LNCrawler

บทที่ 4 ค้าขาย 3

ภรรยาคนนี้คือวาสนาของเขา — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 4 ค้าขาย 3

ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ มี 27 บท + บทส่งท้าย (ประมาณ 83,800 คำ)

มีโปรลดราคา 149 บาท ถึงวันที่ 30/6/69

1344ad08f461f21c66544984f57dfc60.jpg

https://novel.dek-d.com/ebook/46321/

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjcyMTY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1MzMyOSI7fQ

หลังปลูกธัญพืชแล้ว งานต่อจากนั้นก็เป็นงานถอนหญ้าและรดน้ำ เกี่ยวหญ้าให้หมู ดูแลคอกหมู ส่วนจ้าวอวิ๋นซินยังคงขึ้นไปหาสมุนไพรบนเขาเช่นเดิม เย็นวันนั้นขณะที่หญิงสาวเดินลงมาจากเขา เธอก็มาเจอกับซูจื้อเผิง ยุวปัญญาชนที่มาอยู่ในกองผลิตชุนฟานี้

“สหายจ้าว จะกลับบ้านแล้วเหรอครับ”

ซูจื้อเผิงเอ่ยทักทายพลางยิ้มให้กับหญิงสาวไปด้วย เป็นรอยยิ้มที่เขาคิดว่าเคยทำให้หลายคนหลงใหลมาแล้ว ซูจื้อเผิงรู้ว่าจ้าวอวิ๋นซินอยู่ตัวคนเดียว และสหายของพ่อที่จากไปก็ส่งเงินมาให้เธอใช้ทุกเดือน ซูจื้อเผิงจึงอยากจะมาทำความรู้จักจ้าวอวิ๋นซินเอาไว้ หวังจะสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

จ้าวอวิ๋นซินเห็นแบบนั้นก็แปลกใจ ปกติยุวปัญญาชนกลุ่มนี้ไม่เคยเอ่ยทักทายเธอสักครั้ง ครั้นเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายแล้ว เธอก็พอคาดเดาเจตนาของบุรุษผู้นี้ได้

“สหายมีอะไรหรือเปล่า”

หญิงสาวถามออกไป และก็ถอยไปมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ซึ่งก็เป็นใบหน้าปกติของเธออยู่แล้ว กับคนที่เธอไม่สนิทสนมด้วย และกับคนที่มีเจตนาร้าย จ้าวอวิ๋นซินก็จะถอยห่างออกมา

ครั้นได้ยินน้ำเสียงห่างเหินและปนไปด้วยความไม่พอใจ ซูจื้อเผิงก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นใครแสดงท่าทีแบบนี้กับตัวเองมาก่อน

“เอ่อ...” ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาได้ “เห็นสหายเดินอยู่คนเดียวจึงเข้ามาทักทายครับ”

“ปกติก็ไม่เคยทักทายกัน” จ้าวอวิ๋นซินจ้องมองอีกฝ่าย ราวกับเธอมองทะลุความคิดของเขาได้ “ความจริง ชายหญิงที่ไม่ได้สนิทกัน ไม่จำเป็นต้องทักทาย หวังว่าสหายจะเข้าใจ”

จ้าวอวิ๋นซินบอกแล้วก็เดินจากไป เธอไม่อยากเสียเวลากับคนแบบนี้

ซูจื้อเผิงพอจะได้ยินเรื่องที่ชาวบ้านพูดถึงจ้าวอวิ๋นซินมาบ้าง เขารู้สึกว่าคุณสมบัติของจ้าวอวิ๋นซินค่อนข้างดี หากสามารถเป็นสหายกันได้ เขาก็อาจจะได้รับความช่วยเหลือจากเธอ และยังไม่มีคนในบ้านจ้าวมาคอยคัดค้านอีกด้วย เพราะเธอตัวคนเดียว

เมื่อรู้ว่าวันนี้จ้าวอวิ๋นซินไปเก็บสมุนไพรบนเขา ซึ่งอย่างไรก็ต้องเดินผ่านมาทางนี้ เขาก็รีบทำงานและรีบมาดักเจอเธอที่นี่ หวังจะสร้างความสัมพันธ์ฉันสหายไว้ก่อน

แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอจ้าวอวิ๋นซินที่เย็นชาแบบนี้ และเธอเป็นสหายหญิงคนแรกที่ไม่มีท่าทีสนใจในตัวเขา หลังจากที่เขาเอ่ยทักทายเธอไปแล้ว สายตาของเธอออกจะรำคาญเขาด้วย

ครั้นจ้าวอวิ๋นซินเดินไปแล้ว ซูจื้อเผิงก็เดินกลับไปยังที่พักของยุวปัญญาชน ในตอนนั้นหานจือหลานที่คอยมองหาซูจื้อเผิงอยู่ตลอด ก็เห็นชายหนุ่มเดินกลับมา

“พี่จื้อเผิงไปไหนมาคะ”

หญิงสาวแสดงความสนิทสนมอย่างเปิดเผย และเธอก็แอบชอบผู้ชายคนนี้อยู่ อีกทั้งเขาก็เป็นคนเมืองหลวงเหมือนกับเธอ หญิงสาวไม่อยากให้ใครมาแย่งผู้ชายคนนี้ไปจากเธอ

