บทที่ 39.3 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.3 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
บทที่ 39.3 เขี่ยผู้ถือหุ้นที่ไม่ทำงานทิ้ง
ปัง!
บานประตูตำหนักที่ประทับของเหล่าองค์ชายถูกถีบจนเปิดออกอย่างรุนแรง องครักษ์ประจำตำหนักด้านในชักดาบกรูออกมายืนต้านในทันที ในขณะที่ด้านหลังพวกเขา เหล่าองค์ชายทั้งสามกำลังเดินออกมาจากโถงหลัก สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
“วางอาวุธ!” เสียงตวาดจากองครักษ์เสื้อแพรดังขึ้น ทว่ากลุ่มองครักษ์ผู้ภักดีต่ออดีตองค์ชายกลับไม่กล้าจะวางอาวุธลง
หลังเหตุการณ์นองเลือดในวังปีนั้น เพราะไม่ต้องการให้ผู้คนกล่าวหาว่าทรงบีบคั้นพระญาติร่วมสายโลหิต เฉิงจงฮ่องเต้จึงยังทรงอนุญาตให้แต่ละตำหนักคงผู้ติดตามและองครักษ์ส่วนตัวเอาไว้จำนวนหนึ่ง ทำให้แต่ละตำหนักยังมีกำลังองครักษ์ส่วนตัวประจำการอยู่ไม่น้อย
ฮ่องเต้ประทานตำหนักสามหลังให้พี่น้องร่วมสายโลหิตอย่างพระทัยกว้าง ทว่าเหล่าองค์ชายทั้งสามกลับมารวมตัวกันอยู่ภายในตำหนักหนึ่งในยามวิกาล อีกทั้งองครักษ์ด้านในยังตอบสนองรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นเพียงความแตกตื่นจากการถูกบุกรุกกะทันหัน
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรสัมผัสได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมืออยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศภายในตำหนักพลันตึงเครียดขึ้นในพริบตา
“บังอาจ!” เสียงตวาดกร้าวของฉางหนิงอ๋องดังขึ้น “ผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายในสุสานหลวง”
“ที่แท้พี่เจ็ดก็มีหน้ามีตาอยู่ที่นี่” น้ำเสียงเฉื่อยชาดังขึ้นพร้อมร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงามืด มือหนาปลดหมวกคลุมศีรษะออก แสงคบเพลิงที่วูบไหวสาดกระทบเสี้ยวหน้าคมคายดุดัน เงาดำที่ทอดยาวพาดผ่านผนังหินสั่นไหวและบิดเบี้ยวประดุจสัตว์ร้ายที่กำลังคลานออกมาจากเงามืด
“หลี่เฉิง!” ฉางหนิงอ๋องเบิกตากว้าง ชี้หน้าด่าทออย่างลืมตัว “ที่ผ่านมาเจ้ายังสร้างความวุ่นวายไม่พออีกหรือ...”
“บังอาจ!” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรตวาดสวนกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ยังไม่รีบคุกเข่า”
เจิ้งอันอ๋องและจิ้งหยวนอ๋องที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจิ้งอันอ๋องจะก้าวออกมาเบื้องหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อไกล่เกลี่ย
“มิทราบว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์ใดจึงได้เสด็จมายามวิกาลเช่นนี้”
“คิดไม่ถึงว่าในสถานที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ น้องสิบเอ็ดกลับยังสามารถสวมบทบาทอ๋องผู้เปี่ยมเมตตาอยู่ได้ สมกับราชทินนามเจิ้งอันยิ่งนัก” หลี่เฉิงปรบมือเสียงดัง ท่ามกลางโถงกว้างวังเวง เสียงปรบมือนี้กลับเหมือนเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“แต่มือสังหารของน้องสิบเอ็ด ฝีมือยังอ่อนด้อยไปสักหน่อย คิดจะปลิดชีพทรราชอย่างเรา กลับส่งมดปลวกสวะพวกนั้นมาเสียได้”
มุมพระโอษฐ์หยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ขณะปรายพระเนตรกลับไปมองฉางหนิงอ๋องที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านข้าง
“อ้อ... หรือเป็นเพราะพี่เจ็ดมิได้ร่ำรวยมีเส้นสายเหมือนเก่า จึงสามารถจ้างมาได้เพียงเท่านั้น”
สีหน้าของฉางหนิงอ๋องเปลี่ยนจากซีดขาวเป็นเขียวคล้ำ
“ฝ่าบาททรงคิดใส่ความพวกเราหรือ”
“ดูเหมือนเราจะตระหนี่เกินไป” หลี่เฉิงหมุนแหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มือช้าๆ “ใจคอคับแคบกับพี่น้องจนยอมให้พวกเจ้าหอบเอาองครักษ์ข้างกายเข้ามาอยู่ด้วยได้ตั้งมากมาย”
ใบหน้าคมส่ายช้าๆ คล้ายผิดหวังเป็นหนักหนา
“แต่พวกเจ้ากลับต้องใช้เวลาถึงห้าปี นานจนเราเกือบลืมไปแล้วว่า ในสุสานหลวงยังขังสุนัขไว้สามตัว”
“ฝ่าบาทโปรดระวังพระราชดำรัสด้วย” เจิ้งอันอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มกลั้น “กำลังปรักปรำพวกกระหม่อมอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ปรักปรำหรือ” หลี่เฉิงคล้ายได้ฟังเรื่องตลกที่สุด “พวกเจ้าใช้เวลานานเพียงนั้นกว่าจะส่งมือสังหารมา คำว่าไร้ฝีมือยังน้อยไป”
องครักษ์เสื้อแพรที่กุมดาบคุมเชิงอยู่เกือบจะหลุดขัน นั่นสินะ... หากเป็นเฉิงจงฮ่องเต้ ต่อให้ถูกกักอยู่ในสุสานหลวงเช่นเดียวกัน เกรงว่าป่านนี้คงมิใช่เพียงหลบหนีออกมา แต่คงกวาดล้างเมืองหลวงจนเปลี่ยนรัชศกไปแล้วด้วยซ้ำ
“ทรงกล่าวหาพวกกระหม่อมเรื่องมือสังหารโดยไร้หลักฐาน ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างเท่านั้น” ในที่สุดจิ้งหยวนอ๋องที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “คิดจะฉวยโอกาสผิดคำสาบาน สังหารพวกเรากระมัง”
“เราจะสังหารคน ไยต้องสนใจหลักฐาน” หลี่เฉิงเอียงหน้ามองน้องชายอายุน้อยที่สุดก่อนจะยกมุมปากยิ้ม เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราวกำลังสั่งสอนเด็ก “แทนที่จะห่วงผู้อื่น น้องสิบสามได้วางแผนเพื่อตัวเองเอาไว้อย่างไรบ้าง พวกเจ้าสามคนคิดจะฆ่าข้า... แล้วหลังจากนั้นเล่า”
ร่างสูงใหญ่ขยับลำคอช้าๆ คล้ายคลายความเมื่อยล้า สีหน้าเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา
“บัลลังก์มังกรมีเพียงหนึ่งเดียว แต่พวกเจ้ากลับมีถึงสามคน”
วาจานี้ไม่ต่างจากการโยนคบเพลิงลงกลางหมู่พี่น้อง แม้แต่เหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ยืนอยู่ด้านหลังยังต้องลอบสูดลมหายใจ สีหน้าของอดีตองค์ชายทั้งสามที่เคยยืนหยัดร่วมกันเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองขึ้นมาทันใด
สุดม้วนแผนที่ ในที่สุดมีดสั้นก็ปรากฏ [1]
“หรือน้องสิบสามคิดจะลอบวางยาผู้อื่น เหมือนที่เคยทำกับเสด็จพ่อเล่า”
เชิงอรรถ
- ^สุดม้วนแผนที่ มีดสั้นปรากฏ เป็นสำนวนหมายถึง เหตุการณ์ดำเนินมาจนถึงจุดสิ้นสุด ความจริงเปิดเผย
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย