บทที่ 3 ความครึกครื้นตอนปันส่วน 1
บทที่ 3 ความครึกครื้นตอนปันส่วน 1
กองผลิตชุนฟาถือว่าเสียหายน้อยกว่ากองผลิตอื่น โชคดีที่พวกเขาเก็บเกี่ยวข้าวได้ทันก่อนฝนตก และไม่มีใครเสียชีวิต
วันต่อมาทุกคนในกองผลิตก็ไปช่วยกันตัดไม้เอามาสร้างบ้านให้กับครอบครัวที่บ้านพัง พอมีทหารมาช่วยงานก็เร็วขึ้น สองวันต่อมาบ้านก็สร้างแล้วเสร็จ
และก็มีข่าวดีมาจากทางคอมมูนว่าจะลดการเก็บภาษีลงในปีนี้ เพื่อบรรเทาทุกข์ของชาวบ้าน ซึ่งจะเก็บน้อยลงครึ่งหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้หลิวซูเจิ้งถึงกับยิ้มไม่หุบ กองผลิตชุนฟาเก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้ทัน และขนหนีน้ำทัน จึงไม่มีข้าวเสียหาย การที่คอมมูนประกาศลดการเก็บภาษีลงครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับชาวบ้านจะได้รับปันส่วนเพิ่มมากขึ้น
เมื่อได้ยินข่าวดี หลิวซูเจิ้งก็มีแรงทำงานหนัก
“มาช่วยกันชั่งข้าวหน่อย”
หลิวซูเจิ้งตะโกนเรียกให้ชาวบ้านมาช่วยกันชั่งข้าวไปส่งที่คอมมูน ส่วนที่เหลือก็จะได้ปันส่วนให้กับชาวบ้าน ปีนี้หลิวซูเจิ้งชั่งข้าวใส่กระสอบน้อยกว่าปีที่แล้วถึงครึ่งหนึ่ง เขาทำงานไปยิ้มไป และไม่รู้สึกอิดออดเหมือนทุกปี ชั่งข้าวใส่กระสอบเสร็จก็ช่วยกันขนขึ้นรถไถ จากนั้นหัวหน้ากองผลิตกับนักบัญชีก็นั่งรถไถไปคอมมูนด้วยกัน ทิ้งให้ผู้ช่วยของเขาอยู่จัดการฆ่าหมูเพื่อจะแจกจ่ายให้กับทุกคน
ช่วงบ่ายหลิวซูเจิ้งก็กลับมา เขาได้เรียกทุกคนให้มาประชุมเพื่อจะปันส่วนผลผลิตของปีนี้ ชาวบ้านต่างก็รีบมารวมตัวกันที่ศาลาการประชุม คราวนี้จ้าวอวิ๋นซินมาร่วมดูการแจกจ่ายข้าวและเนื้อด้วย เธอไม่มีส่วนร่วมก็จริง แต่อยากมาเห็นความคึกคักของการปันส่วนอาหาร
“เป็นเธอนี่ดีจริง ๆ ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้”
เผยเสว่เหยาเข้ามาพูดกับจ้าวอวิ๋นซิน เธอไม่ชอบจ้าวอวิ๋นซินเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายแสร้งอ่อนแอ เพราะไม่อยากทำงานหนัก
“เธอไม่ลองให้พ่อของเธอตายแบบพ่อของฉันดูล่ะ เผื่อเธอจะได้ไม่ลำบากเหมือนฉัน” จ้าวอวิ๋นซินว่ากลับไปเบา ๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน
“อย่ามาปากดี ใครอยากจะให้พ่อของตัวเองเป็นแบบนั้นกัน”
เผยเสว่เหยาชี้หน้าว่าให้จ้าวอวิ๋นซิน ที่กล้ามาพูดถึงพ่อของเธอแบบนั้น แล้วเสิ่นเพ่ยอวี๋ก็พูดขัดขึ้นมา ก่อนที่ทั้งสองคนจะทะเลาะกันให้คนอื่นได้ยิน
“แม่เธอเรียกแล้วนั่น ยังไม่รีบไปช่วยที่บ้านยกของอีก”
เสิ่นเพ่ยอวี๋บอกกับเผยเสว่เหยา พลางพยักพเยิดไปทางแม่ของเผยเสว่เหยา ที่กำลังเท้าสะเอวมองลูกสาวของตัวเองอยู่ เผยเสว่เหยาเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปหาแม่ของเธอทันที และเธอก็เกือบจะถูกแม่ตีเพราะมาช้า
เผยเสว่เหยาอายุเท่ากับจ้าวอวิ๋นซิน เพราะเป็นเด็กรุ่นเดียวกันจึงมักจะถูกเปรียบเทียบมาตลอด จ้าวอวิ๋นซินมีร่างกายอ่อนแอก็จริง แต่เธอเป็นคนที่ฉลาดมาก เธอเรียนเก่งและครอบครัวก็ยอมส่งจ้าวอวิ๋นซินให้เรียนต่อมัธยม
ส่วนเผยเสว่เหยาได้เรียนถึงแค่ชั้นประถม ก็ต้องออกมาช่วยงานที่บ้าน เธอไม่เข้าใจว่าต่างก็เป็นลูกผู้หญิงเหมือนกัน แต่ทำไมจ้าวอวิ๋นซินถึงถูกคนในครอบครัวรักและเอ็นดู ผิดกับเธอที่ไม่มีใครใส่ใจ
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบ้านจ้าวมีหลานสาวเพียงคนเดียว แต่บ้านเผยมีลูกหลานหลายคน เฉพาะครอบครัวของเผยเสว่เหยาก็มีลูกสามคนแล้ว ครอบครัวของลุงและของอาอีก รวม ๆ ก็มีหลานชายหญิงเกือบสิบคน หลานสาวจึงถูกละเลยไป
เผยเสว่เหยาจึงรู้สึกอิจฉาจ้าวอวิ๋นซิน และในวันที่จ้าวอวิ๋นซินต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลแม่ของเธอ เผยเสว่เหยาก็รู้สึกสะใจที่จ้าวอวิ๋นซินไม่ได้เรียนจนจบมัธยมปลาย เพราะเธอไม่อยากให้จ้าวอวิ๋นซินได้ดีไปกว่าตน
“พี่เพ่ยอวี๋ไม่ต้องไปสนใจเธอหรอกค่ะ เสว่เหยาก็แค่พูดมากเท่านั้น ไม่กล้าทำอะไรฉันหรอกค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอกกับพี่สาวข้างบ้าน
“เห็นแล้วรำคาญตาน่ะ เถียงไม่เคยชนะเธอสักครั้ง แต่ก็ขยันมาหาเรื่องเธอตลอด” เสิ่นเพ่ยอวี๋ว่า
ได้ยินแบบนั้นจ้าวอวิ๋นซินก็หัวเราะออกมา เผยเสว่เหยาก็เก่งแต่ปากเท่านั้น ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรมากมาย
รอยยิ้มของจ้าวอวิ๋นซินทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่นั่งหลบมุมอยู่รู้สึกหายใจสะดุดขึ้นมา ตั้งแต่เธอเดินมาที่นี่ก็เหมือนว่าเขาจะละสายตาจากเธอไม่ได้อีกเลย เขาไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้มาก่อน
“ย่าหู”
เสียงหวานของจ้าวอวิ๋นซินทำให้หยางเฉินเหว่ยได้สติขึ้นมา เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้มาก่อน ในการทำภารกิจแต่ละครั้งหากเขาปล่อยให้สติหลุด ก็คงได้ตายไปแล้วหลายรอบ
“อวิ๋นซินมาด้วยรึ” หูฮุ่ยเจินเอ่ยถามกับสหายของหลานสาว
“ฉันมาดูความครึกครื้นค่ะ ตอนปันส่วนแบบนี้จะเห็นแต่รอยยิ้มของทุกคน ดูมีความสุขดีค่ะ”
หญิงสาวบอกพร้อมกับยิ้มออกมา แม้ใบหน้าของเธอจะยังซีดเซียว แต่รอยยิ้มของเธอกลับดูสดใสอย่างยิ่ง
“นั่นสิ ตอนนี้แหละที่ทุกคนจะมีความสุขกันมาก” หูฮุ่ยเจินว่า
หูฮุ่ยเจินอยู่กับหลานสาวแค่สองคน ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านได้จากไปหมดแล้ว สามีจากไปก่อน ไม่นานหลังจากนั้นลูกชายกับลูกสะใภ้ก็จากไปอีก จากอุบัติเหตุถูกหมีทำร้ายในป่าเมื่อหลายปีก่อน เพราะยอมเสี่ยงเข้าไปในป่าลึกหวังได้ของป่ามากขึ้น ทว่าก็มาพลาดท่าถูกหมีทำร้าย ภายหลังหมีตัวนั้นก็ถูกชาวบ้านฆ่าตายไปแล้ว
ตอนนี้บ้านสวีจึงเหลือแค่หูฮุ่ยเจินกับสวีเฟยจูผู้เป็นหลานสาว เธออายุมากขึ้นก็ทำงานแลกแต้มได้น้อยลง แต่โชคดีที่หลานสาวแข็งแรง ทำงานแลกแต้มได้สิบแต้มเหมือนผู้ชาย เมื่อได้รับปันส่วนมาก็พอให้สองย่าหลานใช้ชีวิตต่อไปได้
“ที่บ้านเสียหายมากไหมคะ หนูไม่ได้แวะไปดูย่าหูเลย”
“ก็มีดินโคลนเข้าบ้านนั่นแหละ แต่พวกที่นอนของใช้ไม่ได้เสียหาย เฟยจูเขาเชื่อหนูจึงเก็บของได้ทัน”
หูฮุ่ยเจินว่า ตอนนั้นเธอก็บ่นให้หลานสาวอยู่เหมือนกันว่ากังวลเกินเหตุ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่สวีเฟยจูเชื่อสหายคนนี้
“ไม่เสียหายมากก็ดีแล้วค่ะ” หญิงสาวว่า ก่อนจะเหลือบไปเห็นมือของหูฮุ่ยเจินมีบาดแผลอยู่ “มือไปโดนอะไรมาคะ”
หญิงสาวถามแล้วก็ล้วงกระเป๋าเสื้อของตัวเอง หยิบเอาตลับยาอันเล็กออกมา จากนั้นก็ทาไปที่แผลของหูฮุ่ยเจินเบา ๆ
“ยานี้ทาแล้วจะทำให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ เป็นยาสมุนไพร” จ้าวอวิ๋นซินว่า
“ทาแล้วเย็นดี” หูฮุ่ยเจินว่าพร้อมกับยิ้มไปด้วย
“ถ้าย่าหูไม่รังเกียจยาที่ฉันทำเอง ก็เก็บไว้ใช้เถอะค่ะ เผื่อเอาไว้ทาแผลให้เฟยจูด้วยค่ะ”
หญิงสาวบอก สหายของเธอทำงานหนักกว่าใคร มักจะมีแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตัวอยู่เป็นประจำ
เดิมหูฮุ่ยเจินจะไม่ยอมรับยามา แต่พอจ้าวอวิ๋นซินเอ่ยถึงสวีเฟยจู เธอจึงได้เก็บยานี้ไว้ให้กับหลานสาว
“ขอบใจนะ หนูทำยาทาพวกนี้เป็นด้วยรึ”
“ฉันพอได้อ่านตำรายามาบ้างค่ะ แต่ก็ทำได้แค่ยาทาง่าย ๆ ที่หาสมุนไพรได้ตามป่าแถวนี้แหละค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอก
“เรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหายหรอก เสียดายก็แต่เฟยจูที่ไม่ได้เรียนต่อ” หูฮุ่ยเจินบ่น หากหลานสาวได้เรียนต่อก็คงมีความรู้เหมือนจ้าวอวิ๋นซิน
หลังสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไป สวีเฟยจูก็ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานแลกแต้ม หาเลี้ยงผู้เป็นย่า ทำให้เธอเรียนไม่จบมัธยมต้น หูฮุ่ยเจินสงสารหลานสาวที่ต้องมารับภาระเลี้ยงดูเธอแบบนี้ แต่สวีเฟยจูไม่เสียใจที่ไม่ได้เรียนต่อ ถ้าไม่ได้ดูแลย่าต่างหากที่เธอจะต้องเสียใจ
“หากมีโอกาสก็กลับไปเรียนใหม่ได้ค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินบอก เพราะเธอก็จะกลับไปเรียนต่อให้จบมัธยมปลายเหมือนกัน
“อืม”
หูฮุ่ยเจินพยักหน้าตอบรับ แต่ก็รู้ว่าหลานสาวคงไม่กลับไปเรียนอีกแล้ว เพราะที่บ้านไม่มีใคร สวีเฟยจูจึงต้องเป็นกำลังหลักให้กับย่าของเธอ