“ไปหาเก็บผักแถวนี้แหละ แต่ไม่มี”

ชายหนุ่มบอก พลางยิ้มราวกับเป็นบุรุษใจดีให้กับหญิงสาวไปด้วย เธอมีเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ใช้ทุกเดือน เขาจำต้องทำดีกับเธอไว้ก่อน

“พวกเราดูผักพวกนั้นไม่เป็นหรอกค่ะ วันหลังพี่ไม่ต้องไปทำแบบนั้นแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเตือน

“คิดจะไปหาเก็บผักมาทำอาหารน่ะ เมื่อมาใช้ชีวิตที่นี่แล้วพวกเราก็ควรเรียนรู้ไว้บ้าง”

ชายหนุ่มยังคงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ดูเป็นคนอบอุ่น ท่าทีของเขายิ่งทำให้หานจือหลานหลงใหล

ยุวปัญญาชนคนอื่น ๆ เห็นท่าทีแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ของหานจือหลานที่มีต่อซูจื้อเผิง ก็คร้านจะใส่ใจหญิงสาวคนนี้อีก คนที่อยู่กับซูจื้อเผิงมานานจะรู้ว่ารอยยิ้มและคำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้ แต่เตือนใครไปก็ไม่มีใครเชื่อ พวกเขาจึงเลิกเตือน ยิ่งกับหานจือหลานยิ่งเตือนไม่ได้ เพราะหญิงสาวหน้ามืดตามัวหลงรักซูจื้อเผิงไปแล้ว

คนอื่นคิดอย่างไรจ้าวอวิ๋นซินไม่รู้ แต่เธอไม่คิดจะพาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้น

จ้าวอวิ๋นซินยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เช้ามาก็ขึ้นเขาไปหาสมุนไพร ช่วยบ่ายก็กลับมาล้างตากสมุนไพรเอาไว้ และก็แบ่งสมุนไพรไปปลูกในมิติบ้าง จากนั้นก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน

ครบห้าวันตามที่นัดไว้จ้าวอวิ๋นซินก็กลับไปที่ร้านสมุนไพรอีกครั้ง เธอขายสมุนไพรที่เก็บมาได้ และก็รับยาบำรุงชุดใหม่กลับไป ร่างกายของเธอดีขึ้นบ้างแล้ว ยาที่รับมาวันนี้ก็ปรับใหม่ด้วย ความสามารถของคนยุคเก่าสบประมาทไม่ได้เลย ยาสมุนไพรพวกนี้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก

ออกมาจากร้านสมุนไพรจ้าวอวิ๋นซินก็แวะไปที่ตลาดมืดต่อ วันนี้หญิงสาวมานั่งขายไข่กับสบู่ ได้เงินครบหนึ่งร้อยหยวนแล้วเธอก็กลับไป ไม่จำเป็นต้องหาซื้ออะไรเพิ่ม เพราะในมิติมีของทุกอย่างอยู่แล้ว

ครั้นกลับมาที่กองผลิตก็เห็นมีคนมามุงกันอยู่ที่ศาลาการประชุมของกองผลิต

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” จ้าวอวิ๋นซินถามกับกวนชุ่ยเฟินที่มามุงดูเหตุการณ์ด้วย

“จะอะไรซะอีกล่ะ จือชิงสองคนนั้นตบตีกันน่ะสิ” กวนชุ่ยเฟินว่า ก่อนจะกระซิบบอกกับจ้าวอวิ๋นซินเบา ๆ เพื่อไม่ให้ถูกหัวหน้ากองผลิตตำหนิ “เห็นว่าแย่งจือชิงซูกันน่ะ”

จ้าวอวิ๋นซินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่พยักหน้ารับรู้ ส่วนสวีเฟยจูเมื่อเห็นสหายก็เข้ามาพูดคุยด้วย

“คนในเมืองก็แย่งผู้ชายเหมือนกันนะ ไหนบอกว่าตัวเองเป็นยุวปัญญาชนผู้มีการศึกษาไง” ครั้นสวีเฟยจูว่าแบบนั้นคนที่ได้ยินก็หัวเราะออกมา

“เรื่องผู้ชายน่ะ ไม่มีใครเขาใช้หัวคิดกันหรอก” เสิ่นเพ่ยอวี๋หันมาร่วมวงพูดคุยด้วย จนถูกผู้เป็นแม่ถลึงตาใส่

สุดท้ายหัวหน้ากองผลิตก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไป และตัดสินให้ยุวปัญญาชนทั้งสามที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในกองผลิต ถูกตัดแต้มทำงานไปคนละสามสิบแต้ม

เมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไป แต่เรื่องนี้ก็มีคนเอาไปพูดต่อกันอย่างสนุกปาก ยุวปัญญาชนที่อยู่ด้วยกัน ต่างก็ห้ามผู้หญิงทั้งสองคนไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ไม่มีใครฟัง จึงต้องไปตามหัวหน้ากองผลิตมาดู เมื่อไม่มีคนยอมเรื่องก็บานปลายแบบนี้

และหลายบ้านก็ห้ามลูกสาวของตัวเองมายุ่งกับยุวปัญญาชนกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้ขึ้นอีก