แลกเปลี่ยนความคิด
แลกเปลี่ยนความคิด
เสิ่นมู่หานมาถึงบ้านพักตากอากาศก็เจอว่าอาเฟยและสืออียืนอยู่หน้าประตู พอเดินเข้าไปในบ้านเขาก็พบว่าหลินฮุ่ยกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ เธออยู่ในชุดเดรสเรียบๆ แต่หรูหราดูดีทุกการเคลื่อนไหว ใบหน้าที่แต่งแต้มเพียงเล็กน้อยทำให้เธอสวยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศรอบตัวของเธอ ที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้
ชายหนุ่มเดินเข้าไปแล้วก็สวมกอดเธอจากด้านหลัง “คิดถึงเธอจังฮุ่ยฮุ่ย”
“กินข้าวก่อนดีกว่านะคะ กินอิ่มแล้วสมองก็จะปลอดโปร่ง” หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเขาในทันที
“อืม กินข้าวก่อนก็ได้” ว่าแล้วเขาก็ผละออกจากร่างบอบบางหอมกรุ่น จากนั้นก็เลื่อนเก้าอี้ให้เธอก่อน
หญิงสาวนั่งลงอย่างว่าง่าย รอจนเขานั่งลงข้างกันแล้วจึงได้ตักข้าวใส่ชามแล้วยื่นตะเกียบส่งให้เขา “มาอยู่ภาคใต้ได้สักพัก ฉันก็เริ่มจะติดการกินข้าวสวยแล้วล่ะค่ะพี่มู่หาน”
“อืม อาหารทางนี้ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน” ชายหนุ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารวางลงบนชามข้าวของหญิงสาวก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นถึงคีบให้ตัวเอง
“วันก่อนพี่ใหญ่มีเวลาว่างนิดหน่อย ก็เลยชวนไปเก็บหอยที่ชายหาด ได้กลับมาเยอะเลยค่ะ เอามาทำอาหารอร่อยมาก” พูดไปพลางเธอก็ยิ้มอย่างมีความสุขไปพลาง
ชายหนุ่มมองรอยยิ้มของหญิงสาวแล้วก็พลอยมีความสุขกับเธอไปด้วย “เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก พี่ก็เคยไปเก็บหอยที่ชายหาดเหมือนกัน”
“พี่เคยมาอยู่ที่ภาคใต้หรือคะ”
“ก็ไม่ได้มาพักอยู่นานหรอกนะ แค่มาช่วงปิดเทอมไม่กี่วันเพราะพี่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกับคุณปู่แล้วก็ท่านบรรพชนตระกูลเสิ่น”
หญิงสาวถึงกับหยุดนิ่งไปเพราะไม่คิดว่าเขาจะบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้ฟัง “แสดงว่าพี่มู่หานไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัวใช่ไหมคะ” คราวนี้เป็นเธอที่คีบกุ้งที่แกะแล้วให้เขาบ้าง
“อืม” เขารับคำแค่นั้น แล้วก็กินข้าวเงียบๆ ไม่ชวนคุยต่อ
มื้ออาหารผ่านไป โดยที่อาหารทุกอย่างถูกคนทั้งสองกินจนเกลี้ยง แม่บ้านเข้ามาเก็บจานชามออกไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นมู่หานกับหลินฮุ่ยก็พากันออกไปเดินเล่นย่อยอาหารที่ชายหาดหน้าบ้านพักตากอากาศ “เธอคงเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือไม่ก็ได้ดูจากโทรทัศน์แล้วใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ “ฉันไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิพม์หรือดูโทรทัศน์หรอกค่ะ แค่ได้ยินพี่ใหญ่เล่าให้ฟังมานิดหน่อย”
“เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้”
“ต้องคิดอะไรล่ะคะ พี่ก็ไม่ได้คิดจะไปแต่งกับคนตระกูลเย่เสียหน่อย หรือว่าพ่อกับแม่ของพี่บังคับให้พี่แต่งกับผู้หญิงคนนั้น”
“พ่อกับแม่ไม่ได้บังคับหรอก แต่เป็นพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ที่มาคุกเข่าขอร้องให้พี่ยอมแต่งงานกับคนตระกูลเย่”
“โอ้! คนทุกวันนี้คุกเข่ากันได้ง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอคะ” คำบอกเล่าจากเขาทำเอาเธอตกใจไม่น้อยเลย
