้นก็คอพับคออ่อนไป
พี่ใหญ่เสิ่นมองน้องชายแล้วก็มองภรรยาที่สีหน้าไม่สู้ดี เพราะเธอหมายมั่นปั้นมืออยากให้ญาติของเธอแต่งกับน้องชายของเขามาตลอด
“ไม่ต้องคิดมากนะอาหลัน เรื่องนี้มันบังคับฝืนใจกันไม่ได้หรอก”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ ถ้าเขาไม่ชอบญาติของฉัน ใครจะไปบังคับเขาได้ล่ะ ฮึ!” พูดออกไปแบบนั้นเธอก็เดินขึ้นห้องไปทันที
พี่ใหญ่เสิ่นได้แต่ถอนหายใจ ถ้าหลินฮุ่ยแต่งเข้าตระกูลเสิ่นมา ภรรยาของเขาคงได้ปะทะกับเธอแน่ๆ เขาคงต้องคิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เสียแล้ว
เสิ่นมู่หานออกมาจากห้องทำงานก็เป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว เขาเห็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ใหญ่นั่งอยู่ที่ห้องโถง จึงได้เดินเข้าไปทัก
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่”
“เจ้ารอง นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นลุงใหญ่บอกว่านายไปทางโน้นเหรอ”
“มีธุระนิดหน่อยครับ พี่เจอพ่อกับแม่หรือยัง” เขานั่งลงเก้าอี้ข้างพี่ชายโดยเลือกที่จะเมินพี่สะใภ้ใหญ่ เพราะไม่ชอบที่หล่อนเจ้ากี้เจ้าการเรื่องของเขาเกินไป
เห็นน้องชายไม่อยากพูดถึง เขาก็ไม่เซ้าซี้แต่สายตาของภรรยานี่ก็ช่างกดดันเหลือเกิน ทำไงดีนะ เฮ้อ! “แกคงไม่ได้ทิ้งงานไปตามง้อผู้หญิงถึงภาคใต้หรอกใช่ไหมเจ้ารอง แบบนี้ไม่ดีนะ แกทุ่มเททำงานมาตั้งนานจะให้เสียเพราะผู้หญิงคนเดียวไม่ได้นะ”
มุมปากของเสิ่นมู่หานยกขึ้นน้อยๆ พี่ใหญ่ก็ยังเป็นพี่ใหญ่ที่กลัวเมียยิ่งกว่าพ่อแม่ “ใครบอกพี่ว่าผมทิ้งงานล่ะครับ ไปที่โน่นก็เรื่องงานนั่นแหละ กลับมาถึงเมื่อเช้าก็ประชุมทั้งวัน พอกลับบ้านก็ยังต้องเขียนรายงานอีกเป็นตั้ง”
“อ้าว ก็ไหนเจ้าสามบอกว่าบ้านเรากำลังจะมีสะใภ้รองล่ะ หรือว่าเขาโกหก”
“ใช่ๆๆ พี่สะใภ้ใหญ่ก็ได้ยินเจ้าสามพูดเหมือนกัน จริงหรือเปล่าเจ้ารอง แบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ คนที่เอาแต่ใจแบบนั้น ในอนาคตอาจจะทำให้นายมีปัญหาเรื่องหน้าที่การงานได้นะ” สะใภ้ใหญ่เห็นจังหวะเหมาะจึงแทรกขึ้นอย่างถือดี ว่าตัวเองก็พี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่ต่างจากแม่อีกคน
“พี่ใหญ่ ผมไม่เคยล้ำเส้นเรื่องครอบครัวของพี่สักครั้งนะครับ” เขาพูดเพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้น เตรียมจะออกไปข้างนอก เพราะยังไม่ได้เอาของฝากไปให้ฮ่าวฮ่าวเลย ต่อจากนั้นก็ต้องไปหาเหว่ยเจิ้นหัวอีก ถึงจะได้พักผ่อน
“เจ้ารอง นายก็พูดแรงไปนะ พี่สะใภ้แกก็แค่หวังดีเท่านั้น”
“เรื่องนี้ยังไม่ถึงคราวให้พี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้าหรอก เพราะบ้านนี้ยังมีพ่อกับแม่อยู่” ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปทันที
พี่ใหญ่เสิ่นมองตามแผ่นหลังน้องชายแล้วก็หันมาปลอบใจภรรยา “เขาก็นิสัยแบบนี้แหละอาหลัน เธอก็อย่าใส่ใจเลยนะ บ้านนี้ไม่ใช่มีแค่เจ้ารองเสียหน่อย เจ้าสามก็ถึงเวลาต้องแต่งงานแล้วเหมือนกัน”
“ญาติฉันไม่ได้ชอบเจ้าสามเสียหน่อย จะเอาเขาไปทำไมล่ะ ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดี ญาติพี่น้องที่จะคอยเกื้อหนุนก็ยังไม่มี เป็นแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง ถึงพี่ชายพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่คุณสมบัติก็ยังไม่ดีพอสำหรับตระกูลเสิ่นไม่ใช่เหรอ ทำไมเจ้ารองไม่ตัดใจจากเธอเสียที”
“น้องชายผมเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ แม้แต่พ่อกับแม่ก็บังคับเขาไม่ได้ อีกอย่างตั้งแต่เด็กก็ถูกส่งไปฝึกฝนแล้ว อำนาจในการตัดสินใจเขาก็มีมากกว่าผม เราก็เลิกพูดเรื่องนี้เถอะนะอาหลัน”
“คุณนี่มันไม่ได้เรื่องเลย!”
พี่ใหญ่เสิ่นมองภรรยาอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาก็พยายามจะประนีประนอมกับทุกฝ่ายแล้วนะ แต่ภรรยาของเขาก็ยังไม่พอใจอยู่ดี ในอนาคตคงต้องต่างคนต่างอยู่ ถ้ากลับมาที่บ้านใหญ่ของพ่อกับแม่ ภรรยาของเขาคงได้หาเรื่องน้องสะใภ้รองทุกวันแน่ๆ
พอลูกชายกับลูกสะใภ้ใหญ่กลับบ้านพักของพวกเขาแล้ว พ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นถึงได้เดินออกมาที่ห้องโถง สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ลูกสะใภ้คนนี้ ทำไมต้องเจาะจงมาที่เจ้ารองคะ หรือว่าเบื้องหลังตระกูลของเธอจะมีอะไร”
“พวกเราก็เคยตรวจสอบไปหมดแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ น่าจะเป็นเพราะนิสัยชอบเอาชนะของเธอนั่นแหละ ถ้าฮุ่ยฮุ่ยแต่งเข้ามาก็คงต้องแยกไปอยู่ต่างหาก ถ้าอยู่บ้านใหญ่คงได้ทะเลาะกันทุกวัน” นั่นก็เพราะสะใภ้ใหญ่บังคับให้ลูกชายคนโตออกไปอยู่บ้านพักส่วนตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องปรนนิบัติพวกเขา ถ้าหลินฮุ่ยแต่งเข้ามาแล้วอยู่บ้านใหญ่ สะใภ้คนนี้คงไม่หยุดสร้างปัญหาแน่ๆ
“กลัวแต่ว่าเธอจะอิจฉาฮุ่ยฮุ่ยกว่าเดิมน่ะสิคะ ที่ตระกูลของเธอก็มีนักสู้อยู่หลายคนเหมือนกันนี่ ถ้ารู้ว่าตระกูลหลินมีของล้ำค่าหายากมากมาย คงได้หาเรื่องทุกวันแน่ๆ”
“หาเรื่องก็คงไม่ได้อะไรหรอก ล้วนเป็นสินเดิมทั้งนั้น เฮ้อ! เจ้าใหญ่ก็ตามใจเมียเกินไป ดีนะที่ตอนนั้นคุณพ่อเลือกเจ้ารองให้ไปฝึกฝนกับท่านและบรรพชนตระกูลเสิ่น ถ้าให้ผมกับคุณเลือกก็คงเลือกเจ้าใหญ่ นับว่าท่านมองคนได้ทะลุปรุโปร่งกว่าพวกเรามาก”
“แต่ก็เพราะการเลือกนี้ของคุณพ่อ ถึงทำให้เจ้าใหญ่นิสัยเปลี่ยนไป เขาคิดว่าการเป็นพี่ใหญ่ต้องเสียสละให้น้อง ต้องพยายามทำให้คนรอบตัวพอใจทุกคน ตัวเขาจะเป็นยังไงก็ช่าง” แม่เสิ่นคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็สงสารลูกชายคนโตทุกครั้ง
“จะทำอะไรได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยพูดกับเขานี่นา เอาเถอะ พรุ่งนี้ผมจะเรียกเขามาคุยที่ห้องทำงานก็แล้วกัน”
“ดีแล้วๆ พ่อแม่อย่างเราก็กลัวว่าลูกจะน้อยใจ กลัวว่าพวกเขาจะคิดว่าพวกเรารักลูกไม่เท่ากัน”
“พวกเราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับตระกูลใหญ่ในปักกิ่ง ตระกูลเรานับว่ามีเรื่องปวดหัวน้อยที่สุดแล้วล่ะ”
“นั่นก็จริง”
ทางด้านของหลินอวี่เฉินที่จัดการธุระเสร็จแล้ว ก็ได้แวะมาหาน้องชายที่พักอยู่หน้ามหาวิทยาลัย ลงจากรถได้ก็เห็นรถเสิ่นมู่หานขับเข้ามาจอดพอดี
“พี่ใหญ่ พี่ก็มาหาฮ่าวฮ่าวเหมือนกันหรือครับ” เสิ่นมู่หานเป็นฝ่ายทักหลินอวี่เฉินก่อนอย่างกระตือรือร้น
“อืม กลัวว่าเขาจะผอมน่ะ ก็เลยแวะเอาเงินกับของกินมาให้”
“ฮุ่ยฮุ่ยก็ฝากเงินกับของกินมาให้เขาเหมือนกันครับ ผมเพิ่งว่างก็เลยมาดึกหน่อย”
“อาการของฮุ่ยฮุ่ยเป็นยังไงบ้าง นายเฝ้าเธอเอาไว้ตลอดใช่ไหม”
“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ ต้องเฝ้าระวังว่ามันจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่”
สีหน้าของหลินอวี่เฉินเริ่มอึมครึม “เธอยอมแบกรักความเจ็บปวดแต่ไม่ยอมให้นายแตะต้องสินะ”
“ครับ” รับคำแล้วเขาก็ได้แต่ก้มหน้า เรื่องนี้จะว่าอย่างไรดีล่ะ แม้วิธีแก้มันจะง่ายนิดเดียวสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขาและหลินฮุ่ยแล้วไม่ได้ง่ายสักนิด
หลินอวี่เฉินตบบ่าเสิ่นมู่หานเบาๆ “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ อีกอย่างเรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ของนายก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าน้องสาวฉันแต่งเข้าบ้านนาย เธอคงไม่อดทนกับผู้หญิงคนนี้หรอกนะ ถึงตอนนั้นตระกูลเสิ่นคงได้ลุกเป็นไฟแน่”
“ผมรู้ครับ ตอนนี้ซื้อที่ดินผืนใหญ่ในย่านถนนวงแหวนที่สองเอาไว้แล้ว กำลังหาช่างสร้างบ้านฝีมือดีอยู่ครับ”
ก็ยังนับว่าคิดเผื่อน้องสาวเขา ไม่ปล่อยให้คนอื่นมารังแกเธอได้ง่ายๆ “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ”
“ครับพี่ใหญ่”
ฟางหลานที่กำลังช่วยฝึกให้หลิวฮ่าวอยู่ ถึงกับชะงักไปเมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ในวงการนักสู้มาพร้อมกัน “ท่านรองหลิน ผู้พันเสิ่น”
หลิวฮ่าวเองก็ตกตะลึงเช่นกัน “พี่ใหญ่ คุณชายรองเสิ่น มาพร้อมกันเลยหรือครับ” เขารีบวิ่งเข้าไปกอดพี่ใหญ่อย่างแสนคิดถึง
หลินอวี่เฉินก็กอดตอบน้องชายเช่นกัน “ฝึกทุกวันอยู่ใช่ไหมฮ่าวฮ่าว”
“ครับพี่ใหญ่ พี่ฟางฝึกหนักให้ผมทุกวันเลยครับ”
“ดีแล้วล่ะ” เขาเดินนำน้องชายไปนั่งที่ม้าหินใต้ต้นแปะก๊วย “นายมานั่งนี่มาฮ่าวฮ่าว”
เด็กหนุ่มรีบนั่งลงข้างพี่ชายทันที “พี่ใหญ่ พี่รองสบายดีไหมครับ เมื่อคืนผมฝันแปลกๆ แต่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ วันนี้โทรหาพี่สาวก็โทรไม่ติดเลย”
“สบายดีสิ ฮุ่ยฮุ่ยยังฝากของกินกับเงินมากับมู่หานด้วยนะ เอามาให้เขาสิ” ไม่คิดเลยว่าแม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่หลิวฮ่าวกลับสามารถสื่อถึงหลินฮุ่ยได้
เสิ่นมู่หานรีบเดินเข้ามาทันที เขารู้ว่าคนทางนี้อาจจะยังไม่รู้ความสัมพันธ์ของเขากับฮุ่ยฮุ่ย จึงยังไม่รีบร้อน “นายเอาแหวนมิติมาถ่ายโอนเอาไปฮ่าวฮ่าว”
หลิวฮ่าวถึงกับเลิกคิ้ว หันไปขอความเห็นจากพี่ใหญ่ เห็นว่าพี่ใหญ่สีหน้าไม่เปลี่ยนเขาจึงถอดแหวนออกมาจากนิ้ว “นี่ครับคุณชายรองเสิ่น”
“นายก็เรียกฉันว่าพี่มู่หานเหมือนฮุ่ยฮุ่ยเถอะ” เขาถ่ายโอนของกินมากมายเข้าไปในแหวนมิติของหลิวฮ่าวเสร็จแล้วก็ส่งคืนให้เขา จากนั้นก็ล้วงเอาซองสีน้ำตาลออกมา “ในนี้เป็นเงินที่พี่สาวนายฝากมาให้”
