บทที่ 3 ความครึกครื้นตอนปันส่วน 2
บทที่ 3 ความครึกครื้นตอนปันส่วน 2
จากนั้นไม่นานสวีเฟยจูก็เดินมาหาย่าของเธอ พร้อมกับรถเข็นไม้ที่บรรทุกกระสอบข้าวและเนื้อหมู
“ปีนี้ได้เยอะเลย” จ้าวอวิ๋นซินเอ่ยกับสหาย
สวีเฟยจูนั่งลงข้างผู้เป็นย่า ก่อนจะตอบจ้าวอวิ๋นซินพร้อมกับรอยยิ้มมีความสุข
“ก็แน่สิปีนี้ทางคอมมูนเก็บภาษีน้อยลง พวกเราก็มีกินมากขึ้น” หญิงสาวบอก ก่อนจะถามสหายกลับไปบ้าง “เธอจะซื้อเนื้อหมูกลับไปด้วยไหม เห็นว่าจะมีเนื้อหมูขายด้วย”
“ไม่ล่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินส่ายหน้า เธอมีของในมิติมากพออยู่แล้ว การซื้อเนื้อหมูตรงนี้จะไม่ต้องใช้คูปอง เนื้อหมูที่เหลือจากการปันส่วนก็จะนำมาขายแบบนี้ทุกปี
“อย่าประหยัดให้มาก ร่างกายก็สำคัญ”
หูฮุ่ยเจินเอ่ยเตือนจ้าวอวิ๋นซิน เพราะเห็นว่าหญิงสาวดูผอมซีดมาก
“ฉันรู้ค่ะ” จ้าวอวิ๋นซินตอบกลับไป ก่อนจะหันไปบอกกับสวีเฟยจู “รีบพาย่ากลับเถอะ ทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว จะได้เอาของไปเก็บด้วย ฉันก็จะกลับบ้านแล้วเหมือนกัน”
“อืม”
จากนั้นทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไป จ้าวอวิ๋นซินพอจะรู้ว่าเธอถูกจับตามองจากนายทหาร คนที่มาถามเธอที่บ้านเมื่อวันก่อน เขามีบุคลิกโดดเด่น ท่าทางและบรรยากาศรอบตัวให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม จ้าวอวิ๋นซินจึงไม่คิดจะยุ่งกับคนผู้นี้
หลังจ้าวอวิ๋นซินกลับไปแล้ว หยางเฉินเหว่ยก็รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรให้ทำอีก ก่อนจะมีนายทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา
“ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังมองนายอยู่” อีกฝ่ายบอก ก่อนจะปรายตาไปยังหญิงสาวคนหนึ่ง “เธอเป็นจือชิงมาจากเมืองหลวง”
หยางเฉินเหว่ยมองสหายร่วมรบแล้วก็ส่ายหน้า เขาไม่คิดจะมีคนรักในตอนนี้ และนอกจากผู้หญิงคนนั้นแล้ว เขาก็รู้สึกว่าไม่มีใครน่าสนใจอีก
“เรียกรวมพลเถอะ เราจะกลับกันแล้ว” หยางเฉินเหว่ยว่า
“อะไรกัน จะกลับเลยรึ” สหายผู้นั้นว่าที่จู่ ๆ หยางเฉินเหว่ยก็จะกลับค่ายทหาร ทว่าถึงจะแปลกใจเขาก็ยังเรียกทุกคนมารวมพล
จากนั้นหยางเฉินเหว่ยก็เดินไปบอกกับหลิวซูเจิ้ง
“พวกเราคงต้องกลับแล้วครับ”
“ขอบคุณสหายทหารทุกคนที่มาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นงานคงไม่เสร็จเร็วแบบนี้” หัวหน้ากองผลิตบอกขอบคุณทหารที่มาช่วยเหลือชาวบ้าน
“เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้วครับ”
หยางเฉินเหว่ยตอบกลับไป ก่อนจะหันไปสั่งให้ทุกคนขึ้นรถ ในตอนนั้นภรรยาของหัวหน้ากองผลิตก็ยกซาลาเปานึ่งมาให้
“เอาซาลาเปาไปกินระหว่างทางด้วย และก็ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทั้งหมด” หลิวซูเจิ้งบอก แล้วก็ให้ชาวบ้านยกตะกร้าซาลาเปาขึ้นรถทหารไป
“ขอบคุณครับ”
เมื่อเป็นน้ำใจและเอาขึ้นรถมาแล้ว หยางเฉินเหว่ยก็เอ่ยขอบคุณกลับไป ครั้นทุกอย่างเรียบร้อยแล้วรถก็เคลื่อนจากไป
หลังปันส่วนกันแล้ว ทุกคนก็ได้หยุดพักสองวัน จากนั้นก็ลงแปลงนาทำงานแลกแต้มกันต่อ งานปลูกมันเทศ ข้าวโพด และถั่วลิสงกับถั่วเหลืองก็เริ่มทันที หากงานปลูกธัญพืชเหล่านี้แล้วเสร็จ งานที่เหลือก็ไม่รีบเร่งแล้ว
กระทั่งวนมาถึงวันหยุดอีกครั้ง ซึ่งกองผลิตชุนฟาจะหยุดพักทุกสิบห้าวัน ซึ่งเป็นความคิดของหลิวซูเจิ้ง เขาคิดว่าทุกคนควรได้พักบ้าง เพื่อให้มีเวลาไปจัดการงานในบ้านของตัวเอง สวีเฟยจูจึงนัดจ้าวอวิ๋นซินไปเก็บฟืนด้วยกัน
