บทที่ 39.1 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.1 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.1 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
ลมหนาวพัดกระโชกผ่านแนวระเบียงทางเดิน ทว่ากลับไม่อาจปัดเป่าไออุ่นและกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนฉลองพระองค์ของโอรสสวรรค์
หลี่เฉิงก้าวเข้าสู่ห้องทรงพระอักษร ทิ้งความอ่อนโยนและเกียจคร้านไว้เบื้องหลัง บัดนี้เหลือเพียงกลิ่นอายเยียบเย็นดุจมัจจุราช แสงเทียนในห้องไหวระริกตามแรงลมที่พัดผ่านบานหน้าต่าง แม้กลิ่นหอมจางๆ จากตำหนักอี้คุนยังคงอบอวลอยู่รอบกาย ทว่าแววตาที่เคยอ่อนแสงลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นกร้าวกระด้างแฝงกลิ่นอายสังหาร
“ทูลฝ่าบาท” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรคุกเข่าลงเบื้องหน้า “มือสังหารเหล่านั้นล้วนเป็นพวกเดนตาย ไม่ว่าทรมานอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดยอมปริปากพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหนาวพัดกระทบบานหน้าต่างเป็นระยะ
“ทว่าหลังจากกระหม่อมใช้วิธีตามพระบัญชา” องครักษ์หนุ่มค้อมศีรษะลงต่ำกว่าเดิม น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม
“ในที่สุดพวกมันก็ยอมเปิดปาก คำสารภาพตรงกับอาวุธและรูปแบบการต่อสู้ที่ฝ่าบาททรงให้ตรวจสอบทุกประการพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยความยำเกรง
“ทุกอย่าง... เป็นไปตามที่ฝ่าบาททรงคาดการณ์ไว้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อนึกถึงวิธีไต่สวนตามพระบัญชาก่อนหน้า เหงื่อเย็นก็ซึมขึ้นตามแผ่นหลังโดยไม่รู้ตัว บัดนี้เขาเข้าใจแล้ว เหตุใดชนเผ่านอกด่านที่ดุดันป่าเถื่อน จึงยอมปลิดชีพตนเองในสนามรบดีกว่าตกเป็นเชลยของแม่ทัพปีศาจผู้นี้
ความอำมหิตที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้พระพักตร์เรียบเฉยนี้ ช่างล้ำลึกและโหดเหี้ยมเกินกว่าที่ปุถุชนจะจินตนาการถึง
ความเงียบงันผ่านไปอย่างช้าๆ ในที่สุดสุรเสียงทุ้มต่ำจึงดังขึ้น
“เตรียมคน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรีบค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนถอยออกไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งได้รับอภัยโทษ
ไม่นานนัก เสียงขันทีด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ทูลฝ่าบาท ใต้เท้าเผยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย
“เร็วดีนี่”
เผยอิ้งหนานก้าวเข้ามาและประสานมือถวายบังคม ทว่าประสาทสัมผัสกลับรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ลอยอวลมาจากฉลองพระองค์ นัยน์ตาลึกล้ำของขุนนางหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ
“พระอาการของเสียนเฟย... เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเขาพยายามกดให้ราบเรียบที่สุด
หลี่เฉิงเคาะปลายนิ้วลงบนที่พักแขนช้าๆ น้ำเสียงกลับผ่อนคลายเหมือนเสือที่ได้กินจนอิ่มแล้วนอนอาบแดดอุ่น
“จวิ้นอ๋องสนใจงานของตนเองจะดีกว่า เรื่องภรรยาของเรา เราดูแลเองได้”
เผยอิ้งหนานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาไว้ใต้แพขนตา
“คนของกระหม่อมสืบรู้แล้วว่า ผู้ใดอยู่เบื้องหลังมือสังหารเหล่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่เจ้ากลับวิ่งมาหาเรา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่” หลี่เฉิงแค่นเสียงหยันขณะปรายตามองอีกฝ่าย “หรือกลัวว่าจะรอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้จึงรีบวิ่งมาสร้างผลงาน”
เผยอิ้งหนานมิได้สะทกสะท้านต่อถ้อยคำประชดประชัน นัยน์ตาลึกล้ำสบมองผู้เป็นใหญ่เบื้องหน้าอย่างเปิดเผย
“ฝ่าบาททรงจำคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเดาะกระพุ้งแก้ม
“หูตาใต้เท้าเผยช่างว่องไวนัก” ดวงตาคมกริบเหลือบมองอีกฝ่าย “ถึงขั้นยื่นยาวมาสอดส่องความเคลื่อนไหวขององครักษ์เสื้อแพรแล้วหรือ”
ภายในห้องพลันเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านบานหน้าต่าง
“ถึงพวกเขาจะผิด แต่บ้านเมืองมีกฎหมาย ในเมื่อมีพยานหลักฐานพร้อม ย่อมต้องส่งเรื่องให้ศาลต้าหลี่พิพากษาพ่ะย่ะค่ะ” เผยอิ้งหนานก้มหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ส่งไปแล้วอย่างไร” หลี่เฉิงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสมเพช “ในเมื่อสุดท้ายโทษของพวกมันคือต้องตาย โทษกบฏไม่มีละเว้น”
เผยอิ้งหนานกำมือแน่นขึ้นเงียบๆ
“เช่นนั้นก็ควรใช้กฎหมาย มิใช่ดาบของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงจงฮ่องเต้ลุกขึ้นจากที่ประทับช้าๆ
เสียงเก้าอี้เสียดสีกับพื้นดังแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งตึงเครียดขึ้นในพริบตา ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างมั่นคง เงาดำจากแสงโคมค่อยๆ ทาบทับลงบนร่างของขุนนางหนุ่ม ราวกับกำลังกดอีกฝ่ายเอาไว้ใต้เงาของโอรสสวรรค์
“จวินเต๋อเช่นนั้นหรือ เจ้าคือบุรุษผู้ยึดถือคุณธรรม” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่เหนือศีรษะ
“ส่วนข้า คือทรราช”
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย