คำถามของน้องชาย
คำถามของน้องชาย
หลังจากหลินอวี่เฉินกลับไปภาคใต้ได้หนึ่งเดือน ซึ่งก็เป็นกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทางปักกิ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตระกูลใหญ่ๆ ในปักกิ่งอย่างตระกูลเติ้ง ตระกูลจ้าว ตระกูลหยาง ตระกูลเฉินผนึกกำลังกันเพื่อล้อมปราบคนที่จ้องจะกำจัดพวกเขา ไม่เพียงใช้กำลังแต่ยังใช้เอกสารหลักฐานที่มีอยู่ในมือเอาผิดคนพวกนั้น และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้พวกเขาผงาดขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของปักกิ่งในทันที
ไม่ใช่ศัตรูของพวกเขาไม่เก่งกาจหรอก แต่ทว่าเป็นเพราะการช่วยเหลือจากหลินอวี่เฉินที่มอบทรัพยากรมากมายออกไปให้ตระกูลของสหายรัก นักสู้ในตระกูลของพวกเขาจึงพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด
หลินฮุ่ยที่โทรคุยกับฟางหลานถึงกับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ได้ข่าวมาว่าเจิ้งเส้าฉิน ที่คิดจะหาคนจากตระกูลพวกนี้เอาไปฝึก ถึงกับโมโหจนกระอักเลือดเลยเหรอคะพี่ฟาง”
“เป็นอย่างนั้น สมควรแล้ว กระดูกแก่ๆ แบบนั้นยังไม่ยอมวางมือ ยังคิดอยากจะกลับมายิ่งใหญ่และชักใยคนอื่นอยู่เบื้องหลังอีก”
“อย่างน้อยเขาก็มีคนตระกูลหลิวกับตระกูลโจวอยู่ในมืออยู่นะคะ”
“ถ้าจะใช้คนพวกนี้เป็นดาบแทน อย่างน้อยก็หนึ่งปีถึงจะฝึกนักสู้ระดับกลางออกมาได้ ห่างชั้นจากกำลังของอดีตหัวหน้ามาก ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“พี่ใหญ่ก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ยังมีหลิวอวี่ถิงที่พวกเรามองข้ามไม่ได้ ตราบใดที่ยังจับตัวเธอไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าระบบที่เธอมีมันจะทำอะไรได้บ้าง”
“เจิ้งเส้าฉินเจรจาล้มเหลวไม่ได้คนกลับไป ทางฝั่งหลิวอวี่ถิงก็น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วนะฮุ่ยฮุ่ย ทางนั้นมีอะไรผิดสังเกตไหม โจวเฟิงถูกจัดการแล้ว พวกนั้นได้ส่งใครเข้าไปในพื้นที่อีกบ้างหรือเปล่า”
หลินฮุ่ยที่กำลังมองตัวเลขในสมุดบัญชีที่เสิ่นจงและสือลิ่วเพิ่งนำมามอบให้ตอนเช้า มุมปากของเธอยกขึ้นน้อยๆ อย่างพอใจ “ถ้าคนบ้านรองของพวกเขาไม่ลงมือเองก็คงไม่กล้าส่งใครมาแล้วล่ะค่ะพี่ฟาง”
“อ้อ พ่อแม่ของโจวฟางน่ะเหรอ จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็น่าตลกนะเธอว่าไหม การล้อมปราบของสี่ตระกูลใหญ่คราวนี้ พวกเขาก็ติดร่างแหไปด้วย ในที่สุดก็จะได้เลิกจุ้นจ้านทำตัวกร่างเสียที”
“มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครโผล่หน้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้” หลินฮุ่ยบวกยอดเงินจากสองบัญชีแล้วก็ยิ้มแก้มปริ เวลาไม่นาน ด้วยความสามารถของพวกเขาสองคน เงินในบัญชีของเธอก็มีมากถึงสิบล้านหยวน ทีนี้ก็ไปซื้อที่ดินได้แล้ว
ฟางหลานมองเห็นฮ่าวฮ่าวกำลังเดินเข้าบ้านมา เธอก็กวักมือเรียกเขา “ฮ่าวฮ่าว นายจะคุยกับพี่สาวของนายไหม”
หลิวฮ่าวที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนก็รีบวิ่งมาทันที “พี่รองโทรมาหรือครับ ขอผมคุยกับพี่รองหน่อย”
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอคุยกับเขานะ พี่ไปทำอาหารเย็นก่อน”
“ได้ค่ะพี่ฟาง” เธอเก็บสมุดบัญชีเข้าไปในแหวนมิติ แล้วก็ร้องทักน้องชายเสียงใส “ฮ่าวฮ่าว ชุดที่เธอส่งมาเพิ่มให้พี่ สวยมากเลย พอดีตัวด้วย ใส่ออกไปข้างนอกสหายรักของพี่ชอบกันทั้งนั้น”
เด็กหนุ่มที่เสียงเริ่มแตกยิ้มแก้มปริ “พี่รองชอบก็ดีแล้วครับ ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝีมืออยู่ ยังไม่กล้าทำออกมาขาย เลยต้องตัดเย็บให้พี่รองกับพี่ใหญ่ใส่ไปก่อน”
“ฝีมือขนาดนี้ ไปคุยกับโรงงานแล้วผลิตออกมาขายได้แล้วล่ะ”
“ได้เหรอพี่รอง ฝีมือของผมดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“แหงสิ หรือนายคิดว่าพี่รองคนนี้พูดเพื่อเอาใจนายล่ะ สหายรักของพี่คนไหนบ้างที่ไม่เคยเห็นเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ แต่พวกเธอก็ยังตามตื๊ออยากจะให้พี่หาชุดไปให้ นายคิดว่าไงล่ะ”
เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างมีความสุข “ถ้าอย่างนั้นผมจะเชื่อพี่ แล้วจะรีบไปคุยกับโรงงาน”
“อืม ปรึกษาพี่ฟางแล้วกันนะ เรื่องพวกนี้พี่ก็ยังไม่ชำนาญเท่าไหร่”
“เคยถามเอาไว้บ้างแล้วล่ะครับพี่รอง ช่วงนี้พี่สบายดีไหม คุณชายรองเสิ่นไปรบกวนพี่บ่อยหรือเปล่า” เด็กหนุ่มระมัดระวังคำพูด ตั้งแต่คืนนั้นเขาก็ยังไม่มีความกล้าถามถึงความสัมพันธ์ของพี่สาวกับคุณชายรองเสิ่นเลยสักที
“เด็กโง่ เธอจะถามว่าพี่กับพี่มู่หานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วใช่ไหม หึหึ”
“พี่รอง!” เด็กหนุ่มใบหน้าร้อนผ่าวเพราะถูกจับได้ แต่ด้วยความที่เขาเติบโตมากับพี่สาว จึงมีความกล้าที่จะถาม “พี่รักเขาแล้วใช่ไหม พูดความจริงกับผมมาเถอะ ผมรับได้!”
หลินฮุ่ยได้ยินคำถามจากใจของน้องชายถึงกับหัวเราะร่วน “เขาหล่อขนาดนั้นก็ต้องมีเผลอไผลกันบ้าง แค่กๆ”
“พี่รอง นี่ๆ พี่จะพูดแบบผู้ชายไร้ความรับผิดชอบหรือพวกอันธพาลไม่ได้นะครับ” พอคำพูดออกจากปากพี่สาว ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคุณชายจากตระกูลเสิ่นเป็นฝ่ายที่ถูกพี่สาวของเขาล่อลวงไปเสียได้ล่ะ
หลินฮุ่ยหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ “ใครเป็นอันธพาลกันล่ะ พูดซี้ซั้วไม่ได้นะฮ่าวฮ่าว”
“พี่รอง พี่พูดภาษาที่ผมเข้าใจหน่อยได้ไหมครับ ขอความจริงไม่เอาเรื่องแต่ง”
คราวนี้หญิงสาวหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “เรื่องแต่งอะไรกันเล่า เรื่องจริงล้วนๆ แหมก็มีชายหนุ่มรูปหล่อขนาดนั้นมาตามจีบ จะไม่ให้หวั่นไหวได้ยังไงล่ะ มองเขาแล้วก็เจริญหูเจริญตาดีออก”
หลิวฮ่าวกลอกตามองบน ไปหลอกผีเถอะ เขาเป็นใครกัน แค่โกหกนิดหน่อยเขาก็รู้แล้ว “ได้ๆๆ ไม่ถามเรื่องนี้แล้วก็ได้”
หลินฮุ่ยยังคงหัวเราะอย่างชอบใจ แต่เธอก็ไม่พูดถึงเรื่องของเสิ่นมู่หานแล้วเหมือนกัน “พี่กะว่าปิดเทอมฤดูหนาวนี้จะขึ้นไปรับนาย ถือโอกาสนี้ไปหาซื้อที่ดินเก็บเอาไว้ด้วย นายมีที่แปลงไหนอยากได้ก็ลองดูๆ เอาไว้นะ ถ้าทำคะแนนได้ดีพี่จะให้รางวัล”
คราวนี้หลิวฮ่าวกระตือรือร้นยิ่งกว่าเรื่องของคุณชายรองเสิ่นเสียอีก แต่ก็ยังไม่อยากให้พี่สาวเสียเงินก้อนโต “พี่รอง พี่หาเงินได้ก็เก็บเอาไว้เถอะ ตอนนี้การค้าของผมก็ทำเงินได้ไม่น้อยแล้วล่ะ พี่ไม่ต้องเอาแต่คอยห่วงผมหรอก”
“ฮึ! ใครสนกันว่านายจะรวยแค่ไหน ที่ดินน่ะซื้อเก็บเอาไว้มีแต่กำไรไม่มีขาดทุน ยิ่งเป็นที่ดินในปักกิ่ง ต่อไปมีแค่แปลงเดียว ลูกหลานของนายในอนาคตถ้าพวกเขาไร้ความสามารถก็แค่ขายที่ดิน แค่นี้ก็สบายไปแปดชาติแล้ว”
หลิวฮ่าวได้ยินเสียงบ่นที่จริงใจของพี่สาวก็ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง “ถ้าผมสอบได้คะแนนดีพี่จะซื้อให้ผมจริงๆ เหรอ”
“พี่เคยโกหกนายหรือไง”
“ไม่เคย”
“อืม ถ้าสอบได้อันดับหนึ่งของสายชั้นยิ่งดี ที่ดินก็จะเป็นแถวถนนวงแหวนที่สองที่สาม ว่าไงทำได้ไหม”
“ไม่มีปัญหา ผมจะคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้”
“ดีมาก เด็กหนุ่มมีความทะเยอทะยานแบบนี้แหละดี แล้วอาหารที่ส่งไปให้กินหมดหรือยัง”
“หมดแล้วครับ อร่อยมาก” เด็กหนุ่มตอบเสียงอ่อย เดิมเขาก็กินจุอยู่แล้ว ทว่าตั้งแต่ที่ฝึกฝนร่างกายมาเขากลับกินจุกว่าเดิมนับสิบเท่า แต่ร่างกายก็ไม่อ้วนฉุเลยสักนิด กลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สวยงามแทน
“ลูกน้องของพี่ใหญ่ จะไปทำภารกิจที่ปักกิ่ง อีกสามวันเขาจะไปหานายที่บ้าน อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหมพี่จะทำฝากไปให้”
“ผมชอบปลาหิมะกับข้าววิญญาณที่พี่ผัดกับผักวิญญาณอร่อยมากเลยครับพี่รอง อ้อ ยังมีซาลาเปาไส้ผักวิญญาณด้วยนะ อร่อยสุดๆ ไปเลย”
“ได้ๆๆ แสดงว่าร่างกายนายเหมาะที่จะฝึกฝนไปอีกระดับแล้ว ปิดเทอมมาอยู่ที่นี่ให้พี่ใหญ่ช่วยเปิดเส้นลมปราณให้”
“จริงเหรอพี่รอง”
