บทที่ 39.2 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.2 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.2 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บานประตูเมืองหลวงซึ่งปิดสนิทมาตลอดยามวิกาล พลันถูกทหารยามเร่งรีบผลักเปิดออกท่ามกลางพายุหิมะ เสียงไม้เนื้อแข็งเสียดสีกับบานพับเหล็กดังบาดหู ก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงดังกึกก้อง
เงาดำทะมึนนับสิบสายควบทะยานผ่านประตูเมืองออกไปดุจพายุ อาภรณ์สีดำสนิทและหมวกคลุมศีรษะที่ปิดบังใบหน้าปลิวสะบัดไปตามแรงลม กลืนกินไปกับความมืดมิดของรัตติกาล
ทหารยามนายหนึ่งที่เพิ่งออกแรงผลักประตูยืนตัวสั่นเทิ้ม มือที่กุมหอกยังคงสั่นระริกขณะทอดสายตามองเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนตามแรงม้า
“หัวหน้า... นั่นคือคำสั่งจากผู้ใดกันขอรับ” น้ำเสียงของทหารหนุ่มสั่นพร่าด้วยความหวาดหวั่น “ไม่เคยมีใครสามารถผ่านเข้าออกประตูเมืองหลวงยามวิกาลได้”
“ใช่เรื่องที่เจ้าควรรู้หรือ” นายทหารผู้เป็นหัวหน้าตวาดกลับเสียงต่ำ ทว่าแววตาที่มองฝ่าความมืดออกไปกลับแฝงความประหวั่นพรั่นพรึงไม่แพ้กัน
แม้เงาดำเหล่านั้นจะควบม้าจากไปไกลแล้ว ทว่าความน่าเกรงขามและรัศมีสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์เมื่อครู่ ยังคงกดทับอยู่ในอากาศจนเขาหายใจไม่ออก รู้สึกราวกับเพิ่งเดินผ่านประตูนรกมาอย่างหวุดหวิด แม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัดอยู่ในลำคอ
ภายนอกกำแพงเมือง กลุ่มชายชุดดำควบม้าตัดผ่านความมืดมิด ทิ้งรอยเกือกม้าไว้บนผืนหิมะขาวโพลนเพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกลมหนาวกลบฝัง ความเร็วของอาชาชั้นเลิศทำให้สองข้างทางพร่าเลือน ทัศนียภาพรอบด้านแปรเปลี่ยนเป็นเพียงเส้นแสงและเงาไม้ที่พาดผ่านสลับกันอย่างรวดเร็ว ปลายทางของพวกเขาคือสุสานหลวง
สถานที่ฝังพระศพของบูรพกษัตริย์ และเป็นที่กักบริเวณเหล่าเชื้อพระวงศ์ผู้พ่ายแพ้ในศึกชิงบัลลังก์
ความเงียบวังเวงตลอดสองข้างทางชวนให้รู้สึกราวกับกำลังรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนแห่งความตาย ท่ามกลางม่านหมอกยามราตรี ซุ้มประตูศิลาขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบลวดลายบนผิวหินอ่อนผสานกับเปลวเพลิงสลัวจากคบไฟสองข้างทาง ทอดเงายาวพาดผ่านพื้นหินเย็นเยียบจนดูน่าเกรงขามและอ้างว้างในคราวเดียวกัน
เสียงกีบเท้าอาชาปะทะพื้นหินดังกระหึ่มกึกก้องมาแต่ไกล ก่อนที่กลุ่มชายชุดดำจะกระตุกบังเหียนรั้งม้าจนฝุ่นหิมะคลุ้งกระจายอยู่หน้าประตูหินอ่อนที่ตั้งตระหง่านกลางหุบเขา ทหารรักษาสุสานหลวงที่ยืนเฝ้าแท่นหอคอยสะดุ้งสุดตัว
“ที่นี่คือเขตหวงห้าม ผู้มาเป็นใคร จงแสดงตัว!” นายทหารเฝ้าสุสานตะโกนก้อง ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มเงาดำทะมึนที่แผ่รังสีฆ่าฟันรุนแรงจนน่าขนลุก
ชายชุดดำผู้ควบม้าอยู่ด้านหน้าเพียงสะบัดมือเบาๆ ตราพยัคฆ์ทองคำพลันปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงคบไฟ สีหน้าของเหล่าทหารรักษาสุสานเปลี่ยนไปทันที ก่อนรีบทรุดเข่าลงอย่างตื่นตระหนก
“ตราพยัคฆ์องครักษ์เสื้อแพร!”
หัวหน้าทหารละล่ำละลักขึ้นทันที
“เปิดประตู รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้!” บานประตูหนักอึ้งค่อยๆ เคลื่อนออก ส่งเสียงครืดคราดเหมือนสัตว์คำราม หลี่เฉิงในชุดคลุมสีดำสนิทควบม้าผ่านเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองทหารเหล่านั้น นัยน์ตาของเขามุ่งตรงไปยังตำหนักที่พักของเหล่าองค์ชายผู้พ่ายแพ้ที่ถูกกุมขัง
ทหารเฝ้าสุสานหลวงที่คุกเข่าอยู่สองข้างทางต่างก้มหน้าจนหน้าผากชิดพื้น ร่างกายสั่นระริกเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเยียบเย็นดุจมัจจุราชที่แผ่ออกมาจากบุรุษบนหลังม้า
“เหตุใดองครักษ์เสื้อแพรจึงมาในยามวิกาลเช่นนี้” ทหารชั้นผู้น้อยลอบกระซิบถามเมื่อขบวนม้าควบผ่านไปแล้ว
“หุบปาก!” หัวหน้าทหารตวาดเสียงต่ำ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด “นั่นไม่ใช่ผู้ที่เจ้าจะเอ่ยถึงได้ คืนนี้ต่อให้เจ้าได้ยินเสียงร้องขอชีวิตดังเพียงใด ก็จงทำเป็นหูหนวกตาบอดเสีย หากยังอยากมีชีวิตเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้”
ตั้งแต่โบราณกาล สุสานหลวงมิใช่เพียงสถานที่ฝังพระบรมศพของเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นเขตต้องห้ามขนาดใหญ่ที่กินอาณาบริเวณทั่วทั้งหุบเขา
ภายในนอกจากสุสานและวิหารเซ่นไหว้ ยังมีตำหนักสำหรับเชื้อพระวงศ์ที่มาเฝ้าสุสาน รวมถึงกองกำลังรักษาการตลอดทั้งปี และหลังศึกชิงบัลลังก์เมื่อห้าปีก่อน ตำหนักบางแห่งก็ถูกใช้กักบริเวณเหล่าองค์ชายผู้พ่ายแพ้แทน
ในบรรดาองค์ชายที่รอดชีวิตจากศึกชิงบัลลังก์เมื่อห้าปีก่อน ฉางหนิงอ๋องนับว่าอ่อนแอที่สุดในสายตาผู้คน เขาไม่มีอำนาจทางทหาร ไม่มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง มีเพียงตระกูลฝั่งชายาเอกเท่านั้นที่มั่งคั่งมหาศาล แต่ย่อมไม่ส่งผลใดๆ ในศึกชิงบัลลังก์
ส่วนเจิ้งอันอ๋องนั้นมีชื่อเสียงด้านคุณธรรมและความอ่อนโยนมาตั้งแต่วัยเยาว์ จนแทบไม่มีผู้ใดระแวง ขณะที่จิ้งหยวนอ๋องในปีนั้นยังไม่ผ่านพิธีสวมกวาน จึงนับว่าเยาว์วัยเกินกว่าจะถูกมองว่าเป็นภัยทั้งๆ ที่มีพระมารดาเป็นถึงเต๋อเฟย
และนั่นเองที่ทำให้ทั้งสามมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย