LNCrawler

บทที่ 2 น้ำท่วม 2

ภรรยาคนนี้คือวาสนาของเขา — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 2 น้ำท่วม 2

ในตอนเที่ยงแสงแดดก็สว่างจ้ามากขึ้น น้ำลดหมดแล้ว เหลือแต่ซากดินโคลน ทุกคนก็รีบลงจากเขา ลุยโคลนกลับไปดูบ้านของตัวเอง เมื่อได้เห็นสภาพบ้านก็พากันร้องไห้ระงม บ้านหลายหลังถูกน้ำพัดพังเสียหาย และเกือบทั้งหมดถูกน้ำพัดเอาดินโคลนเข้าไปเต็มบ้าน 

“ที่บ้านเสียหายหนักไหมคะ” จ้าวอวิ๋นซินถามกับเสิ่นเพ่ยอวี๋ หลังทั้งสองคนกลับไปสำรวจบ้านตัวเองมาแล้ว

“ดินเต็มบ้านเลยล่ะ” เสิ่นเพ่ยอวี๋บอก “แต่ยังโชคดีที่ไม่มีอะไรพัง ต้องขอบใจเธอมากที่ช่วยเตือน ของในบ้านก็เก็บไว้ที่สูงหมด ถึงจะมีเปียกน้ำบ้างแต่ก็ไม่ถูกน้ำพัดเสียหาย ที่เหลือก็แค่ทำความสะอาดบ้านแล้วล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปทำความสะอาดบ้านก่อนเถอะค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอก

“อืม” เสิ่นเพ่ยอวี๋ตอบรับ

จากนั้นทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไป ทว่ายังไม่ทันได้เข้าบ้าน หัวหน้ากองผลิตก็ประกาศให้ทุกคนไปช่วยกันนำข้าวสาลีมาตากแดดก่อน เรื่องอิ่มท้องเป็นเรื่องสำคัญ ชาวบ้านจึงวางมือจากงานที่ทำแล้วไปช่วยกันตากข้าวก่อน

จ้าวอวิ๋นซินไม่ได้ไปทำงานแลกแต้ม เธอจึงไม่ได้ไปช่วยตากข้าว หญิงสาวกลับเข้าบ้านไปทำความสะอาดต่อ บ้านของเธอเพิ่งสร้างใหม่ จึงขยับไปสร้างในที่สูงขึ้นกว่าเดิม บ้านทำจากอิฐจึงแข็งแรง บ้านไม่เสียหายแต่ก็เต็มไปด้วยโคลน

ทว่าก็ยังโชคดีที่เธอเก็บของในบ้านไปไว้ในมิติหมดแล้ว บ้านโล่ง ๆ จึงทำความสะอาดง่าย หญิงสาวตักเอาโคลนออกไปก่อน จากนั้นก็ใช้น้ำในมิติของเธอมาล้างบ้านทั้งหมด อาศัยช่วงที่ทุกคนไปช่วยกันตากข้าว จ้าวอวิ๋นซินก็เร่งทำความสะอาดบ้านให้เสร็จ ป้องกันพี่สาวข้างบ้านจะเข้ามาดูในบ้านของเธอ ถ้ามาเห็นบ้านโล่ง ๆ เธอก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร

ขณะที่ทุกคนไปรวมตัวช่วยกันตากข้าว ก็มีรถทหารขับเข้ามาในกองผลิต เนื่องจากเหตุน้ำท่วม พวกเขาจึงได้รับภารกิจให้มาช่วยเหลือชาวบ้าน และมาสำรวจความเสียหายไปด้วย ทหารจึงถูกแบ่งไปช่วยเหลือแต่ละกองผลิต

เมื่อมีทหารมาในกองผลิต พวกเขาก็มาช่วยชาวบ้านตากข้าว ครั้นมีทหารมาช่วยก็ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น จากนั้นหัวหน้ากองผลิตก็เรียกทุกคนมาประชุม เพื่อจะสำรวจว่าบ้านใครเสียหายมากน้อยเพียงใด

สรุปได้ว่ามีบ้านที่พังทั้งหลังอยู่หนึ่งหลัง บ้านที่เสียหายหนักห้าหลัง ที่เหลือก็เสียหายเล็กน้อย แต่ทุกหลังมีดินโคลนเข้าบ้านทั้งหมด บางบ้านก็เก็บของขึ้นที่สูงได้ทัน บางบ้านก็ไม่คิดว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้ พวกเขาจึงไม่ได้เก็บของขึ้นที่สูง ทำให้ของในบ้านพังเสียหายทั้งหมด คนกลุ่มนี้ก็ได้แต่นั่งร้องไห้ที่ไม่เชื่อคำพูดของหัวหน้ากองผลิต

บ้านหลังที่พังก็ให้คนในบ้านมาอาศัยอยู่ที่ศาลาการประชุมของกองผลิตก่อน ส่วนบ้านที่มีดินโคลนเข้าไปในบ้านเกือบมิดหลัง ก็จะมีทหารไปช่วยเอาดินโคลนออก ที่เหลือก็แยกย้ายกันไปทำความสะอาดบ้านของตัวเอง

ช่วงเย็นหลังทำงานเสร็จ หยางเฉินเหว่ยก็ออกไปเดินสำรวจความเสียหายรอบกองผลิต ทว่ามีบ้านหลังหนึ่งที่ชายหนุ่มรู้สึกแปลก ๆ เพราะประตูบ้านปิดสนิทตลอดทั้งวัน ผิดกับบ้านอื่น ๆ ที่เปิดประตูบ้านไว้เพื่อกวาดดินโคลนออกมา และเขาเดินผ่านทางนี้หลายรอบแล้ว แต่ไม่เห็นคนในบ้านออกมา ราวกับบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่

ครั้นเห็นถึงความผิดปกตินายทหารหนุ่มจึงตัดสินใจเรียกคนในบ้าน เพราะกังวลว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับคนข้างใน

“มีใครอยู่ในบ้านไหมครับ”

หยางเฉินเหว่ยผู้บังคับกองร้อย เป็นหัวหน้าชุดนำนายทหารออกมาทำภารกิจที่กองผลิตแห่งนี้ ได้เอ่ยถามออกไป

จ้าวอวิ๋นซินไม่คุ้นเสียงที่มาตะโกนอยู่หน้าบ้าน เธอกังวลว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้น จึงได้เดินไปเปิดประตูรั้ว ครั้นเห็นว่าเป็นทหารผู้หนึ่งหญิงสาวก็นึกสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามกับคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ

ชายหนุ่มเผลอนิ่งไปเล็กน้อย เมื่อได้สบตากับหญิงสาวที่มาเปิดประตู แต่ก็แค่ชั่วลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ก่อนที่เขาจะกลับมาเป็นปกติ และถามอีกฝ่ายกลับไป

“ขอโทษที่มารบกวนครับ ผมเห็นบ้านปิดประตูไว้ตลอด เลยกังวลว่าจะมีใครเป็นอะไรจึงได้มาสอบถามดูครับ” ชายหนุ่มบอก

หญิงสาวได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ

“ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดในบ้าน จึงปิดประตูรั้วไว้ค่ะ”

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” ชายหนุ่มถาม และเขามั่นใจว่าไม่เห็นหญิงสาวคนนี้ไปประชุม ตอนที่หัวหน้ากองผลิตเรียก “คุณไม่ได้ไปประชุมตอนที่หัวหน้ากองผลิตเรียกเหรอครับ”

“ฉันไม่ได้ทำงานแลกแต้มค่ะเลยไม่รู้ และบ้านของฉันเสียหายไม่มาก ฉันแจ้งกับหัวหน้ากองผลิตไปแล้วค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอกถึงเหตุผลที่เธอไม่รู้ว่าหัวหน้ากองผลิตเรียก

บ้านของเธอไม่ได้เสียหายมาก จ้าวอวิ๋นซินจึงไม่ได้ไปขอรับความช่วยเหลือจากกองผลิต เธอแจ้งกับหลิวซูเจิ้งไปก่อนหน้านั้นแล้ว และเธอต้องรีบมาทำความสะอาดบ้าน ก่อนที่จะมีใครมาเห็นบ้านโล่ง ๆ ของตัวเอง หญิงสาวจึงยังไม่ได้ออกไปไหน ทำให้ไม่รู้ว่าหัวหน้ากองผลิตเรียกประชุม

“ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้วเหรอครับ” หยางเฉินเหว่ยถาม เขาจะได้เข้าไปช่วยหญิงสาวกวาดดินโคลนออกมา

“เสร็จแล้วค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินตอบกลับไป

ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน สิ่งที่ได้เห็นแตกต่างจากบ้านหลังอื่นมาก ภายในลานบ้านทำความสะอาดเรียบร้อยอย่างที่หญิงสาวบอก คล้ายว่าบ้านของเธอไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากนัก

“ถ้าอย่างนั้นไม่รบกวนคุณแล้ว” ชายหนุ่มบอกก่อนจะจากไป

เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้ว จ้าวอวิ๋นซินก็ปิดประตูบ้านตามเดิม ก่อนจะมาทำความสะอาดบ้านต่อ ครั้นทำความสะอาดรอบบ้านเสร็จ เธอก็เข้าไปเช็ดถูในบ้านอีกครั้ง กระทั่งพอใจแล้วก็เอาของในมิติออกมาวางไว้ที่เดิม จัดบ้านเสร็จเธอก็โล่งใจ

เย็นวันนั้นหลิวซูเจิ้งจัดคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยกันทำอาหาร มื้อเย็นวันนั้นทุกคนในกองผลิตจะมาทานข้าวร่วมกัน และถือเป็นการเลี้ยงอาหารให้กับเหล่าทหารที่มาช่วยงานด้วย

จ้าวอวิ๋นซินไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยงาน เธอจึงไม่ได้ไปร่วมทานอาหารกับคนอื่น ๆ หญิงสาวนั่งทานข้าวอยู่ที่บ้านของเธอคนเดียว

หยางเฉินเหว่ยไม่เห็นจ้าวอวิ๋นซินมาร่วมทานข้าวกับคนอื่น ๆ ก็นึกแปลกใจ

“มีคนหนึ่งไม่ได้มาทานข้าวด้วยกันหรือเปล่าครับ” หยางเฉินเหว่ยถามกับหัวหน้ากองผลิต หลิวซูเจิ้งมองไปรอบตัวพลางนึกไปด้วยว่าใครหายไป “ผู้หญิงอายุราวสิบห้าสิบหกปีครับ ตัวผอม ๆ”

จ้าวอวิ๋นซินร่างกายไม่แข็งแรงจึงตัวเล็กและผอมบางกว่าคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินที่หยางเฉินเหว่ยกล่าวมา หลิวซูเจิ้งก็นึกออกว่าเป็นใคร

“คุณคงหมายถึงจ้าวอวิ๋นซิน เธอป่วยบ่อยจึงไม่ได้มาทำงานแลกแต้มเหมือนคนอื่น เด็กคนนั้นคิดว่าตัวเองไม่ได้ช่วยงานคนอื่น ๆ จึงไม่ยอมมาทานข้าวด้วยกัน”

ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีหลังส่งภาษีแล้ว ที่เหลือก็นำมาปันส่วนกัน คนที่ไม่มีส่วนช่วยงานแต่อยากจะมารับของไปเปล่า ๆ คงเป็นไปไม่ได้ จ้าวอวิ๋นซินก็รู้จึงตัดปัญหาโดยเธอไม่ได้มาร่วมวงทานข้าวด้วย เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปนินทาภายหลัง

“คนอื่น ๆ ในบ้านไม่แบ่งอาหารให้เธอเหรอครับ ทำไมต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านคนเดียว”

ชายหนุ่มถามด้วยความแปลกใจ ถ้าเธอไม่ได้ทำงานแลกแต้ม ญาติพี่น้องก็ควรแบ่งอาหารให้เธอทานบ้าง จะปล่อยให้หิวอยู่ที่บ้านคนเดียวได้อย่างไร

“เด็กคนนั้นอาภัพนัก พ่อของเธอเป็นทหารแต่ก็เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนปู่ก็เสียไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว ภายหลังจากที่พ่อของเธอเสียไป ย่าก็มาตรอมใจจนล้มป่วยแล้วก็จากไปอีกคน เมื่อไม่นานมานี้แม่ของเธอก็ล้มป่วยแล้วก็จากไปอีก ตอนนี้จ้าวอวิ๋นซินก็ถือว่าตัวคนเดียวแล้ว”

หลิวซูเจิ้งกล่าวด้วยความรู้สึกอดจะเวทนากับชะตาชีวิตของจ้าวอวิ๋นซินไม่ได้

“แต่ก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้างที่สหายทหารของพ่อเธอ ยังส่งเงินมาช่วยเหลือสองแม่ลูกทุกเดือน หญิงสาวที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็ได้เงินนี้มากินมาใช้”

หยางเฉินเหว่ยได้รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อจ้าวอวิ๋นซิน และการได้รู้ว่าเธอเป็นครอบครัวทหารผู้เสียสละ แต่ตนเองกลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว เขาก็รู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมา อาจเพราะเขาก็เป็นทหาร และรู้ดีว่าการเป็นครอบครัวทหารต้องเสียสละมากเพียงใด

เมื่อทานข้าวอิ่มแล้ว ชายหนุ่มก็แอบเดินไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง แต่ก็เห็นว่าภายในบ้านมืดสนิท คิดว่าเจ้าของบ้านคงหลับไปแล้ว เขาจึงเดินกลับไป