หาเงินก่อนเปิดเทอม
หาเงินก่อนเปิดเทอม
หลินฮุ่ยกับโจวฟางออกจากร้านอาหารในตอนบ่าย จากนั้นก็ไปเช่าบ้านหลังเล็กเอาไว้เป็นฉากบังหน้า เสร็จแล้วก็ไปดูแผงที่โจวฟางและสหายคนอื่นร่วมหุ้นกัน
“เธอจะกลับตอนนี้เลยไหมฮุ่ยฮุ่ย ฉันจะไปส่งเธอที่ป้ายรถประจำทาง” โจวฟางที่เช็กรายการสินค้าเสร็จแล้วก็เตรียมจะกลับบ้านทันทีเพราะอีกไม่นานก็เย็นแล้ว
“เธอกลับก่อนเลยฟางฟาง ฉันอยากจะอยู่ช่วยขายเสื้อผ้าต่ออีกสักหน่อย” คุยพลางก็ส่งถุงสินค้าให้ลูกค้าไปด้วย ตอนนี้เธอชักจะสนุกเสียแล้วสิ
“เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่ากลับมืดนะ”
“อืม เธอก็รีบกลับบ้านเถอะ ถ้ากลับไม่ทันฉันก็จะนอนที่บ้านเช่านั่นแหละ” บ้านเช่าหลังเล็กของเธออยู่ไม่ไกลจากจุดที่ตั้งแผงขายเสื้อผ้าเท่าไหร่ เดินแค่ห้านาทีก็ถึงแล้ว
“ก็ได้ๆ ฉันจะกลับก่อน พวกเธอก็ดูแลฮุ่ยฮุ่ยแทนฉันด้วยนะ จะรีบกลับไปโทรสั่งสินค้า พวกเขาจะได้ส่งมาปักกิ่งเร็วๆ”
“ได้สิ ไม่มีปัญหาหรอก ถ้ามันค่ำฉันจะขับรถไปส่งฮุ่ยฮุ่ยที่บ้านก็ได้” หุ้นส่วนที่เป็นสหายอีกคนรับอาสาอย่างจริงจัง
โจวฟางพูดอะไรต่ออีกสองสามประโยคแล้วก็รีบเดินทางกลับบ้านของเธอทันที
หลินฮุ่ยก็อยู่ขายเสื้อผ้าช่วยสหายของโจวฟางต่ออีกสองชั่วโมง เธอจึงขอตัวกลับ ดูเวลาแล้วยังมีรถประจำทางกลับเขตซีเฉิงอยู่ เธอจึงเลือกกลับไปนอนที่บ้านแทนที่จะนอนบ้านเช่า
พอกลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่โทรจากไหนเหรอ ไม่ใช่ว่าพี่อยู่บนรถไฟหรือคะ”
“พี่โทรจากสถานีระหว่างทางน่ะฮุ่ยฮุ่ย พี่โทรสั่งให้คนคัดเลือกสินค้าดีๆ จากเซินเจิ้นให้เธอแล้วนะ อีกสองวันน่าจะถึง เธอก็มารอรับที่สถานีรถไฟได้เลย”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะพี่ใหญ่ ดีเลย วันนี้ฉันไปช่วยฟางฟางขายเสื้อผ้าที่แผงของเธอ ขายดีมากๆ เลยค่ะ แล้วฉันก็รู้สึกว่ามันสนุกด้วย”
“ดีแล้วล่ะ แต่สินค้าล็อตนี้ไม่ได้มากนะ พี่กะว่าถึงตอนที่เธอใกล้จะเปิดเทอมมันก็จะขายหมดพอดี”
“ไม่มากก็ไม่เป็นไรค่ะพี่ใหญ่ ว่าแต่พี่เถอะได้กินอะไรหรือยัง อย่าลืมกินข้าวนะคะ”
“กินแล้ว เพิ่งกินเสร็จเมื่อกี้ก็มาโทรหาเธอนี่แหละ”
“วันนี้ฉันพาฟางฟางไปเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหาร แต่เจอคนตระกูลหลิวกับหลิวอวี่ถิงด้วยล่ะพี่ใหญ่” น้ำเสียงของเธอไม่สู้ดีและก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และตอนนี้เธอก็อยากจะฟ้องพี่ชายของเธอ
“พวกเขามายุ่งกับเธอไหมฮุ่ยฮุ่ย เธออย่าไปยอมพวกเขานะ”
“ฉันโต้กลับพวกเขาจนวิ่งเตลิดกลับไปเลยค่ะพี่ใหญ่ พี่ว่าฉันเก่งไหมคะ” เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะออกมาเสียงใส
“เก่งมากน้องรัก อะไรที่ยอมได้ก็อย่าไปยอม” จากประวัติที่ลูกน้องส่งมาให้ ตลอดเวลายี่สิบปีน้องสาวของเขายอมคนพวกนี้มาทั้งชีวิตแล้ว เรื่องอะไรจะต้องยอมก้มหัวให้คนพวกนั้นอีก เกิดเป็นคนตระกูลหลินยอมให้แค่ความถูกต้องและประเทศชาติเท่านั้น
“พี่ใหญ่” เธอเรียกชื่อเขาอย่างพึงพอใจ ในหัวใจรู้สึกอิ่มเอมและได้รับการเติมเต็ม “พี่ดีที่สุดเลยค่ะ ฉันชอบที่พี่ตามใจฉันจัง”
“ฮึ! เด็กโง่ เธอเป็นใครล่ะเป็นน้องสาวของพันโทหลินอวี่เฉินเชียวนะ ถ้าย้ายกลับปักกิ่งได้พี่จะเหยียบคนพวกนี้ให้จมดินเลย บังอาจมารังแกน้องสาวของพี่”
“ถ้าย้ายกลับมาปักกิ่งแล้วตำแหน่งเจ้าหน้าที่พรรคของพี่ล่ะคะ” นอกจากพี่ชายของเธอจะเป็นนายทหารยศสูงเงินเดือนสูงที่กว่างโจวแล้ว เขายังมีตำแหน่งสำคัญในพรรคระดับมณฑลทางภาคใต้อีกด้วย
“รอทำภารกิจสำคัญๆ สำเร็จ เรื่องตำแหน่งในพรรคส่วนกลางก็ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกฮุ่ยฮุ่ย ถึงตอนนั้นเธอเชิดหน้าให้สูงๆ เลยนะน้องรัก” เมื่อก่อนเขาไม่อยากกลับมาที่ปักกิ่ง แต่พอหาน้องสาวตัวจริงเจอแล้วเขาก็อยากจะกลับมาดูแลเธอ และคาดว่าอีกไม่เกินสามปีเขาจะต้องได้กลับบ้านเกิดสมใจแน่ๆ
“ได้ค่ะพี่ใหญ่ ฉันจะเฝ้ารอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ” หลินฮุ่ยหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข เธอไม่ใช่คนที่จะมีนิสัยแบบนั้นหรอก นี่ก็แค่คุยเล่นกับพี่ชาย แต่ถ้าจะใช้จริงก็ต้องใช้กับคนตระกูลหลิวและคนที่คิดร้ายกับเธอเท่านั้น
“อืม ดีมาก นี่ก็จะสองทุ่มแล้ว รีบเข้านอนนะ พี่ต้องกลับขึ้นรถไฟแล้ว”
“ค่ะพี่ใหญ่ เดินทางปลอดภัยนะคะ” พี่ชายวางสายไปแล้ว แต่หลินฮุ่ยยังคงมองโทรศัพท์ด้วยสายตาเป็นประกาย “ฉันจะต้องทำให้ตระกูลหลินกลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงในปักกิ่งให้ได้!”
สองวันต่อมาหลินฮุ่ยก็มารอรับพัสดุจากเซินเจิ้น แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจกับคำว่าไม่มากของพี่ชายเพราะมีกล่องขนาดใหญ่ถึงยี่สิบกล่อง
โจวฟางที่อาสามาขนของช่วยก็ถึงกับตะลึงไปเลย “นะ นี่ ไหนเธอบอกว่าไม่มากไงฮุ่ยฮุ่ย นี่มันเกินคำว่ามากไปเยอะเลยนะ”
“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะฟางฟาง ก็พี่ใหญ่บอกว่าไม่มากนี่นา” เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใส “เอาละ คงจะขนขึ้นรถเก๋งของพี่ใหญ่เธอไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าพวกเราไปจ้างรถรับจ้างทางฝั่งโน้นดีกว่านะ”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แล้วจะเอาของพวกนี้ไปไว้ที่ไหนดี”
“บ้านเช่าสิ ที่นั่นใกล้กับที่ตั้งแผงขายของด้วย”
“งั้นก็ไปกัน”
จากนั้นหลินฮุ่ยก็ไปจ้างรถมาขนกล่องทั้งหมดให้ไปส่งที่บ้านเช่าหลังเล็กใกล้มหาวิทยาลัย เธอและโจวฟางช่วยกันเปิดกล่องออกดูทีละกล่อง
“ว้าว! กล่องนี้เป็นนาฬิกาแฟชั่นของผู้หญิงด้วยล่ะฮุ่ยฮุ่ย พี่ชายของเธอนี่มีคนรู้จักเยอะเลยใช่ไหม”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันฟางฟาง แต่น่าจะพอรู้จักพ่อค้าแม่ค้าทางนั้นอยู่นะ” เธอมองนาฬิกาแฟชั่นที่มีเต็มกล่อง แล้วหัวใจก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
โจวฟางดูนาฬิกาจนพอใจแล้วก็เปิดกล่องต่อไป แล้วก็ต้องอุทานขึ้นมาอีก “ไอ้หยา! นี่มัน นี่มัน”
“อะไรเหรอ” หลินฮุ่ยชะโงกหน้าเข้าไปดูในกล่อง แล้วก็ต้องตาโตเท่าไข่ห่าน “นี่มัน ชุดชั้นในลายลูกไม้นี่ สวยจังเลย”
“อย่าดู เด็กอย่างเธออย่าดูเด็ดขาดนะฮุ่ยฮุ่ย” ว่าแล้วก็ผลักหัวเล็กๆ ของสหายรักออกไปแล้วก็ปิดฝากล่องลงทันที
“พวกเราอายุเท่ากันไม่ใช่เหรอไงฟางฟาง” เธอยังอยากจะดูชุดชั้นในพวกนั้นต่อ แม้ว่าตอนนี้จะหน้าแดงไปหมดแล้วก็ตาม
“ไม่ได้ๆ ฉันจะช่วยเอาไปขายให้เธอเอง เธอไม่ต้องยุ่งกับกล่องนี้นะ”
“เธอจะเอาไปขายที่ไหน เก็บเอาไว้ใช้เองสักสองสามชุดนะ ฉันให้เธอฟรีๆ เลย”
คราวนี้โจวฟางดีดหน้าผากสหายรักเน้นๆ ไปสองที “เด็กแก่แดด ฉันจะเอาไปขายต่อให้กับแม่ค้า ที่ขายชุดชั้นในน่ะสิ”
“อ้อ” หญิงสาวลากเสียงยาว แต่ก็ไม่กระเซ้าต่อ เธอเลือกเปิดกล่องต่อไปทันที “ว้าว! ในกล่องนี้มีแต่กางเกงยีนส์สวยๆ ทั้งนั้นเลย”
“ไหนๆ ขอฉันดูหน่อย ว้าว! นี่กำลังเป็นที่นิยมเลยนะ ในหนังดาราฮ่องกงใส่แล้วสวยสุดๆ ไปเลยล่ะ”
“ฉันก็เคยเห็นเหมือนกัน ของในกล่องพวกนี้สวยกว่าในห้างสรรพสินค้าอีก ฉันจะตั้งราคายังไงดีฟางฟาง” แม้จะมีราคาต้นทุนเขียนในกระดาษมาแล้ว แต่เธอก็ยังลังเลอยู่ว่าราคาที่จะขายควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ถึงจะเหมาะเพราะต้องตั้งเอาไว้เพื่อให้ลูกค้าต่อรองราคาด้วย
“เรื่องนี้ไม่ยาก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” จากนั้นสองสหายก็ช่วยกันเปิดกล่องที่เหลือจนหมด แล้วก็มาตั้งราคาซึ่งถ้าขายออก ก็จะได้กำไรไม่น้อยเลยเพราะสินค้ากำลังเป็นที่นิยมของตลาด
วันต่อมาหลินฮุ่ยไปเช่ารถลากมา เธอยกถุงสินค้าแล้วก็โต๊ะขึ้นรถลาก จากนั้นก็เข็นไปยังจุดที่เปิดให้ตั้งแผงขายสินค้า เธอไม่ได้ให้โจวฟางคอยช่วยเพราะวันก่อนนั้นก็ช่วยขายเสื้อผ้าของสหายรักมาบ้างแล้ว วันนี้เลยคิดจะลุยคนเดียวไปเลย
พอเลือกจุดที่เหมาะได้แล้วก็เริ่มตั้งแผงขาย วันนี้เธอนำเอาเสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นคอลเล็กชันใหม่จากฮ่องกงมาทั้งหมดยี่สิบชุด นาฬิกายี่สิบเรือน ลิปสติกยี่สิบแท่ง แป้งผสมรองพื้นยี่สิบตลับ น้ำหอมสามสิบขวด และที่นำมาเป็นอย่างสุดท้ายของวันนี้ก็คือกระเป๋าแฟชั่นสิบใบ เพราะกลุ่มเป้าหมายของเธอคือคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ไม่ได้เอามาเยอะเพราะยังไม่แน่ใจว่าวันนี้จะขายหมดหรือเปล่านั่นเอง
และยังไม่ทันที่เธอจะจัดของเสร็จ ก็มีลูกค้าผู้หญิงวัยทำงานสองคนสนใจแวะเข้ามาดูสินค้าแล้ว “แวะชมสินค้าก่อนได้นะคะ สินค้าบนแผงนี้เพิ่งส่งมาจากเซินเจิ้น กำลังเป็นที่นิยมในฮ่องกงเลยค่ะ”
หญิงสาววัยยี่สิบปลายสนใจนาฬิกา เธอจึงหยิบขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วก็ยิ่งถูกใจ “นาฬิกาเรือนนี้ราคาเท่าไหร่คะแม่ค้า”
“นาฬิกาเรือนนี้ปกติจะขายราคาสามร้อยห้าสิบหยวน แต่คุณเป็นลูกค้าคนแรกฉันลดให้ยี่สิบหยวนไปเลยค่ะ” หลินฮุ่ยจำเทคนิคนี้มาจากโจวฟาง เมื่อพูดออกไปแล้วก็ยังต้องรอลุ้นว่าลูกค้าจะต่อราคาลงอีกหรือเปล่า
“สวยนะเสี่ยวชุน แล้วราคาก็ไม่แพงด้วยเงินเดือนเธอก็ไม่น้อยแล้ว ซื้อเถอะใส่แล้วก็ดูดีเวลาออกไปพบลูกค้าก็ดูภูมิฐานด้วยนะ” หญิงสาวอีกคนพูดอย่างกระตือรือร้นเพราะนาฬิกาแบบนี้เธอเคยเห็นขายในห้าง ราคาสี่ร้อยกว่าหยวนเลย แถมยังไม่สวยเท่านี้ด้วย
