LNCrawler

แกมีปัญญาจ่ายเหรอ

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

แกมีปัญญาจ่ายเหรอ

ก่อนเดินทางกลับภาคใต้ หลินอวี่เฉินก็ซื้อจักรยานให้หลินฮุ่ยหนึ่งคันและยังได้มอบเงินให้เธอเอาไว้ใช้อีกสองพันหยวน ก่อนจะบอกว่าพอไปถึงค่ายแล้วจะหาซื้ออาหารทะเลตากแห้งส่งมาให้

หลินฮุ่ยเห็นเป็นช่องทาง ที่จะทำการค้าขายเล็กๆ จึงบอกให้เขาซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น ลิปสติก ถุงน่อง และน้ำหอมจากเซินเจิ้นส่งมาให้ เธอจะได้ขายหาเงินก่อนเปิดเทอม

หลินอวี่เฉินเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของน้องสาวแล้วก็ได้แต่ลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู “นอกจากตั้งแผงขายก่อนเปิดเทอมแล้ว เธอไม่คิดจะซื้อร้านค้าบ้างเหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“ความจริงก็อยากจะซื้อร้านค้าอยู่หรอกค่ะพี่ใหญ่ แต่ฉันยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการค้าขายสักเท่าไหร่ก็เลยคิดว่ารอไปอีกสักหน่อยน่าจะดีกว่า”

“ถ้าเธออยากศึกษาเรื่องธุรกิจพวกนี้ ปิดเทอมฤดูหนาวไปพักกับพี่ดีไหม”

“ที่ค่ายหรือคะ”

“ที่ค่ายก็ได้ แต่ถ้าเธอไม่อยากอยู่ที่ค่ายพี่ก็จะเช่าบ้านพักให้เธออยู่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา”

หญิงสาวคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะยิ้มจนตาหยี “ถ้าพักที่ค่ายไม่มีปัญหาฉันพักที่ค่ายก็ได้ค่ะพี่ใหญ่”

“ไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่ก่อนไปเตรียมเอกสารเอาไว้ให้ครบ ไปถึงค่ายก็ตรวจสอบตามระเบียบ เธอก็เข้าไปพักในค่ายกับพี่ได้”

“ได้ค่ะพี่ใหญ่ ถึงแล้วอย่าลืมโทรหาฉันนะคะ”

“อืม กินข้าวให้ตรงเวลาทุกวันนะ พี่ไปละ” เขาโบกมือลาน้องสาว ก่อนจะขับรถจี๊ปทหารออกไป

หลินฮุ่ยมองตามรถจี๊ปทหารจนลับสายตา ก่อนจะเดินเข้าบ้านปิดประตูอย่างแน่นหนาแล้วเดินกลับห้อง จากนั้นจึงโทรหาสหายรัก

“ฟางฟาง ฉันเองนะ” เธอกรอกเสียงทักโจวฟางไปด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

“ฮุ่ยฮุ่ยเหรอ ฉันตามหาเธอตั้งหลายวันแต่ไม่เจอเธอเลย หรือว่าเธอตั้งใจจะหลบหน้าพี่ชายของฉัน” โจวฟางโอดครวญกับสหายรักทันที

“อะไรกัน ไม่ได้หลบเสียหน่อย ก็บอกพี่โจวไปว่าฉันมีที่พักแล้วนี่”

“พี่เจ๋อหย่วนบอกว่าเธอได้บ้านเช่าแล้ว แถมยังมีหนุ่มหล่อไปทานข้าวเป็นเพื่อนเธอที่ภัตตาคารหรงเซิ่งด้วย จริงหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย”

“พี่ชายฉันเอง” เธอกระซิบเสียงแผ่วบอกสหายรัก ก่อนจะรีบกำชับอีกฝ่าย “แต่เธออย่าพึ่งบอกพี่โจวหรือคนอื่นนะ”

“อะไรนะ! พี่ชายของเธอเหรอ!”

“เบาๆ หน่อยสิ ใช่แล้ว พี่ชายฉันเอง เจอกันวันที่ฉันออกจากบ้านเธอนั่นแหละ”

“แสดงว่าตอนนี้เธอพักอยู่ที่บ้านแถวๆ ถนนวงแหวนที่ห้าเหรอฮุ่ยฮุ่ย” เธอถามไปตามที่รับรู้มาจากเรื่องราวของหลิวอวี่ถิง

“ไม่ใช่หรอก ตอนนี้ฉันพักอยู่ที่เขตซีเฉิง เป็นบ้านเดิมของตระกูลหลินน่ะ”

โจวฟางที่ได้ยินสหายรักบอกมาแบบนี้ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากอย่างไม่อยากเชื่อ “เขตซีเฉิงเลยเหรอฮุ่ยฮุ่ย นะ นั่นมันสถานที่ที่คนใหญ่คนโตอยู่เลยนะ พี่ชายเธอเป็นใครกันแน่ ทำไมแม้แต่หลิวอวี่ถิงก็ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้”

“เรื่องนี้ยังไม่เล่าได้ไหม รอให้ทุกอย่างมันชัดเจนกว่านี้ก่อนแล้วฉันจะเล่าให้เธอฟัง”

“อ้าว! ยังคิดว่าจะได้ฟังเรื่องราวเหมือนในนิยายอยู่เลย แต่ถ้าเธอไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไร แล้วโทรหาฉันเนี่ยมีอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะชวนไปกินของอร่อย”

“อืม จะชวนเธอออกมากินของอร่อยนั่นแหละ ออกมาได้ไหมฉันเลี้ยงเอง”

“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

“งั้นเราไปร้านแถวหน้ามหาวิทยาลัยนะ ฉันอยากจะไปดูแผงสินค้าที่เธอกับสหายคนอื่นๆ ขายอยู่ด้วยน่ะ”

“อยากจะลองตั้งแผงขายของแล้วใช่ไหม ดีเลย วันนี้ฉันจะได้ไปเช็คสินค้าด้วย เดี๋ยวจะสั่งเพิ่มมาจากภาคใต้ ก่อนเปิดเทอมน่าจะทำเงินได้อีกหลายพันเลยล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

“ได้หลายพันหยวนเลยเหรอ”

“ใช่แล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่ปิดเทอมแผงของพวกเราทำเงินได้เกือบสามหมื่นหยวนแล้วนะ ถ้าเธอจะตั้งแผงฉันจะสั่งสินค้าเผื่อเธอด้วยก็ได้นะฮุ่ยฮุ่ย สินค้าเหมือนกันก็กระจายจุดตั้งแผงห่างๆ กันหน่อยก็ขายได้แล้ว”

“ไม่เป็นไร ฉันฝากให้พี่ชายหาให้แล้วล่ะ อีกสี่ห้าวันของก็น่าจะมาถึง”

“ดีแล้วๆ เราเจอกันกี่โมงดี”

“เที่ยงดีไหม ฉันต้องนั่งรถประจำทางหลายต่อกว่าจะถึงหน้ามหาวิทยาลัย”

“ได้ เจอกันตอนเที่ยง แล้วถ้าพี่เจ๋อหย่วนถามหาเธอจะให้ฉันบอกเขาว่ายังไงดี เธอไม่รู้หรอกว่าเขามาหาฉันหลังเลิกงานแทบจะทุกวันเลย”

หลินฮุ่ยคิดอยู่สักพักถึงให้คำตอบ “วันนี้ฉันจะไปเช่าบ้านพักใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเอาไว้สักหลัง ถึงตอนนั้นก็บอกว่าฉันพักอยู่ที่นั่นก็ได้” เธอคิดถึงบ้านหลังเล็กที่ประกาศให้เช่าก่อนที่จะเจอพี่ชายในวันนั้น และก็ตั้งใจจะไปเช่าเอาไว้เพราะยังไม่อยากจะให้คนตระกูลหลิวรู้เรื่องของเธอเร็วเกินไป

“แบบนี้ก็ดี ความจริงถ้าไม่เห็นแก่หน้าเขา ฉันก็ยังคิดอยากจะให้เธอถอนหมั้นกับเขาไปเลย”

หญิงสาวถึงกับเลิกคิ้วเมื่อได้ฟังความคิดของสหายรัก “พี่โจวเขาก็ดีนะฟางฟาง”

“ดีก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันเป็นใครล่ะ รู้จักกับเธอมาตั้งแต่เด็กแล้วนะ ฉันย่อมรู้ว่าเธอชอบคนแบบไหน”

“เธอนี่นะ เอาละวางสายก่อนนะ แล้วค่อยเจอกัน”

“แหมยังคันปากอยากจะพูดอยู่เลย แต่ก็เอาเถอะใครใช้ให้เธอกับฉันเป็นสหายรักกันล่ะ”

“อืมๆ” แล้วเธอก็วางสายไปทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้ม “พี่โจวก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ถ้าฉันแต่งงานให้เขา ฉันก็คงต้องถูกกดและถูกข่มไปตลอดชีวิต” เธอพูดกับตัวเองเสียงแผ่วแล้วก็ลุกจากตรงนั้นเดินไปดูสวนผักที่เริ่มงอกงามอยู่หลังบ้าน