เมื่อจ้าวอวิ๋นซินทานอาหารเช้าแล้ว ก็เตรียมตัวจะไปหาสวีเฟยจู แต่ยังไม่ทันเปิดประตูรั้วก็ได้ยินเสียงเรียกที่หน้าบ้านเสียก่อน
“อวิ๋นซินไปเก็บฟืนด้วยกันไหม”
เสิ่นเพ่ยอวี๋มาเรียกจ้าวอวิ๋นซินที่หน้าบ้าน เธอจะไปเก็บฟืนจึงแวะมาชวนน้องสาวข้างบ้านไปด้วยกัน
“ไปจ้ะพี่เพ่ยอวี๋” จ้าวอวิ๋นซินเปิดประตูออกมาตอบ เธอก็เตรียมตัวจะไปเก็บฟืนเหมือนกัน “ฉันนัดเฟยจูไว้ด้วยจ้ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาเฟยจูกัน”
เสิ่นเพ่ยอวี๋สนิทกับสวีเฟยจูอยู่แล้ว ไปหาฟืนกันหลายคนสนุกดี เดินมาที่ชายป่าก็เห็นสวีเฟยจูรออยู่ จากนั้นทั้งสามคนก็เข้าไปในป่าด้วยกัน
“ฝนตกคราวนี้ต้นไม้ล้มระเนระนาดเลย”
สวีเฟยจูมองไปรอบตัวแล้วก็เอ่ยขึ้นมา ดินถล่มทำให้ต้นไม้หายไป ส่วนที่ล้มก็มี เศษซากที่น้ำพัดพามาทับถมกันก็มี
“อืม ทีนี้ก็ตัดฟืนได้เยอะเลยล่ะ” จ้าวอวิ๋นซินว่า แล้วก็ลงมือตัดกิ่งไม้ที่ล้มไปด้วย หากพวกเธอไม่ตัดอีกเดี๋ยวก็คงมีคนอื่นขึ้นมาตัดอยู่ดี
“นั่นสิ”
จากนั้นทั้งสามคนก็เก็บกิ่งไม้ไปด้วย ตัดกิ่งไม้ไปด้วย พวกเธอไม่ได้โค่นต้นไม้ เพียงแต่ตัดกิ่งเล็ก ๆ ไป จากนั้นก็เอาไปตากแดดที่บ้าน ความจริงจ้าวอวิ๋นซินไม่จำเป็นต้องใช้ฟืนก็ได้ เพราะเธอมีถ่านรังผึ้งอยู่ แต่ก็ไม่อยากทำตัวแปลกแยกกับคนอื่นมากนัก เธอจึงมาหาเก็บฟืนไว้บ้าง
ทั้งสามคนเก็บฟืนได้คนละกองใหญ่ จากนั้นก็มัดฟืนเป็นมัด ๆ แล้วก็ทยอยแบกลงเขาไป ขนกันสามรอบจนฟืนกองนั้นหมด ก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน
วันรุ่งขึ้นจ้าวอวิ๋นซินก็ขึ้นเขาไปอีกครั้ง คราวนี้เธอไปหาเก็บสมุนไพรในป่า เจตนาก็เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่าเธอเอาแต่อยู่เฉยไม่ทำอะไรเลย
รอบคฤหาสน์ในมิติมีพื้นที่พอให้ปลูกผักได้ แต่จ้าวอวิ๋นซินเลือกที่จะปลูกสมุนไพรแทน เพื่อจะเอาไปขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทุกคนเห็นว่าเธอหาเงินได้ ไม่จำเป็นต้องทำงานแลกแต้ม เพราะถ้าเลือกได้จ้าวอวิ๋นซินก็ไม่อยากทำงานหนักแบบนั้น
หญิงสาวไม่ได้มาเสียเที่ยวเธอได้สมุนไพรไปปลูกในมิติไม่น้อย และยังได้โสมมาเพิ่มอีกสองต้น ขากลับก็เก็บฟืนไปด้วยอีกสองมัด
“ไปเก็บฟืนมารึ”
กวนชุ่ยเฟินเห็นจ้าวอวิ๋นซินเดินผ่านหน้าบ้านจึงได้เอ่ยทัก เมื่อวานเธอเห็นหญิงสาวขึ้นไปเก็บฟืนกับลูกสาวของเธอ วันนี้อีกฝ่ายก็ขึ้นไปอีก
“ฉันไปเก็บสมุนไพรมาค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินบอก พลางให้กวนชุ่ยเฟินได้เห็นตะกร้าที่เธอสะพายอยู่ด้านหลัง ในนั้นมีสมุนไพรอยู่หลายชนิดซึ่งเธอจะนำมาคัดก่อน
“ดูสมุนไพรเป็นด้วยรึ”
“พอรู้นิดหน่อยค่ะ ช่วงว่าง ๆ ฉันก็ศึกษาไว้ เผื่อจะเอาไว้ดูแลตัวเองค่ะ”
จ้าวอวิ๋นซินบอก ในยุคนี้ยังไม่อนุญาตให้มีการค้าขาย เธอจึงไม่ได้บอกใครว่าจะเอาสมุนไพรเหล่านี้ไปขาย
“ถ้าสามารถดูแลตัวเองได้ก็ดี” กวนชุ่ยเฟินว่า เพราะถ้าดูแลตัวเองได้ก็จะไม่ต้องเสียเงินกับค่ายาค่าหมอ
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับ “ฉันขอตัวเอาของไปเก็บก่อนนะคะ”
“ไปเถอะจ้ะ”
ร่ำลากวนชุ่ยเฟินแล้ว จ้าวอวิ๋นซินก็เข้าบ้านของเธอไป จากนั้นหญิงสาวก็เริ่มคัดสมุนไพร บางอย่างก็เอาไปปลูกในมิติของเธอ บางส่วนก็จะเอาไปขายแต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกใคร