เรื่องคาใจของหลินฮุ่ย
เรื่องคาใจของหลินฮุ่ย
“พี่ใหญ่ ไม่ต้องมาหรอก ฉันจัดการเองได้!” หลินฮุ่ยตะโกนแทรกเข้าไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเจิ้งเส้าฉิน
“หุบปาก! ถ้าแกยังพูดมากอีก ฉันจะฆ่าแกก่อนที่พี่ชายของแกจะมาถึงที่นี่!” เจิ้งเส้าฉินไม่มีความอดทนกับหลินฮุ่ยหรอก แม้หน้าตาเธอจะมีส่วนคล้ายคนที่เขารักแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นสายเลือดคนตระกูลหลินที่สมควรตายอยู่ดี
“แกอยู่ไหน ถ้าไม่บอกฉันจะไปยังไง” หลินอวี่เฉินถามพลางก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องตรวจสอบพิกัดของอีกฝ่ายไปพลาง
“ฮึ! เรื่องแค่นี้คงไม่เกินความสามารถของแกไม่ใช่หรือ ฉันให้เวลาแกแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้ามาไม่ทันก็เตรียมรับศพน้องสาวแกได้เลย!”
“ได้! หนึ่งชั่วโมงฉันจะเอาของไปให้แก แต่แกห้ามทำอะไรน้องสาวฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะตามไปถล่มรังแกให้ราบ!”
“ถ้าแกมีปัญญา คงจัดการได้ตั้งนานแล้ว อย่ามาขู่ฉันให้เสียเวลาหน่อยเลยน่า”
“ฮึ่ม! แกห้ามทำอะไรน้องสาวฉัน!”
“เอาล่ะ ให้เวลาแกตรวจสอบมากพอแล้ว” ว่าแล้วเขาก็กดตัดสายด้วยหน้าตาสะใจสุดๆ ก่อนจะหันไปเยาะเย้ยหลินฮุ่ย “ฉันว่าพี่ชายของแกไม่น่าจะมาทันนะ หึหึ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ ห่างจากฝั่งตั้งไกล ให้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง มาทันก็แปลกแล้ว” พูดไปแล้วหญิงสาวก็ยิ้มเยาะกลับไปบ้าง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม “แต่ถ้าให้ฉันลงมือกับแกน่ะ ไม่ต้องถึงชั่วโมงหรอกนะ จินเฉินลงมือ!!”
“แกพูดอะ...อ๊ากกกก!! อสรพิษโลกันต์!!”
เชือกที่มัดมือหลินฮุ่ยคลายออก พร้อมกับการปรากฏตัวของจินเฉินและผู้คุ้มกันอีกยี่สิบคน “โอ้! แกก็ไม่ได้แก่จนเลอะเลือนนี่ ยังอุตส่าห์รู้จักพวกมันอีกนะ!”
“เอายาถอนพิษมา! ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่ของแกที่อยู่ในเงื้อมมือฉันตายแน่!”
“พ่อแม่ฉันตายไปตั้งนานแล้ว ยังจะเอาพ่อแม่ปลอมมาจากที่ไหนได้ล่ะ” หลินฮุ่ยย่างสามขุมเข้าหาเจิ้งเส้าฉินที่เจ็บปวดจนตัวงอไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานพิษร้าย เท้าของเธอเหยียบลงไปบนมือที่เริ่มเป็นน้ำแข็งแล้วบดขยี้จนมันแตกละเอียด
“อ๊ากก! นังเด็กสารเลว ถ้าแกไม่เอายาถอนพิษออกมา ก็จะไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของแกอยู่ไหน!”
คราวนี้หลินฮุ่ยชะงักไปจริงๆ เธอเรียกพี่ชายในใจทันที “พี่ใหญ่ มันบอกว่ารู้ที่อยู่พ่อกับแม่ พี่คิดว่ามันพูดจริงไหม”
“อะไรนะ! มันพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“อืม มันพยายามจะสื่อให้ฉันเข้าใจว่าพ่อกับแม่ของเรายังมีชีวิตอยู่ ฉันจะตรวจสอบมันยังไงดี หรือต้องเอายาถอนพิษให้มันจริงๆ”
“เธอไม่ต้องเอายาถอนพิษให้มัน พี่จะไปถึงในอีกสิบนาทีนี้แล้ว ถอยออกห่างจากมันให้ลูกน้องของพี่ควบคุมตัวมันเอาไว้”
“ได้ งั้นก็เอาตามนี้” รับปากพี่ชายไปแล้ว หลินฮุ่ยก็ชักเท้ากลับแต่ก็ยังไม่วายแตะเสยคางตาแก่หนังเหนียวสุดแรง “เตะแค่นี้คงไม่ตายหรอกใช่ไหม ฮึ่ม จินเฉินค้นตัว!”
“ครับคุณหนู” จินเฉินประชิดตัวเจิ้งเส้าฉิน สิ่งแรกที่เขาทำก็คือดึงแก่นพลังและรากฐานที่เขาฝึกฝนออกมา จนอีกฝ่ายกลายเป็นคนไร้พลัง
“อ๊ากก! ห้ามเอาไปๆ ห้ามเอาของฉันไปนะ!!” เจิ้งเส้าฉินกลัวแล้วจริงๆ เขาไม่น่าละโมบอยากได้ของวิเศษหรือถูกความแค้นบังตา จนต้องมารนหาที่ตายเลย เขาสำนึกเสียใจแล้ว
จินเฉินมีหรือจะเสียเวลาพูดให้มากความ เขาค้นตัวของเจิ้งเส้าฉินและก็เอาของทั้งหมดออกมาอย่างรวดเร็ว “คุณหนู เขาค่อนข้างยากจนทีเดียวครับ”
หลินฮุ่ยรับเอาแค่อุปกรณ์ควบคุมมิติมา “ของที่เหลือแบ่งให้คนที่มาด้วยกันวันนี้แล้วกัน ฉันจะไปเตรียมน้ำชากับขนมเอาไว้รอพี่ใหญ่เสียหน่อย”
จินเฉินมองแหวนมิติและมิติเก็บของมากมาย ก่อนจะตัดใจส่งให้คนจากหน่วยคุ้มกันของคุณชาย “พวกพี่เอาไปแบ่งกัน ที่เหลือก็แบ่งให้คนของคุณชายรองเสิ่นด้วย”
“ขอบคุณคุณหนูมากครับ” ผู้คุ้มกันที่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเอ่ยออกมาอย่างละอายใจ
หลินฮุ่ยที่เพิ่งจะเอาโต๊ะกับเก้าอี้ออกมาจากแหวนมิติ เพียงโบกมือน้อยๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอาโทรศัพท์ดาวเทียมออกมากดโทรออกหาสหายรัก
“ฮุ่ยฮุ่ย ในที่สุดก็ติดต่อเธอได้เสียที เธอยังปลอดภัยดีอยู่ใช่ไหม” โจวฟางร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะคิดมากเรื่องที่เหล่าหานพูดเอาไว้
“ฟางฟาง เธอร้องไห้ทำไม ฉันปลอดภัยดีแล้วไม่ต้องร้องแล้วนะ” หลินฮุ่ยรู้สึกผิดกับสหายรักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ เรื่องนี้มันสุดวิสัยจริงๆ
“คุณหานบอกว่าฉันไม่ควรนัดเธอออกมาจากค่าย เพราะสถานการณ์ของเธอมันค่อนข้างอันตราย แต่ฉันก็โทรเรียกเธอออกมาข้างนอกบ่อยๆ ฮึกๆ”
“เด็กโง่ เลิกร้องได้แล้ว ตอนนี้ฉันก็ปลอดภัยแล้วไง ไม่ร้องนะ พรุ่งนี้ค่อยไปดูเรื่องสนุกที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นไง”
“ไม่ไปแล้วๆ เธออยู่ในค่ายนั่นแหละดีแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอตกอยู่ในอันตราย”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พี่ใหญ่ส่งคนคุ้มกันประกบฉันตลอดเวลานั่นแหละ วันนี้แค่เล่นตามน้ำแล้วคอยตลบหลังเท่านั้น”
ได้ยินแบบนั้นโจวฟางค่อยโล่งอก “ยังจะมาพูดเล่นได้อีกนะ แล้วเธอจะกลับมาตอนไหน ให้ฉันไปรับไหมฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวมองเรือเร็วที่ขับเข้ามาใกล้เกาะที่เธออยู่ก็ยกยิ้มมุมปาก “น่าจะไม่เกินสองชั่วโมง เธอไปรอรับที่ท่าเรือเอกชนได้นะฟางฟาง อ้อ จองโต๊ะร้านอาหารทะเลร้านประจำของพวกเราไว้หน่อยก็ได้ ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”
“ได้! ฉันจะโทรไปจองเดี๋ยวนี้แหละ”
วางสายจากสหายรักแล้ว หลินฮุ่ยก็รีบวิ่งไปหาพี่ชายที่เพิ่งลงจากเรือเร็วมาได้ “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่ากำลังยุ่งอยู่หรือคะ”
หลินอวี่เฉินมองน้องสาวที่ไร้รอยขีดข่วนแล้วก็ลูบหัวเธอเบาๆ “อสรพิษโลกันต์เยอะแยะนี่มาจากที่ไหนฮุ่ยฮุ่ย”
“น่าจะเป็นของจินเฉินมั้งคะ น่าเสียดายฉันได้ลงมือแค่นิดหน่อยเอง อีกอย่างตาแก่หนังเหนียวนั่นก็ไม่ได้พาไปแหล่งกบดานของมันด้วย ฮึ่ม”
ชายหนุ่มเดินจูงมือน้องสาวกลับมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิม ส่วนตัวเขานั้นเดินไปหาเจิ้งเส้าฉินที่ถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้แล้ว
“กลายเป็นคนธรรมดาไปแล้วเหรอ ของที่ได้มาล่ะจินเฉิน”
“คุณหนูเอาแค่อุปกรณ์ควบคุมมิติไป ส่วนของที่เหลือแบ่งให้ผู้คุ้มกันแล้วครับคุณชาย”
“อ้อ ดีแล้วล่ะ” พูดเท่านั้นเขาก็ย่อตัวลงแล้วยื่นมือออกไปจับคางของอีกฝ่ายเอาไว้ “ขอดูหน่อยสิว่าแกยังมีลูกไม้อะไรอีก” ปลายนิ้วของเขาแตะที่ตันเถียนบนของเจิ้งเส้าฉิน จากนั้นก็ดึงความทรงจำทั้งหมดออกมา “จินเฉินเอาหยกบันทึกความทรงจำออกมา”
“นี่ครับคุณชาย” เขาส่งหยกบันทึกให้คุณชายอย่างง่ายดาย เพราะของพวกนี้ในห้วงมิติจิตวิญญาณมีเยอะแยะจนไม่เห็นความสำคัญ
หลินอวี่เฉินชักนำเส้นสายความทรงจำออกมาได้ ก็ส่งพวกมันเข้าไปในหยกบันทึกความทรงจำ จากนั้นก็ปิดผนึกเอาไว้ “ไร้พลัง ไร้ความทรงจำ ไร้จุดหมาย แม้แต่สิ่งที่แกยึดถือมานานก็ไม่เหลือแล้ว หึหึ”
เจิ้งเส้าฉินหายใจรวยริน สายตาเลื่อนลอย เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไรอยู่ที่นี่ แล้วทำไมเขาถึงเจ็บปวด ทุกอย่างล้วนมีเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจนำพา
“พี่ใหญ่ พี่จะเอายังไงกับเขาคะ”
หลินอวี่เฉินส่งสัญญาณให้ลูกน้องพาตัวคนออกไป “มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“แต่เขาบอกว่ารู้ที่อยู่ของพ่อกับแม่นะคะ เป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่ได้แค่ขู่พวกเรา”
ชายหนุ่มลูบหัวน้องสาวด้วยความสงสาร “เป็นไปไม่ได้หรอกฮุ่ยฮุ่ย เรื่องนี้พี่เคยตรวจสอบหลายครั้งแล้ว อีกอย่างในความทรงจำของเขาที่พี่ตรวจสอบเมื่อกี้นี้ก็ไม่มีเรื่องนี้เลย”
น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาเงียบๆ ตอนที่ได้ยินเจิ้งเส้าฉินพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเธอก็ไม่เชื่อหรอก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีความหวังเล็กๆ เผื่อมันจะเป็นจริงขึ้นมา
“ไม่มีอะไรแล้ว รีบกลับดีกว่านะ”
“อื้ม งั้นก็ไปที่ท่าเรือเอกชนนะพี่ใหญ่ ฉันนัดฟางฟางเอาไว้ จะไปกินข้าวที่ร้านอาหารทะเลร้านประจำ พี่ก็ไปกินด้วยกันนะ” เธอเกาะแขนพี่ชายไม่ยอมปล่อย นี่ก็คือญาติเพียงคนเดียวของเธอในโลกนี้
“ได้ๆๆ ตามใจเธอทุกอย่าง”
หลิวอวี่ถิงที่ฝืนใช้แต้มคะแนนแลกกับการดึงความทรงจำส่วนหนึ่งของเจิ้งเส้าฉินออกมา ถึงกับใบหน้าซีดเผือดเพราะแต้มที่ลดลงฮวบฮาบนี้มันส่งผลต่อร่างกายของเธอโดยตรง
“ไม่คิดว่าจะตายเร็วขนาดนี้ คงต้องรอฝึกคนพวกนี้ให้เก่งแล้วส่งออกไปก่อกวนสองพี่น้องคู่นี้ ฮึ!”
“อวี่ถิง เธอเป็นอะไรหรือเปล่า” โจวเจ๋อหย่วนรีบถลันเข้ามาประคองร่างของหลิวอวี่ถิงเอาไว้อย่างเป็นห่วง
“พี่เจ๋อหย่วน ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่ว่าผู้เฒ่าเจิ้งคงไม่ได้กลับมาแล้วล่ะ”
“ใครทำ” เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แล้วพี่คิดว่าใครจะทำล่ะคะ ถ้าไม่ใช่สองพี่น้องตระกูลหลิน นับวันพวกเขาก็ยิ่งบ้าอำนาจ ฉันก็ไม่แน่ใจแล้วว่าจะมีปัญญาพาทุกคนกลับไปสู่จุดเดิมได้หรือเปล่า”
“เธอยังมีพี่อยู่นะอวี่ถิง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพี่จะเคียงข้างเธอ พวกเราสู้ไปด้วยกัน!”
หญิงสาวยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ ก่อนจะนำเอาของบางอย่างออกมาจากระบบ “ถ้าอย่างนั้นพี่ต้องฝึกหนักแล้วล่ะค่ะ”
ชายหนุ่มมองยาเม็ดสีฟ้าในมือของหลิวอวี่ถิง แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายเพราะมันเป็นยาระดับสูงที่เขาอยากจะขอกับเธอมานานแล้ว “ให้พี่จริงๆ เหรอ”
“ร่างกายของฉันฝึกฝนพลังพวกนี้ไม่ได้ ยังดีที่มีระบบที่ใจดีกับฉัน ถ้าพวกเราสองคนร่วมมือกัน จะต้องจัดการสองพี่น้องตระกูลหลินได้แน่นอนค่ะพี่เจ๋อหย่วน”
เขาส่งเม็ดยาสีฟ้าเข้าปากอย่างไม่ลังเล “พี่จะเป็นดาบให้เธอเองอวี่ถิง!”
ภายในบ้านพักเจ้าหน้าที่ของรัฐ เย่หลันเพิ่งวางโทรศัพท์จากญาติที่บ้านเดิม สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
“คุณคะ ฉันจะทำยังไงดี พวกเขาต้องการให้ฉันพาเจ้ารองออกไปที่ร้านอาหารอีกครั้ง” ท่าทีของเธอไม่เหมือนตอนที่อยู่บ้านใหญ่ตระกูลเสิ่นสักนิด มันเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าคุณไม่ทำตาม พวกเขาขู่จะทำอะไรคุณอาหลัน” เขาก็เพิ่งรู้สาเหตุที่ภรรยาพยายามจะจับคู่ให้น้องชายกับญาติทางบ้านเดิม
“พวกเขาจะหาทางเล่นงานพ่อกับแม่ของฉันค่ะ พวกเขาทำแน่ๆ ตอนนี้พวกท่านอายุก็ไม่น้อยแล้ว ถ้าไม่มีงานทำก็คงไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว”
“แต่เจ้ารองก็มีคนรักแล้ว ให้ผมไปคุยกับพวกเขาดีไหม พวกเขาน่าจะเห็นแก่หน้าผมบ้าง”
เย่หลันมองสามีแล้วก็ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “เรื่องนี้ ฉันคิดว่าน่าจะมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ค่ะ แต่ถ้าฉันไม่ทำตาม ไม่แน่ว่าชีวิตพ่อแม่ของฉันก็อาจจะไม่ปลอดภัย”
พี่ใหญ่เสิ่นถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้ “ถ้าอย่างนั้นผมจะไปคุยกับเจ้ารองอีกที เขาจะไปหรือไม่ไปก็ให้เขาตัดสินใจเอง”
“ไม่ได้นะคะ คุณต้องขอให้เขาไปที่นั่น จะใช้เหตุอะไรก็ได้ หรือจะอ้างเรื่องงานของคุณเพื่อปรึกษาหารือกับเขาก็ได้”
“ได้ ผมจะเอาเรื่องงานไปปรึกษาเขา บอกว่ารุ่นพี่ผมมีเรื่องอยากจะคุยเรื่องเทคโนโลยีบางอย่างกับเขาเป็นการส่วนตัว”
เย่หลันกอดสามีเอาไว้แน่น ก่อนจะสะอื้นออกมาอย่างอัดอั้น เธอไม่ได้อยากจะทำตัวเป็นคนร้ายกาจหรือใช้เล่ห์กลกับใครหรอก แต่พ่อแม่ของเธอตกอยู่ในอันตรายเธอก็ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