LNCrawler

ข่าวดังที่ปักกิ่ง

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ข่าวดังที่ปักกิ่ง

โจวฟางยืนรอสหายรักอยู่ที่ท่าเรือเอกชน เธอรออย่างมีความหวังและเธอก็ได้เห็นสหายรักอีกครั้ง “ฮุ่ยฮุ่ย ดีใจจังที่ได้เจอเธออีก” หญิงสาวโผกอดอย่างไม่อายใคร

หลินฮุ่ยหัวเราะเสียงใส ลูบหลังสหายรักเบาๆ “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ แต่อย่าพูดเรื่องนี้ออกไปนะฟางฟาง”

หญิงสาวผละออก แล้วก็มองสหายรักตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เห็นว่าไร้รอยขีดข่วนและยังสวยเหมือนเดิมก็วางใจได้ “ฉันรู้ จะลืมให้หมดเลย”

“อื้ม ไปกันเถอะ หิวจะแย่อยู่แล้ว พี่ใหญ่ เดินตามมาเร็วๆ ค่ะ”

หลินอวี่เฉินขึ้นเรือมาได้น้องสาวก็ควงแขนโจวฟางเดินไปไกลเสียแล้ว เขาจึงได้กระซิบสั่งการลูกน้องเสียงแผ่ว “ติดต่อไปทางหัวหน้าหน่วยลำดับที่หนึ่งกับสอง ให้พวกเขาถอนตัวออกจากบริเวณนั้น คืนนี้ฉันจะส่งหน่วยล่าสังหารไปแทน”

“ครับนายท่าน”

 

พอมาถึงร้านอาหาร โจวฟางก็พาสองพี่น้องตระกูลหลินไปที่ห้องส่วนตัว อาหารถูกจัดวางเอาไว้อย่างสวยงาม

“มีแต่ของที่เธอชอบทั้งนั้น รีบกินเร็วฮุ่ยฮุ่ย” ไม่พูดเปล่ายังได้ยื่นตะเกียบให้สหายรักอย่างเอาใจด้วย

หลินฮุ่ยมองโจวฟางยิ้มๆ ก่อนจะคีบอาหารส่งเข้าปากแล้วก็ต้องตาโต “เนื้อเด้งมากเลย อร่อยมากๆ ด้วย”

“อร่อยก็กินเยอะๆ ช่วงนี้ฉันทำเงินจากตลาดหุ้นได้เยอะ ฉันเลี้ยงเธอเอง”

“อื้มๆๆ แล้วเธอซื้อที่ดินได้กี่แปลงแล้วฟางฟาง จะไปซื้อที่อื่นเอาไว้อีกไหม”

“ได้เกือบสิบแปลงแล้วล่ะ ความจริงก็อยากไปซื้อที่ดินที่เซี่ยงไฮ้ด้วย แต่ช่วงนี้ต้องคอยดูก่อนว่าเรือประมงที่ออกหาปลาในทะเลทำเงินได้ดีไหม”

“อ้อ ฉันก็ลืมไปเลยเพิ่งเปิดให้ทำประมงนี่นะ”

“อืม จะลืมก็ไม่แปลกหรอกเพราะเธอออกเรือไปกับเรือขนาดใหญ่ที่หาปลาในน่านน้ำสากล แต่ฉันเพิ่งเริ่มธุรกิจทางนี้ก็เลยต้องหากินแถวนี้ไปก่อน”

“ค่อยเป็นค่อยไปนั่นแหละดีแล้ว อีกอย่างเธอก็ทำหลายอย่างลดความเสี่ยงได้อยู่แล้ว”

หลินอวี่เฉินนั่งฟังน้องสาวคุยกับโจวฟางเงียบๆ แต่ตะเกียบของเขาก็ขยับตลอด นั่นก็คือการคีบอาหารให้น้องสาว โดยที่เขาไม่แตะอาหารมื้อนี้แม้แต่นิดเดียว

โจวฟางเพียงปรายตามองพี่ชายของสหายรัก และนั่นก็ทำให้คิดถึงคนแซ่หาน คนพวกนี้เย็นชาและเข้าถึงยากเกินไป เธอก็ไม่อยากจะยุ่งด้วยสักเท่าไหร่

“เธอเปิดบัญชีแล้วใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย” เธอวกกลับมาที่เรื่องหุ้นอีกครั้ง

“อื้มๆ” หลินฮุ่ยเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อย “ให้คนรู้จักที่มีความรู้เรื่องนี้เป็นตัวแทนน่ะ เธอก็รู้นี่ว่าฉันขี้เกียจอยู่หน่อยๆ”

“สมกับเป็นเธอจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะไม่รบเร้าให้เธอออกมาจากค่ายแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไร ฉันออกมาได้ จริงๆ นะ”

โจวฟางรีบโบกมือเป็นพัลวัน “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้อีก ฉันคงรับไม่ไหวจริงๆ เอาเป็นว่าพวกเราโทรศัพท์คุยกันดีกว่านะ รอให้สถานการณ์ดีขึ้นค่อยออกมาเจอกัน”

หลินฮุ่ยมองสหายรักตาละห้อย ก่อนจะหันไปมองพี่ชาย “พี่ใหญ่ ฉันออกจากค่ายได้ไหมคะ”

หลินอวี่เฉินมองน้องสาว แล้วก็ลูบหัวเธอเบาๆ “ได้เท่าที่เธอต้องการฮุ่ยฮุ่ย”

“พี่ใหญ่ พี่ดีที่สุดเลยค่ะ” หญิงสาวหันไปขยิบตาให้สหายรักที่หน้าเหวอไปแล้ว จากนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างมีความสุข

 

เมื่อกลับมาถึงค่ายจิ้นหนานแล้ว หลินฮุ่ยก็ส่งอุปกรณ์ควบคุมมิติให้พี่ชายอย่างไม่เสียดาย “พี่เอาไปเถอะ ฉันคงไม่ได้ใช้ เผื่อจะเอาไว้ควบคุมศัตรูที่มีมิติเก็บของได้บ้าง”

ชายหนุ่มรับเอามาแล้วก็พูดเรื่องห้วงมิติจิตวิญญาณของจินเฉิน “ลูกน้องของพี่บอกว่าภายในห้วงมิติของจินเฉิน มีกลิ่นอายโบราณมากเลยฮุ่ยฮุ่ย พวกเขาบอกว่าในนั้นกว้างใหญ่หลายล้านตารางกิโลเมตรเลย”

“ก็เขาเป็นมังกรจากยุคโบราณนี่คะ อ้อ ฉันลืมเอาของสิ่งนี้ให้พี่ดู จินเฉินเอาให้ตั้งนานแล้วว” ว่าแล้วเธอก็ส่งถุงมิติให้พี่ชาย

“นะ นี่ มันเกล็ดมังกรทองนี่ฮุ่ยฮุ่ย ทำไมมีเยอะแบบนี้ล่ะ”

“ไม่รู้สิคะ ตอนนั้นฉันไถมา เอ๊ย จินเฉินจ่ายค่าอาหารมาให้ พี่ลองคิดดูแล้วกันว่าจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง”

“เธอนี่นะ เดี๋ยวให้เสี่ยวเย่ไปจัดการ เขาถนัดปรุงยากับสร้างอาวุธ”

“พี่เย่น่ะเหรอคะ ทำไมฉันตรวจสอบอะไรเขาไม่ได้เลยล่ะ ลูกน้องพี่แต่ละคนนี่ไปเก็บเอามาจากต่างมิติหรือเปล่าคะ มีแต่อัจฉริยะทั้งนั้นเลย”

“ถ้ารู้ว่าพวกเขาเป็นอัจฉริยะ ทำไมไม่ยอมให้พวกเขาแสดงฝีมือบ้างล่ะ อย่างวันนี้แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาจัดการเจิ้งเส้าฉินตั้งแต่แรก แต่เธอก็ยังติดเล่นทั้งที่รู้ว่าเขาคงไม่หลงกลอยู่แล้ว”

“แหม ใครจะรู้ล่ะคะ ว่าเขาจะยอมพลีชีพเพื่อคนพวกนั้น”

“ที่นั่นยังมีน้องสาวของเขาอยู่นี่นะ ช่างเถอะถือว่าจัดการศัตรูสำคัญไปได้อีกหนึ่ง” เขาบีบปลายจมูกน้องสาวอย่างไม่รู้จะจัดการกับเธออย่างไรดี

“ถ้าอย่างนั้น สถานที่ที่จัดเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับเขาในวันไหว้พระจันทร์ ยังจะมีอยู่ไหมพี่ใหญ่” เรื่องที่ว่าหลิวอวี่ถิงจะไปที่นั่นคงตัดออกไปได้เลย

“มีสิ นอกจากเจิ้งเส้าฉินแล้ว ก็ยังมีอีกหลายคนที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ก็ให้จินเฉินไปโชว์ตัวสักสองสามรอบ ให้พวกเขาเร่งระดมพลไปที่นั่นเยอะๆ”

“ไม่รู้ว่าพวกเราจะได้เห็นงูใหญ่ตัวนั้นอีกหรือเปล่านะพี่ใหญ่ จินเฉินบอกว่ามันเป็นผู้พิทักษ์ค่ายกลสมบัติ”

“เรื่องนี้ยังไม่แน่หรอก บางทีอาจจะได้เจอก็ได้ เธอลืมไปแล้วเหรอตอนนั้นที่มันมอบแหวนมิติให้พี่ มันฝากมาให้เธอโดยเฉพาะ ถ้าเธอเดินทางไปที่นั่นมันอาจจะมาพบเธอก็ได้นะ”

“อ้อ จริงด้วยค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอาอะไรไปมอบให้งูใหญ่ตัวนั้นดีคะพี่ใหญ่”

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันฮุ่ยฮุ่ย มันน่าจะมีของวิเศษพวกนี้อยู่แล้ว หรือเธอจะชวนมันมาติดตามเธอดีไหม อย่างน้อยด้วยพลังของมันก็น่าจะทำให้เธอปลอดภัยยิ่งขึ้น”

คราวนี้หญิงสาวตาโตขึ้นมาทันที “ดีเลย เป็นความคิดที่ดีมากเลยค่ะพี่ใหญ่!”

 

หนึ่งวันก่อนวันไหว้พระจันทร์ หลินฮุ่ยขลุกตัวอยู่ในครัวเพื่อทำขนมไหว้พระจันทร์ทั้งวัน กระทั่งเย็นย่ำจึงได้เดินออกมาที่ห้องโถง ก็พอดีกับที่หลินอวี่เฉินกลับมาถึงบ้าน

“พี่ใหญ่ ลองชิมขนมที่ฉันทำดูค่ะ” เธอหยิบขนมเปี๊ยะส่งให้พี่ชายถึงปาก

หลินอวี่เฉินเพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าน้องสาวใช้วัตถุดิบที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นมาทำขนมเปี๊ยะ “อร่อยมาก ทำเยอะไหม”

“ลูกน้องของพี่มีตั้งเท่าไหร่ ทุกคนต้องได้กินของอร่อยค่ะ” ว่าแล้วก็ส่งจานขนมเปี๊ยะให้พี่ชาย จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในครัว

หลินอวี่เฉินหยิบขนมเปี๊ยะที่ไม่ได้หวานมากส่งเข้าปากอีกชิ้น จากนั้นก็ถือจานเดินตามน้องสาวเข้ามาในครัว “อ้อ มีเรื่องจะเล่าให้เธอฟังด้วยล่ะฮุ่ยฮุ่ย”

“เรื่องอะไรคะ หรือจะเป็นหลิวอวี่ถิงกับโจวเจ๋อหย่วน” พูดพลางเธอก็คีบขนมใส่ลงไปในกล่องที่สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ

“ไม่ใช่หรอก ให้โอกาสเดาอีกครั้ง” พูดพลางก็หยิบขนมชิ้นที่สามส่งเข้าปากอย่างอารมณ์ดี

“ถ้าไม่ใช่เรื่องของสองคนนั้นหรือจะเป็นเรื่องของฟางฟางกับคนแซ่ฉาง”

หลินอวี่เฉินส่ายหน้าแล้วก็มองน้องสาวยิ้มๆ “ความรักนี่ทำให้คนเราตาบอดและชะล่าใจได้จริงๆ”

“หืม เรื่องของพี่มู่หานเหรอ เกิดอะไรขึ้นที่ปักกิ่งคะ”

“เขาไม่ได้โทรมาบอกเธอเหรอ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะที่ปักกิ่ง”

หญิงสาวยังมีสีหน้าผ่อนคลาย “ฉันไม่ชอบตามติดผู้ชายหรอกนะคะ แม้ว่าเขาจะรักหรือไม่รักฉันก็จะให้ความเป็นส่วนตัว เพราะฉันก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเหมือนกัน”

สีหน้าของหลินอวี่เฉินมีแววชื่นชมน้องสาว มันต้องอย่างนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องเลือกตัวเองก่อนเป็นอันดับหนึ่ง “ตระกูลเย่ ชิงประกาศลงหน้าหนังสือพิมพ์ว่าตระกูลเสิ่นกับตระกูลเย่กำลังจะมีข่าวมงคลในเร็วๆ นี้ และคนจากตระกูลเสิ่นคนนั้นก็คือเสิ่นมู่หาน”

“หืม ตระกูลเย่เป็นตระกูลเดียวกับพี่เย่ไหมคะพี่ใหญ่”

“ไม่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวเย่หรอก เป็นตระกูลเย่ของสะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่นต่างหาก เธอรู้จักผู้หญิงคนนี้ไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“ไม่รู้จักหรอกค่ะ ฉันยังไม่แน่ใจเรื่องของฉันกับพี่มู่หานก็เลยไม่ได้คิดจะสนใจคนในตระกูลของเขาเท่าไหร่ แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอคะ”

“เธอนี่นะ เวลาสนใจก็คุ้ยจนถึงแก่น แต่พอบอกว่าไม่สนใจก็ไม่รู้อะไรเลย สะใภ้ใหญ่ของตระกูลเสิ่นมาจากตระกูลเย่ ทีนี้เธอพอจะเข้าใจหรือยัง”

“อ้อ” รับคำแค่นั้นหลินฮุ่ยก็คีบขนมใส่ลงในกล่องต่อ

“แค่นี้เหรอ ไม่อยากรู้เหรอว่าเสิ่นมู่หานจะทำยังไงต่อไป หรือว่าตระกูลเสิ่นจะออกตัวว่ายังไง”

“ถ้าเขาเลือกตระกูลเย่ เขาคงโทรมาบอกฉันแล้วล่ะค่ะพี่ใหญ่” พูดเท่านั้นก็คีบขนมต่ออย่างสบายใจ

“เธอนี่นะ วางใจเกินไปแล้วนะ”

“วางใจอะไรได้ล่ะคะ ฉันยังไม่ได้มอบหัวใจให้ใครต่างหาก พึ่งคน คนล้ม พิงภูเขา เขาถล่ม ดังนั้นต้องพึ่งตัวเอง อ้อ ไม่สิ ฉันยังมีพี่ใหญ่อยู่ทั้งคน นอกจากพี่แล้วฉันก็ไม่เคยไว้ใจใครหรอกค่ะ คนอื่นก็คือคนอื่น ต่อให้รักแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับพี่ที่เป็นคนสายเลือดเดียวกัน”

คราวนี้เป็นหลินอวี่เฉินบ้างที่อึ้งไป แต่ไม่นานเขาก็วางจานขนมเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปกอดปลอบน้องสาว “พี่ไม่รู้จะโทษอะไรดี ที่ทำให้เธอและพี่ต้องพลัดพรากกันไปตั้งยี่สิบปีฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยกอดตอบพี่ชาย “โทษคนอื่นสิคะ พวกเราไม่ได้ทำผิดต่อพวกเขาเสียหน่อย”

“หึหึ โทษคนอื่นๆ ดีมากน้องรัก ก่อนที่พี่จะเปิดใจยอมรับเสิ่นมู่หาน เมื่อก่อนก็ยังกังวลอยู่ว่าเธอจะรักเขาจนหัวปักหัวปำ แต่ตอนนี้พี่สบายใจแล้วล่ะ”

“ฮึ! ใครจะไปฝากความหวังเอาไว้ที่คนอื่นล่ะคะ ตั้งแต่เด็กฉันก็ไม่เคยมีความคิดแบบนี้แล้ว โตมาขนาดนี้แล้วจะทำแบบนั้นได้ยังไง พี่ดูหัวของฉันสิ ยังมีสมองอยู่นะคะ”

“อื้มๆๆ พี่เข้าใจเธอนะเพราะพี่ก็เป็นเหมือนเธอ”

หลินฮุ่ยหัวเราะคิกคักอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของพี่ชาย ก่อนจะผละตัวออกมา “ขนมพวกนี้ให้พี่กับลูกน้องนะคะ ส่วนกล่องใหญ่นี้ฝากพี่เอาไปมอบให้ครอบครัวพี่หานหน่อย”

“เธอไม่ออกไปข้างนอกเหรอ”

“ช่วงนี้มีหลายอย่างที่ต้องทำค่ะ พืชผักบนเกาะลอยฟ้าก็ถึงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องเร่งจัดการให้เสร็จก่อนไปที่นั่น”

“วันนี้พี่ว่าง ให้พี่เข้าไปช่วยดีไหม”

“ดีสิ ในแปลงเห็ดหลินจือ แปลงโสมป่า แปลงถั่งเช่ามีผลึกมากมายผุดขึ้นมา พี่เข้าไปก็แวะไปเก็บหน่อยนะคะ เดี๋ยวจินเฉินจะเอาไปกินเล่นหมดเสียก่อน”

“งั้นก็ไปตอนนี้เลยดีไหม”

“ดีค่ะ” แต่ขณะที่หลินฮุ่ยกำลังจะพาพี่ชายเข้าไปในมิติ เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน “พี่มู่หานโทรมาค่ะ พี่จะอยู่ฟังด้วยกันไหม”

“ไม่ล่ะ เรื่องของเธอกับเขาพี่ไม่ก้าวก่ายแล้ว ส่งพี่เข้าไปในมิติก่อนแล้วกัน”

หญิงสาวมองพี่ชายอย่างชื่นชม พี่ใหญ่กับเธอนิสัยค่อนข้างจะคล้ายกันเลย “ถ้างั้นพี่เรียกจินเฉินด้วยนะคะ”

“อืม” เพียงแค่เขารับคำหลินฮุ่ยก็ส่งเขาเข้าไปในมิติทันที

หลินฮุ่ยเดินกลับไปที่ห้องนอน แล้วจึงกดรับโทรศัพท์จากปักกิ่ง “พี่มู่หาน ฉันทำขนมไหว้พระจันทร์เอาไว้เยอะเลย พี่อยากจะชิมสักชิ้นไหมคะ”

เสิ่นมู่หานได้ยินเสียงที่สดใสไร้ความกังวล สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลาย “อาเฟยไปที่นั่นแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงพี่น่าจะไปถึง ออกมาเจอพี่ได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย”

หญิงสาวเลิกคิ้วน้อยๆ อย่างสงสัย “มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”

“นิดหน่อยน่ะ พี่เลิกงานแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากเห็นหน้าเธอมากกว่า”

“อ้อ” วันนี้ทำขนมมาทั้งวันหลินฮุ่ยรู้สึกเพลียอยู่ไม่น้อย จึงได้ล้มตัวลงนอนบนเตียง “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ ฉันจะเตรียมเอาไว้ให้”

“ไม่ต้องหรอก เธอจำบ้านหลังนั้นได้ไหม อาเฟยน่าจะสั่งแม่บ้านให้เตรียมอาหารเอาไว้แล้วล่ะ”

“บ้านหลังนั้น จำได้ค่ะ พี่จะมาค้างที่บ้านหลังนั้นเหรอ”

“ถ้าเธอยอมค้างที่นั่นด้วย พี่ก็อาจจะค้าง” ชายหนุ่มพูดความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเป็นเขาและสถานะไม่อาจพูดทุกเรื่องที่อยากพูด แต่สำหรับฮุ่ยฮุ่ยเธอคือข้อยกเว้น

“ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นี่คะ บ้านหลังนั้นก็มีตั้งหลายห้องนี่”

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย “งั้นพี่จะค้างที่นั่นกับเธอ”

“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้พี่สืออีไปส่งแล้วกัน มีอะไรค่อยคุยกันนะคะ ฉันขอเปลี่ยนชุดก่อน วันนี้ทำขนมทั้งวันเลย ตามตัวก็มีแต่แป้ง”

“แล้วเจอกันนะฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยเข้าไปในมิติก็เห็นว่าทุกอย่างถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว หญิงสาวมองพี่ชายแล้วก็มองจินเฉินอย่างอึ้งๆ “เรียบร้อยแล้วเหรอพี่ใหญ่ ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะคะ”

“ฝีมือจินเฉินน่ะสิ พี่ขอยืมตัวเขาไปจัดการในมิติสักวันนะฮุ่ยฮุ่ย”

“แล้วผลึกพวกนั้นล่ะคะเก็บหรือยัง”

“เก็บแล้วล่ะ อ้อ เรื่องเหมืองแร่น่ะพี่ให้จินเฉินช่วยสร้างให้แล้วนะ ต่อไปเขาก็จะเป็นคนจัดการให้เธอเอง” ว่าแล้วหลินอวี่เฉินก็เตรียมตัวจะออกไปจากมิติของน้องสาว

“จะออกไปแล้วเหรอคะ”

“อืม เธอต้องไปเจอมู่หานไม่ใช่เหรอ พี่ก็จะเอาขนมไปแจกลูกน้องเหมือนกัน”

“พี่ไม่ห้ามฉันหน่อยเหรอคะพี่ใหญ่”

ชายหนุ่มหันมายิ้มแล้วก็ดีดหน้าผากน้องสาวไปหนึ่งที “เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่ไม่ได้เป็นตาลุงคร่ำครึขนาดนั้นหรอก ประสบการณ์ชีวิตไม่มีใครสอนกันได้ เธอต้องเรียนรู้มันเองทุกอย่างน้องรัก”

หญิงสาวโถมตัวเข้ากอดพี่ชายแล้วก็หอมแก้มเขาไปหลายฟอด “พี่ใหญ่ ฉันรักพี่ที่สุดเลยค่ะ”

“จินเฉินๆ นายช่วยฉันที ดูยัยตัวแสบทำสิ น้ำลายเต็มหน้าฉันหมดแล้วเนี่ย!”

หลินฮุ่ยหัวเราะเสียงใส เธอผละออกมาแล้วก็มองพี่ชายยิ้มๆ ก่อนจะโบกมือหนึ่งครั้งก็ส่งเขากับจินเฉินออกไปด้านนอก จากนั้นก็ไปที่วิลล่าเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

พอออกมาข้างนอกอีกครั้งพี่ชายและลูกน้องคนสนิทของเธอก็ไม่อยู่แล้ว “พี่สืออี พี่ใหญ่ล่ะคะ”

“ไปธุระกับจินเฉินครับคุณหนู นายท่านบอกเอาไว้ว่าให้ผมพาคุณหนูออกไปทำธุระข้างนอก คุณหนูจะไปไหนครับ”

“ไปบ้านตากอากาศริมทะเลของพี่มู่หาน”

“จะไปตอนนี้เลยไหมครับ” เขายื่นมือออกไปให้คุณหนูจับ

“ไปตอนนี้เลยค่ะ” หลินฮุ่ยวางมือลงบนมือของสืออี ร่างของเธอและเขาก็เลือนหายไปทันที