บทที่ 2 น้ำท่วม 1
บทที่ 2 น้ำท่วม 1
สองวันต่อมาก็เริ่มเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสี เมฆดำทะมึนบ่งบอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะตกหนัก หลิวซูเจิ้งก็รีบพาชาวบ้านในกองผลิตเร่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ทำงานจนดึกดื่นสองวันข้าวในแปลงนาก็เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จากนั้นฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
ผ่านไปอีกคืนฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก น้ำในแม่น้ำเริ่มมีสีขุ่นเข้ม ระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จ้าวอวิ๋นซินจึงได้เดินไปบอกกับสวีเฟยจูสหายสนิทของเธออีกครั้ง ก่อนจะมาบอกกับเสิ่นเพ่ยอวี๋ด้วย เพื่อที่จะให้เริ่มเก็บของขึ้นที่สูง
“ถ้าคืนนี้ฝนยังตกไม่หยุดอีก พรุ่งนี้เช้าคงต้องหลบขึ้นไปอยู่บนเขากันก่อน” จ้าวอวิ๋นซินบอกกับเสิ่นเพ่ยอวี๋
“เอางั้นเหรอ แม่พี่บอกว่ากองผลิตของเราไม่เคยมีน้ำท่วมมาก่อน”
“ไม่เคยมีก็ไม่ได้แปลว่าครั้งนี้จะไม่ท่วมนะคะ พี่เห็นท้องฟ้าไหม กลางวันเหมือนกับกลางคืนเลย ฉันว่ากันไว้ก่อนดีกว่าค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินเอ่ยเตือนอีกครั้ง และเชื่อว่าน้ำจะหลากและพัดพาให้บ้านเรือนเสียหาย
“ตอนนี้เก็บของขึ้นที่สูงก่อนเถอะค่ะ ของสำคัญก็เอาติดตัวไปด้วย ฉันไปดูบนเขามาแล้ว ที่นั่นมีถ้ำอยู่สามถ้ำพอให้อาศัยได้ ยังไงก็ขึ้นไปหลบฝนที่ถ้ำนั้นก่อน หากไม่เกิดอะไรขึ้นก็โชคดีไป แต่หากเกิดเรื่องขึ้นมาอย่างน้อยก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้”
“ได้ พี่จะไปคุยกับปู่กับพ่อก่อน”
เสิ่นเพ่ยอวี๋ว่าแล้วก็เดินเข้าบ้านไป ส่วนจ้าวอวิ๋นซินก็ตัดสินใจไปที่บ้านของหัวหน้ากองผลิต เธอจะไปบอกเรื่องถ้ำบนภูเขาเผื่อไว้ ส่วนหลิวซูเจิ้งจะตัดสินใจอย่างไรเธอก็คงไม่เข้าไปยุ่งแล้ว
“ฉันเห็นว่าบนเขามีถ้ำอยู่สามถ้ำ พอให้ใช้เก็บข้าวที่เกี่ยวมาและก็ให้ผู้คนขึ้นไปหลบฝนได้ ฉันทำความสะอาดรอบ ๆ ถ้ำไว้แล้วค่ะ ถ้ามีคนอยากไปหลบฝนที่นั่นก็ขึ้นไปได้ค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินบอกเรื่องถ้ำบนภูเขาให้หลิวซูเจิ้งรับรู้ เผื่อว่ามีใครอยากจะขึ้นไปหลบฝน
“ลุงรู้แล้ว ขอบใจมากที่มาบอก”
หลิวซูเจิ้งบอกกับหญิงสาวกลับไป ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรเขาจะปรึกษากับผู้อาวุโสในกองผลิตก่อน
“ค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินตอบรับแล้วก็กลับบ้านของเธอไป เธอไม่สามารถไปบังคับใครได้ เพราะไม่อาจยืนยันได้ว่าสิ่งที่เธอพูดจะเกิดขึ้นจริง และที่เธอทำไปทั้งหมดก็อาศัยสัญชาตญาณของตัวเองเท่านั้น จากนี้ก็ถือว่าเธอได้ทำในสิ่งที่ต้องทำแล้ว
กลับมาถึงบ้านจ้าวอวิ๋นซินก็เก็บของทุกอย่างในบ้านเข้าไปไว้ในมิติ และคืนนั้นเธอก็นอนที่คฤหาสน์ในมิติของตัวเอง เพราะที่นั่นอากาศไม่หนาวเหมือนข้างนอก
