บทที่ 4.2 เมื่อถูกหัวหน้าแย่งคน
บทที่ 4.2 เมื่อถูกหัวหน้าแย่งคน
ในที่สุดเสียนเฟยก็หายป่วยแล้ว
นอกจากการปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้ให้ทรงพระเกษมสำราญ หน้าที่หลักของสนมคือการเข้าเฝ้าฮองเฮาทุกเช้า เมื่อมองตามนิสัยเย่อหยิ่งของฟ่านฮองเฮา เหยียนจิ้งอีย่อมรู้ว่าพระนางชอบที่จะนั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์อันสูงสง่าเพื่อปรายตามองเหล่าสนมที่อยู่เบื้องล่าง
ทว่าสำหรับเหยียนจิ้งอีแล้วกลับคิดว่านี่ออกจะเป็นโรคทางใจ มีใครอยากเห็นเมียน้อยโฉมสะคราญของสามีมานั่งหน้าสลอนรอแต่เช้าบ้าง เห็นได้ชัดว่าฟ่านจื่อเวยคนนี้มีความชอบที่แปลกประหลาด หรือไม่สมองก็คงมีปัญหาบางอย่าง
กระนั้นเรื่องของผู้อื่นล้วนไม่เกี่ยวกับนาง เมื่อคืนจักรพรรดิมาเยือนตำหนักอี้คุน ถึงเขาจะไม่ได้เล่นพลิกผ้าห่ม และสะบัดแขนเสื้อจากไปตั้งแต่ยามซวี[1] นางก็ยังต้องตื่นเช้ามาเข้าเฝ้าฮองเฮาตามกฎระเบียบฝ่ายใน
ที่จริงการเป็นสนมก็ไม่ค่อยสบายเท่าใด เพราะอย่างน้อยก็ต้องตอกบัตรเข้างานแต่เช้าทุกวัน
เมื่อก่อนนางเป็นพนักงานดีเด่นจึงมาแต่เช้า ไม่ว่าคืนนั้นฮ่องเต้จะเสด็จหรือไม่ ก็ไม่มีทางให้เสื่อมเสียไปถึงสกุลเหยียน ระวังทุกการกระทำเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นจุดอ่อน ทว่ายามนี้นางมั่นใจแล้วว่าตราบใดที่ฮ่องเต้ยังล้มขั้วอำนาจฝั่งอัครเสนาบดีตระกูลฟ่านไม่ได้ พระสนมตระกูลเหยียนเช่นนางคือหมากที่ใช้คานอำนาจชั้นดี
วันนี้เหยียนจิ้งอีจึงมาถึงตำหนักคุนหนิงเป็นคนสุดท้าย กระนั้นฮองเฮาก็ยังไม่เสด็จออกมา นี่เป็นท่าทีที่มักจะใช้แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่เหนือกว่าผู้อื่น
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตำหนัก สายตาจากบรรดาสนมก็พุ่งมารวมที่นางเป็นตาเดียว
“ดูเหมือนเสียนเฟยจะยังไม่หายดีสินะ” น้ำเสียงอ่อนหวานดังมาจากฝั่งตรงข้าม
“เต๋อเฟย” เหยียนจิ้งอีค้อมศีรษะให้สตรีตรงหน้า
ตอนนี้เหยียนจิ้งอีเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเต๋อเฟยจึงชอบมาเป็นคนสุดท้าย นี่ต่างหากคือการประกาศศักดา เหมือนคำที่เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตชาติก่อน
เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย น้อยกว่าคำเดียวก็ต่ำกว่าหนึ่งขั้น ตอนนี้ไม่มีกุ้ยเฟย รองจากฮองเฮาก็คือเฟย
พวกข้ามาช้าแล้วอย่างไร พวกเจ้ากล้าโวยวายหรือไม่เล่า
วันนี้จ้าวเต๋อเฟยสวมชุดสีม่วงครามเข้มปักลวดลายนกยูงรำแพนด้วยดิ้นเงินและไหมสีเหลือบมุก เนื้อผ้าไหมพลิ้วไหวเป็นประกายเงางาม สีม่วงเข้มนี้ยิ่งขับให้ผิวของนางดูขาวกระจ่างราวกระเบื้องเคลือบชั้นเลิศ เสริมความสูงศักดิ์จนสนมชายาคนอื่นไม่กล้าสบตา
ใบหน้างามถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ขนตาหนางอนยาวรับกับดวงตาหงส์ทรงเสน่ห์ ริมฝีปากอิ่มสีชาดแต้มรอยยิ้มจาง คล้ายจะยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจ สมกับเป็นอดีตสาวงามอันดับหนึ่ง ทั้งยังเป็นพระสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด
“ตอนที่เจ้ายังดำรงตำแหน่งเจาอี๋กลับมาแต่เช้าได้ทุกวัน” เต๋อเฟยยิ้มบาง “นี่คงเพราะร่างกายยังไม่ดีขึ้นกระมังจึงเพิ่งมาถึงเอาป่านนี้ได้”
คำพูดของเต๋อเฟยดูเหมือนห่วงใยในสุขภาพ แต่ความจริงกลับเป็นการจงใจย้ำชัดว่า เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว สนมสกุลเหยียนที่เคยสงบเสงี่ยมก็เริ่มวางท่าไม่เหมือนเดิม
“หม่อมฉันกลับคิดว่าไม่น่าใช่เช่นนั้นเพคะ” สนมอีกผู้หนึ่งเอ่ยแทรก น้ำเสียงอ่อนหวานราวน้ำผึ้ง “เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จตำหนักอี้คุน หากยังไม่หายดีจริง เกรงว่าคงไม่อาจปรนนิบัติได้ถึงเพียงนั้น”
“นั่นสินะ” น้ำเสียงทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศของขันที เรือนร่างระหงของฟ่านฮองเฮาก้าวเข้ามาในตำหนัก ปลายคางมนเชิดขึ้นเล็กน้อย มิได้เผยท่าทีพ่ายแพ้ออกมา
ถึงแม้คดีของน้องชายจะยังไม่สิ้นสุด และฮ่องเต้ทรงเมินเฉยต่อนาง แต่ฟ่านจื่อเวยยังคงมั่นใจว่าตราบใดที่ท่านปู่คืออัครเสนาบดี ตำแหน่งฮองเฮานี้ก็ไม่มีวันสั่นคลอน
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
สนมทุกคนรีบย่อกายลงพร้อมกัน
ฟ่านฮองเฮาเหลือบตามองเหยียนจิ้งอีในชุดที่ดูสดใสกว่าปกติ ใบหน้าขาวกระจ่างเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา ต่างจากสตรีที่เคยระวังตัวทุกฝีก้าว เพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กลับทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตา
“ในที่สุดเจ้าก็หายป่วยเสียที” น้ำเสียงของฟ่านฮองเฮาติดจะประชดประชัน มิได้แฝงความเมตตาอย่างมารดาแผ่นดินแม้แต่น้อย
“ขอบพระทัยพระองค์ที่ทรงเป็นห่วงหม่อมฉันอยู่เสมอเพคะ” ใบหน้าของเหยียนเสียนเฟยประดับรอยยิ้มที่ผู้อื่นคุ้นเคย เป็นรอยยิ้มสุภาพที่ทำให้ผู้อื่นเห็นแล้วยิ่งรู้สึกว่า หากด่าเจ้า ข้าจะกลายเป็นคนต่ำช้า
“เราเป็นห่วงก็คงไม่เท่าที่ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมกระมัง” ฟ่านฮองเฮาเอ่ยจบก็หันไปมองเต๋อเฟย ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มที่มิได้ส่งถึงดวงตา “เจ้าคิดเหมือนกันหรือไม่”
“เสียนเฟยหายป่วยนับว่าเป็นเรื่องดี คงเพราะวันนี้อากาศดียิ่งนัก ทำให้ผู้คนดูผ่องใสขึ้น หม่อมฉันเองก็หวังว่าฮองเฮาจะทรงพระเกษมสำราญ แจ่มใสเช่นเดียวกับท้องนภา” จ้าวชิงหว่านมีรอยยิ้มประดับดวงหน้างาม ท่วงท่าประณีตอ่อนหวานดุจกิ่งหลิวต้องลม
เพียงแต่คำว่าขอให้แจ่มใสเบิกบานนั้น เห็นได้ชัดว่าจงใจจิกกัดฮองเฮา
สนมยศต่ำต่างลอบก้มหน้า เทพเซียนตีกัน ผีกระจอกอย่างพวกนางไม่อยากพลอยรับกรรมไปด้วย
ฟ่านจื่อเวยจ้องนางปีศาจจิ้งจอกที่มักใช้มารยาแย่งชิงความโปรดปรานแล้วได้แต่กำมือแน่น แววตาวาวโรจน์ พวกนางแต่งเข้าวังมาพร้อมกัน ถึงแม้นางได้ตำแหน่งฮองเฮา แต่กลับไม่อาจรั้งพระสวามีไว้ได้ ส่วนหนึ่งก็ล้วนมาจากนางปีศาจชั้นต่ำผู้นี้
ริมฝีปากคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยว่า
“เสียนเฟยหายป่วยแล้ว เราย่อมต้องอารมณ์ดี” ดวงตาหงส์หรี่มองจ้าวเต๋อเฟยอย่างสื่อความหมาย
ถึงข้าล้มลงก็ยังไม่ถึงตาเจ้า การที่ฮ่องเต้เลือกป้ายตำหนักอี้คุนนั้นย่อมเป็นการประกาศที่เด่นชัดว่ามีพระทัยจะส่งเสริมผู้ใด
เหยียนจิ้งอีหันไปยกถ้วยชาที่นางกำนัลรินให้ขึ้นจิบ ราวกับสตรีที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหัวข้อฟาดฟันนั้นมิใช่ตน
ชาติก่อนนางถูกฮ่องเต้ดันขึ้นมาเป็นเป้าโจมตีแทนยอดดวงใจที่ทรงแอบซ่อนเอาไว้ ถูกผู้อื่นเล่นงานทั้งในที่ลับและที่แจ้ง แต่กลายเป็นสตรีผู้นั้นที่ไม่ต้องลงแรงอะไรก็ได้บัลลังก์หงส์ไปครอง
เรียกว่าเย็บชุดเจ้าสาวให้ผู้อื่นโดยแท้
— ------
สภาพเพื่อนร่วมงานแต่ละคน
อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอกลับไปนอนที่ตำหนักจ้า
[1] ยามซวี คือเวลา 19.00-21.00 น.