หลิวฮ่าวเลิ่กลั่กจนทำตัวไม่ถูก “นะ นี่ ทำไมพี่รองฝากของมากับคุณชายรองเสิ่นล่ะครับพี่ใหญ่”
“ไม่รู้สิ วันหลังนายก็โทรถามพี่สาวของนายเองแล้วกัน เอาแหวนมิติของนายมาพี่จะถ่ายโอนของกินให้” หลินอวี่เฉินมองน้องชายคนเล็กอย่างนึกสนุก เด็กนี่หวงฮุ่ยฮุ่ยยิ่งกว่าเขาเสียอีก จะทำใจยอมรับได้หรือเปล่า ยังเป็นปัญหาอยู่
เขาส่งแหวนมิติให้พี่ใหญ่แล้วก็หันมองคุณชายเสิ่นอย่างระแวดระวัง และไม่นานเขาก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว “คุณใช้แผนชายงามล่อลวงพี่รองของผมใช่ไหม คุณชายรองเสิ่น”
“อืม น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ ฮุ่ยฮุ่ยชอบคนหน้าตาดีนายก็น่าจะรู้นี่ฮ่าวฮ่าว หน้าตาของฉันใช้ประโยชน์ได้พอดีเลย”
“ฮึ่ม! รอให้ผมเก่งก่อนเถอะ!”
หลินอวี่เฉินส่งแหวนมิติคืนให้น้องชาย “มีของกินแล้วก็มีเงินด้วยนะ ทำการค้ายังไงก็ต้องมีเงินสำรองเอาไว้บ้าง มีอะไรก็ปรึกษาฟางหลานการค้าของนายจะได้ราบรื่น”
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่ใหญ่ คืนนี้พี่จะพักที่นี่หรือเปล่าครับ ผมจะได้เตรียมห้องนอนให้”
“ไม่ล่ะ ทางโน้นกำลังวุ่นวายอยู่ที่ปักกิ่งนานไม่ได้หรอก”
เด็กหนุ่มเห็นว่าพี่ชายกำลังจะกลับ เขาจึงได้นำเอาของออกมาจากแหวนมิติ “พี่ใหญ่ นี่เป็นเสื้อผ้าที่ผมออกแบบเองแล้วส่งให้ช่างตัดเย็บให้ อีกหน่อยก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ให้พี่กับพี่รองคนละชุด วันหลังถ้าผมออกแบบชุดใหม่ ตัดเย็บแล้วจะส่งไปให้ที่ค่ายนะ”
“อืม นายอยู่ทางนี้ก็อย่าประมาท แล้วก็ตั้งใจเรียนหนังสือด้วย ถ้าได้คะแนนดีพี่กับพี่รองของนายมีรางวัลจะให้ด้วย”
“พี่ใหญ่ไว้ใจผมได้ เรื่องเรียนผมไม่เคยย่อหย่อนอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มลุกขึ้น เขาตบบ่าน้องชายเบาๆ “ต่อไปพี่กับฮุ่ยฮุ่ยคงต้องให้นายดูแลแล้วฮ่าวฮ่าว”
เด็กหนุ่มมองพี่ชายด้วยสายตาที่มุ่งมั่น คำพูดประโยคนี้ของพี่ใหญ่ มีค่ายิ่งกว่าทุกสิ่งเพราะมันหมายถึงเขาถูกยอมรับอย่างแท้จริงแล้ว
เสิ่นมู่หานมองหลิวฮ่าวยิ้มๆ ก่อนเขาจะนำเอาขวดกระเบื้องดินเผาออกมา “ฝึกหนักทุกวันกล้ามเนื้ออาจจะอักเสบได้ นายกินยาขวดนี้วันละเม็ดทุกวันนะฮ่าวฮ่าว”
“พี่ใหญ่ ยาของคุณชายรองเสิ่นกินได้ไหมครับ” เด็กหนุ่มยังไม่วางใจเสิ่นมู่หาน
“กินเถอะ มันจะดีต่อร่างกายของนาย ฝีมือก็จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด”
“อ้อ ผมจะกินมัน ขอบคุณมากครับคุณชายรองเสิ่น”
“นายนี่นะ พี่ไปล่ะ วันหลังจะแวะมาดูความก้าวหน้าของนาย” เสิ่นมู่หานมองหลิวฮ่าวอย่างเอ็นดู เด็กนี่ต้องอยู่ไม่สุขแน่ ไม่นานคงโทรหาฮุ่ยฮุ่ย