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปกุมมือของเธอเอาไว้ มืออีกข้างก็ช่วยเกี่ยวปอยผมที่ลมพัดไปทัดเอาไว้ที่หูให้อย่างทะนุถนอม “ไม่ถามหน่อยเหรอว่าพี่ยอมพวกเขาหรือเปล่า”
“ทำไมต้องถามด้วยล่ะคะ พี่เก่งขนาดนั้นจะยอมให้คนอื่นมาบังคับได้ยังไงกัน”
“แต่พวกเขาก็ยังเลือกจะใช้คุณธรรมมาบีบบังคับ พี่ใหญ่คนนี้จิตใจของเขาอ่อนแอจนถูกชักจูงได้ง่าย ดูก็รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ร่วมมือกับคนบ้านเดิมของเธอ แล้วแกล้งแสดงละครตบตา”
“แล้วพ่อกับแม่ของพี่ก็ยอมให้พวกเขาพล่ามเรื่องพวกนี้เหรอคะ”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่เผลอเอาใจช่วยเขาโดยไม่รู้ตัว “ตอนที่พวกเขามาพูดกับพี่ พ่อกับแม่ไม่อยู่ด้วยน่ะสิ ไม่อย่างนั้นคงได้มีเลือดตกยางออกกันบ้าง เธอไม่รู้หรอกว่าแม่ของพี่รักเธอมากแค่ไหนฮุ่ยฮุ่ย”
ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว หญิงสาวถึงกับกระพริบตาปริบๆ “รักฉันหรือคะ ฉันไม่ได้ทำอะไรให้พวกท่านเลย อีกอย่างก็ยังไม่เคยพบพวกท่านด้วยซ้ำ”
“เธอนี่นะ คิดว่าระดับพวกท่านแล้ว ถ้ารู้ว่าลูกชายตัวเองไปชอบผู้หญิงสักคน พวกท่านจะไม่สืบหรือไง”
“เรื่องสืบประวัติก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกค่ะ แต่ของแบบนั้นมันเทียบไม่ได้กับการเจอตัวจริงแล้วก็พูดคุยกันนะคะ แต่ช่างเรื่องนี้ก่อนเถอะ แล้วพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ของพี่ทำยังไงต่อไปคะ”
“พวกเขาพาผู้หญิงคนหนึ่งมาด้วย น่าจะเป็นคนตระกูลเย่”
“คนที่อยากแต่งงานกับพี่น่ะเหรอ อืม ฟังดูแล้วก็แปลกๆ นะคะ”
“อืม มาถึงก็เอาแต่ฟูมฟายจะเข้าถึงเนื้อถึงตัวตลอด พี่ต้องเรียกอาเฟยมาเป็นไม้กันหมา อาเฟยน่าจะเตะผู้หญิงคนนั้นไปหลายครั้งเลยล่ะ”
หลินฮุ่ยถึงกับตะลึง พี่เฟยนี่นะเตะผู้หญิง แต่ไม่นานก็กลับเข้าเรื่อง “ตระกูลเสิ่นกับตระกูลเย่ ชักจะน่าสนใจขึ้นมาเสียแล้วสิ หรือจะเป็นเรื่องของขั้วอำนาจในปักกิ่งที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คะ”
“เธอเดาถูกแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย พ่อกับแม่พี่ตัดสินใจไปแล้วว่าจะหนุนหลังตระกูลหลินของพวกเธอ คนพวกนั้นก็เลยเริ่มแผนการ”
“เล่นประกาศลงหนังสือพิมพ์แบบนี้ ยังต้องการหน้าตาอยู่ไหมคะ ยังไงก็น่าจะรู้ว่าตระกูลเสิ่นจะต้องปฏิเสธอยู่แล้ว”
“พวกเขาคิดจะมัดมือชก เธอไม่รู้หรอกว่าวันนั้นพี่ใหญ่เขานัดพี่ไปที่ไหน”
“หืม ที่คุยๆ กันอยู่นี่ไม่ได้คุยที่บ้านตระกูลเสิ่นหรือคะ หรือว่าจะเหมือนในนิยายที่เวลาวางแผนร้ายแล้วไปที่โรงแรมหรือไม่ก็ไปร้านอาหารที่มีห้องส่วนตัว เวลาจะวางยาหรือจะทำอะไรก็จะง่ายขึ้น”
“เธอนี่นะ” ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะพูดต่อ “เป็นร้านอาหารจริงๆ นั่นแหละ”
“นั่นไง ตามพล็อตเป๊ะๆ วันนั้นพี่คงไม่ได้โดนวางยาหรอกใช่ไหม”
“โดนสิ ทำไมจะไม่โดนล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะกล้าเปิดปากคุยเรื่องนี้เหรอ เธอไม่รู้หรอกว่าพี่ต้องข่มกลั้นเอาไว้แค่ไหน”
“พวกเขาใช้ยาที่ส่งผลต่อผู้ฝึกพลังหรือคะ แบบนี้ดูเบาไม่ได้แล้วนะ”
“อืม ยาพวกนั้นนั่นแหละถ้าไม่ได้ปรุงยาแก้พิษเอาไว้ล่ะก็ คงได้มาหาเธอถึงภาคใต้ตั้งแต่วันนั้นแล้วล่ะ”
หญิงสาวมองเขาแล้วก็ยิ้มแหย มาให้เธออัดอย่างนั้นเหรอ “แล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ของพี่กับพี่ชายแล้วกับที่บ้านเป็นยังไงคะพี่มู่หาน”
“เธอคิดว่ายังไงล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องมีการประชุมของผู้อาวุโสในตระกูลสิคะ จะมาตัดสินใจกันมั่วๆ ไม่ได้ แล้วผลออกมาเป็นยังไง”
สายตาที่มองหญิงสาวเต็มไปด้วยความอบอุ่น เธอไม่ค่อยพูดมากแต่ถ้าพูดออกมาแล้ว ก็คาดเดาสถานการณ์ได้เป็นฉากๆ ราวกับคนที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งชีวิต
“ให้พี่ใหญ่หย่ากับพี่สะใภ้ใหญ่น่ะสิ”
“โอ้! ฉันมีน้ำหนักในใจพ่อแม่ของพี่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วแบบนี้พวกเขาจะหย่ากันไหม ฉันขอเดานะว่าไม่มีทางหย่าแน่ๆ”
“เป็นแบบนั้นแหละ ทางผู้อาวุโสก็เลยขับพี่ใหญ่ออกจากตระกูลเสิ่น”
หลินฮุ่ยถึงกับหยุดเดิน หันไปสบสายตากับเขาตรงๆ “แบบนี้ก็ได้เหรอคะ นั่นเขาเป็นพี่ชายคนโตเลยนะคะ”
“ตั้งแต่เด็ก ทุกคนก็ให้ความสำคัญกับพี่มาตลอดเพราะร่างกายของพี่เป็นร่างกายที่มีความพิเศษกว่าคนอื่นในตระกูล ดังนั้นแม้เขาจะเป็นพี่ชายคนโตของบ้าน แต่ก็ไม่ได้มีผลกับการตัดสินใจของคนในตระกูล”
“แต่บ้านของพี่ก็ไม่ใช่บ้านใหญ่ในตระกูลไม่ใช่หรือคะ อย่าบอกนะ ว่าพี่ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปน่ะ”
“เป็นแบบนั้นล่ะ นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่พี่ใหญ่ตามใจพี่สะใภ้ใหญ่มาตลอด ปล่อยให้เธอได้พูดคำพูดที่ไม่เหมาะสมทุกครั้งที่มีโอกาส โดยที่เขาได้แต่ทำหน้าตาเหมือนคนที่จนใจ ทั้งที่ในใจเขาก็อาจจะแอบสะใจอยู่ลึกๆ”
“ความรู้สึกนี้ฉันพอจะเข้าใจนะ ความรู้สึกที่ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือแม้แต่การด้อยค่าตัวเอง แต่ของฉันอาจจะรุนแรงกว่าพี่ใหญ่ของพี่หลายเท่า”
“พี่ก็เข้าใจนะ แต่ก็พยายามที่จะชดเชยให้เขามาตลอด”
“จิตใจของคนเราเป็นสิ่งที่ถมไม่เต็มหรอกค่ะ แบบนี้ตระกูลเสิ่นกับตระกูลเย่ไม่เป็นศัตรูกันไปเลยเหรอคะ”
“พวกเราไม่เคยกลัวตระกูลเย่หรอกนะฮุ่ยฮุ่ย เพียงแค่ยังสืบไม่ได้ว่าตระกูลไหนหรือใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา” พูดออกไปแล้วก็จูงมือเธอเดินกลับไปทางเดิมเพราะมันเริ่มมืดแล้ว
“ถ้าพี่ใหญ่ของฉันย้ายกลับปักกิ่ง ก็คงจะมีเรื่องให้ปวดหัวแบบนี้สินะ”
“ด้วยสถานะของพวกเราคงอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้หรอกฮุ่ยฮุ่ย”
เธอพยักหน้าเห็นด้วย “เมื่อก่อนฉันเคยคิดแบบเด็กๆ นะคะ ถ้าโลกนี้มันวุ่นวายนักก็แค่หันหลังให้คนทั้งโลก อยู่กับตัวเอง สนใจแค่ตัวเอง มีชีวิตเพื่อตัวเองก็น่าจะพอแล้ว แต่พอเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ได้รู้ความจริงและความโหดร้ายของโลกนี้ ความคิดของฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป”
“พี่ก็เคยคิดเหมือนเธอ แต่ทำได้แค่ในฝันเท่านั้น ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ดี”
“แต่ถึงความคิดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยลืมเลยก็ยังมีอยู่นะคะพี่มู่หาน”
“อะไรเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ตัวฉันไงคะ ถึงแม้จะยอมรับผู้คนมากมายเข้ามาในชีวิต แต่ฉันไม่เคยลืมตัวเอง ไม่เคยลืมที่จะปลอบใจตัวเองในยามเสียใจ ไม่ลืมที่จะมอบความรักและโอบกอดตัวเอง ฉันถึงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้” นับว่าเธอได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเขาไปไม่น้อยเลย ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับตัวตนของเธอได้ไหม
“ตัวเองเหรอ” ชายหนุ่มถึงกับชะงักไป แต่ไม่นานเขาก็ส่งยิ้มกว้างให้หญิงสาว “ถ้าเธอไม่พูดถึงเรื่องนี้ พี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน มิน่าล่ะเธอถึงไม่มีความคิดที่จะพึ่งพาใคร แม้แต่พี่เธอก็พยายามจะผลักไสตลอด”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ สถานการณ์มันหล่อหลอมให้เป็นแบบนี้ไปแล้ว”
ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าบ้านพักตากอากาศ เขาโบกมือเพียงครั้ง อาณาเขตปิดกั้นก็ถูกสร้างขึ้น “มีเอกสารบางอย่างที่พี่อยากให้เธอดู เธอยินดีไหมฮุ่ยฮุ่ย”
นี่สินะจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา เธอมองหาพี่สืออีก็เห็นว่ากระเด็นออกไปอยู่นอกอาณาเขตแล้ว ดีนะที่มีพี่เฟยอยู่เป็นเพื่อนอยู่ตรงนั้น
“เอกสารเหรอคะ ต้องบอกก่อนว่าเป็นเอกสารอะไร ถ้าเป็นความลับระดับชาติฉันก็ไม่กล้าดูหรอกนะ”
“เป็นเอกสารพวกนั้นแหละ เธอน่าจะคุ้นเคยกับพวกมันมากกว่าพี่นะ” เขาจูงมือเธอเข้าไปในบ้านด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย
กลายเป็นหญิงสาวที่ไม่กล้าจะก้าวต่อไปเพราะที่ผ่านมา เธอทำเพียงมอบงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีพวกนั้นออกไปผ่านทางพี่ชายเท่านั้น เธอไม่มีความกล้าที่จะเผยตัวตนหรอกนะ
“ฉันเปลี่ยนใจได้ไหม ขอกลับบ้านตอนนี้เลย”
“ไม่ทันแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย พรุ่งนี้เช้าพี่จะไปส่งเธอที่ค่ายจิ้นหนานเอง”
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของหลินอวี่เฉิน หญิงสาวก็เห็นว่ามีเอกสารมากมายเกี่ยวกับงานวิจัย ที่เคยมอบให้พี่ชายไปทั้งหมด แต่ที่อยู่ในมือของเขามันเป็นฉบับที่ไม่สมบูรณ์
หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “มันกองอยู่ตรงนี้หมดเลย หรือว่าตระกูลเสิ่นจะอยู่เบื้องหลังสถาบันวิจัยหลายแห่ง”
“เธอคิดว่าไงล่ะฮุ่ยฮุ่ย มีต้นฉบับไหม พี่ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว”
“พี่คิดว่าไงล่ะ” เธอถามกลับอย่างยียวนกลับไปบ้าง
“คิดราคามาได้เลย เท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย”
คราวนี้หลินฮุ่ยดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว “นอกจากสถาบันวิจัยแล้ว ตระกูลเสิ่นก็ยังมีหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยใช่ไหมคะพี่มู่หาน”
“อืม ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในนั้นเราก็จะควบคุมทิศทางไม่ได้ ขืนปล่อยให้คนที่คิดแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองควบคุม การพัฒนาประเทศก็จะล่าช้าออกไปเรื่อยๆ”
“งั้นก็แบ่งหุ้นให้ฉันเป็นไงคะ ฉันไม่ขอมากหรอกแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ก็พอ อยากได้งานวิจัยอะไรฉันก็จะหามาให้”
“พี่ให้เธอสิบเปอร์เซ็นต์ไปเลยฮุ่ยฮุ่ย”
“พี่ตัดสินใจคนเดียวได้เลยเหรอ ไม่เข้าที่ประชุมก่อนหรือไง”
“ยังจะมีใครที่กล้าไม่เห็นด้วยล่ะ เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
หญิงสาวรีบส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เสียเปรียบสักนิด ฉันไม่ใช่คนโลภมากเสียหน่อย อีกอย่างเมื่อก่อนที่ไม่กล้านำของพวกนี้ออกมา ก็เป็นเพราะว่าไม่มั่นใจว่าจะมอบให้คนดีหรือคนชั่ว กลัวว่ามันจะกลายเป็นดาบที่หันหาตัวเองในสักวัน ใจจริงฉันก็อยากจะเห็นประเทศชาติพัฒนาเหมือนกันนะ”
“แสดงว่าพี่เป็นคนดีในสายตาเธอสินะ”