ยังไม่ทันฟ้าสางก็ได้ยินเสียงตะโกนภายในกองผลิต หลิวซูเจิ้งเรียกให้ทุกคนมาช่วยกันขนข้าวขึ้นไปเก็บไว้บนภูเขา พวกเขานำฟางมาห่อกระสอบข้าว แล้วก็ช่วยกันแบกขึ้นเขาไปเก็บไว้ในถ้ำที่จ้าวอวิ๋นซินบอก เธอไปทำความสะอาดมาแล้ว และได้วางท่อนไม้รองไว้บนพื้นแล้ว เพื่อเตรียมสำหรับเก็บข้าวสาลีที่เกี่ยวมาได้
ชาวบ้านในกองผลิตช่วยกันขนข้าวขึ้นไปไว้บนภูเขา มีหลายคนที่คิดว่าทำแบบนี้เสียแรงเปล่า เก็บข้าวขึ้นที่สูงสักหน่อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว ทว่าเมื่อเป็นคำสั่งของหัวหน้ากองผลิตพวกเขาก็จำต้องทำตาม
“ถ้าฝนยังตกหนักแบบนี้มีโอกาสที่ดินจะถล่มลงมา ของสำคัญในบ้านให้เก็บขึ้นไปไว้ในถ้ำก่อน”
หลิวซูเจิ้งประกาศบอกกับชาวบ้านทุกคน ครั้งนี้ฝนตกหนักกว่าที่เคยเจอ ผู้อาวุโสในกองผลิตกลัวว่าจะเกิดดินถล่ม จึงให้ทุกคนเก็บของแล้วก็ขึ้นไปอยู่ในถ้ำก่อน
แม้หลายคนจะคิดต่างแต่ก็ยอมส่งเด็กและคนชราไปอยู่ในถ้ำบนเขาก่อน ส่วนคนที่ยังแข็งแรงก็แบ่งกันมาอยู่เฝ้าบ้านตัวเอง ฝนตกเข้าวันที่สามน้ำก็ล้นตลิ่งและทะลักเข้ามาในกองผลิต
“ขึ้นไปอยู่บนเขาให้หมด”
หลิวซูเจิ้งไล่บอกทุกคนในกองผลิตให้ขึ้นไปอยู่บนภูเขา ไม่ให้ใครรั้งรออยู่ที่บ้านอีก ผู้คนที่เฝ้าบ้านอยู่ก็เริ่มทยอยขึ้นไปอยู่ในถ้ำ เหลือชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งมาคอยสังเกตระดับน้ำ
“น้ำท่วมบ้านแน่คราวนี้”
ผู้ชายคนหนึ่งกล่าวขณะสังเกตระดับน้ำอยู่ที่เชิงเขา น้ำหลากไม่มีทิศทางและเข้าไปที่กองผลิตแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้นระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ และไหลแรงขึ้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังราวกับฟ้าถล่ม
“ดินถล่มแล้ว หนีเร็ว!”
เสียงหนึ่งตะโกนออกมา จากนั้นเสียงตะโกนก็ดังเป็นทอด ๆ เพื่อบอกให้คนที่มาสังเกตระดับน้ำได้หนีขึ้นไปที่สูงก่อน
แล้วทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็ได้เห็นดินภูเขาถล่มลงมา โชคดีว่าไม่ใช่ตรงที่พวกเขาอยู่ และสายน้ำเชี่ยวกรากก็พัดเอาต้นไม้ท่อนไม้ไหลไปตามกระแสน้ำ
“อย่าให้ต้นไม้พวกนั้นเข้าไปที่กองผลิตเลย”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวออกมา หากซากต้นไม้พวกนั้นถูกพัดไปที่บ้านของพวกเขา คงไม่มีอะไรต้านแรงได้ บ้านที่ถูกต้นไม้ใหญ่กระแทกคงพังไม่เหลือ
หลายคนที่อยู่ในถ้ำเมื่อได้ยินเสียงดังก็ออกมาดู จึงได้เห็นสายน้ำที่เชี่ยวกรากเป็นวงกว้าง ต่างก็รู้ว่าบ้านของพวกเขาคงถูกน้ำท่วมแน่ บางคนก็น้ำตาคลอเพราะไม่รู้ว่าบ้านของตนจะเสียหายมากน้อยเพียงใด
โชคดีว่าค่ำคืนวันนั้นสายฝนก็เบาบางลง เด็กน้อยยังไม่รู้ความก็นอนหลับได้ ส่วนผู้ใหญ่แทบไม่มีใครหลับตาลง ทว่าพวกเขาก็ยังโชคดีที่เก็บเกี่ยวข้าวทัน ไม่อย่างนั้นแม้แต่ต้นข้าวก็ไม่เหลือ
เช้าวันต่อมาแม้อากาศจะยังขมุกขมัวแต่ฝนก็หยุดตกแล้ว ทุกคนต่างก็ภาวนาให้ฝนหยุดตก ในตอนสายก็เริ่มได้เห็นแสงแดดรำไร ใจของทุกคนก็เบาลง ครั้นไม่มีฝนตกลงมาซ้ำระดับน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยกองผลิตชุนฟาตั้งอยู่บนที่สูง เมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะไม่มีน้ำท่วมขังแต่จะเป็นน้ำหลาก ซึ่งน้ำหลากนี้ก็สามารถพัดทุกอย่างให้หายไปกับตาได้