ยอมให้จับเสียดีๆ
ยอมให้จับเสียดีๆ
หลิวอวี่ถิง ฟังสิ่งที่ระบบแนะนำอยู่เกือบสิบห้านาทีจึงได้เผยรอยยิ้มออกมาได้อย่างผ่อนคลาย “ผู้เฒ่าเจิ้งต้องลงมือให้เรียบร้อยภายในเจ็ดวันนี้ ก่อนที่มิติโบราณจะเปิด”
“รีบพูดมาเลยเสี่ยวหลิว จะให้ตาแก่คนนี้ทำอะไรล้วนได้ทั้งหมด”
“นี่เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเปิดปิดมิติ อีกสองวันหลินฮุ่ยจะเดินทางออกจากค่ายจิ้นหนานเพียงลำพัง ผู้เฒ่าเจิ้งไปลักพาตัวเธอมา เอาไว้ต่อรองกับหลินอวี่เฉิน”
“เธอจะบอกว่านังเด็กตระกูลหลินก็มีมิติเหมือนกันเหรอเสี่ยวหลิว”
“ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่ระบบบอกแบบนี้ก็คงต้องเชื่อ ถ้าเข้าใกล้เธอผู้เฒ่าเจิ้งต้องเปิดใช้อุปกรณ์ควบคุมการเปิดปิดมิตินี้นะคะ เธอจะไม่สามารถเข้าไปหลบในมิติได้ อาศัยจังหวะที่หลินฮุ่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ชิงตัวคนมาเลย”
ดวงตาของเจิ้งเส้าฉินเป็นประกาย “ต่อรองกับพี่ของมันเสร็จ พอได้มังกรทองมาแล้วพวกเราก็จัดการกับนังเด็กนั่นเลย แล้วชิงมิติของมันมา”
“ดีค่ะ ถ้าหลินฮุ่ยตายมิติของเธอก็ให้ผู้เฒ่าเจิ้งไปเลยค่ะ”
“ตกลงเอาตามนี้!”
สองวันต่อมา หลินฮุ่ยนัดโจวฟางเอาไว้ ว่าจะไปดูความคึกคักที่ตลาดหลักทรัพย์ของเซินเจิ้น ก็เดินทางออกจากค่ายจิ้นหนานตั้งแต่เช้ามืด
วันนี้หลินอวี่เฉินกับสืออีและลูกน้องส่วนใหญ่เดินทางไปดูลาดเลาและวางค่ายกล ส่วนจินเฉินถูกเรียกให้กลับมาอยู่กับหลินฮุ่ย เขาจึงวางใจให้เธอเดินทางออกมานอกค่ายเพียงลำพัง
หลินฮุ่ยปั่นจักรยานมาได้สักระยะก็รู้สึกผิดปกติ “จินเฉิน นายรู้ไหมว่าใครกำลังตามพวกเรามา”
“เป็นตาแก่คนหนึ่งแต่หน้าตาเหมือนคนอายุไม่มากครับคุณหนู จะให้ผมจัดการเขาตอนนี้เลยไหม” จินเฉินที่อยู่ในมิติตอบอย่างฉะฉานและพร้อมยืดเส้นยืดสายเต็มที่
“ต้องเป็นเจิ้งเส้าฉินแน่ๆ คนคุ้มกันที่ตามฉันมาล่ะ พวกเขาจัดการตาแก่นี่ได้ไหม”
“จัดการได้ครับคุณหนู แต่ผมมีข้อเสนอที่น่าจะเป็นผลดีกว่าครับ”
มุมปากของหลินฮุ่ยยกขึ้นน้อยๆ อย่างมีเลศนัย “นายจะให้ฉันไหลตามน้ำเหรอจินเฉิน”
“ก็อยู่แต่ในค่ายจิ้นหนานมันไม่ค่อยสนุกนี่ครับ อีกอย่างสมบัติในคลังของคุณหนูก็แสนจะน้อยนิด ถ้าหลุดจากการคุ้มกันของคุณชาย แล้วออกไปวิ่งเล่นกันเองน่าจะสนุกกว่านะครับ”
ดวงตาของหลินฮุ่ยเปล่งประกาย “งั้นเราจะทำยังไง ถึงจะทำให้ผู้คุ้มกันไม่รู้ว่าฉันกำลังเล่นละครตบตาเจิ้งเส้าฉินอยู่”
“เรื่องนี้ผมจัดการเอง เดี๋ยวรอให้ถึงป้ายรถประจำทางก่อน ค่อยลงมือ”
“ได้! งั้นฉันจะเร่งปั่นให้ถึงที่นั่นเร็วๆ”
ทางฝั่งคนคุ้มกันที่เสิ่นมู่หานให้มาคอยคุ้มกันหลินฮุ่ยอย่างลับๆ เห็นสถานการณ์แปลกไปก็รีบโทรรายงานเจ้านายทันที
“หลินฮุ่ยเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ยังไม่เกิดครับคุณชาย แต่วันนี้ท่าทางของคุณหนูหลินแปลกๆ ผมเลยรีบโทรรายงานครับ”
“แปลกยังไงหรือว่าเธออยากจะอัดคน”
คำพูดนี้ของเจ้านายทำเอาลูกน้องถึงกับสะดุ้ง เจ้านายของเขาคงไม่ติดใจการถูกอัดหรอกใช่ไหม “ผมเห็นเจิ้งเส้าฉินกำลังตามคุณหนูหลินครับคุณชาย ทางด้านคนคุ้มกันฝั่งตระกูลหลินก็น่าจะเห็นแล้วเหมือนกัน”
“มันกล้าหรือ! นายรีบตามฮุ่ยฮุ่ยไปเดี๋ยวนี้เลย”
“คุณชาย ถ้าพวกเรารู้คุณหนูหลินก็น่าจะรู้แล้วเหมือนกันครับ แต่ดูจากท่าทางของเธอแล้วเหมือนกำลังล่อคนให้เข้าไปติดกับ หรือไม่ก็อาจคิดจะยอมให้อีกฝ่ายจับตัวไปครับ”
“นายรีบตามเธอไป ถ้าเธอยอมให้เจิ้งเส้าฉินจับไป นายก็ต้องยอมให้ถูกจับไปกับเธอด้วย”
“ครับคุณชาย” เขาเร่งตามติดคุณหนูหลินไปอย่างรวดเร็ว แต่โทรศัพท์ก็ยังไม่วางสาย
หลินฮุ่ยปั่นจักรยานมาถึงป้ายรถประจำทางแล้วก็ถึงกับอึ้งไป “นะ นี่ พวกพี่ออกมาทำไมคะ” หญิงสาวสั่งให้จินเฉินสร้างอาณาเขตปิดกั้นก่อนทันที
“คุณหนู นายท่านบอกว่าถ้าวันนี้เกิดเรื่องอะไรกับคุณหนู พวกเราจะถูกไล่ออกจากวงการนักสู้ทันทีครับ” ลูกน้องจากหน่วยที่สิบเจ็ด ซึ่งหัวหน้ารหัสสือชีเอ่ยออกมาอย่างไม่มีทางเลือก
“เฮ้อ! ว่าจะออกไปเล่นสนุกเสียหน่อย จะทำยังไงดีล่ะทีนี้”
“ระ หรือว่าคุณหนูจะซ้อนแผนเจิ้งเส้าฉินหรือครับ” ผู้คุ้มกันคนเดิมเอ่ยถามอย่างตื่นตะลึง
“ไม่ได้เหรอ พี่ใหญ่ปล่อยข่าวลือเอิกเกริกขนาดนั้น พี่คิดว่าเจิ้งเส้าฉินกับหลิวอวี่ถิงจะมาติดกับพวกเราหรือไง”
“พวกเขาก็เลยชิงลงมือก่อน นั่นก็คือการลักพาตัวคุณหนูอย่างนั้นเหรอครับ”
“อืม น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตามไปกับคุณหนูได้ไหมครับ”
หลินฮุ่ยกลอกตาไปมา สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับอีกสองคน “พวกพี่สองคนเป็นคนของพี่มู่หานใช่ไหมคะ”
“ครับคุณหนู คุณชายบอกว่าถ้าคุณหนูอยากออกไปเที่ยวเล่นนอกค่าย ก็ให้พวกเราตามไปด้วยครับ”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปอยู่ในมิติก่อนนะคะ” มิติที่เธอพูดถึงก็คือห้วงมิติจิตวิญญาณของจินเฉินนั่นเอง เพียงโบกมือทุกคนที่รวมกันได้ยี่สิบคนก็หายวับไปในทันที
จินเฉินส่งคนเข้าไปในห้วงมิติจิตวิญญาณของตัวเองได้แล้ว ก็รีบพูดรัวเร็วอย่างตื่นเต้น “คุณหนู เขามาแล้วครับ และกำลังจะใช้อุปกรณ์ควบคุมมิติ ผมจะออกไปอยู่ในกระเป๋าสะพายของคุณหนูก่อนนะครับ”
“ได้ เร็วๆ เข้าล่ะ” พูดได้เท่านั้นหลินฮุ่ยก็รู้สึกได้ทันทีว่ามิติของเธอมีบางอย่างผิดปกติ เธอพยายามจะส่งจิตเข้าไปตรวจสอบด้านใน แต่กลับทำไม่ได้เลย แม้จะรู้ล่วงหน้าแต่ความรู้สึกวูบโหวงและไร้ที่พึ่งนี้ ทำเอาเธอถึงกับหน้าซีดเผือด
“จินเฉิน นายอยู่ข้างนอกหรือยัง” เธอคุยในใจกับมังกรทองอย่างกระวนกระวาย
“คุณหนูไม่ต้องห่วง ผมอยู่ในกระเป๋าสะพายของคุณหนูแล้วครับ”
“ดี แล้วฉันจะเข้ามิติของตัวเองได้อีกครั้งเมื่อไหร่ล่ะ” สายตาของเธอคอยระแวดระวัง เพื่อให้เจิ้งเส้าฉินเห็นว่าเธอเริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว
“ถ้าแย่งชิงอุปกรณ์ชิ้นนั้นมาได้ก็เข้ามิติได้แล้วครับคุณหนู”
“เฮ้อ! แล้วระหว่างนี้ล่ะ ฉันจะกินอะไร นายคงไม่ปล่อยให้ฉันอดตายหรอกใช่ไหม” ลูกน้องคนนี้พลังเยอะดีอยู่หรอก แต่บางครั้งก็พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง
“คุณหนูไม่ต้องห่วงนะครับ ก่อนออกมา ผมได้ย้ายบ้านสี่ประสานกับสวนผลไม้บางส่วนของคุณหนูออกมาไว้ในถุงมิติแล้วครับ มันจะไม่ถูกควบคุมเพราะเจิ้งเส้าฉินพุ่งเป้าไปที่คุณหนูเท่านั้น”
“ค่อยยังชั่วหน่อย เอาล่ะ ตอนนี้ฉันจะนั่งรอรถประจำทาง นายก็ไปดูคนคุ้มกันของฉันหน่อย อย่าปล่อยให้พวกเขาตื่นตระหนกอยู่ในนั้นล่ะ”
“เข้าใจแล้วครับคุณหนู” จินเฉินรับคำแล้วก็ส่งร่างจิตที่จำแลงเป็นมนุษย์เข้าไปในห้วงมิติจิตวิญญาณของตัวเอง จากนั้นก็พาคนคุ้มกันทั้งหมดไปที่ถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งด้านในกว้างขวางอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ทางฝั่งของเจิ้งเส้าฉินที่เฝ้าดูหลินฮุ่ยมาตลอด เมื่อเห็นว่าคนคุ้มกันของเธอไม่อยู่แล้ว มิติของเธอก็ถูกปิด เข้าไปไม่ได้ เขาก็เผยตัวออกมาอย่างย่ามใจ
“ในที่สุดเธอก็มีวันนี้นะหลินฮุ่ย นึกว่าจะเก่งกาจเหมือนที่เคยได้ยิน แต่ที่ไหนได้พอเจอคนที่เก่งกว่าก็ทำอะไรไม่ได้ หึหึ”
หลินฮุ่ยปรายตามองอีกฝ่ายแล้ว สีหน้าก็เริ่มเย็นชา “นี่คงเป็นผู้เฒ่าเจิ้งหนังเหนียวพี่ชายของอดีตคุณย่าของฉันสินะคะ”
“ฮึ! นังเด็กนี่ปากดีเหมือนปู่ของแกจริงๆ งั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่ใจดีกับเด็กสาวอย่างแกล่ะ” พูดจบเขาก็ย่างก้าวพริบตาเข้าประชิดตัวพร้อมกับอาวุธวิเศษจ่อคอของหลินฮุ่ยเอาไว้ทันที
เปลือกตาของหลินฮุ่ยหลุบต่ำ มองอาวุธวิเศษที่ตาแก่คนนี้นำออกมาได้อย่างง่ายดาย “ของนี่เอาไปขายน่าจะได้เงินเยอะเลยนะนี่” บนตัวของเธอน่าจะเคลือบเอาไว้ด้วยอาวุธวิเศษมากมาย อาวุธกระจอกแค่นี้เรียกเลือดจากเธอไม่ได้หรอก
“อย่าพูดมาก ยอมให้จับเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นฉันไม่รับประกันหรอกนะว่าคอสวยๆ ของแกจะไม่มีบาดแผลเหวอะหวะ”
“อ้อ แล้วมีของให้กินหรือเปล่า ถ้าไม่มีฉันไม่ไปกับแกหรอกนะ”
“ฮึ! จะตายอยู่แล้วยังจะเรื่องมากอีก” เขานำเอาเชือกวิเศษออกมามัดมือหลินฮุ่ยเอาไว้ จากนั้นก็ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเร้นกาย พาตัวคนไปอย่างไร้ร่องรอย
โจวฟางรอสหายรักตั้งแต่สายจนกระทั่งบ่าย แต่หลินฮุ่ยกลับไม่โผล่หน้ามาเลย เธอโทรหาแต่ไม่มีคนรับนานไปก็กลายเป็นโทรไม่ติดไปเลย
เธอไม่มีช่องทางติดต่อพี่ชายของสหายรัก และก็ไม่รู้ว่าถ้าไปที่ค่ายจิ้นหนานเจ้าหน้าที่ทางนั้นจะเร่งตรวจสอบให้หรือเปล่า มีทางเดียวก็คือโทรหาคนที่เธอเพิ่งรู้จักและเขาคนนั้นก็สนิทกับพี่ชายของหลินฮุ่ย
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณโจว หรืออยากจะสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานของผม” เหล่าหานถามเสียงเรียบเพราะโจวฟางคนนี้เป็นคนจากตระกูลโจวที่สร้างปัญหาให้สหายรักของเขา แม้เธอจะไม่เกี่ยวข้องแต่เขาก็ไม่คิดจะวางใจในตัวผู้หญิงคนนี้
“คุณหาน วันนี้ฉันนัดกับฮุ่ยฮุ่ยว่าจะไปตลาดหลักทรัพย์ด้วยกัน แต่รอทั้งวันเธอก็ยังไม่มาเลย ฉันกลัวว่าเธออาจจะเกิดเรื่อง แต่ไม่มีเบอร์ติดต่อพี่หลินอวี่เฉิน คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ”
“คุณกำลังจะบอกว่าติดต่อหลินฮุ่ยไม่ได้อย่างนั้นเหรอคุณโจว”
“ใช่ค่ะ ฉันร้อนใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ติดต่อใครก็ไม่ได้ เลยคิดว่าคุณน่าจะช่วยได้ค่ะ”
“ทำไมไม่รีบโทรมาตั้งแต่ที่โทรติดต่อฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้ครั้งแรกล่ะ” เสียงของเขาเกือบจะกลายเป็นคำรามออกมา
โจวฟางตกใจจนหน้าซีด “ฉันเพิ่งเห็นนามบัตรของคุณ ก็เลยเพิ่งโทรมาค่ะ”
“คุณนี่ยังไงกัน ไม่รู้หรือว่ารอบตัวของหลินฮุ่ยล้วนมีแต่อันตราย ยังจะนัดเธอออกมาจากค่ายอีก ถ้าฮุ่ยฮุ่ยเป็นอะไรไป คุณระวังตัวไว้ให้ดีเลย!”
“ฉันจะไปรู้เหรอว่าฮุ่ยฮุ่ยมีอันตราย ถ้ารู้ฉันจะไม่มีทางนัดเธอออกมาเด็ดขาด” เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าเรื่องนี้มันอันตรายกว่าที่คิดไว้
“ช่างเถอะ บอกไปก็ไม่เคยระมัดระวังหรอก” พูดแค่นั้นเหล่าหานก็วางสายทันที จากนั้นเขาก็โทรหาหลินอวี่เฉิน ไม่นานสหายรักก็รับโทรศัพท์ “เหล่าหลิน นายรู้ไหมว่าฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้มาเจอโจวฟางที่เซินเจิ้น”
ตอนแรกหลินอวี่เฉินที่ได้ยินน้องสาวบอกผ่านโทรจิต ว่าเธอกำลังเดินทางไปที่แหล่งกบดานของเจิ้งเส้าฉิน ก็ตกใจไม่น้อยแต่พอเธอบอกว่าจินเฉินก็อยู่ด้วย แถมผู้คุ้มกันทั้งหมดก็ตามไปด้วย เขาจึงได้วางใจ “รู้แล้วล่ะ แต่อย่าพูดมากไปนะ นายรู้เรื่องจากใคร”
“โจวฟางโทรมาบอก เธอขอให้ฉันช่วยตามหาฮุ่ยฮุ่ย นายนี่ยังไงช่วงนี้ไม่ค่อยปลอดภัยทำไมยังปล่อยให้เธอออกมานอกค่ายได้ล่ะ”
“กำลังยุ่งๆ น่ะสิ เตรียมทำการใหญ่ก็เลยไม่ได้อยู่ที่ค่าย”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง ต้องตามไปช่วยฮุ่ยฮุ่ยไหม” ยิ่งคุยกันเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจสหายรัก เมื่อก่อนทั้งห่วงทั้งหวงแต่มาตอนนี้กลับปล่อยให้ฮุ่ยฮุ่ยวิ่งเล่นไปทั่ว
“ไม่ต้องหรอกลูกน้องฉันกับลูกน้องมู่หานก็ตามไปไม่น้อยแล้ว เป็นคนพวกนั้นมากกว่าที่ต้องกลัวว่าฐานลับของพวกเขาจะถูกถล่มจนราบ”
“แล้วนายรู้ไหมว่าใครที่พาตัวฮุ่ยฮุ่ยไป ฉันจะได้ไปจับคนในตระกูลของมันมาบ้าง” ไปๆ มาๆ เสิ่นมู่หานก็เอาชนะใจสหายรักของเขาจนได้ น่าเสียดายหลินฮุ่ยจริงๆ อายุยังน้อยน่าจะได้เจอคนที่ดีกว่านี้
“เจิ้งเส้าฉินกับหลิวอวี่ถิง แต่นายไม่ต้องไปตามจับคนในตระกูลพวกมันหรอกนะ เพราะน่าจะถูกจัดการไปพร้อมกันนั่นแหละ”
“ดี! ฉันยังกลัวว่าฮุ่ยฮุ่ยจะใจอ่อน”
“ฮึ! นั่นมันนางมารน้อยชัดๆ นายคอยฟังข่าวเถอะ”
ตอนบ่ายแก่ๆ เจิ้งเส้าฉินก็พาหลินฮุ่ยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง หญิงสาวค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่ใช่แหล่งกบดานที่คนตระกูลโจวและตระกูลหลิวอยู่นั่นเอง
“ฮึ! ผิดหวังล่ะสิ คิดว่าฉันอยู่มานานขนาดนี้จะมองไม่ออกเหรอว่าเด็กอย่างเธอคิดอะไรอยู่”
หลินฮุ่ยทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นทรายอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ผิดหวังนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรฆ่าแกได้ฉันก็ได้กำไรแล้ว หึหึ”
“มั่นใจขนาดนั้นเชียวเหรอ นอกจากมีมิติแล้วเธอก็ไม่มีพลังพิเศษเลยตอนนี้ถูกควบคุมจนเข้าไปซ่อนตัวไม่ได้ เธอยังจะเอาอะไรมาฆ่าฉันได้ล่ะ นังหนูแซ่หลิน!”
หลินฮุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างยากจะคาดเดาความรู้สึก “รับรองว่าฉันฆ่าตาแก่หนังเหนียวอย่างแกได้แล้วกันน่า”
เจิ้งเส้าฉินไม่นำพาการข่มขู่ที่ไม่น่ากลัวของหลินฮุ่ย เขานำโทรศัพท์ออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นก็กดเบอร์โทรออก “มาดูกันว่าใครจะเป็นคนคุมเกมนี้หลินฮุ่ย ถ้าพี่ชายเธอรู้ว่าเธออยู่ในเงื้อมมือฉันล่ะก็ เขาต้องรีบมาที่นี่แน่ๆ”
“เขาไม่มาหรอก” พูดพลางสายตาของหลินฮุ่ยก็เหลือบไปเห็นอสรพิษมากมายที่เลื้อยออกมาจากราวป่ารก คงจะเป็นฝีมือของจินเฉินที่เรียกพวกมันมาและก็ไม่ใช่อสรพิษธรรมดาเสียด้วย เพราะพวกมันมีพลังวิญญาณหนาแน่นอย่างเห็นได้ชัดเลย
“หลินอวี่เฉิน! แกฟังฉันให้ดี! ตอนนี้น้องสาวแกอยู่ในมือฉันแล้ว!”
“แกต้องการอะไร รีบพูดมา!”
“ลายแทงของตระกูลหลิน มังกรทอง ของวิเศษทั้งหมดที่แกมีอยู่ ถ้าไม่มีของพวกนี้ หลินฮุ่ยตายแน่!”