บทที่ 5 กลับไปเรียนต่อให้จบ 2
บทที่ 5 กลับไปเรียนต่อให้จบ 2
จ้าวอวิ๋นซินไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรอีก แต่เธอก็ยังเข้าไปในมิติเพื่อดูแลสมุนไพรแปลงเล็ก ๆ ข้างคฤหาสน์ และก็อ่านหนังสือทบทวนความรู้ไปด้วย เธอมีหนังสือที่เตรียมมาจากโลกเดิม เพราะคิดว่าหนังสือในยุคนี้คงหายาก
ปีนี้เป็นปี 1976 หากเธอเรียนจบมัธยมปลาย ก็คงพอดีกับที่จะมีประกาศสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมา
เมื่อมีคำเตือนของหัวหน้ากองผลิต ทุกคนก็ไม่มีใครขึ้นไปบนเขาอีก ในกลางดึกคืนหนึ่งก็มีเสียงปืนดังขึ้นที่กลางป่า ไม่ใช่แค่หนึ่งนัดแต่เป็นหลายนัดติดกัน ซึ่งก็บอกได้ว่านี่ไม่ใช่การล่าสัตว์ แต่เป็นการต่อสู้ของคนสองกลุ่ม
จ้าวอวิ๋นซินไม่รู้เรื่องนี้เพราะบ้านของเธออยู่ห่างจากเชิงเขา แต่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ล้วนได้ยินทุกหลัง
ทุกคนที่ได้ยินก็พากันอกสั่นขวัญแขวนไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน พวกเขานึกดีใจที่ไม่ฝืนคำสั่งของหัวหน้ากองผลิตขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา ไม่อย่างนั้นคงโดนลูกหลงไปด้วย
ยังไม่ทันฟ้าสางก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากป่า ก่อนจะตามมาด้วยเสียงรถยนต์ขับเข้ามาที่กองผลิตชุนฟา มีบางคนแอบไปดูจึงได้เห็นว่าทหารจับคนกลุ่มหนึ่งเดินลงมาจากภูเขา และก็มีบางคนได้รับบาดเจ็บจนต้องหามกันลงมา แล้วก็พาคนเหล่านั้นนั่งรถทหารออกจากกองผลิตชุนฟาไป
วันนี้จ้าวอวิ๋นซินไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะเป็นวันหยุด ชาวบ้านตื่นเช้ากันอยู่แล้ว จึงมีคนเห็นเหตุการณ์หลายคน
รถทหารขับออกไปแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นก็มีรถทหารขับเข้ามาในกองผลิตอีก เสิ่นเพ่ยอวี๋แอบไปสืบว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้เรื่องแล้วก็มาบอกกับจ้าวอวิ๋นซิน
“เมื่อคืนเกิดเหตุยิงต่อสู้กันบนภูเขา บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็ได้ยินเสียงปืน” เสิ่นเพ่ยอวี๋ว่า
“ฉันหลับสนิทไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอก
“พี่ก็เหมือนกัน”
เสิ่นเพ่ยอวี๋ว่า ก่อนจะกระซิบบอกกับจ้าวอวิ๋นซิน
“ไม่น่าเชื่อว่าบนภูเขาจะมีสมบัติซ่อนเอาไว้ พวกเราอยู่ที่นี่มานานไม่เคยมีใครรู้ แต่คนต่างถิ่นกลับรู้ คนพวกนั้นคงถูกเจ้าหน้าที่ตามดูพฤติกรรมนานแล้ว จึงตามมาจับกุมตัวได้ทั้งหมด และตอนนี้ก็กำลังขนสมบัติลงมา”
เสิ่นเพ่ยอวี๋กล่าวราวกับรู้ทุกอย่าง ทั้งที่เรื่องพวกนี้เป็นเพียงการคาดเดาของคนในกองผลิตเท่านั้น
“พี่ไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ” จ้าวอวิ๋นซินนึกแปลกใจที่เสิ่นเพ่ยอวี๋รู้เรื่องดีขนาดนี้
“แอบได้ยินผู้ใหญ่เขาคุยกัน ไปเถอะไปดูทหารกำลังขนสมบัติลงมา”
ชาวบ้านเห็นว่าทหารกลุ่มหนึ่งกำลังขนหีบไม้ลงมา พวกเขาจึงพูดกันปากต่อปากว่าน่าจะเป็นสมบัติ แต่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วข้างในเป็นอะไร จากนั้นเสิ่นเพ่ยอวี๋ก็ลากจ้าวอวิ๋นซินไปดูด้วยกัน
เมื่อไปถึงก็เห็นว่ามีหลายคนมาอยู่ที่นี่แล้ว และก็มีหีบไม้กับหีบเหล็กที่พวกเขาขนออกมาจากในป่า ไม่มีใครเห็นว่าข้างในเป็นอะไร เพราะหีบเหล่านั้นปิดสนิท
ทว่าความจริงแล้วในหีบนั้นไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นอาวุธที่มีคนลักลอบนำออกมา และนัดส่งมอบกันที่ป่าแถวนี้ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ที่ตามดูพฤติกรรมพวกเขาอยู่ จับกุมได้เสียก่อน
“ผู้กองแขนคุณมีเลือดไหล ทำแผลสักหน่อยเถอะครับ” นายทหารผู้หนึ่งหันไปเห็นเลือดไหลเปื้อนแขนของผู้บังคับบัญชาจึงได้เอ่ยบอกกับเขา
หยางเฉินเหว่ยรู้ว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อคืน แต่แผลไม่ได้ลึกมาก เขาจึงไม่ได้ไปโรงพยาบาล และอยู่จัดการปัญหาทางนี้ก่อน
“ให้ฉันช่วยไหมคะ ฉันพอทำแผลเป็น”
ติงซินอี๋ยุวปัญญาชนจากเมืองหลวงเอ่ยขึ้นมา เธอหวังทำความดี และหวังว่าสหายทหารผู้นี้จะเห็นถึงความจริงใจของเธอ ทว่ายังไม่ทันที่ผู้อื่นจะได้พูดอะไรเสียงทุ้มเข้มก็เอ่ยออกไป
“ไม่เป็นไร แผลไม่ได้ใหญ่มาก”
เมื่อถูกปฏิเสธเสียงแข็งแบบนั้น ติงซินอี๋ก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก รอยยิ้มของเธอแข็งค้างไปทันที ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวคนอื่น ๆ ตามมา ใครจะไม่รู้ว่ายุวปัญญาชนผู้นี้คิดอะไรอยู่ ทว่านายทหารหนุ่มผู้นี้ก็หน้าตาหล่อเหลาชวนใจเต้นแรงจริง ๆ นั่นแหละ
แล้วติงซินอี๋ก็รีบหลบไปอยู่ด้านหลังของสหายด้วยความอับอาย และก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
เมื่อรถทหารกลับมาอีกครั้ง เหล่าทหารก็รีบขนหีบเหล่านั้นขึ้นไปบนรถ ในตอนนั้นหลิวซูเจิ้งก็หันไปเห็นว่าแขนของหยางเฉินเหว่ยมีเลือดไหล
“สหายแขนคุณได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า ทำแผลก่อนดีไหม”
หลิวซูเจิ้งบอกแล้วก็กวาดตามองหาคนที่จะมาช่วยทำแผลให้กับหยางเฉินเหว่ย ก่อนจะกวักมือเรียกจ้าวอวิ๋นซินให้มาหา
นายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาจะเอ่ยห้าม เพราะก่อนหน้าผู้หญิงคนหนึ่งก็เสนอตัวจะทำแผลให้กับผู้เป็นนาย แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธเสียงแข็ง เขาจึงจะบอกกับหัวหน้ากองผลิตว่าไม่จำเป็น ทว่าก็ถูกเสียงทุ้มทำให้ต้องหุบปากลงทันที