“อืม จริงสิ วันก่อนยังได้ยินพี่ใหญ่พูดถึงนายอยู่เลย เขาเตรียมตำราที่จะฝึกฝนให้นายเอาไว้จนหมดแล้วนะ รอแค่นายมาอยู่ที่นี่แค่นั้น”
“เหลืออีกสองเดือนกว่าเท่านั้นพี่รอง ผมจะรอให้พี่มารับนะ”
“ได้ๆๆ ตามใจนายทุกอย่าง”
หลินฮุ่ยกดวางสายไปแล้ว แต่ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้มไม่จางหาย “พี่สืออี ค่ำนี้กินหม้อไฟทะเลดีไหมคะ” วันนี้เธออารมณ์ดีเพราะได้เงินก้อนใหญ่ ก็เลยจะเลี้ยงคนใกล้ชิดที่คอยดูแลเธอเสียหน่อย
“แล้วแต่คุณหนูเลยครับ ผมกับลูกน้องไม่เลือกกินหรอกครับ” สืออีที่อยู่ในคราบชายวัยกลางคน ท่าทางเหมือนนักบัญชีเอ่ยตอบอย่างสุภาพ ยิ่งหลังจากที่คุณหนูทนรับการปะทุของตราประทับมาได้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าในตัวคุณหนูมีอำนาจลึกลับแฝงอยู่ จะพูดหรือจะทำอะไรจึงต้องระมัดระวังกว่าเดิมมาก
หลินฮุ่ยมองท้องฟ้าด้านนอก เห็นว่าใกล้จะมืดแล้วเธอก็เดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน “วันนี้พี่ใหญ่ไม่ได้กลับมา ก็กินที่ลานหน้าบ้านแล้วกัน” พูดจบเธอก็โบกมือหนึ่งครั้ง ทั้งโต๊ะทั้งเก้าอี้ก็จัดวางเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้า
“คุณหนูจะให้ผมไปหาอาหารทะเลมาเพิ่มไหมครับ” สืออียังคงถามอย่างกังวลเพราะคนที่จะสลับสับเปลี่ยนกันมากินหม้อไฟมีอย่างน้อยก็สองร้อยคน อาหารทะเลของคุณหนูคงไม่พอ
“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่สืออี วันนี้กินอาหารทะเลจากมิติของฉัน บอกคนที่ระดับพลังต่ำๆ ด้วยนะคะว่าอาจจะเลื่อนระดับได้”
“ผมจะกำชับพวกเขาครับคุณหนู”
หลินฮุ่ยนำเอาเตากับหม้อออกมาหลายชุด แล้วก็ตามด้วยจานผัก เห็ด เนื้อหมู เนื้อวัว เต้าหู้ เส้นและอาหารทะเลหลากหลายเต็มทุกโต๊ะ “พี่สืออีเอามิติเก็บของมานี่ค่ะ”
“นี่ครับคุณหนู”
“นอกจากอาหารทะเลแล้ว ฉันจะถ่ายโอนผลไม้เข้าไปด้วยนะคะ แล้วก็ยังมีน้ำแร่ด้วย พี่แจกคนละหนึ่งถังนะ”
“ครับคุณหนู”
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว น้ำจิ้มก็มีแล้ว อย่าลืมเติมน้ำซุปลงไปในหม้อนะคะ ฉันใส่เข้าไปในมิติเก็บของของพี่แล้ว”
“ขอบคุณครับคุณหนู”
“ตามสบายเลยนะคะ ฉันจะเข้าไปฝึกฝนร่างกายในมิติก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ใหญ่ต้องทดสอบแล้ว”
“ครับคุณหนู”
หลินฮุ่ยเดินกลับเข้าห้อง จากนั้นก็เข้าไปในมิติ แต่ใครจะคิดล่ะว่าเธอจะเห็นมังกรทองตัวโตขวางอยู่หน้าทางเข้าบ้านสี่ประสานหลังใหญ่ของเธอ
“ตอนแรกฉันนึกว่าแกเป็นแค่เศษเสี้ยวพลังวิญญาณของมังกรทอง แต่นี่มาให้เห็นตัวเป็นๆ เลย ว่ามาสิ ต้องการอะไร”
มังกรทองตัวโตมองหลินฮุ่ยเอ่ยอย่างประจบเอาใจ “คุณหนู พอจะมีของกินอร่อยๆ ให้ผมบ้างไหมครับ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมายังไม่ได้กินอะไรเลย”
หลินฮุ่ยยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ แต่ไม่นานก็หัวเราะคิกคัก มังกรทองตัวโตยิ่งกว่าภูเขาที่คิดว่าจะสื่อสารด้วยภาษาโบราณกลับคุยราวกับเป็นคนยุคเดียวกัน
“ในมิตินี้มีของดีของวิเศษตั้งเยอะแยะ นายอยากกินอะไรก็ไปเลือกเอาเถอะ”
มังกรทองมองหลินฮุ่ยอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะย่อตัวลงมาเหลือขนาดเท่ากำไลแขน แล้วก็เลื้อยขึ้นมาพันรอบแขนของเธอไว้ “ผมอยากกินหม้อไฟทะเล เหมือนคนพวกนั้นครับคุณหนู”
“อ้อ แล้วนายกินเยอะไหม ฉันจะได้เตรียมให้พอดี”
“ไม่เยอะครับคุณหนู แค่ร้อยชั่งก็พอแล้วครับ” มังกรทองที่ย่อส่วนส่งเสียงเจื้อยเจี้ยวอย่างมีความสุขที่จะได้กินของอร่อย
“ได้!” สิ้นคำหลินฮุ่ยก็โบกมือหนึ่งครั้ง โต๊ะและเก้าอี้รวมถึงชุดหม้อไฟพร้อมทานก็ปรากฏขึ้นมา “จะกินยังไง จำแลงร่างเป็นคนได้ไหม”
“ได้ครับคุณหนู” สิ้นคำมังกรทองก็กลายร่างเป็นเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับหลิวฮ่าว
หลินฮุ่ยเห็นหน้าตาของมังกรทองแล้ว รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “หน้าตาคล้ายคนตระกูลหลินนะ นายว่าไง มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหลินใช่ไหม”
“ก็นิดหน่อยครับคุณหนู” เขาพูดออกมาด้วยท่าทางเจี๋ยมเจี้ยม แต่ก็ไม่ได้ขยายความไปมากกว่านี้
หลินฮุ่ยส่งตะเกียบให้เขา “น่าจะรู้วิธีกินใช่ไหม อืม ฉันควรเรียกนายว่ายังไง”
“จินเฉิน หลินจินเฉินครับคุณหนู”
“อ้อ แซ่หลินเสียด้วย การปะทุของตราประทับครั้งที่แล้ว นายคงได้รับผลประโยชน์ไปไม่น้อยเลยใช่ไหมจินเฉิน” มังกรโบราณที่ใช้แซ่หลินนี่ช่างน่าสนใจจริงๆ
“ก็ได้มานิดหน่อยครับคุณหนู ทำให้ปรากฏตัวออกมาให้คุณหนูเห็นได้ครับ”
“อืม” หลินฮุ่ยคีบผักกับเห็ดพร้อมอาหารทะเลลงไปในหม้อ แล้วก็ซักถามจินเฉินต่อ “นายใช่งูตัวใหญ่ที่พี่ชายของฉันเจอเมื่อหลายปีก่อนไหม”
“ไม่ใช่ครับคุณหนู งูตัวนั้นเป็นแค่ผู้พิทักษ์สมบัติเท่านั้นครับ การที่พี่ชายของคุณหนูต้องเผชิญกับค่ายกลที่ทำให้เขาต้องหวาดผวาทุกค่ำคืนก็เกิดจากผลของค่ายกลพิทักษ์สมบัติวิเศษด้วยครับ”
“เรื่องนี้พี่ใหญ่ไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลย”
จินเฉินเห็นว่าเนื้อกับกุ้งสุกแล้วก็ใช้ตะเกียบคีบส่งเข้าปากโดยไม่ต้องเป่าเลย “อร่อยมากเลยคุณหนู”
“อร่อยก็กินเยอะๆ แต่เนื้อพวกนี้ถ้านายอยากกินต้องไปขอกับพี่ใหญ่ของฉันนะ เพราะในมิติฉันไม่ได้เลี้ยงพวกมัน นายอยากจะไปอยู่กับเขาไหมจินเฉิน”
“ไปชั่วครั้งชั่วคราวได้ครับคุณหนู แต่ผมต้องกลับมาที่แหวนมิติวงนี้เพื่อปกป้องคุณหนูครับ”
“ไหนพี่ใหญ่บอกว่ายิ่งนายใช้พลังปกป้องฉันพลังมากเท่าไหร่ พลังของนายก็จะยิ่งน้อยลง แต่ที่ฉันเห็นวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นนะ”
“ผมใช้ประโยชน์จากตราประทับนิรันดร์อนันตกาลที่เสิ่นมู่หานสร้างขึ้นครับ”
“ผลึกน้ำแข็งหมื่นปีในวันนั้นก็เป็นนายใช่ไหมที่ส่งมาให้ฉัน”
“ครับคุณหนู ในตัวของผมก็มีห้วงมิติจิตวิญญาณเหมือนกัน ตอนนี้ผมมีพลังมากพอก็เลยเอาของในนั้นออกมาใช้ได้บ้างแล้วครับ”
มุมปากของหลินฮุ่ยยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ “ดีเลย ค่าอาหารในวันนี้นายต้องจ่ายนะจินเฉิน จะกินฟรีอยู่ฟรีไม่ได้หรอกนะ”
จินเฉินอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคุณหนูจะปล้นเขาซึ่งหน้าแบบนี้ “นะ นี่ ผมทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้คุณหนูยังไม่พออีกเหรอครับ”
“นายคิดว่ายังไงล่ะ นอกจากของอร่อยพวกนี้แล้ว ฉันยังมีพืชผักผลไม้และสมุนไพร แล้วยังมีเหล้าที่หมักจากข้าววิญญาณด้วยนะเสี่ยวจินเฉิน”
“ดะ ได้ครับคุณหนู” เขายังจะทำอะไรได้อีกล่ะ คิดตกแล้วจึงนำเอาของออกมาจากห้วงมิติจิตวิญญาณ “เป็นเกล็ดมังกรทองโบราณครับคุณหนู” ซึ่งก็คือเกล็ดของเขาที่ลอกคราบออกมาทุกๆ สิบปีนั่นเอง
หลินฮุ่ยมองเกล็ดมังกรทองที่อยู่ในถุงมิติแล้วก็ตาโต “เอาไปขายได้ไหมเนี่ย ทองคำทั้งนั้นเลย”
จินเฉินมองคุณหนูอย่างอึ้งๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาได้ในที่สุด “ถ้าคุณหนูอยากได้ทองคำแท่งต้องหลอมด้วยไฟจากยอดฝีมือพลังธาตุไฟระดับสูงขึ้นไปนะครับ”
“โอ้! ไม่ขายแล้ว แต่เกล็ดใหญ่แบบนี้แล้วก็มีตั้งเยอะ จะเอาไปทำอะไรดีจินเฉิน” ไม่พูดเปล่าเธอยังได้คีบผักวิญญาณใส่จานให้เขาด้วย
“ใช้ปรุงยาได้นะครับคุณหนู ยังทำอาวุธได้ด้วย ไปถามพี่ชายของคุณหนูดูเขาน่าจะรู้ หรือไม่ก็ถามคู่บุพเพของคุณหนูก็ได้ครับ”
“นายจะบอกว่าเสิ่นมู่หานก็คือคู่บุพเพของฉันอย่างนั้นเหรอ”
“ถ้าไม่ใช่ ตราประทับนิรันดร์อนันตกาลจะไม่ถูกสร้างจนสำเร็จหรอกนะครับคุณหนู”
หลินฮุ่ยกลายเป็นใบ้ในทันที อยากจะหลบก็หลบไม่พ้นอย่างนี้น่ะเหรอ มิน่าล่ะในฝันเธอกับเขาถึงรักกันปานจะกลืนกิน มันเป็นแบบนี้นี่เอง
จินเฉินเห็นคุณหนูเงียบไปก็ขยับตะเกียบเร็วขึ้น ไม่นานทุกอย่างก็ถูกกินจนเกลี้ยง
หลินฮุ่ยที่หลุดออกจากภวังค์ก็พบว่าเด็กหนุ่มนั่งลูบพุงตัวเองอย่างสบายใจ ก็หรี่ตามองเขาอย่างพินิจพิจารณา ไม่นานนัยน์ตาหวานซึ้งก็สว่างวาบ “วันนี้ที่นายมารอพบฉัน คงไม่ใช่แค่มาขอกินของอร่อยหรอกใช่ไหมจินเฉิน”