 

ตอนเที่ยง หลินฮุ่ยก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ลงจากรถโดยสารมาได้ก็เห็นสหายรักยืนรออยู่ก่อนแล้ว “มาถึงนานหรือยังฟางฟาง”

“พึ่งมาถึง ฉันจอดรถเอาไว้อยู่ตรงโน้น เธอจะทานที่ร้านไหนบอกมาได้เลย” โจวฟางมองสหายรักที่ผิวพรรณผ่องใสกว่าตอนอยู่ตระกูลหลิวก็ลอบพยักหน้าอย่างพอใจ

“เธอไปเอารถใครมาขับเหรอฟางฟาง นี่มันรถใหม่เลยนะ”

“รถพี่ใหญ่ไงล่ะ หลังจากวางสายเธอไปแล้ว พี่ใหญ่ก็กลับบ้านมาพอดีพร้อมกับอาการอกหัก ดูท่าคงไม่อยากจะออกไปไหนอีกนาน ฉันก็เลยขอกุญแจจากเขามาเสียเลย หึหึ”

“พี่ใหญ่อกหักอีกแล้วเหรอ นี่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว เธอจำได้ไหม” หลินฮุ่ยถามพลางก็อ่อนใจไปพลาง

โจวฟางกลอกตาไปมาแล้วก็ยิ้มแห้งส่งให้ฮุ่ยฮุ่ย “ฉันไม่เคยนับเลย ก็เยอะพอสมควรนั่นแหละ ใครใช้ให้เขาใจง่ายเจอใครหน้าตาดีหน่อยก็หลงรักไปทั่วล่ะ” ว่าแล้วก็เดินนำไปที่รถเก๋งคันงามทันที

“แบบนี้คงนอนพักอยู่ที่บ้านเป็นเดือนๆ แน่”

“ดีแล้ว พ่อกับแม่ฉันจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงเขา ว่าแต่เธอเถอะคิดยังไงถึงอยากจะเลี้ยงของอร่อยฉัน”

“พี่ใหญ่ให้เงินมาน่ะสิ เธอเลี้ยงฉันบ่อยแล้ว ฉันมีเงินก็อยากจะเลี้ยงเธอกลับบ้าง ไม่ได้เหรอ ตอนนี้ก็นับว่าฉันพอจะมีฐานะบ้างละนะ”

“พี่ใหญ่ของเธอรวยมากเหรอ แล้วเขาให้เธอเท่าไหร่”

หลินฮุ่ยชูสองนิ้วให้สหายรักดูอย่างภาคภูมิใจ “สองพันหยวน เป็นไงเธอว่าฉันรวยได้หรือยัง”

“โอ้! เธอกับพี่ชายน่าจะเจอกันเร็วกว่านี้นะฮุ่ยฮุ่ย”

“เธอคิดเหมือนฉันเลย แม้แต่พี่ชายฉันก็ยังพูดเหมือนกัน”

“แค่เจอไม่นานก็ให้เงินตั้งสองพันหยวนแล้ว นี่มันเท่ากับเงินเดือนของคนทั่วไปหลายเดือนเลยนะฮุ่ยฮุ่ย ฉันชักอยากจะมีพี่แบบพี่ชายของเธอเสียแล้วสิ” เธอเปิดประตูรถขึ้นนั่งประจำที่คนขับอย่างคล่องแคล่ว

“เทียบกับพวกเธอไม่ได้หรอกน่า มีธุรกิจแล้วยังมีตึกมีบ้านให้เช่า แต่ละเดือนก็รอรับเงินอย่างเดียว” ว่าแล้วก็ตามโจวฟางขึ้นนั่งเบาะคู่คนขับอย่างสบายใจ สายตาก็สำรวจไปรอบๆ

“นั่นมันของญาติๆ น่า” ว่าแล้วก็ขยิบตาให้สหายรัก พ่อแม่ของเธอก็ทำเหมือนกับหลายๆ คน ที่ช่วยลงขันลงทุนให้ญาติพี่น้อง แต่ไม่มีชื่ออยู่ในเอกสารสักแผ่น

“จะว่าไปแล้วทางภาครัฐก็ไม่ได้เข้มงวดเรื่องการทำธุรกิจไม่ใช่เหรอฟางฟาง ทำไมคุณลุงกับคุณป้าไม่ลงทุนเองล่ะ”

“ก็ไม่อยากจะมีปัญหาหรือจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้น่ะสิ เธอก็รู้ยิ่งสูงยิ่งหนาวต้องระมัดระวังไปหมดทุกอย่าง”

“แต่พวกท่านก็อนุญาตให้เธอตั้งแผงขายของนี่”

“นี่มันรายได้เล็กๆ น้อยๆ ทำกับสหายหลายคนแบ่งกันแล้วก็ได้ไม่เยอะ ไม่เป็นที่จับตา อีกอย่างฉันก็คงจะทำได้แค่ช่วงที่เรียนอยู่เท่านั้น หลังจากเรียนจบแล้วก็ต้องทำงานอย่างจริงจัง”

“อ้าว ได้เงินดีขนาดนี้ ไม่คิดจะทำไปเรื่อยๆ เหรอ”

“ฉันตั้งแผงขายของมาตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง จนถึงตอนนี้ก็เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย อีกสองสามปีที่บ้านก็คงจะหาผู้ชายรวยๆ มีตำแหน่งในรัฐบาลมาให้ฉันสักคนนั่นแหละ”

“เธอจะยอมให้พวกเขาบงการเหรอ”

“แล้วเธอล่ะ ยังยอมให้พวกเขาบงการเลย ตัวฉันที่แล้วแต่พ่อแม่จะเหลือเหรอ เหอะๆ”

“เฮ้อ! นี่ก็ยังไม่มีทางออกเลย ช่างเถอะ จอดข้างหน้านะ เธอเห็นไหมร้านอาหารตรงนั้นนั่นน่ะ”

“เห็นแล้วๆ ว้าว! ร้านนี้อาหารแพงมากเลยนะฮุ่ยฮุ่ย” โจวฟางเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว

“แพงแค่ไหนก็ไม่น่าจะเกินห้าร้อยหยวนหรอกน่า”

โจวฟางเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าร้าน ก่อนจะต้องย่นคิ้วอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก “ทำไมพวกเขามาอยู่ที่นี่ หลิวอวี่ถิงไม่ใช่กลับไปที่สถาบันวิจัยแล้วเหรอ”

หลินฮุ่ยมองดูคนตระกูลหลิวที่ลงจากรถแล้วกำลังจะเดินเข้าไปในร้านอาหาร “เธอว่าชุดที่ฉันใส่มาวันนี้เป็นยังไงบ้างฟางฟาง”

โจวฟางหันไปพิจารณาสหายรักอย่างปลาบปลื้ม “สวยมาก เดรสตัวนี้ราคาไม่ต่ำกว่าสามร้อยหยวนใช่ไหม และพี่ชายของเธอก็เป็นคนซื้อให้ด้วย”

“อืม ไม่ใช่หรอก แต่เป็นสหายรักของพี่ใหญ่น่ะ วันนั้นไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าพวกเขาใจดีกับฉันมากเลย”

“ดี! ตอนนี้แหละคือชีวิตที่เธอสมควรจะได้รับมันมาทั้งชีวิตฮุ่ยฮุ่ย พวกเราก็ลงไปกันเถอะ”

“ได้! พวกเราไปกัน”

สองสหายพากันลงจากรถ แล้วก็เดินไปที่ร้านอาหารชื่อดังของย่านนี้ แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้จริงๆ ยังไม่ทันจะถึงประตูร้านด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็ส่งเสียงแจ๋นๆ มาทันที

“ฮุ่ยฮุ่ยเหรอ! แกมีปัญญาจ่ายค่าอาหารด้วยเหรอ อ้อ ลืมไปปกติแกก็เกาะเสี่ยวฟางมาตลอดนี่นะ นี่เสี่ยวฟาง ป้าขอเตือนเธอเอาไว้สักหน่อยนะ จะคบกับใครก็ควรเลือกสักนิดนึงนะ ถ้าเธอยังคบกับเด็กนี่ต่อไป สักวันอาจจะหมดตัวก็ได้”

“ฮุ่ยฮุ่ยเขาบอกว่าจะเลี้ยงหนูค่ะคุณป้า ก็เลยต้องตามใจเค้า” โจวฟางตอบกลับอย่างสุภาพ แต่ค่อนข้างระคายหูคนฟังมากทีเดียว

แม่หลิวถลึงตาให้หลินฮุ่ย “แกนี่นะจะมีปัญญาจ่าย หรือว่าออกจากตระกูลหลิวของฉันไปแล้ว แกมีที่พึ่งใหม่ รวดเร็วดีนี่ ถิงถิงจ๊ะลูกอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะ” คำพูดนี้ชัดเจนเลยว่าประกาศเป็นศัตรู และความหมายที่ซ่อนอยู่ก็ไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีสักนิด

“ค่ะคุณแม่ หนูไม่มีทางทำตัวนอกลู่นอกทางเด็ดขาดค่ะ” สายตาที่เธอมองหลินฮุ่ยเต็มไปด้วยการเยาะหยันและเหยียดหยาม

หลินฮุ่ยมองคนที่เคยเรียกว่าแม่แล้วก็คนที่เคยเรียกว่าพ่อยิ้มๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ฉันมีครอบครัวของฉันแล้วล่ะค่ะ จะมีปัญญาจ่ายหรือไม่ คนนอกอย่างพวกคุณคงไม่ยุ่งใช่ไหมคะ”

“แก! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ ฮึ!” แม่หลิวมองชุดที่เป็นแฟชั่นของฤดูกาลนี้จากฮ่องกงของหลินฮุ่ยแล้วก็ต้องเบ้ปาก “ครอบครัวของแกอย่างนั้นเหรอ ฉันว่าคงไม่ใช่พี่ชายที่ไร้ความผิดชอบคนนั้นหรอก คงจะเป็นคนมีเงินสักคนในปักกิ่ง ระวังนะเมียที่บ้านเขาจะมาฉีกอกแกเข้าสักวัน”

“โอ้! จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงคะ พวกคุณก็รู้นี่ว่าฉันมีคู่หมั้นอยู่แล้วและเขาก็รักฉันมากๆๆ ด้วย ไม่คิดเหรอคะว่าอาจจะเป็นเขาที่ซื้อให้ฉันก็ได้” หลินฮุ่ยก็ไม่คิดว่าตัวเองจะจีบปากจีบคอพูดได้มากเท่านี้มาก่อน แต่เธอก็แสดงและพูดมันออกไปแล้ว สนุกจริงๆ

“นี่! พี่เจ๋อหย่วนเขาต้องหมั้นกับฉัน ไม่ใช่หล่อนที่เป็นคนนอก” หลิวอวี่ถิงก็ตอกกลับคำว่าคนนอกคืนกลับมาอย่างเจ็บแสบไม่แพ้กัน

“ก็ไม่รู้สินะ ตอนนี้เขาก็ยังเป็นคู่หมั้นของฉันอยู่ ผู้อาวุโสในตระกูลโจวก็ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ดังนั้น เธอต่างหากที่เป็นคนนอก เข้าใจไหมคะ คุณลูกสาวตัวจริง หึหึ”

โจวฟางมองสหายรักอย่างอึ้งๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างชอบใจ ไม่คิดเลยว่าเวลาที่ฮุ่ยฮุ่ยโมโหแล้วเธอจะจัดการคนชนิดไม่ไว้หน้าแบบนี้

“ฮุ่ยฮุ่ย ฉันอยากกินเป็ดปักกิ่งแล้ว”

“ได้สิ สั่งมาสักสิบชุดก็ได้นะ ห่อกลับไปให้พี่ใหญ่ของเธอที่บ้านด้วย”

“ได้เหรอ เธอใจดีจังฮุ่ยฮุ่ย”

“แค่นี้ ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย พวกเราก็ไปเถอะฉันหิวแล้ว”

“นี่! แกยังจำได้ไหมว่าเคยเรียกฉันว่าพ่อ” คราวนี้พ่อหลิวออกโรงเองเพราะรับไม่ได้กับท่าทีก๋ากั่นของอดีตลูกสาว

“ทีพวกคุณยังไม่เห็นจะจำได้ว่าฉันก็เคยเป็นลูก ฉันยังจำเป็นต้องจำได้ด้วยเหรอคะคุณหลิว! คุณนายหลิว! คุณลูกสาวตัวจริง!”

“แก! อย่าให้ฉันเห็นแกซมซานกลับมาที่ตระกูลหลิวก็แล้วกัน กลับ! ไม่ต้องกินมันแล้ว!” พูดแดกดันเสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่รถอย่างไม่สนใจสายตาคนมองสักนิด

แม่หลิวมองหลินฮุ่ยที่เปลี่ยนไปมาก แล้วก็ได้แต่ถลึงตาใส่ “ฉันจะรอดูวันที่แกตกต่ำ ถึงตอนนั้นที่แกมาคุกเข่าอ้อนวอนที่หน้าประตู ฉันจะไม่มีทางช่วยแกเด็ดขาด ไปกันถิงถิง!”

พอคนตระกูลหลิวไปแล้ว หญิงสาวทั้งสองก็มองหน้ากันยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในร้าน