“ขอบคุณครับ”
หยางเฉินเหว่ยบอก ตอนแรกเขาจะปฏิเสธ ครั้นเห็นว่าหลิวซูเจิ้งกวักมือเรียกใคร ชายหนุ่มก็กลืนคำปฏิเสธนั้นไป
“หัวหน้ากองผลิตเรียกฉันเหรอคะ”
ต่อหน้านายทหารผู้นี้ จ้าวอวิ๋นซินไม่กล้าทำตัวสนิทกับหลิวซูเจิ้งมากเกินไป เพราะเป็นเวลาทำงานและมีคนนอกอยู่ด้วย
“มาทำแผลให้สหายทหารหน่อย”
หลิวซูเจิ้งบอกกับจ้าวอวิ๋นซิน เพราะเขาเคยเห็นหญิงสาวทำแผลให้กับแม่ของเธอ และให้กับเด็กคนหนึ่งในกองผลิต หลิวซูเจิ้งจึงรู้ว่าจ้าวอวิ๋นซินทำแผลเป็น จากนั้นหลิวซูเจิ้งก็เรียกลูกชายให้ไปเอากล่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นมา
กล่องนี้เขาได้รับมาจากคอมมูน ทุกกองผลิตจะได้เหมือนกัน แต่ได้ครั้งเดียวก็แทบจะไม่มีอะไรมาเพิ่มให้แล้ว ที่เหลือหลิวซูเจิ้งก็ต้องหาเตรียมไว้เอง อย่างน้อยเขาก็เห็นว่ามีประโยชน์กับคนในกองผลิต
หยางเฉินเหว่ยถอดเสื้อคลุมทหารออก เหลือเพียงเสื้อยืดแขนสั้นด้านใน ทว่าตอนนั้นก็แอบมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาเพราะกล้ามเนื้อหน้าอกแน่น ๆ และกล้ามเนื้อแขนของเขา เสียงนั้นไม่ได้มาจากหญิงสาวในกองผลิต แต่มาจากเหล่าป้า ๆ ที่แต่งงานกันแล้ว
“แผลลึกอยู่เหมือนกันนะคะ อาจจะต้องเย็บ”
จ้าวอวิ๋นซินเห็นแผลแล้วก็บอกกับชายหนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าบอกกับหลิวซูเจิ้งด้วย
“ทำแผลเบื้องต้นไปก่อนก็ได้ครับ อีกเดี๋ยวผมจะไปโรงพยาบาลเอง”
ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาวตรงหน้า พลางมองเธอราวกับไม่อยากให้คลาดสายตา
“ค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินจึงได้ช่วยล้างแผลและใส่ยาให้กับหยางเฉินเหว่ย แล้วก็ใช้ผ้าก๊อซพันแขนไว้ก่อน แต่ก็ได้เอ่ยเตือนเขาไว้ด้วย
“ต้องไปเย็บแผลนะคะ ถ้าอักเสบขึ้นมาคุณจะใช้แขนข้างนี้ไม่ได้อีก” หญิงสาวบอกเสียงดุ
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มออกมาเพราะรู้ว่าเธอกำลังขู่เขา รอยยิ้มของหยางเฉินเหว่ยทำให้นายทหารคนอื่น ๆ รู้สึกขนลุก เพราะไม่เคยเห็นผู้กองของพวกเขายิ้มอ่อนโยนแบบนี้มาก่อน
“ผมรู้แล้วครับ ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มตอบรับ
เมื่อทำแผลเสร็จแล้ว จ้าวอวิ๋นซินก็เอากล่องปฐมพยาบาล ไปเก็บไว้ที่ศาลาการประชุมของกองผลิต ส่วนทหารเมื่อขนของเสร็จแล้วพวกเขาก็จากไป โดยที่คนในกองผลิตก็ยังไม่รู้ว่าในหีบพวกนั้นมีอะไรอยู่ข้างในกันแน่
ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ มี 27 บท + บทส่งท้าย (ประมาณ 83,800 คำ)
มีโปรลดราคา 149 บาท ถึงวันที่ 30/6/69