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวชุนมองนาฬิกาที่อยู่ในมืออย่างลังเล แต่พอสหายร่วมงานพูดไม่กี่คำเธอก็ตัดสินใจได้ในทันที “ฉันเอาเรือนนี้ค่ะแม่ค้า”
ฮุ่ยฮุ่ยยิ้มออกมาในทันทีอย่างโล่งใจ “คุณผู้หญิงท่านนี้ตาถึงจริงๆ ค่ะ ฉันจะห่อใส่ถุงให้นะคะ”
และแล้วเงินสามร้อยยี่สิบหยวนก็มานอนอยู่ในกระเป๋าของเธอได้สำเร็จ จากราคาส่งของนาฬิกาเรือนนี้แค่หนึ่งร้อยหยวนเท่านั้น ขายออกไปหนึ่งเรือนเธอก็ได้กำไรไปตั้งสองร้อยยี่สิบหยวน
“กระเป๋าใบนี้ราคาเท่าไหร่คะแม่ค้า” หญิงสาวที่มากับเสี่ยวชุนเห็นกระเป๋าแล้วก็ตาวาว เธอจำได้ทันทีว่ามันคือคอลเล็กชันเดียวกับที่เห็นในนิตยสารแฟชั่นจากฮ่องกงและกำลังเป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะในแวดวงดารา
“สองร้อยสามสิบหยวนค่ะ แต่ถ้าคุณซื้อคู่กับน้ำหอมราคาขวดละห้าสิบหยวน ฉันจะคิดราคาคุณแค่สามร้อยห้าสิบหยวนเท่านั้นค่ะคุณผู้หญิง”
หญิงสาวคนนั้นรีบหยิบน้ำหอมขึ้นมาดูแล้วก็ต้องตาโต “นะ นี่มันน้ำหอมแบรนด์ดังเลยนี่ ขายถูกแบบนี้ฉันซื้อค่ะ รีบห่อให้ฉันเลย” เธอเคยซื้อน้ำหอมแบรนด์นี้ที่ต่างประเทศ แค่เห็นขวดเธอก็รู้แล้วว่าเป็นของแท้
หลินฮุ่ยส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้วก็ได้เงินมาอีกสามร้อยห้าสิบหยวน แล้วก็ส่งพวกเธอจากไปด้วยรอยยิ้ม “ฟู่ว! ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนี่ฮุ่ยฮุ่ย เธอทำได้อยู่แล้ว สู้ๆ” พูดให้กำลังใจตัวเองแล้วเธอก็เริ่มร้องเรียกลูกค้าต่อไป
ด้วยสินค้าของเธอราคาไม่ได้แพงมากสำหรับสินค้าคุณภาพดีระดับนี้ ทำให้ขายออกไปได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีลูกค้าเรื่องมากบางคนที่ต่อราคาอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังได้กำไร ตอนบ่ายสามโมงสินค้าทั้งหมดก็ถูกขายออกไปจนหมด
เธอเข็นรถลากกลับบ้านเช่าหลังเล็ก จากนั้นก็นับเงินที่หามาได้อย่างมีความสุข “แค่วันเดียวก็ได้กำไรเกือบหมื่นหยวนเลย มิน่าล่ะตอนนั้นพี่ใหญ่ถึงหาเงินมาซื้อบ้านสี่ประสานได้ตั้งสิบหลัง” คุยกับตัวเองเสร็จแล้วก็เก็บเงินลงในกระเป๋า ก่อนจะเก็บข้าวของทุกอย่างให้เป็นระเบียบแล้วจึงเดินทางกลับบ้านที่เขตซีเฉิง
วันนี้พี่ชายของเธอก็โทรมาอีกครั้ง “เธอได้ขายสินค้าพวกนั้นหรือยังฮุ่ยฮุ่ย ทางนั้นบอกว่ามีสินค้าหลายอย่างที่พวกเขาแถมมาให้ พี่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่น่าจะทำกำไรให้เธอได้เยอะเลยล่ะ”
“พี่ใหญ่ พี่ซื้อของพวกนี้มาเท่าไหร่คะ ฉันจะได้โอนเงินให้พี่เอาไปจ่ายทางนั้น”
“ไม่ได้ซื้อหรอกฮุ่ยฮุ่ย” น้ำเสียงของเขาภูมิใจหน่อยๆ
“ไม่ได้ซื้อหรือคะพี่ใหญ่ ทำไมล่ะคะหรือว่าเป็นร้านของพี่”
“เธอเดาถูกแล้วฮุ่ยฮุ่ย สินค้าส่วนนี้เธอเอาไปขายได้ตามสบายเลย เพราะพี่มีหุ้นอยู่นิดหน่อย”
“ไม่ได้หรอกค่ะ อย่างน้อยก็น่าจะมีต้นทุนอยู่บ้างนะคะ” ว่าแล้วเชียว ระหว่างที่อยู่ปักกิ่งพี่ใหญ่ไม่ได้ถอนเงินจากบัญชีทั้งสองเล่มเลย แต่กลับใช้เงินได้อย่างไม่กระพริบตา ไม่แน่ว่าร้านค้าที่ปักกิ่งก็อาจจะมีกิจการของพี่ใหญ่ด้วยก็ได้
“แค่ครั้งนี้เท่านั้นแหละ ถ้าครั้งต่อไปเธออยากจะขายอีก ทางนั้นก็คงคิดราคาหุ้นส่วนให้พี่ อาจจะต้องจ่ายนิดหน่อย”
“เป็นเงินไม่น้อยเลยนะคะ บอกว่าไม่คิดเงินก็ได้เหรอคะ”
“เอาน่า พอรู้ว่าน้องสาวของพี่อยากจะลองค้าขาย พวกเขาก็เลยสนับสนุนเต็มที่ เธอขายได้เท่าไหร่ก็เป็นของเธอทั้งหมดนั่นแหละฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นมาแล้วจริงๆ นี่เรียกว่าฟ้าหลังฝนหรือเปล่านะ พอหลุดพ้นจากตระกูลหลิวมาได้แล้ว อะไรๆ ก็ดูจะเป็นใจไปหมดเสียทุกอย่าง
“ราคาที่ทางร้านแนะนำมา ลูกค้าบอกว่าถูกมากเลยค่ะพี่ใหญ่ แต่เงินที่ฉันขายได้ก็ยังเยอะอยู่ดี”
“ได้เยอะก็ดีแล้วนี่ วันต่อไปเธอก็ไม่ต้องลำบากร้องเรียกลูกค้า พอพวกเขารู้ว่าเธอขายของดีราคาไม่แพงเกินไป ก็จะพากันมาซื้อเอง”
“ขอให้ขายดีทุกวันเลยค่ะ เพราะอีกไม่กี่วันฉันก็ต้องกลับไปที่หอพักนักศึกษาแล้ว”
“ต้องขายดีอยู่แล้ว วันนี้กินข้าวหรือยัง”
“ฉันพึ่งกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ได้กินเลยค่ะ”
“พี่จะให้เหล่าเติ้งเอาอาหารที่ภัตตาคารไปส่งเธอดีไหม” เขาเริ่มจริงจังแล้วเพราะน้องสาวของเขาตัวเล็กนิดเดียวแถมยังกินน้อยอีกด้วย
“ไม่ต้องๆ ไม่ต้องค่ะพี่ใหญ่ ฉันจะไปทำบะหมี่กินแล้วก็ได้ จะไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“อืม ดีมาก รีบกินข้าวนะ พี่วางล่ะ”
“ค่ะพี่ใหญ่” หญิงสาววางสายแล้วก็เดินออกจากห้อง มุ่งหน้าสู่ห้องครัวทางฝั่งตะวันออกของบ้าน หาวัตถุดิบจากตู้เย็นมาได้ก็เริ่มทำอาหารเย็นกิน
ทางฝั่งของหลินอวี่เฉินที่เพิ่งวางสายจากน้องสาว ก็ต้องยิ้มกว้างให้กับสหายรักที่เป็นเจ้าของสินค้าที่ส่งให้น้องสาว
“มีอะไรถึงมาหาฉันถึงบ้านหลังนี้เหล่าหาน”
“เอาเงินมาให้นายน่ะสิ ไม่ใช่นัดกันช่วงนี้หรือไง แล้วน้องสาวนายขายของได้ไหม สินค้าพวกนี้เป็นที่นิยมมากเลยนะในฮ่องกง”
“ขายได้สิ ดูท่าทางเธอจะตื่นเต้นมากเลย ไม่แน่ใจว่าเปิดเทอมแล้วจะขายต่อหรือเปล่า”
เหล่าหานหยิบกระเป๋าหนังสีดำออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่แล้วส่งให้หลินอวี่เฉิน “นี่คือส่วนแบ่งของเดือนนี้”
เขาเปิดกระเป๋าดูแล้วก็เห็นปึกเงินหลายสิบปึก “เดือนนี้ได้เยอะกว่าเดือนที่แล้วใช่ไหม”
“อืม วิทยุกับโทรทัศน์ขายดีมากเลย เสื้อผ้าแฟชั่นก็ได้เยอะเหมือนกัน ส่วนแบ่งนายก็เลยมากกว่าเดิมห้าหมื่น”
หลินอวี่เฉินรูดซิปปิดกระเป๋าหนังสีดำ แล้วก็เก็บเข้าไปในกระเป๋าเดินทาง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ต้องกลับไปที่ค่ายแล้ว ครั้งหน้าฉันจะโทรนัดนายอีกครั้งนะเหล่าหาน หรือไม่บางทีก็อาจจะเลื่อนไปก่อน”
“นายจะรับภารกิจอีกแล้วเหรอเหล่าหลิน มันเสี่ยงมากเลยนะ” เขาเองก็เคยเป็นทหารหน่วยเดียวกับหลินอวี่เฉิน แต่เพราะภารกิจลับสุดยอดที่ทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายร่างกายก็ไม่ไหวจำต้องลาออกมาทำธุรกิจ
“ถ้าฉันไม่รับภารกิจ น้องสาวของฉันก็ต้องถูกคนพวกนั้นข่มเหงไปตลอด”
“ถ้านายไม่รอดกลับมาล่ะเหล่าหลิน”
“ฉันต้องรอด ฮุ่ยฮุ่ยถึงจะมีบ้านที่แท้จริงให้พักพิง”
เหล่าหานมองสหายรักด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ แต่ไม่นานก็ยอมรับการตัดสินใจของเขา “ได้! ถ้ามีอะไรบอกฉันได้ตลอดนะ”
“อืม ฉันจะบอกเบอร์โทรของนายกับฮุ่ยฮุ่ย หลังจากนี้ถ้าฉันยังไม่กลับมา หากว่าเธออยากจะขายสินค้าอีก นายก็คุยกับเธอได้เลย”
“ได้! น้องสาวนายก็เหมือนน้องสาวของฉัน”
พอกลับขึ้นรถมาได้ หลินอวี่เฉินก็ก้มมองนิ้วหัวแม่มือที่ว่างเปล่าเขาแตะเบาๆ ก็ปรากฏแหวนหรือจะเรียกให้ถูกก็ปลอกนิ้วหยก จากนั้นก็เก็บกระเป๋าหนังสีดำเข้าไปเก็บเอาไว้ข้างในปลอกนนิ้วหยกนี้ “เจอกันครั้งหน้า พี่คงต้องมอบแหวนอีกวงให้เธอแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”