บทที่ 1 จ้าวอวิ๋นซิน 1
บทที่ 1 จ้าวอวิ๋นซิน 1
จ้าวอวิ๋นซินกระชับผ้าที่คลุมไหล่ให้แน่นขึ้น ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า เธอกำลังคิดถึงคนที่อยู่อีกมิติหนึ่ง และหวังว่าพ่อกับแม่ของเธอจะใช้ชีวิตที่นั่นอย่างมีความสุข ส่วนเธอก็จะใช้ชีวิตในโลกนี้ให้มีความสุขเช่นกัน
“อวิ๋นซิน ดีขึ้นแล้วรึ” หลิวซูเจิ้งหัวหน้ากองผลิตชุนฟา เห็นเด็กสาวยืนอยู่ข้างแปลงข้าวสาลีจึงได้เอ่ยถาม
จ้าวอวิ๋นซินเป็นลูกสาวของสหาย หลิวซูเจิ้งจึงค่อนข้างจะเอ็นดูเด็กคนนี้ และเธอก็น่าสงสาร พ่อของเธอไปเป็นทหาร แต่ก็ได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจเมื่อหลายปีก่อน
ที่บ้านจ้าวจึงเหลือแต่แม่เฒ่าจ้าว กับเจียงอี้หรูภรรยาของเขา และจ้าวอวิ๋นซินผู้เป็นลูกสาว ส่วนพ่อเฒ่าจ้าวได้จากไปเมื่อหลายปีก่อนแล้วเช่นกัน
เมื่อรู้ว่าลูกชายมาด่วนจากไปก่อน แม่เฒ่าจ้าวก็ล้มป่วยและในปีต่อมาก็ได้จากไปอีกคน บ้านจ้าวจึงเหลือเพียงแม่กับลูกสาว และจ้าวอวิ๋นซินก็มีร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด
การจากไปของสามี เจียงอี้หรูจึงได้รับเงินชดเชยมาก้อนหนึ่ง เธอได้นำเงินนั้นมาสร้างบ้านเพื่อให้ช่วยคุ้มฝนคุ้มหนาว แต่ปีที่แล้วเจียงอี้หรูก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด จ้าวอวิ๋นซินที่เรียนอยู่มัธยมปลาย จึงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อมาดูแลคนเป็นแม่ บ้านนี้จึงไม่ต่างจากมีแต่คนป่วย
เงินที่ได้รับชดเชยมาก็เริ่มร่อยหรอเมื่อต้องนำมาใช้ดูแลคนป่วย แล้ววันหนึ่งอาการป่วยของเจียงอี้หรูก็ทรุดหนัก หมอสุดจะยื้อ จากนั้นไม่นานเธอก็จากไปอีกคน เหลือลูกสาวอยู่ตัวคนเดียว
จ้าวอวิ๋นซินร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมาแต่เดิมอยู่แล้ว การจากไปของทุกคนในครอบครัวทำให้เธอเสียใจอย่างมาก เมื่อไม่มีผู้เป็นแม่อยู่ด้วยหญิงสาวก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เธอจึงล้มป่วยไปอีกคน
บ้านเสิ่นที่อยู่ข้างกันไม่เห็นหน้าจ้าวอวิ๋นซินก็นึกเป็นห่วง กวนชุ่ยเฟินสะใภ้ของบ้านเสิ่นเห็นท่าไม่ดี จึงได้ชวนคนอื่น ๆ ไปดูจ้าวอวิ๋นซินที่บ้าน แล้วก็มาเห็นหญิงสาวนอนไม่ได้สติอยู่ในบ้าน พวกเขาจึงได้ช่วยกันพาจ้าวอวิ๋นซินไปหาหมอ
จ้าวอวิ๋นซินนอนไม่ได้สติอยู่สองวัน แม่ลูกบ้านเสิ่นเห็นแบบนั้นก็สงสาร จึงผลัดกันมาดูแลจ้าวอวิ๋นซิน จนเธออาการดีขึ้นและลุกจากเตียงได้
“ดีขึ้นแล้วค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินหันไปตอบหัวหน้ากองผลิต ก่อนจะถามอีกฝ่ายกลับไป “ลุงหลิวไปไหนมาเหรอคะ”
ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นสหายของบิดา และก็ช่วยเหลือครอบครัวของเธอมาตลอด หญิงสาวจึงให้ความเคารพหัวหน้ากองผลิตไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่ของตน
“มาดูข้าวนี่แหละ อาจจะต้องรีบเก็บเกี่ยวกันแล้ว” หลิวซูเจิ้งบอก ก่อนจะเอ่ยเตือนหญิงสาวตรงหน้าไปด้วย “อย่ามายืนตากลมอยู่แบบนี้ ไข้ยังไม่หายดี เดี๋ยวจะป่วยไปอีก”
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับ แล้วก็ถามอีกฝ่ายกลับไป “ลุงหลิวว่าบรรยากาศแบบนี้ดูแปลกไหมคะ เหมือนฝนจะตกหนักเลยค่ะ”
อากาศร้อนกว่าปกติ ร้อนอบอ้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จ้าวอวิ๋นซินรู้สึกได้ว่าอีกไม่กี่วันนี้ฝนน่าจะตกหนัก
“อากาศร้อนมาก ฝนอาจจะตก” หลิวซูเจิ้งก็แอบกังวลว่าฝนจะตก เขาจึงเดินมาดูแปลงข้าวสาลีที่ปลูก
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องเร่งเกี่ยวข้าวกันแล้วล่ะค่ะ ฝนไม่ตกก็ช่างเถอะ แต่ถ้าตกมาจะลำบาก ไม่สู้เก็บเกี่ยวก่อนถึงจะเบาใจได้” หญิงสาวกล่าวและมองท้องฟ้าไปด้วย
“ฝนอาจจะตก แต่ทุกปีก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่น่ามีอะไรให้กังวลมาก” หลิวซูเจิ้งว่า
เขาไม่คิดว่าฝนจะตกหนักจนทำให้ข้าวในแปลงนาเสียหาย และกองผลิตชุนฟาก็อยู่สูงกว่ากองผลิตอื่น ไม่เคยเกิดน้ำท่วมหนักมาก่อน
“เอาล่ะรีบกลับบ้านเถอะ อย่ามายืนตากลมตรงนี้” หลิวซูเจิ้งบอกกับหญิงสาวอีกครั้ง แล้วก็เดินกลับบ้านของเขาไป
จ้าวอวิ๋นซินยังคงยืนอยู่ที่เดิมอีกสักพัก ก่อนจะกลับบ้านของเธอไป ทว่าก่อนจะเข้าบ้านเธอก็ยังไม่สบายใจ จึงได้เดินไปที่บ้านตระกูลเสิ่น
“ป้าชุ่ยเฟินอยู่ไหมคะ”
หญิงสาวตะโกนเรียกกวนชุ่ยเฟินที่หน้าบ้าน เพราะบ้านอยู่ใกล้กันกวนชุ่ยเฟินกับเจียงอี้หรู จึงพึ่งพาอาศัยกันมาตลอด ทำให้ทั้งสองสนิทสนมกัน กวนชุ่ยเฟินจึงเอ็นดูจ้าวอวิ๋นซินไม่ต่างจากหลานสาวคนหนึ่ง
“อวิ๋นซินมีอะไรหรือเปล่า”
กวนชุ่ยเฟินได้ยินเสียงเรียกจึงเดินมาดู ก่อนจะเห็นจ้าวอวิ๋นซินยืนอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ไม่รู้ว่าหญิงสาวมาเรียกเธอด้วยเรื่องอะไร
“ป้าชุ่ยเฟิน ฉันรู้สึกว่าอากาศช่วงนี้แปลก ๆ ค่ะ ฉันกลัวว่าอีกไม่กี่วันฝนจะตกหนัก เราควรระวังไว้สักหน่อย ของสำคัญก็เก็บไว้ที่สูงก่อนเถอะค่ะ กันไว้ก่อนดีกว่า”
จ้าวอวิ๋นซินบอกกับคนตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือเปล่า แต่ก็ถือว่าเธอได้มาเตือนแล้ว
“กองผลิตของเราอยู่บนพื้นที่สูง ไม่เคยเกิดน้ำท่วมขังมาก่อน หนูไม่ต้องกังวลไปหรอก”
กวนชุ่ยเฟินบอกกับจ้าวอวิ๋นซิน และมองว่าหญิงสาวคิดมากเกินไป จ้าวอวิ๋นซินได้ยินแบบนั้นก็แอบถอนหายใจออกมา ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคน จากนั้นเธอก็ขอตัวกลับบ้านของตัวเองไป เธอทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว
บ้านหลังนี้สร้างขึ้นมาใหม่ หลังจากที่แม่เฒ่าจ้าวได้จากไปแล้ว เพราะอยู่กันสองคนแม่ลูก เจียงอี้หรูจึงกัดฟันยอมสร้างบ้านอิฐ เพื่อความปลอดภัยและแข็งแรง แต่สร้างแค่สองห้องนอน หนึ่งห้องโถงเท่านั้น ห้องครัวและห้องน้ำอยู่ด้านหลัง
บ้านหลังเล็กในตอนนี้เหลือเพียงจ้าวอวิ๋นซินอยู่ตัวคนเดียวแล้ว ครั้นอยู่คนเดียวหญิงสาวก็ลูบที่ปานแดงรูปผีเสื้อตรงนิ้วชี้ของเธอ ชีวิตก่อนเธอเคยมีปานรูปผีเสื้อนี้ ตอนนั้นอยู่ที่ต้นคอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ที่นิ้วชี้ของเธอแทน ปานเล็กมากถ้าไม่สังเกตก็จะไม่เห็น ก่อนที่หญิงสาวจะมองไปรอบ ๆ บ้าน เธอเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และคิดว่าอีกไม่กี่วันน้ำจะท่วมหนัก
คิดได้ดังนั้นจ้าวอวิ๋นซินก็เริ่มเก็บของในบ้านเข้าไปไว้ในมิติของเธอ ใช่แล้วมิตินี้ติดตามเธอมาด้วย บ้านหลังนี้ไม่มีใครเข้ามา ถ้าของในบ้านจะหายไปก็ไม่มีใครรู้ เหลือไว้แค่ของใช้ในครัวและในห้องนอนของเธอ ซึ่งเก็บภายหลังได้
จากนั้นหญิงสาวก็หยิบเอาอาหารในมิติออกมาทาน เธอมีของในมิติลับจำนวนมาก เป็นของที่เธอเตรียมไว้ในชีวิตก่อน จากนี้ก็ไม่ต้องกลัวจะอดตายอีก ทานข้าวอิ่มแล้วจ้าวอวิ๋นซินก็นั่งอ่านหนังสือเรียนต่อ เพราะเธอจะกลับไปเรียนให้จบ ผ่านไปพักใหญ่หญิงสาวก็เข้านอน
ครั้นกำลังข่มตาให้หลับ จ้าวอวิ๋นซินก็นึกไปถึงครอบครัวในชีวิตก่อนของเธอ พ่อแม่และน้อง ๆ คงสบายดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนเธอก็จะดูแลตัวเองให้ดีและใช้ชีวิตให้มีความสุขเช่นกัน
“แม่คะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ หนูอยู่ที่นี่สบายดีค่ะ”
หญิงสาวกล่าวออกไปแล้วเธอก็เข้าสู่ห่วงนิทรา และในคืนนั้นเธอก็ได้ฝันเห็นน้องชายฝาแฝดแต่งตัวภูมิฐาน ทั้งสองเข้าไปบริหารงานที่บริษัทแล้ว
ส่วนผู้เป็นพ่ออย่างกู้เทียนหยางและแม่อย่างหลินหมิงซิน ก็กำลังเดินจูงมือกันดูต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบบ้าน
คืนนั้นกู้หว่านอินจึงนอนหลับฝันดี เพราะได้ฝันเห็นคนในครอบครัวของเธอ แล้วก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว